590222_ทวช.พุทธาภิเษกฯครั้งที่ 40 ธรรมะของพระพุทธเจ้าอันยอดเยี่ยม 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
590222_ทำวัตรเช้า พุทธาภิเษกฯครั้งที่ 40 ธรรมะของพระพุทธเจ้าอันยอดเยี่ยม 1 พ่อครูว่า...วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 วันมาฆบูชาตรงกับวันที่ 22 ที่ ชุมชนไพศาลี วั นนี้ เป็นวันเริ่มต้น ที่จะได้สาธยายธรรม ใน งานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ครั้งที่ 40 ชาวอโศกเรานี่คือ ตัวเลขของชาวอโศกคือ 22 คือ คารโว ชื่อมงคลที่ 22 คือคารโว ส่วน นิวาโต นั้น 23 คาราโว คือ การเคารพ นิวาโต คือ การอ่อนน้อมถ่อมตน ชาวอโศกเราต้องอ่อนน้อมถ่อมตนตลอดชาติ อาตมาได้นำชาวนักบวชของเราออกจากมหาเถรสมาคม ในวันที่ 6 สิงหาคม 2518 เมื่อ ประกาศนานาสังวาสกับคณะสงฆ์ 180 รูป ที่มีเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ อยู่พร้อม ไม่มีเจ้าคณะจังหวัดเท่านั้น ก็ประกาศต่อหน้าหมู่สงฆ์ ขอแยก แล้วก็มีลายลักษณ์อักษรอ่าน พูดก่อนพูดเองว่า อาตมาอยู่กับผู้ใหญ่นั้น อยู่ต่อไปคงไม่สะดวก ก็ขอลาออกจากหมู่ใหญ่ บริษัทใหญ่ พวกเรานั้นเหมือนบริษัทที่แยกย่อยออกมาเล็กๆ ขอตั้งร้านทอดปาท่องโก๋ข้างทาง อาตมาอยู่ในหมู่ใหญ่นั้น เห็นว่าสูตรปาท่องโก๋ที่ทอดให้ประชาชนกินนี้ ทำให้ประชาชนสุขภาพเสีย ท้องอืดท้องเฟ้อ อาตมาขอเสนอสูตรที่ถูกต้อง แต่ท่านไม่ฟัง ท่านไม่รับเลย หาว่าอาตมาเบี้ยวสูตร เบี้ยวทฤษฎีของพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นพระบวชใหม่ พระเล็กๆ อยู่กับหมู่มา ก็ถูกแกล้ง ถูกกัน ทุกอย่างไม่สะดวก ก็เลยออกมาขอแยกมาบริหารหมู่เล็กของตนเอง ก็ขอประกาศ พูดด้วยคำพูด และก็มีใบให้เจ้าคณะอำเภอเซ็นรับด้วย ชื่อพระครูปราการ พุธที่ 6 สิงหาคม 2518 แรม 14 ค่ำ เดือน 8 อาตมาเกิด 5 มิ.ย. เกิดแรม 8 ค่ำเดือน 7 พระรักและพระลูกวัด 21 รูป กับเณรอีก 2 ก็ถือว่าเณร 2 นี้เท่ากับ 1 รูป ก็รวมนับเป็นเลข 22 ก็ยังสะดุด คารโว นิวาโต ว่าเรายืนในเลข 21 และ 22 นะ ก็ต้องอ
อ่านต่อ
่อนน้อมถ่อมตนนะ ลาออกมา นอกนั้นก็มีสิกขมาตุอีก 7 รูปหรือไง จำไม่แม่น
สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน ช่วงต่อจากพีชะ มาเป็นจิตนิยาม เราแยกมาแล้วก็ทำงาน ตั้งแต่ปี 2518 มาถึงปีนี้ 2559 ก็ 41 ปี เป็นทศวรรษที่สี่ เลขสี่เป็นเลขเกิดอย่างหนึ่งจากสาม ของโลกและมหาจักรวาล ตั้งแต่มีความว่าง niche แล้วมีจุดที่เกิดขึ้นมาเป็นสอง มี cytoplasm จะมีวงวน protoplasm จนเกิดตัวที่สาม protoplasm ก็จะเกิดหุ้มตัวสามตัวนี้ไว้ เกิดเป็น DNA ตัวแรก แล้ว ก็จะเกิดซ้อนอีกในนั้น มี protoplasm หุ้ม มีตัวนอกและตัวในที่หุ้มอยู่ protoplasm ก็จะเหนียว เมื่อเราแยกออกมาแล้ว ก็มาทำงานอย่างดี มีพัฒนาการ เจริญมาถึงวันนี้ 41 ปี รวมแล้วอาตมาทำงานมา 46 ปี อาตมาบวช 2513 มาถึงปีนี้ก็ 46 ปี ถ้าถึง วันที่ 7 พฤศจิกายน ปี 2559 ก็เต็ม 46 ปี ขึ้นปี 47 ต่อ อยู่ในระหว่างทศวรรษที่ 4 พัฒนาสามเส้า แล้วเพิ่มอีกหนึ่งเป็น 4 แล้วจะต่อไปเป็น 5 6.. 7 ตัว 7 นี้เป็นตัวเกิดเพิ่มของสองเส้า จะอธิบายเพิ่มอีกนิดนึงว่า protoplasm หุ้มอยู่จะเหนียว ขยาย ถ้าเป็นโครโมโซมจะมีถึง 23 คู่ก็เป็นโครโมโซมปกติ พอถึงคู่ 24 ก็จะเป็นโครโมโซมเพศ xx กับ xy ถ้าชายอ่อนแอ protoplasm จะคงตัวไม่แยก แล้วจะแตกออก จาก 24 เป็น 58 ขยายเป็นกลุ่ม nebula ใหญ่ไม่แตกกระจาย แต่ถ้ามีแรงอะไรตี nebula ให้แตก ก็จะเป็นการระเบิดที่ยิ่งกว่าระเบิดปรมาณูอีก มีพลังงานแตก ถ้า xy สะสมพลังงานเป็นเพศชาย โดยตัวมันเองเป็น xx protoplasm จะแยกเป็น Zona pellucida เปลี่ยนเพศ แยกออกมาเป็นอีกชิ้นใหม่ ตระกูลใหม่ DNA เปลี่ยนตัว DNA จะมี protoplasm ที่หุ้มนี้จะแยกออกเป็นตระกูลพืช เรียกว่าเส้น Zona pellucida มันกลายมาเป็นตัวนี้ ถ้าพลังงานที่เกิดอย่างปฏิรูป จะค่อยเสื่อม แต่ถ้าพลังงานปฏิวัติ จะแตกระเบิด นี่คือลักษณะคนทำระเบิดอะไรต่างๆ ก็ทำเช่นนี้ ช่วงต่อระหว่างพีชนิยาม เกิดจิตนิยาม จะเกิดเปลี่ยนแปลง protoplasm กลายเป็น Zona pellucida
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อนุตตริยะ 3 และ อนุตตริยะ 6 เช่นเดียวกันกับโลกียะ เปลี่ยนมาเป็นโลกุตระ บางคนเปลี่ยนแบบแรง กระแทกปึ๊งมาเลย แล้วแต่บารมี บางคนถูกอะไรกระแทก บางคนจับพลัดจับผลูมา แต่บางคนก็แสวงหา บางคนมาแบบไฟไหม้ฟาง มีหลากหลายลีลา ก็เป็นไป แต่สุดท้ายก็จะเข้าข่าย เข้าเกณฑ์ของ เรียกว่า อนุตตริยะ เมื่อมี พลังงานองค์รวม ของ เชื้อกุศล กับ เชื้อบุญ ระหว่างคำว่ากุศลกับบุญนั้น กุศล หมายถึง สิ่งมี บุญ หมายถึง สิ่งที่ทำให้เกิดสูญ เกิดไม่มี ส่วนกุศลเป็นเครื่องมือทำให้เกิดมี เครื่องมือทำกุศลคือเครื่องอาศัย บาป คือคำเดียวกับ อกุศล จะหมายถึงสิ่งมีก็ได้ ถ้ามันไม่มีก็คือบุญ ถ้าดับอย่างค่อยๆ ลดลงเรียกว่าปฏิรูป reform แต่ถ้ามันแตกหายกระจายเร็วเรียกว่าปฏิวัติ revolution ก็มีลักษณะสองนี้มากหรือน้อยเท่านั้น บางคนกึ่งแรงกึ่งเบา บางคนก็ไม่ยอมแยกง่ายๆ บางทีระเบิดเลย เมื่อเปลี่ยนเข้าเขตโลกุตระก็คือ อุตตระ หรือ อนุตตริยะ คือ ไม่มีอะไรจะสูงเหนือนี้อีกแล้ว ถ้า อ นี้คือไม่ น นี้เอียงไปเชิงไม่ ถ้าได้นี้เปลี่ยนเป็นใหม่เลย คือ นว คำว่า เนว คือกึ่งได้กึ่งดี อะไรใช่ อะไรไม่ใช่ แล้วแต่คนมีปัญญาจริงจะรู้ว่ามีหรือไม่มี อ กับ น รวมตัว กับอุตตระ คืออนุตตริยะ แปลว่าสิ่งที่สูงสุด คือเข้าเขตโลกุตระ ถ้าอุตตระก็เข้าเขตโลกุตระแล้ว โสตา คือรู้ เป็นความรู้ โสตาปันนะ รู้มากพอ เข้าเขต โสดาบัน พระพุทธเจ้าแบ่งเป็นสี่เขต เขตที่ 1 คือ 25% เขต 2 คือ 50% เขตที่ 3 คือ 75% เขตที่ 4 คือ 100% ถ้าเป็น 25 % ก็ยังไม่เที่ยง แต่ถ้าถึง 50% ชักจะเข้าท่า ก็จะเที่ยง อวินิปาตธรรม ถ้า ไม่ตกต่ำเลย 50% ไปก็เป็นนิยตะ แปลว่า เที่ยง แน่นอน ถ้าเลย 75% คือสอบได้เกียรตินิยม สัตตักขัตตุปรมโสดาฯ คือถึงเขตขอบ คือการเข้ากระแสที่มีตัวเลข 7 มันกลับกัน คุณสามารถทำโสดาบัน ถึง พ้นสังโยชน์ 3 พ้น สักกายทิฏฐิ พ้น วิจิกิจฉา และพ้น สีลัพพตปรามาส เกิดปฏิบัติศีลพรตจนได้มรรคผล แต่ถ้ารู้ศีลพรตที่ถูกต้องแล้ว รู้ว่าปฏิบัติอย่างนี้กิเลสจะลด แต่ก็อยู่กับเครื่องมือนั้น ปรองดองกิเลส เลี้ยงกิเลสไว้ สร้างโลกธรรมให้แก่ตนเอง เหมือนตำรวจเลี้ยงโจรไว้ นี่คือลูบๆ คลำๆ กับศีลพรตนั้น ดีไม่ดีกบฏอีก เป็นวิธีเล่ห์กลของทุกคนเลยไม่ว่าใครในโลก คบโจรแล้วให้โจรสร้างตนเอง เช่น เศรษฐีบางคนค้าอบายมุข น้ำเมา ตนเองเป็นเหมือนตำรวจ น้ำเมาเป็นเหมือนโจร แล้วเลี้ยงโจร เอาไปขายให้ตัวเองรวยเละ บาปมหาศาล ในทุกวงการมีหมด คนนี้กบฏยิ่งกว่าพระยาจักรี หรือพระยาละแวก ตลบแตลง เป็นไส้ศึก มันได้ประโยชน์ แต่มันเลว มาเข้าสู่อนุตตริยะ อนุตตริยะ คือ ความสูงที่ยอดเยี่ยม ไม่ถอยแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรมี 2 สูตร อนุตตริยะ 3 และอนุตตริยะ 6
อนุตตริยะ 3 คือ 1 . ความ เห็น อันยอดเยี่ยม (ทัสสนานุตตริยะ) ทัสสนานุตริยะ ทัสสนะคือ การเห็น การดู การมอง การรู้ การทราบ การเข้าใจ ความรู้ชัด ทัศนะ หรือญาณ เป็นลัทธิ ทฤษฎี ก็ได้ เป็นการแสดงออกเลยก็ได้ ถ้าแก่ตัวมีคุณสมบัติมากขึ้น จริงจังมากขึ้นในทัศนะนั้น 2. ความ ปฏิบัติ อันยอดเยี่ยม (ปฏิปทานุตตริยะ) 3. ความ พ้น วิเศษอันยอดเยี่ยม (วิมุตตานุตตริยะ)
และมีอีกหมวดคือ อนุตตริยะ 6 1. ทัสสนา นุตตริยะ (การ เห็น อย่างยอดเยี่ยม) 2. สวนา นุตตริยะ (การ ฟัง อย่างยอดเยี่ยม) 3. ลาภา นุตตริยะ (การ ได้ อย่างยอดเยี่ยม) 4. สิกขา นุตตริยะ (การ ศึกษา อย่างยอดเยี่ยม) 5. ปาริจริยา นุตตริยะ (การ บำเรอ อย่างยอดเยี่ยม) 6. อนุสสตา นุตตริยะ (การ ระลึกถึง อย่างยอดเยี่ยม) ทัสสนานุตตริยะ เมื่อตากระทบรูป รูปเกิดที่ใด คุณอ่านรูปนี้ออกที่นั้นคือที่เกิด ได้พบสัตบุรุษ ฟังสัทธรรม ได้ศรัทธา เกิดมีญาณรู้ มีโยนิโสมนสิการถ่องแท้เลย ในนามธรรมมันไม่ที่อยู่ ไม่มีรูปร่าง อยู่ในอาการ 32 ของคุณ ไม่ออกนอกนั้น เกิดสภาพรู้ขึ้นมา ความเป็น ผู้หญิง คือ ความดิ้น ถ้า xx คือเหมือนกัน แต่ xy คือต่างกันนะ ถ้าเหมือนกันจะเกาะกันแน่น ถ้า ต่างกันจะแยก ถ้ามีพลังมาก ก็จะแยกตัวเลย คือชายจะพาแยกตระกูลได้ แต่หญิงไม่สามารถพาแยกตระกูลได้ ถ้าชายไม่มีกำลังก็แท้ง ชายเป็นตัวเจาะ หญิงไม่ใช่ตัวเจาะ หญิงเป็นตัวดิ้น แต่ชายเป็นตัวเจาะ อะไรเป็นตัวเคลื่อนไหว? คือ เคลื่อนไหวทั้งคู่ ตัวสเปิร์มก็ต้องเจาะให้ได้ คือรายละเอียดที่เข้าใจยาก แต่ตัวสงบจริงๆ คือชาย แต่ถ้ายังมี women touch คือ หญิง ยังมี อุทธัจจะ ยังมี มังกุ อยู่คือหญิง ยังมีจริตจะก้านอยู่ อาตมาเวลาแสดงธรรมนี่ใช้เชิงผู้ชาย แต่ถ้าอยู่ตามปกติก็แสดงแบบหญิง สวนา หรือ สวน หรือ เสวนา คือ การฟัง ลาภานุตตริยะ ตัว ภ นี้คือตัวเจริญ แต่ถ้าเติม ภย ก็แปลว่าภัย ลาภคือสิ่งที่ได้มา ถ้าไปแสวงโลกีย์คงไม่มานี่ คนที่มาปฏิบัติกับอาตมานี้ คนมาไม่ง่ายหรอก แต่ละคนมาก็มีอะไรในจิตใจแต่ละคน จะถูกบังคับก็ตาม ถือว่าเป็นโชคของคุณแล้วหนอ ยิ่งมีปฏิภาณเอง ขวนขวายเองก็ดีมากแล้วหนอ อาตมาว่าเป็นโชค อย่างคุณสีพลบคือคุณขาว พรเพ็ญ เมื่อคืนก็ขึ้นเวทีอยู่ เมื่อเห็นแล้วได้รู้จัก พอมาถึงได้ลาภมาเป็นรู้จริง ก็มีสิกขา ปาริจริยานุตตริยะ คือมีพฤติกรรมที่ข้ามฝั่ง ส่วนปาราชิกคือ ผู้ไม่ข้ามฝั่ง ส่วนปาริจริยะ คือข้ามฝั่ง สุดท้ายคือ อนุสสตานุตตริยะ เป็นการเจริญมาเป็นยอดใจ มนุสสะคือใจสูงใจเจริญ อนุสสะคือการได้ สูง เจริญ แล้วเขามาแปลกลับว่า ได้แล้วก็เอาของคุณที่ได้มาระลึก เอาสัญญามาระลึกคือการได้แล้ว ที่จริงได้ลาภะมาแล้ว เจริญแล้ว ปาริจริยะแล้ว ได้แล้ว ก็เพิ่มเติมอีกคืออนุสสะ ทบทวนสร้างต่อคือ ตัวเจริญเพิ่ม จากอนุสสตะก็เป็นมนุสสตะ ลักษณะภาษาที่บอกอีก 6 ตัวนี้ก็คือการศึกษา 1. เชื่อถือ 2. เชื่อฟัง 3. เชื่อมั่น ทัสสนะคือ เชื่อถือ สวนะคือเชื่อฟัง คือเริ่มทำตามแล้ว แต่ถ้าแค่เชื่อถือแต่ไม่ทำตาม คุณนับถือศาสนาพุทธ ใครแตะไม่ได้ แต่ว่าไม่เคยปฏิบัติ เชื่อถือก็แค่ถือ เชื่อฟังก็ทำตาม ถ้าเชื่อมั่นก็คือ confidence เป็นลาภเลยได้เลย ทวนอีก 4. สิกขา 5. ปาริจรยะ 6. อนุสสะ ก็ซ้อนเป็นอีกรอบสูงขึ้นไปอีก สิกขาใส่ใจ แล้วให้เจริญปาริจริยา เชื่อฟังปฏิบัติ จนได้อนุสสตะ ก็คือ อนุตตริยะ คือเจริญยอดเยี่ยมนั่นเอง
ลองมาฟัง รายละเอียดของพระพุทธเจ้า
พระไตรปิฎก เล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 14 อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
10. อนุตตริยสูตร [301] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุตตริยะ 6 ประการนี้ 6 ประการเป็นไฉน คือ ทัสสนานุตตริยะ 1 สวนานุตตริยะ 2 ลาภานุตตริยะ 3 สิกขานุตตริยะ 4 ปาริจริยานุตตริยะ 5 อนุสสตานุตตริยะ 6 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ ทัสสนานุตตริยะ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล บางคนในโลกนี้ ย่อมไปเพื่อดูช้างแก้วบ้าง ม้าแก้วบ้าง แก้วมณีบ้าง ของใหญ่ ของเล็ก (เดี๋ยวนี้เขาก็ให้ดูหมีแพนด้า ดูสัตว์ต่างๆ ดูของต่างๆ มากมายที่เขาจะหลอกให้ดูกันมากมาย พวกคุณเลิกแล้วที่จะโง่ไปดูสิ่งเหล่านั้น โทรทัศน์เดี๋ยวนี้ก็มอมเมาให้คนตก นรกปหาสะ ตกนรกนานด้วย นรกที่เป็นสุขสนุกสนาน คือ นรกเพลินไม่รู้ตัว ตกนาน ด้วย ตกหนัก ตกจมไม่รู้เรื่อง อาการดิ้นแบบเสี้ยนยาคือ ตกนรก พ่อแม่ก็ฆ่าได้ คุณดิ้นอย่างนั้นในนามธรรม เมื่อตายไปไม่มีใครช่วยด้วย ถ้าไปดิ้นที่โรงพักก็แบ่งให้เสพยาไม่ตาย แต่ถ้าดิ้นมากทนพิษบาดแผลไม่ได้ก็ตาย บางคนทนพิษบาดแผลได้ก็ไม่ตาย ตกนรกก็เหมือนกัน นี่แหละคือความตกนรก คุณไม่รู้ยิ่งกว่าคนเสี้ยนยา คุณก็ดิ้น ตายพับแล้วพับอีก รู้สึกตัวก็ดิ้นอีก อยู่อย่างนั้นอีกนานเท่านาน ตกนรกเช่นนั้น ของจริงนะ อยู่ที่นั่นไม่มีเวลานับนะ แล้วเป็นจริง ทรมาน คนตายตกนรกนี่จริงกว่า ตอนเป็นเข้าใจไม่ได้ง่ายๆหรอก คุณฟังดูว่าน่ากลัว ก็คิดได้ว่าน่ากลัวขนาดหนึ่ง แต่ถ้าตายไปแล้วตกนรกนั้นจริงกว่าที่คิดได้ตอนนี้ น่ากลัวกว่าคุณฟังแล้วเข้าใจ น่ากลัวกว่าหลายเท่า ขณะนี้คุณฟังนี้ อาตมาพูดให้คุณฟังก็โง่ขนาดนี้ ตายไปนี้คุณโง่กว่านี้หลายพันเท่า คุณจะหลงจริงมากกว่านี้อีก คุณฟังขณะนี้รู้เรื่องก็ฉลาด คนฟังได้มาฟังรู้บ้างไม่รู้บ้าง ก็ได้กุศลขนาดหนึ่ง แต่ถ้าฟังรู้เรื่อง ก็มีปัญญาสูงกว่า คนไม่ได้ฟังเลยก็ไม่มีบารมี ฟังแล้วรู้เรื่องบารมีมากกว่าคนฟังไม่รู้เรื่อง แต่ดีกว่าคนไม่ฟังเลย คนได้มาฟังอาตมานี้เป็นโชคแล้ว ยิ่งมาด้วยปัญญาสมัครใจ รู้อะไรควรหรือไม่ควร) หรือสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด (เหมือนยุคนี้ก็ไปดูสมี อุ้มสมี ไม่มาดูที่อาตมากล่าว) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทัสสนะนั้นมีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าทัสสนะนี้นั้นแลเป็นกิจเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่งเพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมไปเห็นพระตถาคต หรือสาวกพระตถาคต การเห็นนี้ยอดเยี่ยมกว่าการเห็นทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ไปเห็นพระตถาคต หรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่าทัสสนานุตตริยะ ทัสสนานุตตริยะเป็นดังนี้ ฯ (พระพุทธเจ้าขยายความยาว คนไม่รักกันจริง ไม่ใจเย็น ไม่เห็นประโยชน์ จะรำคาญว่าทำไมไม่เข้าเป้าสักที แต่ว่าคนซาบซึ้งดีจะอ่านได้อย่างมีธรรมรส) ก็สวนานุตตริยะเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไปเพื่อฟังเสียงกลองบ้าง เสียงพิณบ้าง เสียงเพลงขับบ้าง หรือเสียงสูงๆ ต่ำๆ ย่อมไปเพื่อฟังธรรมของสมณะ หรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การฟังนี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการฟังนี้นั้นเป็นกิจ เลว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่ หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมไปฟังธรรมของพระตถาคตหรือสาวกของพระ ตถาคต การฟังนี้ยอดเยี่ยมกว่าการฟังทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ไปเพื่อฟังธรรมของพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า สวนานุตตริยะ ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ เป็นดังนี้ ฯ ก็ ลาภานุตตริยะ เป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมได้ลาภคือบุตรบ้าง ภรรยาบ้าง ทรัพย์บ้าง หรือลาภมากบ้าง น้อยบ้าง หรือ ได้ศรัทธาในสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภนี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าลาภนี้นั้นเป็นของเลว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่งย่อมได้ศรัทธาในพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การได้นี้ยอดเยี่ยมกว่าการได้ทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมได้ศรัทธาในพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า ลาภานุตตริยะ ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตริยะ ลาภานุตตริยะ เป็นดังนี้ ฯ ก็ สิกขานุตตริยะ เป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมศึกษาศิลปะเกี่ยวกับช้างบ้าง ม้าบ้าง รถบ้าง ธนูบ้าง ดาบบ้าง หรือศึกษา ศิลปชั้นสูงชั้นต่ำ ย่อมศึกษาต่อสมณะ หรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การศึกษานี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการศึกษานั้น เป็นการศึกษาที่เลว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้ง มั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมศึกษาอธิศีลบ้าง อธิจิต บ้าง อธิปัญญาบ้าง ในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว การศึกษานี้ยอด เยี่ยมกว่าการศึกษาทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้ง หลาย ... เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธา ตั้งหมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมศึกษา อธิศีลบ้าง อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง ในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้วนี้ เราเรียกว่า สิกขานุตตริยะ ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ ลาภานุตตริยะ สิกขานุตตริอะ เป็นดังนี้ ฯ ก็ ปาริจริยานุตตริยะ เป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมบำรุงกษัตริย์บ้าง พราหมณ์บ้าง คฤหบดีบ้าง บำรุงคนชั้นสูงชั้นต่ำ บำรุงสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การบำรุง นี้นั้นมีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการบำรุงนี้นั้นเป็นการบำรุงที่เลว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมบำรุงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การบำรุงนี้ยอดเยี่ยมกว่าการบำรุงทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ...เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรัก ตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมบำรุงพระตถาคตหรือสาวก ของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า ปาริจริยานุตตริยะ ทัสสนานุตตริยะ สวนา นุตตริยะ ลาภานุตตริยะ สิกขานุตตริยะ ปาริจริยานุตตริยะ เป็นดังนี้ ฯ (ถ้าคุณบำรุงพระพุทธเจ้าก็สูงสุด แต่ถ้ามาบำรุงอาตมาที่คุณเจริญไล่ไม่ทันอาตมา คุณก็บำรุงได้ แต่ของที่จะยังให้อาตมาต่ออายุ แต่คุณจะต้องบำรุงสิ่งนี้ไว้ เพราะคุณเลี้ยงร่างนี้ไว้ เพื่อคุณจะได้สิ่งที่พาคุณสูงขึ้นได้ แต่ถ้าคุณเจริญขึ้นได้มากกว่าอาตมา อาตมาก็ต้องไปบำรุงคุณ คุณเป็นอภิชาตบุตร อาตมาไม่ริษยานะ อาตมาว่าดีนะที่จะได้มีคนมาช่วยกันทำงานเพิ่มอีก ใครดีกว่าอาตมาได้อาตมาก็ส่งเสริมนะ ไม่คิดแข่งดีแข่งเด่น แต่ขอให้ดีจริง ไม่ใช่ดีเก๊ๆ นะ) ก็ อนุสสตานุตตริยะ (แปลว่าสูงที่สุด แต่ใช้ว่าเป็นการระลึกถึงสิ่งที่ได้ก็ได้) เป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมระลึกถึงการได้บุตรบ้าง ภริยาบ้าง ทรัพย์บ้าง หรือการได้มากน้อย ระลึกถึงสมณะหรือพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การระลึกนี้มีอยู่เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการระลึกนี้นั้นเป็นกิจเลว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การระลึกถึงนี้ยอดเยี่ยมกว่าการระลึกถึงทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า อนุสสตานุตตริยะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุตตริยะ 6 ประการนี้แล ฯ ภิกษุเหล่าใดได้ ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ ลาภานุตตริยะ ยินดีในสิกขานุตตริยะ เข้าไปตั้งการบำรุง เจริญอนุสสติที่ประกอบด้วยวิเวก เป็นแดนเกษม ให้ถึงอมตธรรม ผู้บันเทิงในความไม่ประมาท มีปัญญารักษาตน สำรวมในศีล ภิกษุเหล่านั้นแล ย่อมรู้ชัดซึ่งที่เป็นที่ดับทุกข์ โดยกาลอันควร ฯ จบอนุตตริยวรรคที่ 3 พ่อครูว่า...บางคนมาชวนอาตมาไปสังเวชนียสถาน แต่อาตมาว่าอาตมามีสังเวชนียสถานในนี้แล้ว ต้นโพธิ์อาตมาก็มีแล้วในนี้ ใครอย่ามาชวนเลยนะ
เล่ม 12 ข้อ [402] ส. ข้าแต่พระโคดม ด้วยเหตุเท่าไร ภิกษุชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว มีประโยชน์ตนถึงแล้วโดยลำดับ มีสัญโญชน์อันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ? พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นเบญจขันธ์ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ อันใดอันหนึ่ง ทั้งที่ล่วงไปแล้วทั้งที่ยังไม่มาถึง ทั้งเกิดขึ้นเฉพาะในบัดนี้ ที่เป็นภายในก็ดี ที่เป็นภายนอกก็ดี หยาบก็ดีละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี ทั้งหมด ก็เป็นแต่รูป เวทนาสัญญา สังขาร และวิญญาณ นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเราดังนี้ จึงพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่น. ดูกรอัคคิเวสสนะ ด้วยเหตุเท่านี้แหละ ภิกษุชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระเสียแล้วมีประโยชน์ตนถึงแล้วโดยลำดับ มีสัญโญชน์อันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ภิกษุที่รู้พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้แหละ ประกอบด้วยคุณอันยอดเยี่ยม 3 ประการคือ ความเห็นอันยอดเยี่ยม 1( ทัสสนานุตตริยะ) ความปฏิบัติอันยอดเยี่ยม 1( ปฏิปทานุตตริยะ) ความพ้นวิเศษอันยอดเยี่ยม 1( วิมุตตานุตตริยะ) เมื่อมีจิตพ้นกิเลสแล้วอย่างนี้ ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ตถาคตว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสรู้แล้ว ย่อมทรงแสดงทำเพื่อให้ตรัสรู้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงฝึกพระองค์แล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อฝึก พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงสงบได้แล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อสงบ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงข้ามพ้นแล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อข้ามพ้น พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงดับสนิทแล้วย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อความดับสนิท . ….จบ