590424_วิถีอาริยธรรม สันติฯ เรื่อง เพชรพุทธ ๑๓ กะรัต ตอน๑.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข27 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

590424 วิถีอาริยธรรม สันติฯ เรื่อง เพชรพุทธ 13 กะรัต ตอน1

วันอาทิคย์ที่ 24 เมษายน 2559 ที่สันติอโศก ส.เพาะพุทธว่า..ได้อ่านหนังสือยอดนิยายของโลกฯ ของพ่อครู.เมื่อเราอ่านหนังสือของพ่อครูจะพบว่าเราได้รับความรู้ที่ใหม่ยิ่งขึ้นบางอย่างเรานึกว่าเรารู้แต่พออ่านแล้วก็พบว่ามันยังมีสิ่งที่เราไม่รู้มีความจริงมากกว่าสิ่งที่เรารู้อีก พ่อครูว่าคนเราฉลาดเท่าที่เราโง่คนเราโง่เท่าที่เราฉลาด เราจะฉลาดเท่าไรนั้นถ้าเราจัดการกับความโง่ของเราได้มากเท่าไหร่เราก็จะฉลาดขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิปลาส 3 มีคำอธิบายว่าแม้พระอรหันต์ก็ยังมีวิปลาสแต่พออ่านรายละเอียดจะพบว่าคือวิปลาสคลาดเคลื่อนตามสมมุติสัจจะ แต่ในส่วนที่เป็นปรมัตถสัจจะโดยเฉพาะทิฏฐิวิปลาสนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ จิตวิปลาสนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ส่วนสัญญาวิปลาสนั้นเป็นไปได้ โดยเฉพาะพระอรหันต์นั้นจะไม่มีปรมัตถสัจจะวิปลาสไปได้เลย แต่ก่อนรู้สึกว่างานที่พ่อครูเขียนนั้นเข้าใจยากอ่านยากแต่ต่อมาได้พบว่าในงานเขียนของพ่อครูมีอะไรให้ค้นหาเป็นสิ่งใหม่ๆ อีกมากก็เลยติดตามสนใจชอบอ่านหนังสือพระครู ยกตัวอย่างเช่นได้พบว่าพระอรหันต์มีตัณหาได้ มีอิจฉา มีอากังขาได้ แต่เป็นตัณหาที่เป็นวิภวตัณหา เป็นต้น พ่อครูว่า...พระอรหันต์นั้นยังมีความบกพร่องผู้ที่ไม่มีความบกพร่องก็คือพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าถ้ายังไม่ถึงอรหันต์นั้นมีข้อบกพร่องทั้งสิ้นส่วนข้อบกพร่องของพระอาริยะนั้น มีลักษณะความวนของวัฏฏะ แบ่งเป็นสามเส้า ถ้าสามเส้านั้นสองต่อหนึ่งชนะ ถ้าบกพร่อง1 ไม่บกพร่องสองก็ใช้ได้ พระอรหันต์นั้นจะบกพร่องหนึ่งได้แต่ไม่บกพร่องถึง 2 หรือ 3 ถ้าหญิงละเอียดขึ้นไปแล้วจะบกพร่องเพียง 1 ใน 2 หรือถ้าเลย 2 ไปเป็น 4 เป็น 5 ถ้าเลย 4 ขึ้นไปเป็น 5 เป็น 6 เพราะฉะนั้น 4 ใน 6 นี่ก

อ่านต่อ

็สอบผ่านมีอัตราการเพิ่มมากกว่า 1 หรือ 2 ไทยยิงสูงไปเป็น 7 ต่อ9 หรือ 7 ต่อ 6 จนถึงศูนย์เต็มถ้าจะลดลงอนุโลมก็เหลือ 9 จะไปถือว่าพระพุทธเจ้าบกพร่องไม่ได้แต่พระอรหันต์นั้น 79 ยังถือว่าบกพร่องพระพุทธเจ้าเต็มสุดคือศูนย์ท่านจะลดลงมาเหลือเศษเป็น 9 คือตัวท่านอนุโลมให้แก่โลกถือว่าสุดยอดแล้ว ขนาดนี้ถือว่าเมืองไทยเป็นเมืองชมพูทวีป มีคนที่มี สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส มีสุรภาโว ภาวะคือสิ่งที่ปรากฏขึ้นมา เท่าที่คนสามารถสัมผัสรู้ได้ สิ่งนั้นปรากฏให้คนสัมผัสได้ขึ้นมา ถ้ามีแล้วมีเป็นจำนวนมาก ยอมรับนั่นคือความจริง ความจริงสิ่งเดียวกันพระองค์รวมคือสิ่งที่มีเป็นจำนวนมากถ้าตัดออกไปจากคนส่วนมากเหลือเพียงคนคนเดียวก็เอาสิ่งที่คนคนนั้นยึดเอง สัญญา ย นิจจานิ ถ้าใครไม่ยึดอะไรไม่สมมุติอะไรก็ 0 จะมีก็ของท่านเองไม่เกี่ยวกับใครก็ไม่ต้องพูดเลย แต่ถ้าเกี่ยวกับใครก็ต้องมีการเปรียบเทียบ มีสองสิ่งขึ้นมาแล้วไม่มีอะไรเท่ากันเลยในมหาจักรวาลนี้ เป็นภาวะนิวเคลีย์ฟิวชั่นฟิชชั่น เป็นภาวะ 2 ที่มีความแตกต่างกันทั้งสิ้นผู้นี้มีผู้มาทำรู้จักความแตกต่างนี้ได้ก็คือผู้ที่มีภูมิธรรมถึง เป็นเทวธัมมา ในมหาจักรวาลนี้ ในฟิสิกส์ก็แบ่งสองเช่นนี้เสมอ มีนิวเคลียร์ฟิวชันกับนิวเคลียร์ฟิชชัน ถ้าเป็นนิวเคลียร์ฟิชชันก็กระจัดกระจายแตกออกไปไม่มีที่สิ้นสุดแต่ของพระพุทธเจ้านั้นสงวนความรู้อยู่ที่นำมาทำในชีวิตมอบชีวิตไปแล้วก็เป็นเรื่องของฟิสิกส์ ที่จะจัดการได้เต็มก็คือนิวเคลียร์ฟิวชั่นรวมตัวกันเราก็รู้ได้เป็นอัตภาพที่ครบ ส่วนที่เราตามมันดูไม่ได้ในมหาเอกภพนี้ในมหาจักรวาลนี้มันมีรายละเอียดที่ซับซ้อนเป็น error สุดท้าย ในมหาเอกกะพบนี้จะต้องมีทศนิยมไม่มีศูนย์เต็มหรอกถ้า 0 แล้วก็จะไม่มีอะไรเกิดเลยดับสิ้นหายไปเพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดอยู่จะต้องมีทศนิยม ถ้าลงตัวแล้วไม่มีทศนิยมก็คือความลงตัวแห่งลงตัวที่สุด เมืองไทยจะเป็นเมืองที่มีความเป็นผู้นำด้านอาริยะด้านโลกุตระนี้คือเรียกว่า civilization คือความเจริญ ความเจริญของพระพุทธเจ้านั้นแยกเป็นอริยะคือคนที่ฉลาดที่ประเสริฐความฉลาดที่ว่านี้เกิดจากการรับรู้กันและกันทางอายตนะ 6 ทางตาหูจมูกลิ้นกายและมีใจเป็นกลางสามารถรับรู้ร่วมกันได้ก็เอาสิ่งที่จริงที่มีปรากฏสัมผัสหลัดหลัดตามทวาร 6 นี้ ถ้าเต็มครบก็คือครบถ้าไม่เป็นก็คือคนไม่เต็ม ผู้จัดฉลาดจึงมาจากคำว่า ฉฬายตนะ สื่อรับรู้สภาพครบ 6 ทวารนี้แหละ ไม่ใช่เรื่องที่เดาเอาเองแต่มีความจริงที่รับรู้ร่วมกันได้ ชมพูทวีปนั้นย้ายจากอินเดียมาอยู่เมืองไทยแล้วไม่รู้ว่าชมพูทวีปอยู่ที่อินเดียนานเท่าไหร่กี่ล้านล้านล้านล้านปีแต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่เมืองไทยแล้วและเมืองไทยก็จะเป็นเมืองที่เป็นตัวตั้งแล้วขยายต่อไปเป็นแผ่นดินเป็นทวีปวัฏฏะสงสารนั้นเปลี่ยนแปลงไปมีน้ำท่วมมีแผ่นดินแยกไป ต่อไปก็จะขยายเป็นทวีปที่ใหญ่เหมือนจีนเหมือนอินเดียธรรมชาติเธอจะเปลี่ยนแปลงแล้วจะสะสมวันที่บ้านราชจะสะสมเป็นแผ่นดินชุดดินน้ำลมไฟจะกองขึ้นมาที่นั่นไปเรื่อยๆตามสัจจะขอยืนยัน เมืองไทยกำลังมีความสุขตอนนี้เป็นความสุขที่ฉาบฉวยเป็นโลกียรมย์ แต่จะเป็นประเทศที่รู้ยิ่งกว่าประเทศใดใดในโลกเช่นกีฬาเป็นอบายมุขแต่คนจะค่อยค่อยเลื่อนลำดับความชื่นใจกับกีฬายังเป็นอบายมุขยังไม่สูงแต่ก็ค่อยเลื่อนขึ้นมาโลกยังจะหลงโอลิมปิกแล้วแบ่งเป็น ซีเกมส์อะไรอีก หลงว่าเป็นรสอร่อยสนุกเพลิดเพลินความจัดจ้านในการแข่งขันเอาชนะคะคาน ถ้าเรามีพลังงาน เอาพลังงานมาแข่งขันกันแพ้เป็นคนเสียสละเป็นคนยอมให้แก่คนอื่นกลับการเอาพลังงานมาแข่งขันเอาชนะได้มากกว่าคนอื่นคนมีพลังงานเอามาใช้ให้คนอื่นมากเราได้น้อยแพ้เขากับคนอื่นที่ทำแล้วก็ยังได้เปรียบไปชนะไปได้เปรียบไปเอาเปรียบเป็นผู้ที่ได้มากกว่าพวกคุณจะให้ใครเป็นคนที่เหนือกว่าใครคนเสียสละกับคนที่เอาไปได้มากกว่าจะให้ใครเป็นคนที่เหนือกว่าใคร ก็ต้องยกให้คนที่เสียสละเหนือกว่านี่คือแกนหลักที่จะต้องเข้าใจและทำให้ได้ แล้วคนที่เอาแรงงานมาสร้างสรรค์พืชพรรณธัญญาหารขึ้นของจริงให้คนกินกับคนที่เอาแรงงานไปตีแบดมินตันไปเตะบอลเข้าโกลถ้าคุณเอาแรงงานไปทำระหว่างสองอย่างนี้คุณว่าอะไรมีค่ากว่ากันอะไรเป็นประโยชน์มากกว่ากัน ถ้าเอาแรงงานมาสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารมีแรงงานสิบหน่วยเหมือนกันกับคนที่เอาแรงงานสิบหน่วยนี้ใครชนะแข่งขันตีแบตหรือแข่งขันเตะบอลอาตมาว่าเอาพลังงานมาสร้างสรรค์เสียสละแจกให้คนกินดีกว่า การดีใจที่ได้เสียสละได้แพ้ให้แก่คนอื่นกับการดีใจที่ได้ชนะคนอื่นเขามา อาตมาว่าอันที่จะเอาชนะคนอื่นจะด้อยกว่า ความสุขที่ฉาบฉวยเหล่านี้ที่เป็นโลกียารมย์ชื่นใจในเมืองไทยน้องเมย์ชนะการตีแบดมินตันก็เป็นเรื่องเบาการเตะบอลเต็มเรื่องหยาบแรงกว่าคนที่จะชอบฟุตบอลมากกว่าตีแบตมันเปรียบเทียบได้ว่าคนที่จะมาชื่นชมแบดมินตันดีกว่าคนนี้เบากว่าคนที่ไปชอบเตะบอลซึ่งยังหยาบ ต่อไปก็จะเบาเรื่องเตะบอลชื่นชมแบดมินตันมากกว่าแล้วต่อไปก็จะลดความชื่นชมในตีแบดมินตันมาชื่นชมสิ่งที่ดีกว่าได้ประโยชน์กว่าเพราะฉะนั้นก็เป็นการวัดกิเลสได้ ความสุขมวลชนที่ดีใจในเรื่องน้องเมย์ชนะกีฬากับความชื่นใจในการให้ประโยชน์แก่สังคมที่เขามีอาหารการกินคุณว่าอันไหนดีกว่ากัน ดีใจที่สุขสงบกลับดีใจที่กระดี๊กระด๊าบำเรออารมณ์ก็ต่างกันก็เทียบเคียงกันได้ เมืองไทยเป็นเมืองเข้าใจคำว่าบุญซึ่งคำว่าบุญนี้ก็ไปแพร่หลายเขาเอาไปใช้ในศาสนาคริสต์ศาสนาอิสลามเขาก็ใช้แต่คำว่าบุญนี้เป็นคำของศาสนาพุทธมาแต่ไหนแต่ไรมาแล้วนานมาจนไม่มีเวลานัดแล้ว ปุญญะนี่แหละ ปุญญะแปลว่าเครื่องชำระ ที่อธิบายนี้ต่างกับคำว่ากุศล ปุญญะแปลว่าเครื่องมือประหาร ปุญญะไม่ใช่สิ่งที่จะต้องมีนะ แต่มันมีเพราะจำนน มันจะต้องเอามาใช้เป็นเครื่องมือปราบมาร ปราบความเลวร้าย การหมดบุญกับหมดบาปความหมายเดียวกัน เป็นนามธรรม พระอรหันต์ทุกองค์ไม่มีบุญไม่มีบาป หมดสูญ คำว่าชีวิตเจริญนี้ กายกรรมนี้ไม่ได้มีแต่ภายนอกนะ แต่มีทั้งวจีและมโนกรรม กายต้องมีทั้งนอกและใน กาย วจี มโน กายนี่ไม่มีหนึ่งเดียว กายต้องมีอย่างน้อยสอง แม้วจีก็ต้องมีสองเสมอ แต่ถ้ามโนนี่ก็เป็นหนึ่งได้ กรรม 3 นี้ต้องทำให้สุจริตอย่างให้ทุจริต คำว่าบุญนี้ เดี๋ยวนี้คงหลงผิดกันไปเกือบหมดละมั้ง เพราะว่าไปเข้าใจว่าบุญคือภาวะคุณงามความดีเป็นกุศล คนทั้งหลายในโลกต้องอาศัยใช้เวลาที่มีอยู่และผ่านไป แต่ละวันๆ นี่แหละ..เป็นอยู่ให้แก่ชีวิต โดยเฉพาะใช้ศึกษา ฝึกฝนตนเอง ซึ่งเราเรียกกันสั้นๆ ว่า “ทำงานทำการ” หรือพูดให้ครบ ก็คือ ชีวิตเป็นอยู่ก็ทำงานทำการให้ดี ก็คือให้ชีวิตเจริญ ถ้าเป็นชาวพุทธที่มีภูมิปัญญาก็ทำให้ถึงขั้น“บุญ” แต่คนทั้งหลายก็ไม่เคย“ฉุกคิด”กันเลยว่า คำว่า“ชีวิตเจริญ”ของคนนั้นที่แท้มันลึกซึ้งละเอียดลออแค่ไหน? ส่วนมากก็มีแต่ระวัง “กรรม 3” (กายกรรม-วจีกรรม-มโกรรม) ของตนอยู่บ้าง ด้วยสามัญสำนึกว่า “ทำกรรม 3 ให้ดี” อย่าให้เป็น “ทุจริต”หรืออย่าให้เป็น “บาป” หรืออย่าให้เป็น “อกุศล” ยิ่งถึงขั้น “บุญ” นั้น ชาวพุทธทุกวันนี้ ไม่รู้ความเป็นจริง (อุปาทาย) ตามที่มีครูบาอาจารย์สอนกันอย่างมิจฉาทิฏฐิ นั่นคือ แทนที่จะสอน “การทำใจในใจ” (มนสิการ) ชำระกิเลสให้จางคลายลงหรือดับไป กลับสอนให้สร้าง “อุปาทาน” (การยึดมั่น) ใส่ในใจตนเสียนี่ ผลจึงได้แค่ “อุปาทาน” ที่เป็น “วิมาน” (ภาพหวังหรือภาพทที่อยากได้ใส่ใจไว้)เกิดในใจของคนผู้นั้น อุปาทาน ก็คือ กิเลสชนิดหนึ่ง ธรรมดาๆ นั่นเอง “บุญ” จึงกลายเป็น “อุปาทาน” เพราะได้รับการศึกษาสั่งสอนผิดและปฏิบัติตามๆ กันมาผิด แทนที่จะลดละอัตตา กลับไปได้ “อัตตา” เพิ่มขึ้นมาใส่ใจตนเองยิ่งขึ้นเสียนี่ ผลจึงมิใช่ “บุญ” ตรงความหมายที่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิ ว่า “การชำระกิเลสออกจากจิตสันดานให้สะอาดหมดจด” (สันตานนัง ปุนาติ วิโสเธติ) ตามหลักฐานเดิม ที่ชาวพุทธได้หลงผิดจนเลอะเทอะในคำว่า “บุญ” กลายมาเป็น “กุศล” กันไปแล้ว แทบเรียกได้ว่า “สนิทเนียน” แล้วปานนั้นเลย “บุญ” จึงกลายเป็น “กุศล” ที่หมายความว่า “ความดีงาม” อันเป็น “ภาวะที่อาศัยของอัตภาพ” “กุศล” แปลว่า คุณงามความดี, สิ่งอาศัยในความเป็นชีวะทั้งหลาย ซึ่งต่างจาก “บุญ” ที่หมายถึง “เครื่องมือ หรืออาวุธประหาร” แท้ๆ ซึ่งมันต่างกันอย่างมีนัยสำคัญมาก “กุศล” คือ เครื่องอาศัยสำหรับชีวิต-เครื่องอาศัยของความมีชีวะ-เครื่องอาศัยของอัตภาพ แต่ “บุญ” นั้นมิใช่เครื่องอาศัยของอัตภาพ” ทว่าเป็นเครื่องมือสำหรับกำจัดคือฆ่า หรืออาวุธสำหรับประหารกำจัด “อัตภาพ” ให้สิ้นไปหมดเกลี้ยง ทำความชัดเจนดีๆ เมื่อ “อัตภาพ” สิ้นเกลี้ยงหมดแล้ว ผู้นั้นก็เป็นผู้หมดสิ้น “บุญ” ไม่ต้องใช้ “บุญ” กำจัดบาปกันอีกแล้ว ชื่อว่า “ผู้สิ้นบุญสิ้นบาป” ที่ภาษบาลีว่า “ปุญญปาปปริกฺขีโณ” ชัดเจนแจ่มแจ้งไหม? แต่เพราะชาวพุทธทั้งหลายได้เสื่อมจากคำสอนของพระพุทธเจ้าไปมากยิ่งจริงๆ แม้แต่คำความสำคัญในคำสอนต่างๆ บางคำที่อาตมาหยิบมาชี้แจงกันอยู่ ในช่วงนี้ เช่น คำว่า “บุญ” หรือคำว่า “กาย” ตามที่อาตมาหยิบมายืนยัน และสาธยายตามความเป็นจริง โดยนำหลักฐานต่างๆ หลักเกณฑ์ต่างๆ คำตรัสต่างๆ ตลอดจนจากตำนานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มาอ้างอิงยืนยันอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งผู้จะเข้าใจ “การทำใจในใจ” (มนสิการ)ว่า ได้ออกนอกคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ คือ ทำใจในใจ(มนสิกโรติ)ผิด จน “มิจฉาปฏิบัติ” ไปแล้ว ก็ยากแสนยากเหลือเกินที่คนจะเข้าใจได้ เพราะชาวพุทธทุกวันนี้ได้ยึดมั่นถือมั่นใน “ทิฏฐุปาทาน” ก็ดี “สีลัพพตุปาทาน” ก็ดี “อัตตวาทุปาทาน” ก็ดี มันยังแน่นเหนียว แข็งแรง กันอยู่เหลือเกิน “ยึดความเห็นของตน” ก็ยังยึดแน่น “ศีลพรตที่ตนทำอยู่” ก็ยังยึดแน่นทำอยู่ “ความเป็นอัตตาที่มีแค่วาทะ” ก็ยังยึดได้แต่วาทะของตนอยู่ มันยังไม่เปลี่ยนแปลงคลี่คลายเลย เรื่องที่น่าจะเข้าใจกันได้ง่ายๆ ที่อาตมาสาธยายมาแล้วๆ เล่าๆ นานตั้ง 30-40 ปีมาแล้ว ก็ยังเข้าใจกันยาก เช่น เรื่อง “ทาน” ที่สอนกันว่า “ทาน” นั้น ก็สอนให้ “ทำใจในใจ” ตน(มนสิกโรติ) เป็น “วิมาน” อาตมาก็ท้วง ก็ได้สาธยายมาซ้ำซากว่า มันผิด นั่นมันยังสร้างอัตตานะ สร้างภพสร้างชาติอยู่ แต่ก็ยังสอนกัน-ก็ยังเห็นยึดกัน-ทำกันอยู่อย่างเดิม แทนที่จะสอนให้ “ทำใจในใจ” ลดละกิเลส ก็ยังสอนการทำใจในใจให้เป็น “มโนมยอัตตา” สร้าง “อัตตา” เสริมเพิ่มใส่ตนเข้าไปอีกอยู่นั่นแหละ เปลี่ยนแปลงกันเสียที่ไหน นี้คือ มิจฉาทิฏฐิในคำว่า “บุญ” ที่ผิดจากความจริงแท้ไปไกลลิบ เป็นความผิดพลาดที่สำคัญ ประเด็นที่ 1 ประเด็นที่ 2 ที่ยิ่งสำคัญมากยิ่งกว่าประเด็นที่ 1 ความหมายแท้จริงของ “บุญ” นั้น ไม่ใช่สิ่งที่คนจะได้ จะมี จะเป็น ขึ้นมาอาศัยเลย ความหมายของ “บุญ” ในทุกวันนี้ ชาวพุทธเข้าใจกันเป็น “ภพ” เป็น “ชาติ” เป็นวิมาน “ลอยลมอยู่ในอนาคต” ฝันๆ เป็น “มโนมยอัตตา” เป็น “กุศล” เป็นเครื่องอาศัย เป็น “วิมาน” คือ แดนที่อยู่ห่างไกล ไกลจนไม่รู้ว่าเมื่อใดจะถึง วิมานเป็น “ความหวังลมๆ แล้งๆ” แท้ๆ ที่มักจะสร้างอย่างเพ้อฝันใส่จิตใจว่า เป็นความดีความงามที่ตนได้ทำแล้ว จะส่งผลให้ตนพบกับความสุขสมใจร่ำรวยที่จะเกิดในโอกาสข้างหน้า ข้างหน้าๆๆๆ และข้างหน้า ซึ่งหมายความว่า เป็นภพเป็นชาติที่ชื่อว่าสวรรค์ วิมานแมน หรือหมายความชัดๆ ก็คือ ไปเข้าใจว่า “บุญ” หมายถึงภพชาติที่จะได้กันในชีวิตต่อไปภายภาคหน้า ซึ่งเป็นคุณงาม ความดี หรือ “บุญ” ได้แก่ ความสุขความเจริญที่จะได้ในชีวิตดำเนินไปถึงในกาลเวลาข้างหน้า เมื่อไหร่..ไม่รู้ล่ะ อยู่ในวันเวลาข้างหน้าๆ โน่นแหละ กาลข้างหน้า ชีวิตข้างหน้าแล้วกัน “ความหวังในกาลข้างหน้า” ที่หวังว่า จะเป็นความสุขความเจริญที่จะได้ในชีวิตดำเนินไปถึงในกาลเวลาข้างหน้า ซึ่งภาษาที่เรียก “ความหวังในกาลข้างหน้า” นี้ก็คือ “วิมาน” “วิมาน” มีจริงหรือ? จะได้จริงหรือ? แท้แน่นอนหรือ? เพราะคนไม่ตระหนักถึง “การศึกษา” ที่ว่านี้เลย คนจึงหลงเชื่อ “วิมาน” ที่คนเจ้าเล่ห์ที่เก่ง คนเจ้ากลอุบายที่ฉลาดสามารถสร้างขึ้นหลอกคนได้เก่งกาจ แล้วก็หลอกให้หลงอย่างสำคัญว่า ถ้า “ทำทาน” มากๆ จะมี “วิมาน” (ดินแดนที่อยู่ในอนาคตอันไกลแสนไกล เมื่อไหร่จะไปถึงก็ไม่รู้ ไม่มีใครรู้จริงเลย) ที่เลิศลอยยิ่งใหญ่วิเศษมากๆ และเหลี่ยมคูที่มักจะทำกันก็คือ ให้มาคนทั้งหลายมา “ทำทาน” กับตนเองนั่นแหละ จึงจะดีที่สุด นักสร้าง “วิมาน” หลอกคนทีเก่งกาจ จึงร่ำรวย ยิ่งใหญ่ ซึ่งคนทั้งหลายที่ถูกหลอกให้หลง “วิมาน” นี้ ก็ยังมี และยังมากอยู่ในสังคมโลกทุกวันนี้ ซึ่ง “ดินแดนลมๆ แล้งๆ สุดเพ้อสุดฝัน” ที่เรียกกันว่า “วิมาน” นี้ ทุกวันนี้คนมี “ความรู้ความฉลาด” กันมากยิ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“วิมาน” อย่างถ่องแท้กันได้ง่ายๆ เลย เพราะ “การศึกษา” ไม่สัมมาทิฏฐิ ตามคำสอนของผู้รู้ เมื่อศึกษาผิด ชีวิตของคนผู้ไม่บรรลุธรรมจึงงมงาย เสียชาติเกิด เพราะ “การศึกษา” มิจฉาทิฏฐิ การศึกษาที่ว่านี้คือ การศึกษาธรรมะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า ชีวิตเกิดมาแล้วถ้าไม่มีการศึกษาธรรมะ ชีวิตเกิดมาก็คือ “คนโมฆะ” คือคนที่ได้เกิดมาแล้วชีวิตศูนย์เปล่า เกิดมาตายทิ้งไปอย่างศูนย์เปส่า ไม่ได้สิ่งที่มนุษย์ควรได้ติดตัวไปเลย ในฐานะที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์กับเขาทั้งที มิหนำจะชวยสุดแสนซวยซ้ำเสียอีก เพราะมันก็ได้แต่กิเลสตัณหาอุปาทานเท่านั้นที่เป็นผลกอบโกยใส่วิบากของชีวิต ไปเต็มชีวิต ..คนเช่นนี้ เสียชาติเกิดจริงๆ แม้ได้เกิดมาเป็นคนแล้ว แถมได้พากเพียรอุตสาหะปฏิบัติตนให้เกิด “กุศล” หรือให้เกิด“บุญ” แต่ความพากเพียรนั้นยัง “มิจฉาทิฏฐิ” อยู่ ยังไม่สัมมาทิฏฐิจริง ความเพียรนั้นจึงยิ่งกลายเป็นเสริมอกุศลหรือบาปยิ่งขึ้นๆ โดยหลงผิดนั่นเอง ตายไปจึงได้แต่นรก ได้แค่กุศล ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างสำคัญว่า คนทั้งหลายเกิดมาแล้วตายไป ส่วนมากตกนรก น้อยกว่าน้อยนักที่จะได้สวรรค์ โดยเฉพาะสวรรค์ที่เป็นโลกุตระ มิใช่แค่โลกียะ คนที่จะได้สวรรค์โลกุตระนั้น เท่ากับเอานิ้วจิ้มลงไปในพื้นดิน แล้วมีดินติดขี้เล็บขึ้นมา เท่านี้เองที่ได้สวรรค์โลกุตระ นอกนั้นได้นรกซึ่งเท่ากับแผ่นดินที่เหลือ หรือแค่สวรรค์โลกีย์ นี้คือ สัจจะที่เป็นจริง ที่คนไม่เคยฉุกคิดกันเลย คนทั้งหลายเอ๋ย... ตระหนักกันตามที่ว่านี้บ้างไหม? ตั้งใจ “ศึกษา” กันให้ถ่องแท้ ใน “เนื้อหา-เนื้อแท้” ของ “ความจริง” กันให้ถึง“ความจริงขั้นปรมัตถสัจจะ” กันบ้างเถิด ศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาที่มี “ความรู้” เข้าขั้นปรมัตถ ธรรม และสามารถปฏิบัติให้ชีวิตเข้าถึงหรือบรรลุ “โลกุตร ธรรม” ได้อย่างแท้จริง เพราะ “โลกุตรธรรม” มีการวิจัยธรรมได้ถึงขั้น “ธรรมนิยาม 5 -ชาติ 5 -นาม 5 -รูป 28 -เวทนา 108” เป็นต้น จึงสามารถรู้จักรู้แจ้งทั้งสสารและพลังงาน ทั้งรูป ทั้งนาม ที่ครบถ้วนบริบูรณ์ในมหาจักรวาล เอกภพนี้ ยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์และเคมีเท่านั้น จึงสามารถแจกแจง “โลกนี้” (โลกียะ) และ “โลกหน้า” (ปรโลก) อันเป็น“โลก 2” คือ โลกสามัญปุถุชนกับโลกอาริยชน ได้ โลกุตระ คือ “โลกใหม่” หรือ “โลกอื่น” (ปรโลก) ที่แตกต่างไปจาก “โลก” ปุถุชนคนสามัญทั้งหลายที่เป็นโลกีย์ในโลกเดิม โลกุตระเป็น “โลก” หรือเป็น “ดินแดนอันแสนสุขวิเศษ” ชาวพุทธทุกวันนี้ ไม่รู้จัก ไม่สนใจ ไม่ “ศึกษา” กันแล้วหรือ?

(1) “โลก” ที่ชื่อว่า “โลกีย์” นี้แหละที่คนทุ่มโถม “ศึกษา” สังคมโลกเขาก็สำคัญยิ่งใน “การศึกษา” เหมือนกัน แต่เป็นการศึกษาที่ไม่ใช่การศึกษาขั้นปฏิบัติให้เป็น “โลกุตระ” เขาก็มุ่งมั่นสำคัญในการศึกษายิ่งๆ กันอยู่นะ แต่ “การศึกษา” ที่เขามุ่งมั่นลงทุนลงแรงกันหัวปักหัวปำนั้น มันเป็น “การศึกษา” แบบโลกีย์ที่เต็มไปด้วยกิเลสแก่งแย่งแข่งขันกัน เอาชนะคะคานกัน เพื่อได้เปรียบสิ่งที่เป็นลาภ,ยศ,สรรเสริญและสุขเท็จ มาให้ตนให้พรรคพวกของตนกันเท่านั้น จึงมี (ส.เพาะพุทธว่า สุขเท็จ นี่คือ เสร็จทุกข์) แต่ฉลาดแบบ “เฉโก” แท้ๆ ก็เลยมีแต่โกงกันตะพึด โลกจึงพอกพูนไปด้วย “โลกีย์” เป็นปฏิภาคทวี ที่สุดทำร้ายกัน ถึงขั้นโค่นฆ่ากันให้บรรลัย อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในโลก ซึ่งโหดร้ายลึกลับซับซ่อนซ้อนเชิงกันชนิดที่ยากที่จะรู้กันได้ง่ายๆ เพราะต่างก็ใช้ความฉลาดเฉโก เต็มไปด้วยเหลี่ยมคู สร้างเล่ห์กล กลบเกลื่อนความเลวร้าย ทั้งหลายของตน ที่จะเอาเปรียบกันและกัน ไม่ไว้หน้า ลงท้ายก็เจริญ..ลาภ,ยศ,สรรสเริญ,สุขที่บำเรอกาม-บำเรออัตตากันอยู่เป็นโลกียะที่เวียนวนอยู่ หมุนอยู่ในมิติเดิม วนไป-วนมาในฐานเก่า คนที่ติดยึดมั่น ไม่ยอมเปลี่ยนมิติไปสู่โลกุตระ ก็คง“วน”อยู่ ดังนั้น ใครก็ตามเกิดมาได้สรีระร่างเป็นคน จึงไม่มีอะไรดีเท่า..ตั้งใจศึกษาธรรมะนี้เองจริงๆ แต่คนทั้งหลายส่วนใหญ่ ก็ทิ้งการศึกษาธรรมะกัน อย่างน่าสงสารสุดๆ เลย ชีวิตคนทั้งหลายจึงหลงไปกับโลกอันเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ ที่เข้มข้นจัดจ้านของ “อบายมุข” มากมายสารพัดทุกวันนี้ (2) “อบายมุข” ที่คนทุกวันนี้ไม่รู้จัก หรือรู้จักได้ยากมาก ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ในสังคมที่ดกดื่นและจัดจ้านไปด้วยอบายมุขนั้น ไม่รู้กันแล้วว่า “อบายมุข” มันคืออะไร คำว่า “อบายมุข” นี้คือ อะไรต่ออะไรทั้งนั้นๆ เป็นตัวการใหญ่หรือตัวพ่อเลยแหละ ที่มันไร้สาระ หรือมันมากไป มันใหญ่ไป มันจัดจ้านไป มันเกินตัวเกินตน มันเกินกว่าความจำเป็น เกินความเหมาะสมสำหรับคนผู้นั้นๆ แท้ๆ โดยเฉพาะมันครอบงำใจคนผู้นั้นจนติด จนยึด อยากมี-อยากได้มาเป็นตน เป็นของตน อยู่อย่างมากเกินตัวเกินตน ใครหลงอนาคตเป็นวิมานนี้จะนานช้าแต่พอหมดอนาคต เหลือแต่อดีตที่ ต้องล้างให้เกลี้ยง อดีตเป็นโลกที่คุณมีมาแล้วจริงๆ อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีจริง ต้องล้างไปก่อนเลย ตัดไปก่อนเลย อดีตจึงเป็นสิ่งที่ต้องล้างให้หมดเป็นอันสุดท้ายจริงๆ อดีตนี้ล้างยากกว่าอนาคต อนาคตต้องจบก่อน อรหันต์เป็นคนไม่มีอนาคตแล้วมีแต่อดีตอยู่ แม้แต่พระพุทธเจ้าสมณโคดมก็มีอดีต ถ้าไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็จะยังมีอดีต เป็นเศษวิบากไป ทุกเฮือกแห่งลมหายใจเข้าออกในปัจจุบันนี้ คนทั้งหลายต่างก็ลงทุนลงแรงกัน เพื่อให้คนอยากกิน อยากเล่น อยากเที่ยว อยากได้ อยากมี อยากเป็น กระตุ้นปลุกเร้าจิตใจ ให้ชื่นชอบ ให้พอใจเพลินใจ สนุกสนาน ดูดดึงอารมณ์ จมอยู่กับความหลงติดหลงยึด ชอบใจสุขใจ สะใจตรึงใจใน ความสวยงามหรูหราเพริศพริ้งยิ่งใหญ่ เด่นดัง ไม่รู้จัก “พอเพียง” กันเลย ไม่รู้จัก “พอ” (สันโดษ) กันแล้วจนต้องแสวงหา สัมผัส เสพติด ทั้งกีฬาการละเล่นที่เอาชนะคะคาน ทั้งบันเทิงเริงรมย์ ทั้งของเก่า ทั้งของใหม่ ในหลวงเราใช้ เศรษฐกิจพอเพียง แบบคนจน แล้วขาดทุนของเราคือกำไรของเรา คนธรรมดาจะมาพูดอย่างนี้ได้อย่างไรเล่า อาตมาจึงเชื่อว่าในหลวงเป็นโพธิสัตว์ สิ่งประเสริฐสุดยอดดีที่สุดไม่มีหวงแหนหรอก ต้องให้คนอื่นได้ ของจริงจะไม่แตกแยก จะเป็นหนึ่งเดียวกันที่ไม่ใช่ของจริงคือยังไม่ลงตัวเข้ากันไม่ได้ ยังง้องแง้งกันอยู่ลงกันไม่ได้สักที คนไม่รู้จักพอจะแสวงหา สะสม ชนะคะคาน บันเทิงเริงรมย์เสพไป ทั้งเก่าและใหม่ ของเก่า คือ อดีต ของใหม่ คือ อนาคต คนจึงหลงจมอยู่ในความเป็น “อดีต” กับ “อนาคต” กัน อย่างไม่เงยหูเงยหัว หัวปักหัวปำอยู่กับ “อดีต-อนาคต” โดยลืม “ปัจจุบัน” กันไปอย่างสนิทแล้วกระมัง ซึ่งยุคนี้มีอุปกรณ์สมัยใหม่ ที่สะดวกในการจะมีติดตัว และใช้ได้คล่องตัวทุกลมหายใจเข้าออก ทั้งที่ “อยากเสพ” ก็ตาม แม้ “ไม่อยากเสพ” ก็ตาม จะต้องมีมันให้ได้ ไม่ให้มีเวลาว่างกันเลยเชียวแหละ จะต้อง “บำเรออารมณ์” จะต้องให้ “อารมณ์” (เวทนา) ได้เสวยสุข ได้เสพสุข ได้ความบำบัดใจ “ใจ” อยู่ “ว่างๆ” ไม่ต้องได้อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ไม่ต้องได้อารมณ์บวกๆ-ลบๆ ไม่ต้องได้อารมณ์ชอบๆ-ชังๆ ไม่ต้องได้อารมณ์สุขๆ-ทุกข์ๆ” ไม่ได้กันแล้ว ต้องมี “อารมณ์” ไม่เฉยๆ ไม่กลางๆ ไม่ว่างๆ จิตใจมี “อาการ” อยู่เฉยๆ-ว่างๆ-กลางๆ ไม่ได้ ให้จิตใจหยุดคิด ให้จิตใจอยู่เฉยๆ ว่างๆ กลางๆ ไม่ได้ จิตมันจะ “อยาก” อยู่เสมอ อยากได้ อยากมี อยากเป็น จิตอยาก คือ กามจิต จิตใจใคร่อยากอยู่ไม่หยุดหย่อน ความใคร่อยากมาให้ตน ก็ต้องขวนขวาย แสวงหามาให้ตน ขวนขวายเพิ่มมากเข้าๆ แสวงหามากขึ้นก็แรง แรงมากเข้าๆ “อาการขวนขวายหรือแสวงหา”มากเข้า แรงขึ้นก็กลายเป็นคนผู้เต็มไปด้วย “ธุระ” ส.เพาะพุทธว่า วันนี้พ่อครูอธิบายจิตว่าง นี้กำหนดให้เห็นอะไรๆ ตามความเป็นจริง แต่คนเรามักเข้าใจว่า ไม่ต้องมีอารมณ์อะไร แต่ที่จริงคนเรามีอายตนะกระทบ การไม่ให้คิดอะไรจึงเป็นเรื่องไม่ตรงตามพุทธศาสนา ที่ถูกต้องคือให้จิตหมดความคิดตามกิเลส แต่ว่ามีความคิดกุศลได้… จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน