590422_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จุดแบ่งโลกียะกับโลกุตระ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข27 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

590422 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จุดแบ่งโลกียะกับโลกุตระ พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 22 แรม 1 ค่ำ เดือนห้าปีวอก ที่บวรราชธานีอโศก อาตมายังไม่หมดไฟ ไฟยังแรงครุกรุ่นกว่าภูเขาไฟที่พ่นเต็มที่ ยังไม่มีหยุด อาตมามุ่งมั่นทำความเข้าใจให้ได้มากที่สุด สำหรับผู้สนใจ คนไม่สนใจไม่ได้หรอก ต้องมาด้วยใจ มีฉันทะจริงๆ แล้วมาใฝ่แสวงหาเห็นดีเห็นงามจริงๆ แสงอรุณ 7 [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . ดูรายละเอียดมิตรดี -> . [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . เราต้องมาอยู่ในหมู่มิตรดี มาแล้วก็อย่างน้อยสมาทานศีล 5 เมื่อมีศีลก็จะมีรายละเอียดในทิฏฐิ 10 รู้ตั้งแต่ทาน ยัญพิธี หุตัง โลกนี้ โลกหน้า สกุฏทุกตานังกัมมานังผลังวิปาโก มาตา ปิตา สัตตาโอปปาติกา สมณะพราหมณ์ฯ มาดู sms กันก่อน SMS 21 APR 59 _0893867xxx คนถามพ่อครูฯเรื่องนิมิตในสมาธิ!ถ้ารู้จักรูปีมโนมโยฤารูปที่สำเร็จด้วยจิต! จะรู้ว่าใช่ของจริงฤาไม่? พิสูจน์ที่แต่ละคนบอกว่ามีทิพย์ ช่วยดูนิมิตบันดาลฝนฤาหาแหล่งน้ำใหม่จริงๆ ช่วยปท.ไทยสักคน? แล้วจะเชื่อ!เอวัง _0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธรรมะสัจจะมี 1 มิได้มี 2 มิได้มี หลากหลายต่างกันมิได้มีในโลก! แต่ไปยึดสัญญาว่าเที่ยงสัจจะจึงมีมากขึ้นสาธุ อาตมา ว่า อรหันต์สามารถทำปุงลิงค์ (1) หรือทำนปุงสกลิงค์(0) ได้ อะไรมากระทบกระแทกก็หนึ่งจริง ถ้า 0 ก็ไม่รู้ไม่ชี้เลย สัจจะถ้ามีมีหนึ่งเดียว หรือไม่มีก็ไม่มีเลย ผู้ใดยึดว่าเที่ยง สัจจะจึงมี ถ้าผู้ใดยึดแล้ว สมาทาน แล้วเข

อ่านต่อ

้าใจว่าเราไม่ยึดเที่ยง คนนี้ยึดอย่างมีปัญญา แต่คนใดยึดเที่ยง คนนั้นยังไม่พ้นทุกข์ ยังมีความเที่ยง นิจจังอยู่ นี่เป็นตัวสุดท้าย

_0818557xxx กราบนมก.พ่อท่าน ญตธ.ที่นั่งฟังดูเคร่งเครียดจัง พ่อท่านต้องพาให้หัวเราะบ้างนะเจ้าค่ะ หรือต้องเป็นการสำรวมค่ะ งงค่ะ _0893867xxx ขอบคุณบุญนิยมกับธรรมะพ่อครูเรื่องจิตหลุดพ้นจากกามาสวะภวาสวะอวิชชาสวะรู้ถึงอาสวะนิโรธคามินีปฏิปทาฯ จรธ. _0890015xxx การบรรลุธรรมคือการเข้าใจ เข้าถึงและการปฏิบัติได้ใช่ไหมครับ _0805925xxx แล้วตำหนิตาช่วงกับธัมมี่คงม่ายยตกนรกเนอะ ม่ายยช่ายยอาริยะเจ้าจริงป่ะ? _0805925xxx เมษาร้อนโคตรๆ เกิดเดือนนี้แต่เกลียดโคตรๆ! เฮ้อ! _0818557xxx กราบนมก.พ่อท่านๆ ต้องอายุยืนๆๆ สั่งสอนพวกข้าน้อยปัญญาเบาเช่นโยมไปอีกนานๆๆ พาบริวารลูกหลานหลุดพ้นด้วยนะเจ้าคะ..สาธุ _0818557xxx กราบนมก.พ่อท่าน ญตธ.ที่นั่งฟังดูเคร่งเครียดจัง พ่อท่านต้องพาให้หัวเราะบ้างนะเจ้าค่ะ หรือต้องเป็นการสำรวมค่ะ งงค่ะ อาตมาว่า ถึงเวลายิ้มก็ยิ้ม แต่นี่ไม่ใช่เวลาสนุกสนานก็ไม่ได้ยิ้มอะไร _0890015xxx การบรรลุธรรมคือการเข้าใจ เข้าถึงและการปฏิบัติได้ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า...ใช่ 1.เข้าหู 2.เข้าใจ 3.เข้าถึง เข้าถึงจุดสมบูรณ์เลย _0818557xxx กราบนมก.พ่อท่านๆ ต้องอายุยืนๆๆ สั่งสอนพวกข้าน้อยปัญญาเบาเช่นโยมไปอีกนานๆๆ พาบริวารลูกหลานหลุดพ้นด้วยนะเจ้าคะ..สาธุ พ่อครูว่า สัญญากับสังขาร ตัวใดมีธาตุรู้สูงกว่า เขาถามมา สังขารเป็นองค์รวมการปรุงแต่ง เป็นสามเส้า ไม่ได้มีตัวรู้มากกว่าหรอก คือสังขารจะมีรูปนามสัมผัสแล้วปรุงแต่งกัน เกิดรูปนาม และวิญญาณ ส่วนสัญญานั้นมีสองมีรูปกระทบกับนาม แล้วมีการกำหนดรู้ นามเป็นตัวกำหนดรู้ ถ้าเหลือน้อยลง สัญญากลับสูงกว่า แต่ถ้าจะเป็นภาวะโลก สังขารสูงกว่า

_พีชะมีธาตุรู้สูงสุดใช่สังขารหรือไม่ หรือสัญญาคะ พ่อครูว่า พีชะก็มีสังขารและสัญญา มีธาตุรู้ปรุงแต่งแต่ไม่มีเวทนา ไม่เกิดความอยาก มันมากเกินเขตนี้ไปไม่ได้ มันก็มีแค่สัญญากับสังขาร เวทนายังไม่เกิด วิญญาณก็ไม่เกิด จึงไม่ทุกข์ ไม่มีเวทนา พลังงานเลยไม่มีวิญญาณ พลังงานที่เป็นวิญญาณได้ก็มีนามธรรมครบ 4 พีชะมีธาตุรู้สูงสุดถึงสัญญากับสังขาร แล้วทีนี้พระอรหันต์มี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ทำการลดอกุศลจิตในวิญญาณได้ ลดอารมณ์ยึดติดในเวทนาก็ไม่ทุกข์ไม่สุข เหลืออุเบกขาอันเดียว วิญญาณก็เหลือแต่ อุเบกขา แต่มีพลังงานที่มาก มันไม่ปรุงแต่งโลกีย์ที่เคยโง่ มันจบ มีแต่ปัญญาก็เลยกลายเป็นพลังงานปัญญาเอามาใช้งาน ทำประโยชน์โดยตนเองไม่มีความเสพ ไม่มีรสสุขทุกข์ แต่พลังงานที่มีนั้น เป็นพลังงานโพธิสัตว์ระดับสูงเท่าไหร่ เช่นพระพุทธเจ้าสมบูรณ์แบบยิ่งสูงใหญ่ แล้วก็รองมาตามนั้น พลังงานที่ลดโลกีย์ได้เกลี้ยงเลยมีพลังเหลือเอามาใช้ได้มาก

_ต่อมาก็ลองฟังของคุณพิมพ์เพชรรุ้งเขียนมาถาม กราบนมัสการพ่อครูฯ สมณะโพธิรักษ์ ที่เคารพอย่างสูง จากการที่ ลูก (ขออนุญาตใช้คำว่า “ลูก” เพราะรู้สึกถนัดใช้คำนี้ในการสนทนากับพ่อครูฯ มากกว่า) ได้มาร่วมงานที่บ้านราชฯ ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ค่าย ยอส. ต่องานปลุกเสกฯ และงานตลาดอาริยะ ลูกตั้งใจอยู่ต่ออีก 5 วันเพื่อดูบรรยกาศบ้านราชฯ ในยามปกติที่ไม่มีงาน ลูกพบว่าบ้านราชฯ มีความสงบ น่าอยู่ ดังที่ว่ามีสัปปายะ 4 ครบพร้อม แต่ประเด็นสำคัญที่ลูกเขียนมานี้คือ การที่ลูกได้มีโอกาสไปเข็นปุ๋ยที่โรงปุ๋ย 5 วัน ทำให้ลูกได้สัมผัสกับสภาวะธรรมที่ชัดเจน เมื่อนำมาทบทวนแล้วจึงเขียนรายงานมา กราบขอให้พ่อครูฯ ได้ตรวจว่าลูกติดฉลากยาถูกต้องหรือไม่ค่ะ ลูกได้เห็นสภาวะจิตในระหว่างการทำงานเข็นปุ๋ยพร้อมกับการเดินโพชฌงค์ 7 เริ่มตั้งแต่ ต้องมีสติในการเข็นปุ๋ย เพราะปุ๋ยแต่ละกระสอบมีน้ำหนักมากถึง 50 กิโลกรัม บางครั้งต้องเข็นที่ละ 2 กระสอบ รวมเป็น 100 กิโลกรัม จึงต้องใช้สติระมัดระวังในการเคลื่อนไหวทุกขณะเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุทั้งแก่ตัวเองและผู้อื่น ในขณะเข็นปุ๋ยก็มีธรรมวิจัยว่าเข็นอย่างไร ยกคันรถเข็น ยกกระสอบปุ๋ย วางกระสอบปุ๋ยอย่างไร จึงจะเบาแรง และไม่ทำให้ร่างกายบาดเจ็บ ทำไปๆ ก็จะหาวิธีที่ดีขึ้น พัฒนาขึ้น เมื่อปฏิบัติได้ดีขึ้นก็ทำให้มีกำลังความเพียรในการทำงานได้มากขึ้น(วิริยะ) และเกิดปีติที่ได้ทำงานเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และในขณะทำงานลูกก็ได้ตรวจจิตของตัวเองว่าไม่มีนิวรณ์ 5 จิตก็สงบเป็นปัสสัทธิ และมีสมาธิตั้งมั่นในการทำงานเข็นปุ๋ยอย่างมีพลัง เมื่อไม่นิวรณ์ จิตก็เป็นกลางๆ ไม่ซัดส่าย(อุเบกขา) นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งที่ลูกได้เห็นคือวจีสังขารที่ดับไป แต่ภูมิปัญญาของลูกเห็นได้แค่วจีสังขารที่ดับ ยังไม่เห็นสิ่งที่ละเอียดมากกว่านี้ค่ะ จากการปฏิบัติธรรมในขณะขนปุ๋ยครั้งนี้ทำให้ได้ทบทวนธรรมะที่ได้ฟังจากพ่อครูฯ ได้เห็นพัฒนาการของจิตที่ลดกิเลสลง แต่รู้ว่าจิตที่ดีกว่านี้ยังมีอีก ซึ่งลูกก็จะตั้งใจฝึกฝนปฏิบัติและตั้งใจฟังธรรมะที่พ่อครูฯ นำมาสอนต่อไปค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ พิมพ์เพชรรุ้ง

อาตมา ว่า อันนี้ไม่ใช่อาชีพของคุณพิมพ์เพชรรุ้ง เช่นเดียวกับแม่บ้านที่ไปเล่นไปเสียมาก ไปชอบปิ้งเสียมากกว่าเวลาทำงานบ้าน เขาก็อาชีพเล่นไพ่ ชอปปิ้งน่ะ อาชีพคือทำประจำนอกนั้นเป็นงานอดิเรก งานจร แล้วคำว่าวจีสังขาร ภิกษุณีธัมมทินนา ว่าไว้ในพระไตรฯ เล่ม 10 ว่าถ้าจะทำนิโรธ จะทำการดับวจีสังขารก่อน แล้วค่อยดับกายสังขาร แล้วจิตสังขารหลังสุด แต่ถ้าทำให้เกิด คือผู้ทำดับได้ก็ทำให้เกิดได้ ในพระไตรฯล.10 ข.65 นี้สุดท้ายมีสัญญาสอง 7. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร เพราะล่วงชั้นวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 7 ส่วนอายตนะอีก 2 คือ อสัญญีสัตตายตนะ (ข้อที่ 1) และข้อที่ 2 คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ดูกรอานนท์ บรรดาวิญญาณฐิติทั้ง 7 ประการนั้น วิญญาณฐิติข้อที่ 1 มีว่า สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์และพวกเทพบางพวกพวกวินิบาตบางพวก ผู้ที่รู้ชัดวิญญาณฐิติข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณและโทษ แห่งวิญญาณฐิติข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติ ข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินวิญญาณฐิตินั้นอีกหรือ ฯ ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ อรหันต์จะรู้จัก อสัญญีสัตตายตนะ กับ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ส่วนธรรมกายเอาไปพูดโก้ว่า อายตนนิพพาน ถ้าเอาอายตนะไปใส่นิพพานมันก็ขัดกัน อายตนะนั้นมันมี เป็นนิมิตนิพพาน เกิดเครื่องหมายของอายตนะ นิพพานมี 3 1. สุญญตวิโมกข์, สุญญตสมาธิ (นิพพานโดยการเห็นความว่างของตัวกิเลส หมดความยึดมั่นจากอำนาจกิเลส) 2. อนิมิตตวิโมกข์, อนิมิตตสมาธิ (นิพพานโดยไม่ต้องถือนิมิต) 3. อัปปณิหิตวิโมกข์ (นิพพานโดยไม่ทำความปรารถนา) (พตปฎ. เล่ม 31 ข้อ 469) แล้วการจะทำจิตให้มีพลังแล้วจะใช้พลังงานนั้นเป็นอย่างไร เพราะมีทั้งวิธีสมถะและวิปัสสนา แบบของพระพุทธเจ้า สมถะ ท่านไม่เรียกสมถะ แต่เรียกปัสสัทธิ คือลืมตาปฏิบัติ แต่ถ้าเรียกเจโตสมถะก็คือโน้มเอียงไปแบบนั่งหลับตาปฏิบัติ 1. บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ แต่ไม่ได้โลกุตระ 2. บุคคลผู้ได้โลกุตระ แต่ไม่ได้เจโตสมถะ . 3. บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ และได้ทั้งโลกุตระ 4. บุคคลผู้ไม่ได้เจโตสมถะ และไม่ได้ทั้งโลกุตระ พตปฎ. เล่ม 36 ข้อ 10, ข. 137, ข.525 ผู้ฝึกใจเป็นสมาธิ มีพลังงานสามารถควบคุมพลังงานจิตตนได้ ผู้นั่งหลับตาเจโตสมถะ จะอาจิตมาคุมกายกรรมวจีกรรม เมื่อคุมแล้วก็มีอิริยาบทต่างๆ มีความสามารถอย่างไรก็มาทำการ เอาพลังงานเก่งสมถะที่เรียกว่าจิตสงบก็เอามาคุมกายกรรมวจีกรรม แต่คนที่เอากายกรรมวจีกรรมไปเอาชนะ ไปเอาเปรียบข่มคนอื่นได้ ในโลกีย์เขาก็ชมชื่น เช่นตอนนี้เขายกตัวอย่างน้องเมย์ เอาพลังสมาธิที่เก่ง ไปแข่งชนะ ได้เปรียบ ข่มผู้อื่นได้ คนชมเชยทั้งโลก ก็เป็นธรรมดาโลกีย์ แต่ใครที่เอาพลังงานจิตสงบไปยอมแพ้ เอาไปเสียเปรียบไม่เอาไปข่มใคร พลังงานนั้นน่าชมชื่นไหม นี่คือจุดแบ่งโลกียะกับโลกุตระ โปรดฟังอีกครั้ง ผู้มีพลังจิตเป็นได้จริงแต่เอาพลังจิตไปทำทางโลกีย์หรือโลกุตระ เอาพลังงานจิตที่เป็นประธาน(มโนปุพพัง คมาธัมมาฯ) เอามาแสดงออก กายกรรมวจีกรรม แต่เอาพลังงานที่เก่งนี้ไปเอาเปรียบเขาชนะเขา แล้วก็ดีใจชื่มชม แต่คนที่เอาพลังงานจิตที่แข็งแรงนี่ไปเสียเปรียบไม่เอาเปรียบใคร ตัวนี้โลกุตระ ตัวไปเอาชนะเขาคือโลกียะ นี่คือจุดแบ่ง แทนที่เราจะมีพลังงานจิตไปจ่ายแบบเขาที่ได้โลกธรรมมา แต่ของพวกเรานี่ไม่ได้ด้วย ได้มาก็ไม่เอา ได้โลกธรรมก็ไม่ได้ยินดีไม่เอานี่คือซ้อนลึก โลกียะ เห็นชัดเจนไหม นี่คือสิ่งที่คิดว่าได้อธิบาย มุมเหลี่ยมของเพชรที่เจียระไน เหลี่ยมเพชรใหม่ ที่มีแสงงามมาก น้ำงามมากมุมนี้ เพชรเหลี่ยมนี้น้ำงามมาก

กูฏทันตสูตร พระพุทธเจ้าว่าไว้ถึงยัญพิธีที่ยิ่งใหญ่ ลงทุนน้อยมีอานิสงส์มากก็คือศีลกับปัญญา อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ ศีลกับปัญญานี่เป็นธรรมะสองที่ขาดไม่ได้ ที่ต้องเรียนรู้ เป็นความเจริญสูงสุด เป็นธรรมะสองแล้วทำธรรมะสองนี้ให้เป็นหนึ่งได้ ทางโลกสามารถเรียนรู้สสาร จบที่นิวเคลียส เป็นบวกกับลบ เป็นฟิชชั่นกับฟิวชั่น เป็นสังขิตตังกับวิกขิตตัง ไม่ใช่ อุทธัจจะกุกกุจจะกับ ถีนังมิทธัง ถีนังแปลว่าแข็งทื่อ แต่มิทธังคือมีพลัง ตัว ม. คือ จิต ศีลกับปัญญาจึงเป็นคู่ มาตา ปิตา เป็นพลังงานสองส่วนที่จะร่วมกันทำให้เกิดส่วนที่สาม หรือจะแยกเป็น เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ หรือแยกเป็นเจตสิก 52 นี่คืออาการจิตทั้งหลาย คือความเคลื่อนไหวของพลังงานจิต เราต้องเข้าใจแล้วอ่านสภาวะได้ เป็นวิญญัติที่จะเรียกว่า กายวิญญัติ วจีวิญญัติก็เกิดจากมโนวิญญัติเป็นประธานนั่นแหละ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ อีกตัวหนึ่งแถมคือ วิมุติญาณทัสสนะ เราจึงต้องรู้จักศีลคืออะไร ปัญญาคืออะไร เราก็ทำงานทำให้เกิดจิต อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาจึงเป็นหลักให้ศึกษาสัมมาทิฏฐิ จิตจึงเป็นวิมุติ ปัญญาจึงเป็นวิมุติญาณทัสสนะ คุณถือศีล 5 ก็ทำจิตในกรอบโทสะของไม่ฆ่าสัตว์ ศีลข้อ 2 ไม่เอาของคนอื่น ศีลข้อ 3 เรื่องกามคุณ คุณมีอาการเพศแรง ติดมากจัดจ้านก็ลดลงครึ่งหนึ่ง นี่ศีล 5 นะ ถ้าศีล 8 หยุดเลยเรื่องเพศผู้หญิงผู้ชาย ลดทั้งปริมาณ และขนาด จนเราไม่เอาแล้ว มากขนาดนั้น จะเกิดญาณปัญญาอ่านออก ไม่ว่าจะรูป รส กลิ่นเสียงต่างๆ อาการเหล่านี้มีอินทรีย์ดีกรีของมัน ผู้สามารถรู้ลหุตา รู้ว่ามันเบามากที่สุดเท่าใดก็สามารถรู้ว่ามันหนาแรงมากเท่านั้น สมมุติว่าคุณทำความเบาได้แค่ 7 ที่เบากว่านั้นปัญญาคุณแยกไม่ได้ 6 5 4 3 2 1 คุณรู้ไม่ได้ ถ้ามีปัญญามากขึ้นก็รู้ได้เบาบางกว่านั้นอีก รู้ 6 รู้ 5 ก็เก่งขึ้นๆ จน 6 3 2 ลหุตาจึงเป็นตัววิการรูป คุณจะทำงานอะไรปรุงแต่งอะไรกำหนดได้ว่าจะแรงจะเบาเท่าใดก็อนุโลมเท่านั้น แต่อย่าให้หมดตัวนะ ตาย อนุโลมได้อย่างเก่งก็ 30 เก่งกว่านั้นอนุโลมได้ 40 ถ้า 50 ครึ่งๆ นั้นเสี่ยง คุณต้องมีพลังที่ต้องรักษาตัวไว้อย่าประมาท การอนุโลมเราไม่ทำหมดตัวหรอก อย่างนั้นแปลว่าประมาท ถ้าอนุโลม 50 ก็ประมาทกึ่งหนึ่งแล้ว ถ้าให้เขา 60 เราเสี่ยงเลย ไม่พลาดก็ฟลุค ไม่ควรทำ ถ้าผู้มีสัปปุริสธรรม 7 รู้จักจัด composition ก็เป็นการทำศิลปะ ในการอนุโลมปฏิโลมกับสังคมโลก เป็นมงคลอันอุดมจริงๆ คนไม่มีศิลปะไม่รู้มงคล 38 จะเกี่ยวข้องกับคนชั่วคนดีก็ต้องรู้อนุโลมปฏิโลมเท่าไหร่ อนุโลมให้คนดีกับคนชั่วก็ไม่เท่ากัน ถ้าให้คนชั่วมากๆ เสียหมด อนุโลมให้คนดีเขามีปัญญาก็ไม่เสีย จะเกียวข้องกับใครก็เป็นมงคล 38 แม้แต่อโศกะวิรชะ เราเรียกว่าไม่โศกแล้วแต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง ไม่ทุกข์แล้วเหลือทรถะ(อรหันต์)หรือกิลมถะ (อนาคามี) หรือมีวิปฏิสาร ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ ร่วมกันทำให้เกิดอธิจิต เป็นโลกุตรจิต สั่งสมตกผลึกเป็นพลังงาน อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แต่ไม่ใช่ผนึกอย่างถีนัง ตกผลึกผนึกกันอยู่อย่างอวิชชาแน่นๆ แต่นี่ไม่ใช่เป็นปัสสัทธิ จะเรียกถีนังก็ได้แต่ตกผลึกอย่างมีปัญญาเอามาใช้ได้ อยู่เหนือมัน มันไม่ได้ดื้อดึงแต่รู้จัก แบ่งเอามาใช้ได้ อย่างมีบารมี ถ้าสูงจริงก็เอามาใช้ได้หมด เช่นพระโมคคัลลานะ ไม่ตายก็ได้ ชุบชีวิตตนเองได้ นี่คือธาตุรู้ที่แจกได้เป็น เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการหรือแจกเป็นเจตสิก 52 หรือ 121 ก็ถ้าเข้าใจแต่ละบัญญัติก็เอามาใช้ได้ แต่ถ้าไม่รู้จะเอามาใช้ไม่ได้ แม้จะเรียกว่าดวงๆ ก็เป็นลักษณะนาม แต่ท่านพุทธทาสท่านไม่เข้าถึงปรมัตถ์พวกนี้ ท่านทำจิตสงบได้ระดับหนึ่งแต่ไม่เข้าถึงปรมัตถ์พวกนี้เลยตีทิ้งว่าเป็นอภิธรรมเม็ดมะขาม ที่พูดนี้ไม่ได้ตีทิ้งท่าน ท่านสามรถมีภูมิธรรมเก่งกว่าพวกคุณหลายคน ท่านยังไม่เห็นว่าอันนี้สำคัญเลยตีทิ้ง แต่อาตมาเห็นก็ไม่ตีทิ้ง ศีลเป็นแม่ปัญญาเป็นพ่อทำให้เกิดวิมุติ หลุดถาวรเลย ส่วนวิมุติญาณทัสนะคือตัวรู้ของเรา รู้ทั้งวิมุติและนิโรธ บางคนทำจิตวิมุตินิโรธได้แต่ไม่รู้จักว่าตนเองทำได้ อ่านไม่ออก ก็เป็นได้ แต่เราทำได้แล้วต้องมีญาณปัญญาเราเข้าไปสัมผัสรู้ความจริงได้คือวิมุติญาณทัสสนะ นี่คือศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสสะ เรารู้พลังงานแม่และพ่อทำให้เกิดอันที่สาม เป็นจิตเจริญ เป็นเทวดาแบบใด สมมุติเทวดาคือสบายใจแบบให้อาหารกิเลส แต่อุบัติเทพทำให้เกิดใหม่แบบเทวดาโลกุตระ ทำเหตุให้ตายไป เรามีปัญญาทำให้อุบัติ ได้สูงสุดเป็นวิสุทธิเทพแล้ว ในบารมี 10 ทัศ เริ่มตั้งแต่ทานศีลภาวนา การทาน นั้น บางคน ขี้หมาทาสีแต่เป็นของเธอที่ให้มา ที่คุณยึดไว้ก็โง่เองหรือไม่ก็คุณยึดเอง ยึดขี้หมาเป็นของประเสริฐก็เรื่องของคุณ เหมือนที่อาตมาเคยว่าอ.ม.ศิลปากรคนหนึ่ง ไปเอาสำลีซับเสลดของหลวงปู่แหวนมาบูชา อาตมาว่าจะบ้าหรือ เขาก็โกรธอาตมาด้วยนะ ของรักของเขานี่ เสลดเขาก็ซับด้วยสำลีทั้งที่แห้งหายไปก็เก็บไว้อีก นี่เป็นของจริงที่ปรากฏนะไม่ได้มุขขึ้นมานะ เป็นอ.ศิลปากรจริง ผู้หญิง เขาก็เคารพหลวงปู่แหวน ดูดยา อยู่กินหมากอยู่ แค่นี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งเสพติด พวกสมถะนี่เต๊ะได้เก่งไม่รู้ว่าสิ่งเสพติดระดับไหนอย่างไรไม่รู้เรื่อง ขออภัยพูดไปเหมือนลบหลู่ ในกระบวนการพระอาริยะสายอ.มั่น อาตมานับถืออ.เทศก์มากกว่าผู้อื่น ถ้ามีปัญญาถึงก็จะรู้ว่าใครควรเคารพ ขนาดไหนก็อย่าพูดเลย ทีนี้องค์ 5 ของเวทนา สัญญา เจตนา เจตนานี้ท่านแบ่งเป็น สาม มโนสัญเจตนาเป็นกามภพ หมดกามก็เหลือรูปภพ หมดรูปภพก็เหลืออรูปภพ หมดอรูปภพก็หมด ต้องมีเจตนาตามภพที่มี คุณหมดกามก็ไม่ต้องไปมีเจตนาอยากอย่างนั้นแล้ว เจตนาอวิชชาก็จะดับไปตามฐานของแต่ละคน เจตนาที่เป็นกุศล คนเป็นอนาคามีอัตตาในกามหมดแล้วก็มีแต่เจตนาตนที่แฝงในรูปภพอรูปภพ อนาคามีหมดรูปภพก็มีอรูปภพแฝง หมดอรูปภพก็หมดกิเลสแฝงหมดเลยตามจริง นอกจากคนหลอกตัวเอง คุณไม่ได้อยากให้แฝง แต่มันมีอยู่ กิเลสมันหลบตัวเองไม่ให้ตัวเองรู้นะ แต่คนอื่นมันไม่หลบหรอก มันอยู่ที่เจ้าตัวจะให้เปิดเผยหรือไม่ แต่ที่ตนเองไม่รู้นั้นมันหลง พระพุทธเจ้าให้ใช้วิธีการผัสสะที่ถือเป็นนามในนาม 5 แล้วจัดการมันเลย ผัสสะแล้วเกิดตัวตนก็อ่านตัวตน พระพุทธเจ้าว่าไม่มีผัสสะปฏิบัติไม่ได้ ต้องเรียนจากผัสสะแล้วเกิดรูปนาม จัดการนาม อกุศลจิต นี่คือนาม 5 ตัวสัญญาทำงานตัวสุดท้ายจบ ต้องแยกเวทนา 108 มันเกิดผัสสะเกิดสังขารจับสังขาร ทำอภิสังขาร 3 ได้ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อภิภายตนะ 6 เกิดสภาพเป็นบุญคือกำจัดกิเลสได้ อปุญญะคือจบแล้ว ใช้บุญเสร็จก็วางเครื่องมือบุญ สั่งสมตกผลึกด้วยอาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง ด้วย ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อนุโลมได้มากสูงเก่งขึ้น แต่บริสุทธิ์ตลอดกาลนะ ฝึกเข้าไปก็จะเก่งขึ้นๆ มุทุ สมรรถเร็วไวรู้ทันไหวพริบไว เจโตทำให้เปลี่ยนไปมาได้เร็ว กายปาคุญญตา คล่องแคล่วใน เวทนา สัญญา สังขารก็เอาไปทำงาน กายกัมมัญญตา ด้วยจิตมีภูมิฉลาดอัญญา เอาไปใช้งานกัมมัญญตา ได้เหมาะสมดีควร เรียกว่ากัมมัญญตา ตามพลังงานที่คุณสร้างนี่แหละ หมดกามตัณหาภวตัณหา มีวิภวตัณหา ก็ไม่เหลือเหตุปัจจัยให้เกิดภพชาติแล้ว เช่นอาตมาว่าพระพุทธเจ้าทำงานด้วยวิภวตัณหา เขาก็ว่าอาตมาอีก แต่อาตมาก็ว่าท่านทำอะไรต้องมีเจตนา เป็นวิภวตัณหา ธรรมะพระพุทธเจ้าจึงเป็นคนรับใช้โลกช่วยเหลือโลก คนจึงทำให้ประเสริฐมาได้อย่างแท้จริง พวกคุณพยายามปฏิบัติตาม ก็ตามที่อาตมาใช้ภูมิธรรมแบบนี้ เมืองไทยอาตมาจึงกล้าพูดได้ว่าเมืองไทยคือชมพูทวีปมีอาริยบุคคลที่แท้จริง สักวันหนึ่งผู้มีอาริยภูมิจริงเขาจะรู้ตัวเอง จนถึงว่าควรประกาศกับชาวบ้านได้อย่างไม่อวดดีไม่ประมาทก็พูดได้ หมดความเก้อเขินหมดเหนียมอายเก้อยากหมดอุทธัจจะหมดมังกุ หมดลักษณะที่จะ guilty เลย สนิท ก็รู้เหมาะควรว่าควรเปิดเผยเท่าไหร่ คนเกินขอบเขตก็เรื่องของเขา แต่จริงๆ ผู้รู้จักคุณค่ากุศลจิตอกุศลจิตก็จะรู้ว่าอนุโลมเท่าใดให้เกิดกุศลมากกว่าอกุศลที่พอเหมาะอย่างไม่ประมาท มันไม่อวิชชาแล้วจะไปทำทำไม ก็จบ ในสังคมพวกเราจะมีความจริงแล้วจะเกิดชมพูทวีปที่มีสุรภาโว สติมันโตแล้วมีพรหมจรรย์ที่อิธะคือตรงนี้ อิธพรหมจริยวาโส คือผู้บริสุทธิ์เป็นพรหม มีพฤติกรรมสะอาดเป็นจรรยะ เป็นแดนแห่งพรหมจรรย์อาตมาขึ้นป้ายแผ่นดินพุทธ ไม่ได้อยากขึ้นนะ ไม่ใช่ของเล่นนะกว่าจะขึ้นป้ายที่นี่ต้องมั่นใจแล้ว ตอนแรกกะขึ้นที่อ่างลงหินที่ปฐมอโศก ปฐมอโศกตอนนี้ไม่มีหนี้เป็นพี่ใหญ่ มีแต่ให้คนอื่นเกื้อหรือแจกฟรี อย่างน้อยอาตมารับมาให้บ้านราชฯ เดือนละล้าน แล้วไปไหนก็ลงปากงูเห่าหมด ไม่พอหมด ลงแผ่นดินพุทธ มันยังกินจุ เป็นเด็ก อาตมาเคยเป็นไทฟอยด์ เคยหัวโกร๋นสองครั้ง ครั้งแรกเป็นกาฬโรค Plaque ครั้งสองเป็นไทฟอยด์ ก็ผอมมาก หายแล้วกินเท่าไหร่ไม่อิ่มเลย ในชาติ 5 ก็มี ชาติ สัญชาติ โอกกันติ อภินิพพัตติ เป็นการเกิดตั้งแต่เริ่มต้นโลกีย์จนถึงอย่างนิพพาน โอกกันติคือพลังงานหยั่งในจิตเราจะให้เนกขัมมะหรือเคหสิตะหยั่งลงในจิต แต่เดิมคนเกิดมามีแต่ชาติสัญชาติ สัญชาติคือชาติที่จำได้ ต้องใช้สัญญากำหนดรู้ ต้องรู้สัญญาณที่คุณมีในสัญญา คุณเห็นอาการของสัญญาก็คือสัญญาณ มันเคลื่อนไหวก็จับอาการได้ หรือยิ่งเก่งมันเป็นสัญญาณหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว คุณเก่งรู้ได้ยิ่งดี นิ่งเท่าไหร่รู้ยากเท่านั้น ตัวเคลื่อนรู้ได้ง่ายกว่า ชาติคือการเกิดอยู่ที่คุณรู้ยังยากแต่เมื่อใช้สัญญาเป็นก็จะใช้สัญญากำหนดรู้สัญชาติ อย่างสัญชาติญาณคือสัญญาเก่าทำงานตามเดิม แต่ถ้ามีสติจับอ่านสัญญาคุณได้ของเก่าหรือของใหม่ที่ตกผลึกก็จะรู้ได้ นี่เป็นสภาวะที่เกิดตามจริงเลย ผู้สามารถเข้าใจชาติสัญชาติ ในการเกิดของเจตสิกต่างๆ แล้วทำให้เกินนิพพัตติให้เกิดอาริยธรรม เป็นโอปปาติกโยนิ สิ่งที่จะเกิดก็คือตัวเดียวกับสิ่งที่ตาย อุกศลจิตตาย อาริยจิตก็เกิด เป็นความตายความเกิดที่ไม่มีซากมันถ้วนแล้วก็เกิด ผุดเกิด เหมือนไม่มีเหตุ แต่มันมีเหตุทั้งนั้น มันทำเหตุสมบูรณ์ก็เกิด เหตุไม่สมบูรณ์ไม่เกิด นิพพัตติคือเกิดของอริยชาติ ธรรมะคือทรงอยู่ อธรรมคือไม่ทรงอยู่ หรือแปลว่าไม่ดีก็ได้ เราก็ไม่ให้ไม่ดีทรงอยู่ อธรรมคือสิ่งไม่ควรทรงอยู่ คนจะให้มันทรงอยู่ก็ได้ไม่ให้ก็ได้คืออมตบุคคล คุณเป็นสยัมภูให้ทรงอยู่ได้มากดึงมาได้คล่อง อาตมาไม่ถึงสยัมภูได้แค่สยังอภิญญาอาตมาปาง 7 ก็ได้เท่านี้ คนรู้จริงจะไม่อยากพูดเกินตัวหนึ่งมันชั่วพูดไปก็เป็นกรรมวิบาก คนรู้แล้วจะรู้ว่า พูดไปนี่เป็นกรรม ก็ของคุณ รู้แล้วจะไปทำทำไม คนที่รู้ว่าทำแล้วก็ยังโง่ก็คือโง่ เขาไม่รู้ ถ้ารู้แล้วไม่ทำหรอก คนที่รู้ว่าชั่ว แต่ก็ยังทำ พระพุทธเจ้าว่าคนนี้ ไม่มีชั่วอย่างใดที่ทำไม่ได้ มันมีลักษณะอยู่ 4 คือลักษณะ อารัมนะ สสัมภาระ และสมมุติ ลักษณะคือลักษณะที่เป็นอย่างนั้น แล้วมันทำงานอยู่สะสมอยู่ก็คือ สัมภาระ มันเป็นงานที่คุณทำอยู่ ทำเสร็จแล้วเป็นอารัมนะคือความรู้สึก อารมณ์ ที่มีทั้งแบบอาริยะและแบบอวิชชา ถ้าไม่รู้ก็จัดการควบคุมไม่ได้ แต่อาริยะจะแยกแยะจัดการได้ ตามฐานะที่จะจัดการอารมณ์ตนเองได้ จัดการได้เก่งก็ใช้มัน ที่รู้สมมุติรู้ร่วมกับคนอื่นได้ สมมุติเรียกชื่อมันหรือรู้แต่คุณเองก็แม้ไม่มีชื่อแต่ถ้าจะให้คนอื่นรู้ก็ต้องเรียกชื่อหรือว่าพูดบริบทให้คนรู้ได้ สมมุติกันตั้งแต่สองคนก็คือสองคน คนอื่นมารู้ด้วยก็เพิ่มขึ้นเป็นสมมุติสัจจะร่วมกัน เป็นสมมุติธรรม คนไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ไม่อาลัย แต่เอาไว้อาศัยไม่มีอาลัยอาวรณ์ คำว่า รย หคือบรรลัยคนป ระลัยคือเริ่มหยั่งลง คนมีประลัยนี่ กำลังหยั่งลงแล้วนะ หรือเรียกว่าบรรลัยก็แล้วแต่ เราก็จะรู้จักศีล สมาธิปัญญา วิมุติ แล้วสามารถทำให้เป็นฌาน วิมุติ วิชชา หรือนิโรธได้ คำว่าฌานคือสภาพของการสลาย คือพลังงาน เราเรียกว่าไฟ ความร้อน พลังงานอะไรก็แล้วแต่ที่จะสลายกิเลสได้ เรียกว่าฌาน มีประสิทธิภาพสลายกิเลสได้ ภาษาบาลีเรียกอุณหธาตุหรือเตโชธาตุ จัดการสลายสิ่งไม่ดีได้ การสร้างไฟฌานคือสร้างจากไตรสิกขา การสร้างไฟฌานไม่ใช่นั่งสะกดจิตหลับตาแล้วเอาไปทำอะไรได้ไม่ใช่ นั่งสะกดจิตไม่มีไฟที่ไปทำลายโทสะโมหะราคะได้ แต่นั่งสะกดจิตมีแต่ไฟเย็น จนทำให้ธาตุแคลเซี่ยมตกผลึกได้ คนสะกดจิตเก่งจะทำให้ธาตุเย็น ยิ่งถูกความร้อนจะยิ่งจับตัว ฤาษีดาบสนั่งสะกดจิตเก่ง ธาตุแคลเซี่ยมเขานี่พอตายเผาแล้วจะมีสารีริกธาตุหรือพระธาตุ ธาตุที่เกิดจากกระดูกถูกเผาแล้วจับตัวนี่ไม่ใช่เครื่องยืนยันอรหันต์แต่เป็นกระบวนการฟิสิกส์ ดีไม่ดีบางคนสีงามใส่บางเบาลอยน้ำได้ด้วยก็ไม่ใช่เครื่องแสดงอรหันต์แต่อรหันต์มีสิทธิเป็นพระธาตุแบบนี้ สำหรับคนที่เย็น มีพลังงานแบบนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องลึกลับ แต่แจกแจงได้อย่างวิทยาศาตร์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน