Copy of 170525 บิณฑบาตและอุตตริมนุสสธรรม-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม
เนื้อหาในไฟล์
ธรรมะชาวอโศกเกี่ยวกับเรื่องของอุตริมนุษยธรรมในทางพระพุทธศาสนานั้น มีบางคนกล่าวกันว่าเรื่องอุตริมนุษยธรรมเป็นเรื่องที่ไม่ควรนำมาพูดถึง ไม่ควรกล่าวถึง ไม่ควรนำมาเปิดเผยกัน แต่ท่านพระโพทธิรักมีความคิดเห็นแตกต่างไปจากนั้น ซึ่งต่อไปนี้ก็ขอเชิญท่านรับฟัง บิณฑบาตและอุตริมนุษยธรรม ซึ่งเป็นปาฐกถาธรรมที่แสดงที่วัดนรนาถสุนทริการามขอเชิญท่านรับฟังได้ ณ บัดนี้โดย
ญาติโยมทุกๆคน เจริญพร ถ้าเราไม่ได้เจอกันซะหลายเดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม จนกระทั่งบัดนี้มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน 4 เดือนเกือบ 5 เดือน เราไม่ได้เจอกันอาตมาก็ได้ไปทำกิจอื่นๆ ที่นอกเหนือจากที่เราได้กระทำอยู่เป็นที่เป็นทาง ไปจาริกเผยแพร่โปรด เพิ่มเติมไปจากที่ได้อยู่เป็นที่เป็นทางตรงนี้ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทาง พาหมู่พาคณะไป ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ใครอยากจะฟังเรื่องราวก็คุยกับพระต่างๆ ที่ไปด้วยกันมา ก็คงจะได้เรื่องได้ราวได้รู้กลับไปเผยแพร่เป็นอย่างไรเมืองไทยเรายังมีพุทธศาสนิกชนสนใจอยู่แค่ใด ก็ได้ฟังได้รู้เรื่องกันบ้าง สำหรับที่นี่ก็คงจะกลับมาบรรยายตามเดิม เดือนนี้ เดือนหน้ามิถุนายน บรรยายทุกวันเสาร์ ตามปกติที่นี่อยู่ ส่วนเหตุการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปยังไงก็ค่อยว่ากันอีกทีนึง ท่านเจ้าคุณวัดนรถารถเองท่านก็บอกว่า เอา ก่อน เอาก่อน เดือนมีนานี่เอาวันเสาร์ก็เอาก่อนเดือนกรกฎา ค่อยว่ากันใหม่ ตอนนี้ตอนนี้ยังขอให้เป็นอย่างนี้ก่อนก็เอาตามนี้ไปก็แล้วกัน
ทีนี้เราก็หันเข้ามาถึงเรื่องที่ควรจะได้พูดกันถึงสิ่งที่เรียกว่าเป็นประโยชน์ในเรื่องที่เราจะได้รับรู้ในเรื่องทางด้านศาสนา หรือว่าทางด้านธรรมะที่เราจะให้ได้นี้ อาตมาได้พยายามที่จะเผยแพร่ธรรมะหรือว่าพยายามที่จะชักจูง ชักชวน หรือว่าชี้แจงให้เข้าใจสิ่งที่ไม่รู้ไม่เข้าใจสิ่งที่เห็นไม่ได้เข้าใจพยายามที่ส
อ่านต่อ
ุดที่จะหาเหลี่ยมุม หาเรื่องราวหาภาษามาคลี่คลายมาขยายให้ทุกๆ คนฟัง อาตมาเองเป็นผู้ที่เชื่อว่าจะเป็นผู้ที่ห้าวหาญพอควรทีเดียว เพราะว่า แม้แต่อาตมาออกไปประกาศเผยแพร่ธรรมะทุกวันนี้ ที่ออกไปแม้แต่วันปีนี้ที่ไป ไปจนกระทั่งสุดเหนือ ขึ้นไปถึงสุดดอยสุเทพ เอ้ย ดอยอินทนนท์โน่น อาตมาก็กล่าวแล้วก็พูดเป็นเชิงที่อาตมาเชื่อว่าไม่ผิด เป็นเชื่อว่าได้ประโยชน์แน่ อาตมากล่าวแม้กระทั่งที่สุดว่าอาตมานี่แหละประกาศนิพพาน และอาตมานี่แหละเป็นผู้มีนิพพานแล้ว ได้พูดถึงขนาดนี้ แล้วอาตมาก็พยายามที่จะอธิบาย นิพพานชักชวนให้เข้าใจหรือชี้แจงให้เข้าใจ ซึ่งคนที่รับได้ ก็มี คนที่เขายังมีปฏิกิริยาที่ยังเคยฟังแต่ภาษาเก่าๆ ว่าคนที่รู้นิพพานพูดนิพพานไม่ได้ ก็เห็นพูดนิพพานออกเป็นโครมๆ แต่ไม่รู้นิพพานมาพูดนิพพาน จึง อวดอุตริยมนุษยธรรมที่ไม่มีในตน อาตมามีนิพพาน แล้วพูดนิพพานนี่มันของดีออกจะตายไป อาตมาก็ประกาศอยู่โครมๆ ว่า อาตมารู้นิพพาน มีนิพพาน รู้นิพพาน อาตมาพูดนิพพาน สิ่งที่อาตมามีนี่หละอาตมาเอามาพูด ส่วนคนที่ประกาศนิพาน พูดนิพพาน แต่ไม่รู้นิพพานสิมันเป็นสิ่งที่ไม่น่าฟังมากกว่า ท่านไม่ห้ามคนอวดอุตริมนุษยธรรม ท่านห้าม คนที่ไม่มีอุตริมนุษยธรรมในตนต่างหากเล่า อย่าอวด ถ้าคนใดไม่มีอุตริมนุษยธรรมในตนและอวดอุตริมนุษยธรรมที่ไม่มีในตน ผู้นั้นแหละทำลายตน ทำลายศาสนา โดยเฉพาะนั่นทำลายศาสนา ไม่ใช่ทำลายตน และคนที่ไม่รู้ฟังกันอย่างเพียงเพี้ยนแล้วก็ไปได้รับคำเล่าลือ เชื่อมาตามกันมากล่าวกันมาตามที่ตัวเองเข้าใจ แล้วตัวเองก็ไปเชื่อถือตามนั้น แล้วก็มาเพ่งโทษอาตมา ว่าอาตมากล่าวอวดอุตริมนุษยธรรม อ้าว ของดี ฟังให้ดีนะ ของดีนะ ใครที่มีอุตริมนุษยธรรม แล้วเอามาอวดให้เราฟัง ให้เราเห็นนะมันดี คนที่ไม่มีแล้วเอามาอวดนี่มันเลว มันไม่ดี เพราะงั้นต้องพยายามเข้าใจให้ดี ไม่เช่นนั้นแล้ว ศาสนานี้แล้วก็จะเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด แล้วถ้าจริงๆ มันจะย่ำแย่ไป จึงให้ใช้ปัญญาให้มาก สำหรับคนทุกคนที่พยายามสนใจธรรมะดีแล้ว ต้องพยายามให้มาก อย่าไปเชื่อได้ฟังคนพูดโป้งๆ ๆ กันไปโดยที่เรียกว่าฟังเชื่อเชื่อตามๆ กันมาฟังเก่าแก่โบราณอะไรก็หลงยึดหลงถือไปตามกันมาเป็นจารีต เป็นประเพณี เป็นอะไรก็ว่ากันต้อยๆ ไปเฉยๆ ซึ่งไม่ได้ความจริงที่แท้จริง มันก็ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นต้องพยายาม เข้าใจให้ถูกตามที่พระพุทธเจ้าของเราได้ทรงสอนเอาไว้ อย่างไร อย่างไรก็ต้องพยายามที่จะต้องเข้าใจให้ถูกต้องทีเดียวอย่าไปเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ไปจนกระทั่งไม่ถูกเรื่องถูกราวกันมากนัก ไอ้เรื่องอุตริมนุษยธรรมเนี่ยอาตมาก็อยากจะขอพูดซะเลยในวันนี้นะจะขออธิบายแจกแจงเรื่องอุตริมนุษธรรมให้ฟังกันให้เข้าใจ คำว่า อุตริ หรือ อุตริยะ หรือ อุตยะ เนี่ยมันแปลว่าสูง แปลว่าเหนือ แปลว่าสูง แปลว่าเหนือ ทีนี้อุตริ มนุษย์ มนุษย์ ก็คือหมายถึงคนนั่นแหละ ธรรมะก็คือธรรมะ รวมความแล้วคำ 3 คำนี้ สนธิกันเข้าอุตริมนุษยธรรม ก็หมายความว่าธรรมะที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดา ผู้ที่มีธรรมะสูงกว่ามนุษย์ธรรมดา แปลง่ายๆ อุตริมนุษธรรมผู้ที่มีธรรมะอันสูงกว่ามนุษธรรมดา เป็นคุณธรรมเป็นคุณธรรมที่มันสูงกว่ามนุษย์ธรรมดา ท่านแปลเป็นภาษาธรรมดากันมานานแล้ว ท่านแปลว่าคุณวิเศษ อุตริมนุษยธรรมเนี่ย แปลว่าคุณน่ะวิเศษก็ได้ ก็ถูกต้องเป็นคุณวิเศษ หรือเป็นคุณธรรม ที่มีอยู่ในตัวบุคคลสูงกว่ามนุษย์พื้นๆ มนุษย์ปกติ อันนี้เรียกว่าอุตริมนุษธรรมที่อุตริมนุษธรรมเหล่านี้ มันเริ่มต้นตั้งแต่ไหน เริ่มต้นตั้งแต่บุคคลที่ว่าเหนือกว่าบุคคลธรรมดาอย่างไร เราก็จะต้องรู้ตั้งแต่เบื้องฐานซะก่อนว่า มนุษย์ธรรมดานั้นเป็นอย่างไร มนุษย์ปุถุชน หรือมนุษย์ธรรมดา คำว่า ปุถุ นี่ก็แปลว่าหนา คนที่ยังหนา หรือคนธรรมดาทั่วๆ ไปแล้วเรียกว่าปุถุชนหรือคนที่ยังหนา หนาด้วยอะไรก็หนาไปด้วยกิเลสตัณหา รวมความกิเลสตัณหาอุปทานมันก็ไม่มี มันก็มีอารมณ์โลภ อารมณ์โกรธ ซึ่งเกิดมาแต่ความไม่รู้ หรืออารมณ์หลง ที่มันหลงก็เพราะมันไม่รู้ ก็เหมือนกัน เพราะคำว่าไม่รู้ หรือคำว่าหลง หรือคำว่ายังโง่ หรือคำว่ายังมืดบอด ที่เราแปลคำว่าโมหะหรืออวิชชาเนี่ยมันก็อยู่ในความหมายอันเดียวกัน เป็นความหมายว่าเรายังไม่รู้ ยังไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอะไร ก็ไม่เข้าใจจิต จิตที่เรียกว่าจิตโลภ จิตโกรธนี่แหละไม่ใช่อื่น ไม่เข้าใจจิต โรคจิตโกรธ โดยเฉพาะของเรา ไอ้ของอื่นแล้วก็ที่มักจะไปมองเขาออก แม้คนนี้ขี้โลภจริงไปมองเขาออกซะด้วย แม้คนที่ขี้โกรธจริงก็มองก็ออก แต่ไอ้ตัวเองขี้โลภ ตัวเองขี้โกรธ ไม่ยักออก มองไม่ออก ไม่รู้ตัว ไม่เข้าใจจิตของตัวว่า ตัวโลภอยู่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ตัวโกรธที่โกรธอยู่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ผู้ที่ไม่รู้จิตของตัวเองว่ามันโลภ อยู่มันโกรธอยู่ ก็จึงเรียกว่าพูดยังมีโมหะ ยังมีอวิชชา ยังหลงอยู่อย่างโลกๆ ยังหนาทึบอยู่อย่างเก่า ยังมืดยังบอด อยู่วนเวียนอยู่ ก็ไปเพ่งมองแต่ข้างนอก เพ่งมองแต่คนอื่น เพราะฉะนั้น ผู้ใดเป็นผู้ที่จะเป็นผู้สูงกว่าปุถุชน หรือ เป็นผู้ที่เรียกว่ามี อุตริมนุษยธรรม ก็คือผู้ที่จะต้องรู้ตัวเองก่อนรู้จิตของตนก่อนรู้ก็เข้ามาที่จิต รู้เข้ามาที่จิต จิตเนี่ยมันจะสัมพันธ์กับ หู ตา จมูก ลิ้น กายที่เป็นทวารนอก ทวารนอกมี หู ตา จมูก ลิ้น กาย เท่านั้นแหละทวารนอกในคน ตั้งแต่หัวจรดเท้านี่เรียกว่ากาย ตั้งแต่หัวจรดเท้าเรียกว่า กาย ทีนี้ทวารที่จะรับสัมผัสเข้ามาในอีก 5 อีก 4 ทวาร คือ ตาบ้าง หูบ้าง จมูกบ้าง ลิ้นบ้าง อันนี้ก็เป็นอีกทวารอีก 4 ทวาร รับไปทุกทวารแล้วมันก็เข้าไปหาใจ เข้าไปหาใจ โดยลำพังตาเองตาก็ตาม หูก็ตาม จมูกก็ตาม ลิ้นก็ตาม หรือแม้แต่กาย โดยลำพังของมันเองนั้น มันเป็นทวารกายดื้อๆ มันเป็นสักแต่ว่ารูปที่จะถ่ายรับการสัมผัสมาเท่านั้น เมื่อถ่ายรับการสัมผัสมาแล้ว ถ้าจิตไม่ไปทำงานสัมพันธ์กันร่วมกันกับที่ถ่ายรับมา โดยทวารกายทั้งหมดทั้ง 5 ประตูที่ว่านี้ ถ้าจิตไม่ไปรับสัมผัสมา ไม่มี ไม่มีรู้ ไม่มีรู้แล้วไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไม่รู้โลภะ โทสะ อะไรเลย ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น ไม่มีรส ไม่มีชาติ ไม่รู้อะไรจริงๆ ด้วยแม้แต่ตามองเหม่อไปลืมโพรงอยู่เฉยๆ อย่างเงี้ย มองออกไปถ้าจิตตัดจริงๆ น้าจิตไม่ไปเกี่ยวข้องกับประสานงานกันกับทวารตา เบลอ ไว้เฉยๆ ตาก็ไม่เห็นอะไร แสงก็ยังมีอยู่ของที่อยู่ตรงกับตา ก็ยังมีอยู่นะลูกกะตาก็ยังมีอยู่ ลูกกะตาก็ยังมีอยู่ ประสาทต่างๆ อยู่ในตา อะไรเนี่ยที่เป็นประสาท เป็นเส้นสายอะไรต่ออะไรเกี่ยวกับเซลล์เกี่ยวกับอะไรต่ออะไรทางสรีรวิทยา เขาเรียนกันเนี่ย ก็ยังอยู่ มันก็จะต้องรับกระทบแล้วก็สะท้อนไปตามเรื่องของมัน แต่ถ้าจิตไม่ไปรับสัมพันธ์ มารู้ จิตว่างจากตา จากเรื่องทวารตาไปอยู่กับหู สมมุติว่าไปอยู่กับหู ไปฟังเสียงที่หู ไปเพ่งพินิจสัมพันธ์อยู่กับหู ไม่มาทำงานกันทางด้านตา ตาก็ไม่เห็นอะไร เหม่อลอยอยู่อย่างงั้นแหละ ฟังเสียงแจ๋วก็ได้ยินแต่เสียงชัด เพราะจิตไปอยู่กับที่เสียง จิตไม่ดูอยู่ที่ตา ตาไม่เห็นได้เหมือนกันอย่างนี้เป็นต้น หรือคนที่จิตมาจดจ่ออยู่ที่ตา ตัดเรื่องหู แม้เสียงจะเข้าหูอย่างไร อย่างไรก็ไม่ได้ยินแต่จิตมาสัมผัสอยู่กับทางทวารตา อย่างนี้ก็มีได้เป็นได้เป็นเรื่องธรรมดา ธรรมดา แต่คนกำลังสนใจดูละเม็งละคร หรือดูอะไร ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาดูใหญ่เลย จ้องเขม็งเลยนะ เพื่อนตะโกนเรียกห้าครั้งอยู่ข้างหลังนะ โหวกๆๆ เสียงมันก็มา เสียงมันก็เข้าหูนะ มันทำงานของมันมาตามสาย มาตามคลื่นของอากาศ มันก็เข้าหูกระทบด้วย มีการเคาะมีการอะไรทำงานไอ้เรื่องของไอ้เครื่องทำงานที่ในหูมันมีมีไอ้ที่เคาะที่กรองที่อะไรต่ออะไรอยู่ในหูเนี่ยต่างๆ นานาเนี่ย มันก็ทำงาน แต่คนนี้จิตไม่ได้อยู่กับหูเลย จิตมาเพ่งอยู่ที่ข้างหน้า มองอยู่กับไอ้ที่เขาสนใจ ไม่ได้ยินน่ะเพื่อนเรียก 10 คำ ยังไม่ได้ยิน เพ่งแจ๋ว รู้แต่อันนี้อย่างเดียว นี่เรียกว่าจิตมันไม่ไปทำงานร่วมด้วย มันไม่ได้ยินจริงๆ เพราะว่าไอ้เรื่องจิตเนี่ย ถ้ามันไม่ไปทำงานร่วมกับอะไรด้วย มันไม่เอาถ่านเลยมันตัดเลยอันนี้เรียกว่า ตัดอย่างขาด ตัดอย่างนิโรธ ตัดอย่างดับ พรากสนิท เรียกว่าไม่ได้ยินเอาเลย ไม่รู้เรื่องเอาเลย แล้วก็ไม่รู้ไม่รับรู้เอาเลย นี่เป็นสภาพเนี้ย เป็นสภาพที่เรียกว่าตัดขาดเลยได้ ถ้าผู้ใดทำขาดอย่างนี้ได้ก็เป็นความเก่งอันนึงเหมือนกัน ถ้าเราอยากทำแล้วทำได้ ก็เก่งถ้าจะตัดเลยก็ตัดอย่างนี้ได้ก็ดีเหมือนกัน แต่เก่งยังไม่เท่า เก่งยังไม่เท่าการตัดแบบนิโรธอริยสัจนะ เก่งดับอย่างนี้ได้ก็เก่ง พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ว่าดับตัดขาดไม่ได้ยินเสียงก็เก่ง แต่ไม่เก่งเท่าการดับแบบนิโรธ อริยสัจ หรือนิพพานที่เป็นสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้า คือ ตัดได้โดยที่เรียกว่าตัดที่ใจตัด ตัดเสียรู้แล้ววาง ฟังให้ดีนะรู้แล้ววาง รู้ชัดๆ เสียงเพื่อนเรียกก็รู้ได้ยินเสียงกระทบดังๆ นี่ก็รู้ รู้แต่ไม่มีอารมณ์โลภ ไม่มีอารมณ์โกรธตาม ไม่มีอารมณ์โลกไม่มีอารมณ์โกรธเสียงได้ยิน หู ตา จมูก ลิ้น กาย ได้รับรู้ทั้งนั้น รู้ความจริงตามความเป็นจริง เสียงดังนี้ก็รู้เสียงด่าก็ด่ายังไงก็รู้ภาษาที่เขาด่าเป็นยังไงก็รู้ เขายกยอ ชมชอบ ป. ปั้นยังไงก็รู้ จะสรรเสริญ จะนินทา เสียงได้ยินรู้ ชัดเจนพูดภาษาอะไรยังไงก็รู้ แต่ไม่ได้หวั่นไหว จิตไม่ได้มีอารมณ์ฟูเฟื่อง ไม่ได้มีอารมณ์เหี่ยวหด ไม่มีอารมณ์ที่เรียกว่าปรุงเป็นชอบ หรือปรุงเป็นชัง ปรุงเป็นโลภ หรือปรุงเป็นโกรธ ไม่มี ไม่มี อย่างนี้เก่งกว่า ตัด ตัดไปดับขาดเลย เก่งกว่ามันซ้อนกัน มันซ้อนกัน เพราะงั้น ถ้าเราไม่เข้าใจสิ่งนี้ เราก็จะไปเพ่งอยู่แต่ว่าเราจะตัดขาดดับเลย การดับเลย ก็เป็นวิธีหนึ่งที่เป็นพิธีฝึกหัดดับ ไม่ได้ยินเสียงเลยตาก็มองเหม่อ ไม่เห็น ไม่เห็นรูป ไม่เห็นได้มองไม่เห็นเลย ไม่เห็นได้ อาตมาเคยพิสูจน์ เคยพิสูจน์ด้วยวิธีสะกดจิต สะกดจิตธรรมดานี่แหละ สะกดจิตลงไป สะกดจิตลงไป สะกดจิตลงไป แล้วเราก็เป็นผู้ครอบนำจิตเค้า พอเป็นผู้ครอบงำจิตเขาแล้วเสร็จ แล้วก็สั่งจิตเขาเลยให้เห็น หรือไม่ให้เห็นตามใจเราแน่ ไม่ใช่ตามใจเขาซะด้วยนะ เนี่ยอาตมาเล่นมาแล้วทางด้านวิทยาศาสตร์ ทางด้านสะกดจิต ก็เล่นมาแล้ว สะกดแล้วเสร็จ พอจิตของเขาอยู่ในอำนาจของเราเสร็จแล้วเลย เราก็สั่ง ไม่ให้เห็น บนโต๊ะนี้มีข้าวของอยู่แล้ว เราก็สั่ง สั่งเลยบอกไม่เห็นของบนโต๊ะนี้ ไม่เห็น ไม่เห็น ไม่เห็นจริงๆ ของบนโต๊ะไม่เห็นเลย ทั้งๆ ที่คนอื่นทุกคนที่ไม่ถูกสะกดจิตเห็นทุกคน แต่คนที่ถูกสั่งไม่เห็น ไม่เห็นน่ะ ใครหยิบให้สิ เราลองกันคือพอสั่งไม่เห็นแล้วเราแกล้งเอาของไปวางไว้บนโต๊ะเนี่ยแล้วก็สั่ง ไม่เห็นของบนโต๊ะนะให้เห็นแต่โต๊ะเปล่าๆ เขาก็เห็นแต่โต๊ะเปล่าๆ มองไม่เห็นแล้ว ก็พิสูจน์ ให้หยิบสิ อย่างเราเอาแก้วน้ำไปวางไว้บนโต๊ะเอาไว้เนี่ย ซึ่งมันมีที่จริงบนโต๊ะ มันมีแก้วน้ำแต่เขาเห็นโต๊ะเปล่าๆ เขาไม่เห็นแก้วน้ำนะ เราบอกว่าหยิบแก้วน้ำมาให้สิ แก้วน้ำอยู่บนโต๊ะเห็นไหม เราบอกว่าสั่งไม่เห็นแล้วนะแล้วเราก็บอกเขาอีกทีนึง บอกว่าให้หยิบแก้วน้ำสิ เขาก็งง เขาไม่เห็นแก้วน้ำบนโต๊ะ เขาหยิบไม่ถูกอ่ะ ไม่มี หยิบไปให้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่แก้วน้ำอยู่บนโต๊ะมี นี่แหละที่เราพิสูจน์กันมา ได้ทำกันมาแล้ว เป็นจริง เรื่องของจิตนี่เป็นอย่างนั้น เรื่องของจิตเป็นอย่างนั้น อย่าว่าแต่เห็นแก้ว ไม่เห็นแก้วน้ำเลย ให้เห็นคนเป็นเสือยังได้ สะกดจิตเขาแล้วสั่งให้เห็นคนเป็นเสือ มีแบบนี้พวกถูกผีหลอก พวกถูกผีหลอกไปถูกครอบงำอุปทานเก็บมาเจออะไรก็เป็นผีหมด แบบนี้ เอาบอกนะ เสืออยู่ข้างหน้านี่ บอกนะ ลืมตาก็เห็นเสือ วิ่งเลย วิ่งเลย วิ่งทันทีเลยเห็นคนนี่แหละเป็นเสือที่จริงไม่มีเสือ แต่จิตมันเป็นอะไรได้ทั้งนั้น นี่เรียกว่าอุปทานจิต อุปทานจิต หรือจิตที่ไปยึดมั่น ถือมั่นเข้า แล้วก็ปั้นเป็นรูปจิต อรูปจิต อยู่ในจิตที่จะไม่ใช่อรูปหรอกเป็นรูปทีเดียว แหละเป็นรูปจิต เห็นเป็นเสือ เห็นเป็นผี เห็นเป็น สาง เห็นเป็นเทวดา เห็นเป็นอะไรต่ออะไรต่างๆ นานาเห็นเป็นอะไรทุกอย่างได้ ได้จริงๆ นี่เป็นเรื่องของจิต อำนาจของจิตมันสามารถยึดมั่นถือมั่นได้ถึงขนาดนั้น มันจึงจูงอะไร ต่ออะไรขึ้นมาแล้วก็พยายามปั้นสร้าง สร้างจนกระทั่งมาเป็นเนื้อเป็นตัว มาเป็นวัตถุ มาเป็นข้าวเป็นของ มาเป็นรูปธรรมที่อยู่นานๆ แล้วเราก็เลยยึดถือว่าสิ่งนั้นแหละ คือ สิ่งที่มี แล้วเราไปถือว่าอันนี้แหละเป็นของจริง เป็นของมี ทั้งๆที่มันเป็นสมมติสัจจะมันเกิดขึ้นมาแล้วมันก็จะค่อยๆ แปรเปลี่ยนแล้วมาตั้งอยู่ได้สักอายุประมาณนึง แล้วมันก็จะสลายไป ดับสูญหายไปแต่คนก็ยึดมั่นถือมั่นมันเกินไป จริงๆ มันก็เป็นสมมติสัจจะ เป็นความจริงอันนึงเหมือนกัน แต่เป็นความจริงที่ไม่ยั่งยืน เป็นความจริงที่ไม่ยั่งยืน เป็นความจริงที่เกิดขึ้นมาแล้วก็ตั้งอยู่แล้วก็จะดับไป ถ้าไม่เข้าใจ ดังนี้ เราก็ยึดมั่นถือมั่นเพราะฉะนั้นเราก็จะโลภ ไม่เข้าใจแม้แต่ชีวิตของเราเองนี่ก็เป็นสมมติอันนึงเป็นสมมุติ เกิดขึ้นมาตั้งอยู่ตามความยึดมั่นของเรา ถึงวาระหนึ่งมันก็จะดับสูญหายไป มันประกอบไปด้วยกายกับจิต ไอ้ตัวกายนี่มันเกิดมาได้ชั่วระยะอายุขนาดนึง เมื่อเวลาหมดอายุขนาดนั้นแล้ว กายกับจิตมันก็จะพรากจากกัน มันจะเลิกกันไป ส่วนรายละเอียดของสิ่งที่จะเลิกกันไปหลังจากนั้น พูดกันมานานมาก หลายหมื่นปีแล้วที่เขาพูดกันถึงเรื่องเรียกว่า วิญญาณ และอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่ในกายในกายของเรา เมื่อเวลาตายแยกจากกันแล้วมันก็จะเป็นอีกอย่างนึงอะไรก็พูดกันมานานเหลือเกินแล้ว ทีนี้คนไม่รู้จริง ไม่รู้จริง ก็เถียงกันคนรู้จริง แล้วก็ไม่เถียง ไม่เถียง ใครจะบอกว่ามีต่อจากตายแล้วก็ไม่ว่า ใครจะบอกว่าไม่มีก็ไม่ว่า เพราะคนที่ว่าไม่มีเขาก็เชื่อของเขาอย่างนั้น คนที่ว่ามีเขาก็เชื่อของเขาอย่างนั้น ก็ไม่ว่า เราไม่ปฏิเสธไม่ปฏิเสธ และเราก็ไม่ไปรับ ไม่ไป รับรอง ที่ไม่ปฏิเสธ ที่ไม่รับรองเพราะอะไร ที่ไม่ปฏิเสธไม่รับรองก็เพราะเหตุว่ามันไม่มีประโยชน์ มันไม่มีประโยชน์ มันจะทำให้คนไปสนใจเรื่องที่พิลึก พิลือ แล้วไปก่อภพ ก่อชาติ ที่จริงมันมี แต่มันก็มีอย่างไม่เที่ยงเหมือนกัน มีอย่างไม่เที่ยงเหมือนกัน แม้หลังตายแล้วก็มีแต่มันมีอย่างไม่เที่ยงเหมือนกัน แต่มันเป็นเรื่องที่เกินจะพูด เกินที่จะเอามาชี้ให้ใครเห็นได้ ไม่เป็นเอหิปัสสิโก ไม่เป็นสว่างขาตธรรม เพราะฉะนั้นเรื่องนี้พระพุทธเจ้าจึงไม่พยากรณ์มาก จะพยากรณ์อยู่เฉพาะคนที่สามารถไปรู้สิ่งที่ละเอียดนี้ด้วยกันเท่านั้น ใครไม่รู้สิ่งที่ละเอียดนี้ด้วยกัน อย่าเพิ่งเอามาพูดมันเฟ้อ และมันก็เป็นเรื่องในอนาคต เดี๋ยวนี้ทุกคนยังไม่ตาย จงพูดถึงเรื่องยังไม่ตาย ว่าทำยังไงเราจะตาย นี่สำคัญ ฟังให้ดีนะ ขณะนี้เนี่ยเรายังไม่ตาย แต่เราจะไปพูดถึงนู่นน่ะอีกกี่ปีก็ไม่รู้แล้วเราจะตาย อย่าไปพึงพูดมันไกลยังไม่รู้ ถึงไม่ตายก็ตามใครจะตายพรุ่งนี้ก็ช่างเถอะนะ อาตมาไม่ว่า อาตมาว่ายังไม่ตายพรุ่งนี้กันทุกคนหรอกมันยังไกลกว่า แต่เดี๋ยวนี้หรือปัจจุบันขณะนี้ที่เรานั่งอยู่เนี่ย มันใกล้กว่า แล้วมันจริงกว่า จริงๆ เดี๋ยวนี้เรานั่งอยู่ในนี้เราควรจะมาศึกษาเดี๋ยวนี้ให้เห็นแม้กระทั่งว่าจิตหรือวิญญาณที่อยู่ในกายของเราเนี่ย ที่เป็นอีกสิ่งหนึ่งเนี่ยที่พูดถึงเมื่อกี้ที่ว่าตายแล้วมันจะแยกกันแล้วมันจะออกไป จิตที่มันอยู่ในกายของเราเดี๋ยวนี้เนี่ย ถ้าจิตที่อยู่ในกายของเราเดี๋ยวนี้ มันเป็นอะไร ตายแล้ว มันก็เป็นอันนั้น ฟังตรงนี้อยู่ดี จิตของเราที่อยู่ในกายของเราขณะนี้ ถ้าตายลงไปปั๊บ เดี๋ยวนี้ จิตของเราเป็นจิตผีนรกตายไปแล้วก็เป็นผีนรกเดี๋ยวนี้ จิตของเราเดี๋ยวนี้เราได้สั่งสมจิตของเราสั่งสมวิญญาณของเราเป็นเทวดา ในตัวของเราเดี๋ยวนี้นะ ยังไม่ตายนี่นะ อะไร ไม่มีแล้วเอง คุณหลับตา เวลาคุณนอนหลับฝัน คุณยังมีรูปอยู่นี่นา คุณเองคุณไม่ได้เปิดตา เปิดหู เปิดจมูกอะไรเลย มันทำไมคุณรู้ ใช่ก็นั่นแหละฝันมันยังมีรูปนะสิ ใช่ เหมือนกันกับรูปที่ฝันนั่นแหละ ฝันให้คุณใช้ตา หู จมูก ลิ้นไหม ใช้กายไหม คุณฝันน่ะ คุณใช้ไหม ตา หู จมูก ลิ้น กาย อะไรนะ มี มี จิตของคุณนั่นแหละคุณเป็นเจ้าของ ใครเป็นเจ้าของจิตคุณนะ ใครเป็น จิตคุณใครเป็นเจ้าของ คุณนั่นแหละเป็นเจ้าของจิตคุณ และคุณกำลังชักนำมัน คุณจะชักนำมันให้เป็นผี ให้มันโลภคุณก็เป็นคนชัก คุณจะให้มันโกรธ คุณก็เป็นคนชัก คุณนั่นแหละเป็นเจ้าของ อาศัยความรู้ของอาตมากล่าว อาศัยความรู้ของอาตมากล่าวและชี้แจงให้คุณฟัง ให้ทุกคนฟัง และพิจารณาอย่าเชื่ออาตมา อาตมาไม่ได้ใหญ่ อาตมาไม่ได้เก่งเท่าพระพุทธเจ้าด้วย เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า เพราะงั้นพระพุทธเจ้าแท้ๆ ท่านบอกแม้แต่ตถาคตเองก็อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะงั้นไม่ต้องเชื่ออาตมา แต่คุณไปฟัง ไปคิด ไปพิจารณาเอา
ทีนี้ต่อนะเพราะงั้นในขณะใดก็ตามคนเรานี่ ถ้าจิตของเรา วิญญาณของเราอยู่ในตัวของเราเนี่ย เราสามารถที่จะกระทำมัน ให้มันดับจากความเป็นผีนรก ในคนทุกคนที่นั่งอยู่ที่เป็นปุถุชน คือ ผีนรกทุกคน คนที่เป็นปุถุชน คือ ผีนรกทุกคน คือ ผู้ที่ยังเป็นอบายชน เป็นอบายชน คือ ชนที่ยังไม่เจริญ อบายะหรืออบาย แปลว่าไม่เจริญ ยังเป็นคนที่ยังมีความโลภ และมีความโกรธอยู่ในใจอยู่ทุกคน ยังมีโมหะ ยังมีความหลงใหลอยู่กับโลกียะอยู่ทุกคนเรียกว่า ปุถุชน เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่ไม่รู้จิตรู้วิญญาณของตัวเองที่มีโลภะโทสะผู้นั้นยังไม่ได้ศึกษาเรื่องที่สูง เพราะกายมันไม่มีอะไร บอกแล้ว กายไม่มีอะไร ตาที่เมื่อกี้อธิบายแม้ต้น มันมองก็มองเห็นอย่างนั้น มันไม่รู้อะไรหรอก มันไม่ยึดอะไรมากมาย กายมันไม่เกี่ยว หูก็ตาม จมูกก็ตาม ลิ้นก็ตาม กายก็ตาม มันไม่วุ่นอะไรมากมาย มันวุ่นที่จิตของเรา จิตหรือวิญญาณของเรา เพราะงั้น ถ้าพูดว่าใครรู้ ก็ไปถึงจิตของเราเลยแท้ๆ เลยเดี๋ยวนี้ แล้วเรารู้มันว่าขณะนี้ จิตของเรากำลังเป็นผี จิตของเรามีตัวอยาก นั่นแหละจิต จิตเปรตเปตัวโตตัวนี้แปลว่าจิตเปรต ตัวนี้แปลว่าจิตที่มีความอยาก เร่า ๆ ๆ ๆ ถ้าเรารู้จิตของเราเป็นเปรตอยู่นั่นแหละเรากำลังเป็นผีนรก เรากำลังเป็นผีเปรต จิตที่มันเป็นผีเปรต จิตที่มันหยาบ มันมีความโลภ และความโลภนี่แหละเป็นที่มาแห่งทุกๆ สิ่ง ความโลภเป็นที่มาแห่งทุกๆ สิ่ง เมื่อมันโลภมันยึด มันจะเอาเป็นตัวเป็นตน เอาเป็นของตัวของตนขึ้นมา มันก็จะเอาท่าเดียว ถ้ามันได้สมใจที่โลภ มันก็เบาไปทีนึง สบายไปทีนึง หรือไม่ได้สมใจ แต่ตัวเองคลายความยึดลงไปชั่วคราว ไม่ได้ เสร็จแล้วก็ช่างมัน ปล่อยๆ ปล่อยไปชั่วคราวนะเออก็ค่อยยังชั่วขึ้นนิดนึง แต่ถ้าเผื่อว่ายึดมั่นถือมั่นเข้าไปมากเลย ไม่ได้สมโลภ โกรธตามมา โทสะนี่โกรธโกรธตามโทสะ เนี่ยมันเกิดตามโลภะ ถ้าไม่มีโลภะแล้วไม่มีโทสะคน เพราะฉะนั้นคนนี่ระดับโทสะเราดัยโทสะเป็นชั้นๆ ไป โทสะนี่มันเกิด มันเกิดเพราะ ความโลภ จิตผู็ใดอยากเร่าๆ เป็นเปรตอย่างที่ว่าเนี่ยถ้าเรารู้จิตวิญญาณของเรามันอยากเร่าๆ นั่นแหละจงรู้ไว้ว่า ถ้าตายไปในขณะนั้นนะนั่นแหละเราก็เป็นผีตัวนั้นแหละ เป็นตัวเปรตตัวนั้นแหละ ตัวเดียวกันเลยตัวเดียวกัน แต่ถ้าเราฆ่าจิตที่อยากนั้นได้ ฆ่าจิตเปรต ฆ่าจิตขี้กลัว เรียกว่าอสุรกาย อสุรกาย คือ จิตที่มันขี้กลัว มันไม่กล้า มันกลัวไปสารพัดสาระเพ ขี้เกรงขี้กลัวอยู่อย่างนั้นแหละ ถ้ามันเป็นอย่างนั้น เราก็เป็นจิตตัวนั้นแท้ๆ ที่เราเป็นอยู่ ที่แฝงอยู่ในกายของเราเนี่ย มันคืออันนั้นแหละ ไอ้รูปนี้ มันแต่งตั้งหรือมันสร้างขึ้นมาก็เพราะจิต เราจะหล่อขึ้นเราจะสบายขึ้น เราจะดีขึ้นแล้วจะผ่องใสขึ้น หรือว่าเราจะหน้าเหี่ยว หน้าเขียว หน้าแดง อะไร มันก็เกิดที่จิตของเรา เท่าที่มันจะสามารถดึงเอากายนี้ไปได้ ทำให้เอากายขนาดที่เป็นๆ นี้ไปได้ เพราะในขณะที่คนขณะโกรธ จิตที่มันกำลังเป็นผีโขมด โกรธหุนหัน มีโทสะแรง จิตวิญญาณที่มีโทสะแรงขณะใด มันก็จะทำให้กายของเรานี่ออกมาเป็นยักษ์โขมด หน้าเขียว หน้าแดง ดุไม่มีการผ่องใส ไม่มีการผ่องใส เป็นจริงๆ จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน จิตเป็นตัวสำคัญอย่างนี้ จิตเป็นอย่างนี้จริงๆ เพราะมันจะขี้โลภ ขี้โลภจนกระทั่งไปฟันคนเขาได้ฆ่าคนเขาได้ก็จิตทั้งนั้นแหละมันทำน ะจิตมันพาให้ทำ แต่เราไม่รู้จิตมันมีหลายชั้นเหลือเกิน บางทีเราบอกว่าเราไม่รู้ ไม่รู้ตัวนั่นแหละว่า เมาเหมือนกับคนเมา คนที่กินเหล้าเมา เมาแล้วทำอะไรไปโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัวเลย พอสร่างเมาขึ้นมา ไปทำอะไรไว้แล้วก็ไม่รู้ ไม่รู้ตัวว่าไปทำอะไรไว้นี่เรียกว่าจิตเมา หรือจิตหลง หรือจิตโมหะมืด มืดบอดจนกระทั่งไม่รู้ตัว รู้ตนก็เป็นได้ เป็นได้ เป็นจนกระทั่งมันไม่รู้จริงๆ เลยเป็นได้ นึกยังไงก็นึกไม่ออกหรอก แต่ตัวเองก็ได้กระทำไปแล้ว กระทำไปโดยจิตสั่ง ไม่ใช่อยู่ดีๆ มันผงกเอาเองไม่ได้ ไม่มีใครมาชักเรา ผงกสงบเอาเอง ทำเอาเองได้ ไม่มี มันมี มันมีเพราะจิตข้างใน หรือพลังงานข้างใน มันสั่งให้ร่างกายของเราทำทุกอย่างเหมือนกันหมด ใครถ้ารู้จิตของเราเอง ไปจนกระทั่งถึงลึกๆ อย่างที่ว่านี้ แม้กระทั่งจิตมันมัวเมาหนัก เราก็อย่าไปมอมเมามัน ถ้าเราไปเมาเหมือนเมาเหล้าอยู่ดีๆ ก็ไปมอมเมาอยู่ จนกระทั่งตัวเองมอมเมาไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ราว ทำเลว ทำชั่ว ทำดีอะไร ก็ไม่รู้อย่างงั้นใช้ไม่ได้ ท่านถึงห้ามนักห้ามหนา ในเรื่องของเสพติด ที่ทำให้ตัวเองเมามาย เป็นน้ำเมาที่ทำให้ตัวเองสติตก ไม่มีสัมปชัญญะ ปัญญาเสื่อมหมด ไม่รู้ดี ไม่รู้ชั่ว มันก็จะทำตามอำนาจของกิเลส คนที่สูบฝิ่น สูบกัญชา หรือสูบอะไรก็ตามแต่ ถ้าสูบเมาถึงที่เหมือนกัน เมาถึงที่ก็เหมือนกัน ทำตามอำนาจของกิเลส เดี๋ยวนี้กำลังเป็นแยะ คนมันต้องการที่จะทำตามอำนาจของกิเลส ก็ไปหายาเสพติดมาสูบ มาดื่ม มาอะไร ต่ออะไร มาฉีด มาอะไรให้มันเมาได้ขีด แล้วตัวเองก็อยากจะทำตามอำนาจของกำลังจิตของตัวเอง เหมือนอย่างพวกฮิปปี้นะ กิน สูบกัญชา สูบฝิ่นสูบเฮโรอีนอะไรเมาเต็มที่แล้วก็อยากจะเล่นดนตรี มันชอบดนตรี กิเลสมันติดดนตรีก็เล่น ไม่ฟังเสียง อยากจะเปลือยกายก็เปลือยกายเข้าไป หนักๆ เข้าอยากจะซ้องเสพเมถุน มันข้างถนนรนแคม ก็ทำไป ไม่อาย ทำตัวเองให้เท่าๆ กับสัตว์ ไม่อายกิเลส มันแรงมันก็ทำงานเต็มรูป อิสระนี่อย่างนี้เรียกว่าจิตตัวเองมีโมหะจัดอยู่ดีๆ ไม่ชอบแล้วไปทำให้ตัวเองไปมีโมหะลงไปด้วยตรงที่เรียกว่า ไปทำภพทำชาติให้แก่ตัวเอง คือ ไม่ยึดถือก็ไอ้สมมติในโลก พระพุทธเจ้าท่านให้รู้สมมตินั่นอย่างหนึ่ง แล้วท่านให้รู้ปรมัตถ์ คือ เรื่องของความลึกซึ้งอีกอย่างหนึ่งที่ลึกซึ้งท่านก็เกี่ยวถึงจิต จิตของคน ให้รู้จิตของเรา ให้รู้จิตของเขาให้ได้ เป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ ถ้าไม่รู้จิตของเราไม่รู้จิตของเขา เราไม่อนุโลมปฏิโลมเลย เราจะถือดี ถือเด่นอยู่อย่างเดียว ถ้าใครรู้ประมาณจิตคนก็ได้ รู้ฐานะจิตคนก็ได้ เรียกว่ามีเจโตปริยญาณ หรือมีอาเทศนาปาฏิหาริย์ มีความสามารถที่จะรู้ในเรื่องของสิ่งที่มันละเอียดลึกซึ้งอยู่ในจิต ยังไม่ออกรูปออกร่างยังไม่ออกสิ่งที่เป็นของชัดๆ เจนๆ แต่ก็สามารถรู้ได้เป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องสุขุม สามารถรู้ได้แล้วคนนั้นก็รู้ รู้ฐานะปรมัตถ์รู้ฐานะจิตเจตสิกต่างๆ ของคนอื่นได้ด้วย เมื่อ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive