590221_เทศน์เปิดงานและปฏิญาณตน พุทธาภิเษกฯครั้งที่ 40.docx
เนื้อหาในไฟล์
590221_เทศน์เปิดงานและปฏิญาณตน พุทธาภิเษกฯครั้งที่ 40
09.05 น. เป็นพิธีเปิดงาน พุทธาภิเษกฯครั้งที่ 40 ณ ชุมชนไพศาลี อ.โคกเดื่อ จ.นครสวรรค์ ก่อนเปิดงานมีอามิ่งหมาย มุ่งมาจน หัวหน้าพรรคเพื่อฟ้าดิน กล่าวรายงาน… งานพุทธาภิเษกฯจัดมา 40 ปี เป็นการอบรมฝึกฝนปฏิบัติธรรม สติปัฏฐาน 4 1. สังวรศีล คือถือศีล 8 เป็นอย่างต่ำ โดยมีพื้นฐานศีล 5 ก่อน ปฏิบัติศีล 8 ให้เป็นสติปัฏฐาน 4 อย่าให้มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ละเมิดศีล 8 2. สำรวมอินทรีย์ ไม่สวมเสื้อผ้าสีฉูดฉาดไม่สุภาพ ยืน เดิน นั่ง นอน ให้มีสติสำรวมในทวารทั้ง 6 3. โภชเนมัตตัญญุตา รับประทานอาหารมังสวิรัติวันละ 1 มื้อ ใช้ของส่วนตัวให้น้อยที่สุด 4. ชาคริยานุโยคะ ฝึกให้เป็น ผู้รู้ ตื่น เบิกบาน จากความหลับใหลและกิเลส จากนั้น... ว่าที่ร้อยตรี ศุภมงคล บูชาถ่ายเทศ นายอำเภอไพศาลี กล่าวเปิดงาน…. จากนั้นทุกคนในงานกราบพ่อครู 3 ครั้ง
พ่อครูว่า...พ่อครูนำสวดมนต์สั้น...นโมตัสสะ ภควโต … วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559 ขึ้น 14 ค่ำเดือน 3 ปีมะแม หรือปีวอกก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่จะนับเอา ตามแต่ละคนจะยึดถือ พุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ที่อาตมาเองเป็นผู้ตั้งชื่อขึ้นมานี้ เพื่อที่จะสะกิดใจในวงการศาสนาพุทธ คำว่า พุทธาภิเษก เป็นภาษาเต็มของบาลี และอีกคำหนึ่งก็คือคำว่า “ปลุกเสก” เป็นภาษาไทยแปลงมาจากคำว่าอภิเษกนี่แหละ ซึ่งแปลว่า การพยายามที่จะแต่งตั้ง ปรับปรุง สร้างสรร ทำให้เกิดขึ้น สู่จุดสูงจุดเจริญ เป็นที่เป้าหมาย เสร็จแล้วความเสื่อมของศาสนาพุทธก็เอาพิธีการพุทธาภิเษกหรือปลุกเสก มีอีกงานที่เราทำคือ ปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ที่ศีรษะอโศก ก็เป็นปีที่ 40 เหมือนกัน ตั้งแต่เริ่มออกบวชและต่อมาก็เห็นความเสื่อมของศาสนาพุทธ ที่เขาเข้าปริวาสกรรม เอาพระมา
อ่านต่อ
รวมกันตามพิธีโบราณเดิม แต่แล้วเพี้ยน มารวมกันก็ไม่ได้ มาปฏิบัติหน้าที่เคร่งครัด ว่ามากินมื้อเดียว แต่กินมื้อเดียวนี้ เขามีกินน้ำปานะสารพัดตลอดวัน มีญาติโยมมาช่วยกันทำน้ำปานะให้ฉันไม่ขาดสาย พระก็กินกันทั้งวัน กินมื้อเดียว แต่ดื่มกันทั้งวัน จะมีไมโล โอวัลติน ดื่มกันทั้งวัน หรือใส่ไข่ด้วยรึเปล่าก็ไม่รู้
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ใช้ไฟฌานเผากิเลสได้เป็นบุญ ส่วน เรื่องเงินนั้น ไม่ได้ละเว้นเลย เรื่องเงินนั้นรับกันจังเลย แล้วญาติโยมก็เห็นว่า มันจะได้บุญกุศลอะไร ก็แล้วแต่พูดไป ทุกวันนี้คำว่าบุญกลายเป็นวิมานในภพเบื้องหน้า วิมานคือสิ่งที่ลอยลม สร้างขึ้นในจิตจินตนาการอยู่ในอนาคต ลมลมแล้งแล้ง จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ก็กำหนดสร้างวิมาน หลอกกันว่าเป็นบุญ เป็นกุศล เป็นจิตที่ปั้นเป็นภพชาติในอนาคต คำว่าอนาคต ถ้าผู้ใดจะมีการก้าวเดินไปสู่อนาคต โดยเฉพาะจิตวิญญาณของตน จะเป็นอัตภาพ หรืออัตตาตัวนี้แหละ ที่เกิดตายๆ ไปกับวิบาก สร้างวิบากดี วิบากชั่ว วิบากบาป วิบากบุญ บุญ คือ การชำระกิเลส ถ้าทำให้กิเลสลด ก็คือการเกิดบุญ หรือได้บุญ แต่จะไม่ได้อะไร กิเลสหายไป บุญไม่มีภพชาติ บุญไม่มีวิมาน ใครเอาคำว่าบุญมาหลอกว่า จะได้อะไรในภพข้างหน้า ก็เป็นเรื่องหลอก อวิชชา เป็นเรื่องไม่จริง มิจฉาทิฏฐิ บุญแท้จริงคือ อาวุธตัดกิเลสด้วยภูมิปัญญา เจโตและปัญญา หรือวิมุติ เป็นปัญญาที่แท้จริง เป็นการตัดกิเลส กิเลสคือ อกุศลจิต อ่านกิเลสให้ได้จริง แล้วกำจัดกิเลสตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า มี โพธิปักขิยธรรม 37 ถือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ จรณะ 15 วิชชา 8 กิเลส เป็นนามธรรม แล้วทำให้กิเลส ลด ละ จางคลายได้ จะมีญาณปัญญาเรียกว่า ญาณทัศนะวิเศษ หรือ วิปัสสนาญาณ อ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ ของอาการจิต อกุศลจิตเป็นอย่างไร มันมีอาการ โทสะ ราคะ โลภะ อาการอย่างไร โลภะกับโทสะ อาการต่างกันเรียกว่า ลิงค คนละเพศ เราจะจับอาการเหล่านี้ได้ เป็นนิมิต เครื่องหมาย อาการโลภะหรือโทสะ ก็เป็นกิเลส เราทำให้อาการมันลดลง จนไม่มีอาการ ผู้มีวิปัสสนาญาณ อ่านอาการที่เป็นนามธรรม อ่านรู้แล้วปฏิบัติได้จริง ทุกขณะที่สัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วเกิดกิเลส เป็นตัณหา เป็นความต้องการ โลภ หรือ โกรธ เราก็จับอาการนั้นให้ได้ เมื่อจับอาการที่เกิดในปัจจุบันได้ทันทีที่เกิด ที่เรามีตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส สัมผัสกายกระทบเย็นร้อนอ่อนแข็ง เราก็รู้การปฏิบัติโดยวิธี ปหาน 5 กดข่มบ้าง แล้วอ่านอาการกิเลสที่มันไม่เที่ยง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ เราก็รู้ว่ามันไม่เที่ยง แล้วคนที่ไปยึดอาการนั้นไว้ คือคนโง่ อวิชชา ยึดไว้แล้วมาเสพตามความต้องการได้มา เรียกว่าความโลภ ต้องการกำจัดออกไปเรียกว่าโกรธ ต้องการเสพสัมผัสรสเรียกว่าราคะ ได้มาเป็นของเราเรียกว่าสมความโลภ ได้มาสัมผัสเสียดสี รูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส ถูกใจเค้าเรียกว่าราคะ เป็น อัสสาทะ เป็น อิฏฐารมณ์ ผู้ใดลดอาการอยากได้ อ่านอาการอยากได้ ความอยากเป็นอาการอย่างไรก็อ่านได้ คนมีญาณปัญญา วิปัสสนาญาณ หรือ ญาณทัศนะวิเศษ มันอ่านออกจริงๆ พิจารณาเห็นด้วยปัญญา แล้วมีพลังงานปัญญา เรียกโดยภาษาว่า ฤทธิ์ แรง กำลัง มีพลังงาน อำนาจ อิทธิพล ทำให้กิเลสลดเรียกว่าไฟ ไฟ คำนี้ภาษาบาลีเรียกว่า ไฟฌาน ฌานนี้ประกอบด้วยปัญญา “ ฌานไม่มีปัญญา ไม่มี ” พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ชัดในพระไตรปิฏก เล่ม 9 พลังไฟนี้คือ ไฟฌาน ทำให้ไฟฌานมีอำนาจมากกว่าไฟราคะ โทสะ โลภะ พลังฌานทำให้เกิดได้ เป็น พลังงานที่มีจิตแข็งแรง มี ปัญญาเจโต ซึ่งเป็น พลังงานธรรมะสอง ที่จับคู่กัน ทำปฏิกิริยาสลายพลังงานราคะหรือโทสะได้ ถ้าคุณสร้าง พลังฌาน ได้จริง พลังงานนี้ จะทำลายพลังงานราคะหรือโทสะ ลงได้จริง ขอให้ทำถูกเถิด นี่คือปฏิบัติตามวิทยาศาสตร์ทางจิตของพระพุทธเจ้าที่ค้นพบ ผู้ปฏิบัติได้จริง ทำให้กิเลสลดได้จริง แล้วเราจะตามเห็นกิเลสลด เรียกว่า วิราคานุปัสสี อาการจิตวิปัสสนาญาณ หรือญาณทัศนะวิเศษ เรียกว่าวิชชาข้อที่ 1 เนี่ย มันจะรู้เห็นหลัดๆ ของตนเอง จึงคือผู้ปฏิบัติธรรมที่ไม่งมงาย รู้ความจริงตามความเป็นจริง อาการที่อธิบายนี้เป็นฟิสิกส์ของจิตวิญญาณ อาตมาแตกเป็นนิวเคลียส มี nucleic acid แล้วมี nucleate คือผู้จัดการนิวเคลียร์ได้ แตกเป็นฟิชชั่น ฟิวชั่น สองแบบ อาตมาจับอาการพลังงานฟิสิกส์ที่ตรงกันกับพลังงานจิตเลย ยิ่งแจกไปในทาง biology เป็น protoplasm เป็น cytoplasm ที่รวมกัน 58 คู่ สูงสุดนี่ แตกอย่างกลางคือ 24 คู่ คือ chromosome ที่ biology เรียนกัน อาตมาสนุกแต่ร้อนหัวเลย ละเอียดมากตอนนี้ จะพักเรื่องนี้ก่อน อาตมาเป็นโพธิสัตว์มีหน้าที่เรียบเรียงเรื่องพวกนี้ไว้ ศาสนาพุทธตอนนี้เสื่อมจะหมดแล้ว จนกระทั่งตอนนี้ก็เกิดเหตุการณ์ทางโลก ขออนุโมทนากับผู้เอาภาระที่จัดการสสัมภาระที่จะต้องทำให้สำเร็จ ตอนนี้คุณปูก็กำลังถูกชำแหละ ในทางการเมืองการบริหาร ส่วนทางศาสนาก็จะเอาบทความของ คุณเปลว สีเงิน มาอ่านให้ฟัง… 'มหาเถรฯ-สังฆราชา' มีทำไม?...
สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน ตั้งมหาเถรสมาคม-สังฆราช ผิดธรรมวินัย อาตมาขอแวะตรงนี้ มหาเถร คือคณะภิกษุ อยู่ในระดับเถระ ก็คือผู้ใหญ่ บวช 10 พรรษา ขึ้นไปเรียกว่า เถระ แต่ถ้า พรรษา 20 ขึ้นไปเรียกว่า มหาเถระ ทีนี้ในเมืองไทยไปตั้งคณะมหาเถรฯ ขึ้นมา ตั้งขึ้นมาเป็นคณะตายตัว นี่ผิดธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า มหาเถระคือมีผู้มีอายุพรรษา 20 ปีขึ้นไป เรียกมหาเถรตามอายุบวช เวลาจะทำสังฆกรรม ก็ถือว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ และสองมีความรู้ความสามารถมาก ถึงเวลาจะทำกิจอันควรของสงฆ์ เช่น วัดนี้มีพระกี่รูป ภิกษุกี่รูป ภิกษุที่มีในวัดตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไปทำสังฆกรรมได้ จะมีเกินกว่านั้นไม่เป็นไร บางกิจก็ทำใช้ 5 รูป แต่ถ้าองค์สงฆ์ต้องเริ่มที่ 4 จึงทำสังฆกรรมได้ ไม่ใช่ไปตั้งคณะตายตัวเป็นมหาเถรสมาคมนี้ ตั้งไม่ได้ ตั้งแล้วอาบัติ โมฆะ ตั้งด้วยความไม่รู้ ด้วยความเสื่อมของความรู้ ก็เลยมีอำนาจดูแลทั่วประเทศ อย่างนี้ไม่ใช่ พระพุทธเจ้าแจกแยกอำนาจไว้ตามแต่ละสังคม จังหวัดนี้ อำเภอนี้ มีพระเท่านี้ภิกษุเท่านี้ ก็เลือกผู้มีจริงในเขตนั้น ถ้าไม่พอก็เอามาทำให้พอทำสังฆกรรม จะเกิดศาลหรือวงที่ตัดสินความได้ หรือทำกิจสงฆ์ทั้งหมด ก็ให้มีสงฆ์ 4 รูปขึ้นไป ถ้าไม่พอก็หามาเติม นี่คือธรรมวินัย แต่ทุกวันนี้เพี้ยนไป จนมีมหาเถรสมาคม แล้วมีอำนาจทั่วประเทศ ผิด ประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า ไม่ระบุให้อำนาจใครเป็นใหญ่สุด นี่คือรัฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้า ที่ไม่ใช่แค่มีเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นแค่ปลายแถว รัฐศาสตร์ทุกวันนี้ไม่ได้เรียนธรรมะพระพุทธเจ้า ขอยืนยันว่า ศาสนาพุทธเป็นประชาธิปไตยสุดยอด แม้ยุคพระพุทธเจ้าเป็นสมบูรณาญาสิทธิราช แต่พระพุทธเจ้าก็มีรัฐของท่านเรียกว่าพุทธ มีธรรมนูญของท่านคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นรัฐเฉพาะของท่าน มีจารีตประเพณีของท่าน ท่านไปที่ใด ก็ไปประกาศธรรมวินัย มีผู้มาเข้ารีตในธรรมวินัยของท่าน ท่านไปแคว้นใดๆ พระเจ้าแผ่นดินก็ยอมท่านหมด มีคนมาเข้ารีตอยู่ในพระวินัยของท่าน เจ้าแคว้นยอมให้ท่านหมด มีหลักฐานในสามัญญผลสูตร มีพระเจ้าอชาตศัตรู แคว้นมคธ มาพบพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าก็อธิบายให้ฟังว่า ถ้าข้าทาสของท่านที่เป็นมือไม้ของท่าน ท่านรักเป็นเหมือนมือขวา เป็นคนใกล้ชิดท่าน แล้วคนนั้นเขามาฟังธรรมพระพุทธเจ้าแล้วศรัทธา ขอออกบวชเป็นประชาชนในธรรมนูญของพระพุทธเจ้า เขาก็ต้องปฏิบัติตามธรรมวินัยธรรมนูญของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ถามว่า ท่านจะมาเอาคนนี้คืนไปไหม พระเจ้าอชาตศัตรูบอกว่าไม่เอาคืน แต่ต้องกราบเขา ลุกรับเขา อนุเคราะห์เขา เขามาเป็นคนดีอย่างนี้แล้ว ไม่เอาคืนหรอก พระพุทธเจ้าเล่าใน สามัญญผลสูตร พระพุทธเจ้าไปประกาศ พบพระเจ้าปเสนทิโกศล ในแคว้นโกศล ใหญ่กว่าแคว้นสักกะของพระพุทธเจ้าอีก พระพุทธเจ้าเทศน์ให้พระเจ้าปเสนทิโกศล ท่านก็บอกว่าพระพุทธเจ้าบริหารประเทศชั้นหนึ่งเลย เอาแคว้นโกศลนี้ไปครึ่งหนึ่งเลย แม้ครึ่งก็ใหญ่กว่าแคว้นสักกะ ให้ช่วยกันบริหาร เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าทำให้อยู่เย็นเป็นสุขถึงจิต ทั้งทางบริหารบ้านเมืองด้วย จิตเป็นประธาน จึงยิ่งใหญ่กว่าการบริหารที่ใช้แค่ความรู้ทางโลก เพราะจิตวิญญาณไม่ลำเอียงจริง แล้วรู้จริง มีความสามารถจากความรู้ที่แท้จริง นี่คือสัจจะที่สูงสุด แต่เสร็จแล้วทุกวันนี้ศาสนาพุทธมากว่าสองพันหกร้อยกว่าปี การตั้งมหาเถรสมาคมก็ผิด การตั้งสังฆราชมาเป็นผู้มีอำนาจใหญ่ที่สุดในศาสนาก็ผิด ไม่ได้ การบริหารใช้คณะบริหาร ว่ากิจสงฆ์แบบไหนจะใช้ภิกษุกี่รูป มีในพระธรรมวินัยหมด มี อธิกรณสมถะ 7 ลักษณะคลุมหมด นิติศาสตร์จะเรียนอย่างไรก็สู้ของพระพุทธเจ้าไม่ได้ เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ อาตมาเสียดาย ทุกวันนี้ประชาชนไทย 95% นับถือศาสนาพุทธ ทุกวันนี้ดีขึ้นมามากเลย คำว่าสังฆราชนี้ เท่ากับตั้งพระเจ้าแผ่นดิน มีอำนาจใหญ่เหมือนสมบูรณาญาสิทธิราช ไม่ได้ ตั้งมาก็ผิด โมฆะเลย พระพุทธเจ้าไม่ให้ตั้งคนเป็นใหญ่ ให้เอาหมู่สงฆ์เป็นใหญ่ เป็นกลุ่มที่จะทำสังฆกรรมใดๆ เพราะฉะนั้นมหาเถรสมาคมก็ผิด สังฆราชก็ผิด ขออภัยเหมือนโพธิรักษ์ใหญ่ พูดว่าเขาผิดไปหมด ขอยืนยันว่าที่พูดนี้ไม่ผิด ก็ขอให้นักศึกษาไปศึกษา ว่าถ้าท่านถูกกว่า ก็กรุณาบอกด้วย จะได้รู้ว่าอาตมาเข้าใจผิดอยู่ มาอ่านบทความ เปลว สีเงิน ว่า….
'มหาเถรฯ-สังฆราชา' มีทำไม? นอนดู "ยำโล้น" มา 2 วัน เข็ดฟันจัง! อยากบอกว่า........... กองทัพโล้น "ไอซิสคลุมเหลือง" ใต้คอนโทรล "ระบอบทักษิณ" โดย "อลัชชีประสาร" ที่ยกกำลัง "บุกพุทธมณฑล" 2-3 วันก่อนนั้น ทำแนวรบทั้งด้านศาสนจักรและทั้งด้านอาณาจักร ตามแผน "แดงทั้งแผ่นดิน" ของระบอบทักษิณ ............"พังไม่เป็นท่า"! ทำไมจึงพัง...? ก็ดูซี "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" ก็ตั้งอยู่พุทธมณฑล "รัฐบาลสงฆ์" คือ มหาเถรสมาคม ก็ตั้งอยู่ที่นั่น "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" หรือที่เรียกกันว่า "สมเด็จช่วง" วัดปากน้ำ ที่ทำงาน "ประธานมหาเถรฯ" ของท่าน ก็อยู่ที่นั่น "พุทธมณฑล" เปรียบก็คือ "ทำเนียบรัฐบาล"! แล้วสุมหัวดำ-หัวโล้น ใต้ระบอบแดง ทำกันอย่างนี้-ที่ทำเนียบสงฆ์ในอำนาจสมเด็จช่วง ไม่เท่ากับเผยไต๋ "รู้เห็น-เป็นใจ" กันหรือนั่น? แทนที่ "ทำเนียบรัฐบาล" ของนายกฯ ประยุทธ์จะสะเทือน ด้วยอิทธิฤทธิ์ไอซิสเหลือง "ล็อกคอ-ยกรถ" ทหาร กลายเป็น "ทำเนียบสงฆ์" ของสมเด็จช่วง ตกเป็นประเด็นให้ถามกันขรม "พยักหน้าให้เข้ามาเล่นปาหี่กันหรือเปล่า?" ริยำต่อหน้า-ต่อตา-ต่อสถานที่ขนาดนี้ แล้วผู้ปฏิบัติหน้าที่ "ประมุขสงฆ์" หายไปไหน? ทำไมไม่มี "มติ" ทางคณะปกครองสงฆ์ "อย่างใด-อย่างหนึ่ง" ออกมาให้เห็นว่า...นี้ ไม่ดี-ไม่งาม-ผิดธรรม-ผิดวินัย ไม่ใช่วิสัยสงฆ์ พร้อมห้ามปราม ว่ากล่าวตักเตือน ให้สาธุชนทั้งหลาย ได้อนุโมทนาว่า วงการสงฆ์ไทยยังมี "หัวหลัก-หัวตอ" ให้ยึดถืออยู่!? อุเบกขา แบบหลับตาให้โจรเช่นนี้........... ยากที่จะไม่ให้ชาวบ้านครหา...หรือประมุข "มหาเถรฯ" เห็นดี-เห็นงาม ส่งเสริม-สนับสนุน ไอซิสเหลืองก่อการ ....เพื่อ กดดันให้รีบตั้ง "สังฆราชา" และข่มขู่ฝ่ายบ้านเมือง ประมาณว่า อย่ามายุ่งกับ "ข้าวหมา-ตัณหาพระ" ในทุกเรื่อง!? ชาวบ้านเขารู้มาตั้งนานแล้วล่ะ....ว่าพวกเจ้าดังที่โผล่หน้าออกมา อยู่ในลัทธิระบอบทักษิณ ฝ่าย "แดงในดงเหลือง" -แดง นปช. หน้าที่เป็นฝ่ายยึดอาณาจักร -แดงดงเหลือง หน้าที่เป็นฝ่ายยึดศาสนจักร แล้วทั้งอาณาจักร-ศาสนจักร "รวมศูนย์" แดงทั้งแผ่นดิน ทักษิณสถาปนา! สายธรรมทูตตามต่างประเทศ สายสมเด็จซึ่งเป็น "พ่อธัมมชโย" ในฐานะอุปัชฌาย์ "วัดพี่-วัดน้อง" และ นปช.เพื่อไทยสายทักษิณ ทั้งภาพถ่าย-ลายแทง มันประจักษ์แจ้งหมดแล้ว ปิดหัว-หางก็โผล่, ปิดหาง-หัวก็โผล่! ฉะนั้น ไม่ต้องปิด ทุกอย่างมันทนโท่ และที่ออกมาวานซืน เจ้าทนายธัมมชโยก็โชว์ตัวหรา ฉะนั้น สาธุชนทั้งหลาย....... การวิพากษ์-วิจารณ์อะไร โปรดอย่าด่าพระสงฆ์! พระสงฆ์ คือพระสาวกผู้ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบตามคำสั่งสอนสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ส่วนโล้นคลุมเหลืองพวกนี้ ไม่ใช่พระสงฆ์ หากแต่มาจากบุคคล 2 ประเภท คือ 1.อลัชชี คือพวกประพฤตินอกพระธรรมและพระวินัย เช่น โล้นประสาร โล้นธัมมชโย โล้นโช โล้นเหยิน เป็นต้น 2.เดียรถีย์ คือพวกปลอมตัวเป็นพระ หรือพวกนอกศาสนาปลอมเข้ามาทำทีบวช หวังบ่อนทำลาย-ชอนไชพระพุทธศาสนา เช่น ที่เห็นเอาจีวรคลุมตัวมาชุมนุม เอารูปทักษิณบ้าง ยิ่งลักษณ์บ้างแขวนคอ กินเหล้า-เมายา-ปาระเบิด อย่างที่เห็น ที่เป็น-ที่ริยำอยู่ขณะนี้ นี่คือพวกเดียรถีย์-อลัชชี หมกมุ่นอยู่กับ กิน-กาม-เกียรติ-โกง ไม่ใช่พระสงฆ์ ฉะนั้น แยกประเภทให้ชัด "ก่อนด่า" เดี๋ยวจะ "ตกนรก" แบบไม่ตั้งใจกันหมด! ที่อลัชชี-เดียรถีย์ ไม่สิ้นเชื้อ เพราะคนแถวปทุมธานี แถวกรุงเทพฯ แก๊งหนึ่ง มันจ้าง-วานประจำ พวกนี้เลยยึดเป็นอาชีพ แต่ก็แปลก...ทนโท่ขนาดนี้ ไม่เคยปรากฏว่า มหาเถรฯ ก็ดี สำนักพุทธก็ดี จะมองเห็นภัย แล้วทำหน้าที่ให้ประชาชนเห็นว่า ได้ปกป้องภัย-พิทักษ์พระพุทธศาสนาแต่อย่างใดเลย? ตำแหน่ง "สังฆราชา" นั้น ผู้มีสมณศักดิ์สูงบางราย อยากได้ แต่ไม่เห็นผู้มีสมณศักดิ์สูงหรือต่ำรูปไหน อยาก "ป้องภัย" ให้พระพุทธศาสนาเลย? มิหนำซ้ำ ส่อว่าคล้าย "ยักคิ้ว-หลิ่วตา" ให้พวกอลัชชี-เดียรถีย์ ทำหน้าที่ "ออกรบให้" ด้วยซ้ำ? เห็นทหารถูกพวกอลัชชี-เดียรถีย์ล็อกคอ-ชีล้วงกระเป๋า ก็อยากเสนอทางปฏิบัติให้ นั่นคือ.... ไอซิสเหลืองอยากมาอีก มาเลย..ไม่ห้าม แต่ต้อง "ตรวจบัตร" ตามกฎ เหมือนที่พวกเขาเคยปฏิบัติเอง "ตรวจใบสุทธิ" โล้นเหลืองทุกคน ก่อนอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ชุมนุม! ตามกฎสงฆ์และกฎหมาย พระทุกรูป ต้องมีใบสุทธิ ใบสุทธิคือ "บัตรประชาชนพระ" ในใบสุทธิ จะระบุ ชื่อ-นามสกุล สังกัดวัด ใครเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ บวช วัน/เดือน/ปี ไหน ที่ไหน พ่อ-แม่ชื่ออะไร บอกหมด เนี่ย...ถ้าคนไหนไม่มี แสดงว่าปลอมเป็นพระมาชุมนุม จับดำเนินคดีได้เลย ถ้ามีใบสุทธิ ทำเรื่องฟ้องพระอุปัชฌาย์ เจ้าคณะตำบล-อำเภอ ว่าพระในสังกัดปกครองท่าน ประพฤตินอกพระธรรมวินัย ให้พิจารณาลงโทษเลย ถ้าเจ้าคณะต่างๆ ไม่จัดการ ในฐานะที่เขาเป็น "เจ้าพนักงาน" ดำเนินคดีตามมาตรา 157 เลย ไม่บาปหรอก ได้ขึ้นสวรรค์ "ฐานทำกุศลต่อพระพุทธศาสนา" ด้วยซ้ำ! ใน "มหาปรินิพพานสูตร" มีว่า............ ก่อนที่พระพุทธองค์จะดับขันธปรินิพพาน พระองค์ไม่ได้ทรงตั้งสาวกองค์ใดให้รับตำแหน่งเป็นพระศาสดาปกครองพระสงฆ์สืบต่อจากพระองค์ โดยตรัสแก่ "พระอานนท์" ว่า "ดูกร อานนท์........... ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราได้แสดงไว้ และบัญญัติไว้ด้วยดี นั่นแหละ จักเป็น 'พระศาสดา' ของพวกท่านสืบแทนเราตถาคต เมื่อเราล่วงไปแล้ว" ชัดเจนที่สุด พระธรรมและพระวินัย คือพระศาสดาของพระสงฆ์สาวกทุกองค์ในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่พระสังฆราช อย่างที่พวกอลัชชี-เดียรถีย์ และที่คนไม่รู้หลงเข้าใจ เอะอะก็...ต้องตั้งทันที พระธรรม-วินัยตะหาก คือพระศาสดา คือสังฆราชา ของพวกเธอผู้เป็นพุทธบุตร โปรดทำความเห็นให้ตรง! เราจะเห็นว่า อริยสงฆ์ทั้งหลาย เช่น หลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ชา หลวงตาบัว สมเด็จพระญาณสังวร หรือที่เรียกกันว่า "พระป่า" ท่าน "เคร่งครัด-เคารพ-ปฏิบัติตาม" พระวินัย เพราะนี้คือพระศาสดาแท้จริง ท่านเชื่อมั้ย.... ทุกวันนี้ คนต่างชาติ-ต่างภาษา มุ่งเข้าพุทธศาสนา-หาธรรม ตรงข้ามกับคนไทย มุ่งเข้าพุทธศาสนา-หากิน! ทุกวันนี้ ฟังธรรม ให้เข้าถึงธรรม ต้องฟังจากพระฝรั่ง ฟังพวกหัวโล้น-ห่มเหลือง ได้รถเถื่อน ได้เสกน้ำมนต์ พ่นน้ำหมาก สักยันต์ ค้อนอันละ 3 แสน สวรรค์ชั้นละ 20 ล้าน ก่อการยึดชาติ-ยึดศาสนา ขึ้นเวที...ฆ่ามัน..ฆ่ามัน! จงดีใจกันเถิด ที่เกิดเหตุ "ไอซิสเหลือง" เพราะทำให้สังคม "รู้แจ้ง" หายเคลือบแคลง ไหนพระ-ไหนโจรหัวขนเม่น? พระพุทธศาสนา มาถึงจุด "ไหนน้ำ-ไหนน้ำมัน" ซึ่งแยกตัวออกจากกันตามธรรมชาติเองแล้ว พระธรรมวินัย มีทำไม? มหาเถรสมาคม มีทำไม? สังฆราชา มีทำไม? "คำสอนสุดท้าย" ของพระพุทธองค์มีว่า “ภิกษุทั้งหลาย .......... บัดนี้ ตถาคตขอเตือนเธอทั้งหลาย สังขารทั้งหลาย เสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด” . นี่เป็น ปัจฉิมโอวาท ที่พระพุทธเจ้าตรัสก่อนจะปรินิพพาน ผู้ไม่รู้สังขารนี่ ไม่มีวิชชา ผู้อวิชชาคือ ผู้ไม่รู้สังขาร ที่ปรุงแต่งกันอยู่คือธรรมะสองขึ้นไป พอสองแล้วจะเกิดสาม แล้วเกิดสองคู่คือสี่ หรือสามจับเป็นวงวน ถ้าสองนี้เป็นลักษณะวงวนที่รี เหมือนในมหาจักรวาลที่เป็นดาวหาง ดาวหางวิ่งด้วยวงรี ดาวหางไม่มีบริวารของตัว แต่ดาวหางมีพลังงานในตัวเองเท่านั้น แล้วแตกแจกเป็นดาวหางดาวเล็กแตกไปๆ เพราะลักษณะ ดาวหาง คือ นิวเคลียร์ ฟิชชั่น ส่วน ดาวฤกษ์ ดวงใหญ่คือ ฟิวชั่น แล้วบางทีรวมกันเป็นกลุ่มดาวฤกษ์ จะมีบริวารที่วิ่งเป็นวงกลม ส่วนดาวหางจะไม่มีบริวาร แตกตัวไปเหมือนฟิชชั่น แต่ดาวฤกษ์จะเป็น ฟิวชั่นมีพลังงานที่มีระบบ เข้ามาถึงเหตุการณ์เมืองไทย เป็นแก่นแกนธรรมะพระพุทธศาสนา อาตมาจะไม่แวะพาดพิงศาสนาอื่น จะพูดแต่ศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาหลักของโลกพระพุทธเจ้าเกิดมานับไม่ถ้วนพระองค์แล้ว เท่ากับเมล็ดกรวดในมหานที แต่พฤติกรรมของศาสนาพุทธเหมือนกันหมดทุกพระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ ทุกยุคทุกสมัย ทุกกาลเวลาในเอกภพ ประเทศไทยเป็นหลักของศาสนาพุทธในโลก นี้ เป็นแหล่งกลางของพระพุทธศาสนา สหประชาชาติก็ได้ยกให้แล้ว สหประชาชาติคือ องค์รวมของทางโลก สรุปคือศาสนาพุทธนั้นมีศูนย์กลางย้ายจากอินเดียมาอยู่ประเทศไทยแล้ว ไปอีก 2500 กว่าปีก็จะหมดศาสนาพุทธ แล้วจะมีแต่บัญญัติที่มีอยู่ ต่อจากนั้นจะเป็น พุทธันดร ช่วงไม่มีศาสนาพุทธ เป็นยุคเลวร้ายมาก พุทธเกิดมาก็ช่วยคนไม่ได้ ขนาดยุคพระพุทธเจ้าสมณโคดม มีอัครสาวกเบื้องซ้ายคือ พระโมคคัลลานะเป็นพระที่เป็นอมตะ ไม่ตายนะ จะถูกฆ่าเมื่อไหร่ก็ชุบชีวิตตัวเองขึ้นมาได้ตลอด แต่สุดท้าย เมื่อตรวจดูในวัฏสงสารแล้ว ก็พบว่ามันไม่จบจริงๆ เพราะความร้ายแรงมารร้ายครองโลกอยู่ อยู่ในช่วงที่ความร้ายแรงจะครองโลก ผู้ที่จะรู้จักทางออกก็จบที่ตัวเรา ปล่อยให้มันร้ายต่อไปเป็นนิวเคลียร์ฟิชชัน พวกนี้รวมกันอย่างไรก็ไม่ติด ก็จะทะเลาะกันเองตลอดกาล จะรวมกันได้ก็เพื่อประโยชน์ช่วงหนึ่ง ก็เหมือนกับทักษิณ ที่บอกว่าช่วยเราถึงฝั่งแล้ว เราจะขึ้นเขา เราก็จะทิ้งเรือแล้ว
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ชาวอโศกมีครบ พุทธบริษัท4 สรุปคือ พุทธหยั่งลงในประเทศไทย อาตมาประกาศว่า พุทธคือ ชมพูทวีป ชมพูทวีป คือ มนุษย์ที่รับศาสนาพุทธได้ บรรลุธรรมได้ และมีจำนวนมากพอ เพราะฉะนั้นยุคนี้มีเมืองไทยที่มีศาสนาพุทธ ที่มีความจริงมากพอ แล้วก็จะช่วยให้ความเป็นพุทธนี้อยู่ไปจนกว่าจะสิ้น เพราะฉะนั้น ชมพูทวีปอยู่ที่เมืองไทย แล้วกลุ่มที่เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อยู่ในเมืองไทย บรรลุจริง วันนี้ก็ขอพูดชัดเลยว่า อาตมาประกาศอรหันต์ในงานนี้ปีที่แล้ว ปีนี้ก็ประกาศอีกคือ ชาวอโศก ปีที่แล้วประกาศตนเอง ปีนี้ประกาศชาวอโศก ชาวอโศกนี้คือ พุทธสาวก ที่เป็นอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี แต่เราไม่เรียกภิกษุณี เราเรียกว่า สิกขมาตุ ตอนนี้เขาแย่งกันจะเอาชื่อภิกษุณี จะมีหลายร้อยหลายพันแล้วในเมืองไทย เนื้อแท้แล้วเป็นภิกษุณีจริงหรือเปล่า ได้หรือเปล่า สิกขมาตุของเรามีอรหันต์ อาตมาประกาศไปแล้ว อโศกมีครบพุทธบริษัท 4 จึงมีคุณสมบัติของพุทธธรรม ในสังคมชาวอโศกแต่ละหมู่บ้าน แต่ละชุมชน ที่ยังไม่ใหญ่ขนาดเป็นอำเภอหรือจังหวัด เพราะไม่รวมกันในที่เดียว แต่กระจายกันเป็นเครือแห คือมีคน ผู้ชายผู้หญิง ซึ่งมีคุณสมบัติโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ในนั้น เช่น ใน ชุมชนศาลีอโศก สันติอโศก ราชธานีอโศก ศีรษะอโศก ก็มี บ้าน วัด โรงเรียน สามเส้าครบ โรงเรียนคือความรู้ บ้านคือสังคม วัดคือคุณธรรม เป็นสามเส้า มีสังคม มีคุณธรรม มีความรู้ 3 เส้านี้อยู่ในไพศาลีก็มี แล้วคนเหล่านั้นมีความรู้ มีศีลธรรม มีคุณธรรม มีสังคมกลุ่ม ความเป็นสังคมของหมู่บ้านชุมชนชาวอโศกที่เป็นพุทธนั้นอยู่อย่างมี วรรณะ 9 มี สาราณียธรรม 6 มี สาธารณโภคี นี่คือ คุณสมบัติของมนุษยชาติที่เจริญ สาธารณโภคี คือมีสมบัติที่เป็นคอมมูนที่ใหญ่ แบบสมัยพระพุทธเจ้า องค์รวมของประชาชนนี้ เสียภาษี 100% ทำงานฟรีทุกคน นี่คือ คอมมูนของพระพุทธเจ้า แล้วคนเหล่านั้นเสียภาษีโดยไม่ถูกบังคับ ไม่เหมือนกับคอมมิวนิสต์ที่ต้องออกกฎหมายบังคับให้เสียภาษี แล้วในคอมมิวนิสต์ก็มีการโกง แต่มีความเข้มกว่าประชาธิปไตย ส่วนของสาธารณโภคีนั้นเต็มใจเสียภาษี 100% แม้จะมีกิเลสอยู่บ้างแต่อยู่ในชุมชนก็เต็มใจทำงานฟรีทุกคน ถ้าคุณไม่อยากจะอยู่ในนี้ก็ออกไป ไปทำงานเอาเอง แต่ถ้าเข้ามาในเขตนี้คือ เสียภาษี 100% ในชุมชนชาวอโศก คนที่เป็นสมาชิกชุมชนจึงทำงานฟรี คือเสียภาษี 100% แล้วก็กินใช้ร่วมกัน ของที่กินใช้ร่วมกันนี้ เป็นนิตินัย ไม่มีใครจะแบ่งออกได้เป็นของส่วนตัว เป็นทรัพย์สินส่วนกลางทั้งหมด จึงย้ำเสมอว่านี่เป็นสมบัติของเธอนะพวกเด็กๆ แต่เด็กๆ ก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ แต่ผู้ใหญ่สิ ผู้ใหญ่ทำไมมันโง่ เป็นสมบัติของคุณ มาอยู่แบบกินใช้ร่วมกัน ตายก็เผาให้ฟรี ป่วยเจ็บก็รักษา โยมเหนี่ยว แกบรรลุธรรมที่นี่ ตอนตายก็ยิ้มตายที่นี่ ที่ไพศาลี แกบอกว่าที่นี่ ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ ส่วน เห็ดมีเก็บ นั้นอาตมาเอามาต่อ เจ็บป่วยมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน บุญต่างคนต่างก็ทำเอาเอง เป็นญาติธรรมคือพึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้ มีลูกหลานก็ช่วยกันเลี้ยงดู เป็นลูกหลานสาธารณะ ระวังนายปองเอี้ยมจะถูกสปอย เพราะมีคนเลี้ยงคนเอาใจเยอะ ไพศาลีนี้ตั้งมาตั้งแต่พ.ศ. 2519 ตอนนี้ ร่อยหรอกันไป ยังมีส่วนเหลือส่วนเกินกัน เพราะใน เศรษฐศาสตร์บุญนิยม ของพระพุทธเจ้านี้ไม่มีจน เป็นคนจนที่จนไม่เป็นแล้ว เป็นระบบคนจนที่ไม่เกิดความจนอีกแล้ว เป็นระบบที่ยิ่งใหญ่ ผู้ไม่มีปัญญารู้ระบบคนจนนี้ไม่ได้ พระเจ้าอยู่หัวเราเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านจึงตรัสเรื่องการบริหารประเทศเอาแบบคนจน จนคือส่วนตัวไม่มีอะไร มีแต่บริขาร เราอยู่กันมักน้อยสันโดษ จะมีบริขารตามเหมาะสมแต่ละคนที่จะใช้ มีบริขารส่วนตัวส่วนรวม เราดูแลบริหารตามเหมาะสม ตนเองเมื่อตัดสินไม่ได้ก็เอาคณะบริหารรวมกันตัดสิน ช่วยกันรับผิดชอบ วินิจฉัยตัดสิน อาศัยหมู่เป็นคณะลูกขุนตลอด ส่วนธรรมนูญนั้นของพระพุทธเจ้า ท่านไม่ให้แก้ไข เป็นกฎหมายใหญ่หลักสมบูรณ์แบบตลอด อาตมาถึงเกาะบัญญัติของพระพุทธเจ้าแจเลย เอามายืนยัน สรุปอีกที ชุมชนอโศก ขอให้ตื่นรู้ว่าคุณควรจะอยู่ที่ไหน คุณอยู่ร่ว
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive