สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ 3.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์22 KB
วันที่แก้ไข18 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ 3 การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตามภูมิโพธิรักษ์คิด ส่วนใครจะทำ ให้สมคิดก็แล้วแต่ ข้อ 1. การจะทำให้คนทั้งประเทศ ไม่มีคนจนนั้น เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด โดยความแท้จริง ข้อ 2. และยิ่งจะทำให้คนทั้งประเทศเป็นคนรวยไปทั้งหมด มันก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ จึงไม่ควรคิด และไม่ควรพูดเลยในโวหารอย่างนี้ ข้อ 3. การพูดออกไปต่อสาธารณชนว่า คุณจะเป็นผู้ทำให้คนทั้งประเทศหายจนนั้น เป็นไปไม่ได้เลยในโลก ไม่ว่าคุณจะเก่งปานใด พูดเช่นนั้นจึงเป็นการคุยโต “สร้างราคา”ให้แก่ตนเอง เท่านั้น เพราะไม่มีใครหรอกในโลกทำได้ แม้แต่พระเจ้าก็มิบังอาจจะบันดลบันดาลให้เป็นเช่นนั้นได้ การให้คนเห็นว่ามาจนนี้ดีกว่าไปรวย นี้เป็นอัญญะ เป็นความรู้ความเห็นใหม่ เรื่องนี้อาตมาไม่ได้พูดเพ้อเจ้อ ไม่ได้พูดไปก็โก้ๆ แต่เป็นเรื่องจริง แล้วจริงในยุคสมัยนี้ที่คนหลงรวยโลกธรรมหนัก แต่อาตมาก็สามารถทำให้คนเข้าใจในความจริงนี้ได้ และทำให้คนมาเป็นคนจนได้อย่างเช่นชาวอโศก เข้าใจความจริงนี้ได้ และพอใจที่จะมาเป็นคนจน เป็นคนจนสำเร็จแล้วลงตัวได้สบาย อาตมาขอถามด้วยความจริงใจ พวกคุณนี้รวยหรือจน ...จน แล้วสบายหรือไม่สบาย...สบาย ข้อ 4. ไม่มีใครเลยในโลกที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยทำให้คนทุกคนในประเทศหายจนไปทุกคนได้หมด มันเป็นไปไม่ได้ตามความเป็นจริง ใครๆก็เสกหรือบันดาลให้คนทั้งประเทศหายจนไม่ได้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตนหรือของสังคมให้ดีขึ้น ก็ไม่ควรแก้ด้วยการทำให้ตนหรือให้สังคมรวยขึ้นอย่างมาก จนถึงขั้นรวยๆๆๆชนิดไม่มีขีด ความพอ ที่เรียกว่า“พอเพียง”นั่นเอง อาตมาไม่ได้นัดแนะคำตอบนะ ถามสดๆ หรือว่าพวกคุณตอบตามปฏิภาณให้สนองความต้องการคำตอบตรงใจอาตมาหรือ?...ก็ไม่ใช่ มันเป็นความจริงตามท

อ่านต่อ

ี่เป็น เป็นความเข้าใจอย่างจริงใจ เป็นปฏิภาณปัญญารู้ว่ามันต่างจากสามัญชนทั่วไปเข้าใจ ที่ไม่มีความหยุดที่จะอยากรวย แต่เรามาใจพอ หยุดเถอะ ทั้งที่ไม่ได้มีพันล้านแสนล้านก็พอหยุดได้ ไม่มีเงินสักล้านมีแต่หัวล้านก็หยุด ยิ่งอยู่กับสังคมสาธารณโภคี มีทรัพย์สินเป็นส่วนกลาง ข้าวของเครื่องใช้เครื่องกิน ใช้ร่วมกัน ต่างคนต่างทำและหาและสร้าง โดยสุจริตธรรม ลาภธัมมิกา ได้ลาภโดยธรรมก็แบ่งกินใช้ ไม่ตะกละ ลดละกิเลสที่หลงโลภ อันนี้สวยก็อยากได้มากๆ อร่อยก็อยากกินมากๆ หลอกกันเต็มไปหมด ดาวเทียมไม่รู้กี่ดวง เปิดช่องไหนก็มีแต่โฆษณาชี้ชวนเต็มไปหมด มีอยู่ช่องเดียวที่แหกโผ ช่องนี้ช่องเดียวแต่ไม่ใช่ธรรมกาย พาให้มาจนไม่ต้องไปแย่งชิงกับใคร นอกนั้นไม่มีใครจะกล้าพูดแบบนี้ แม้แต่ที่บอกว่าช่องทางศาสนาช่องทางธรรมะก็ยังบอกให้ไปรวยลาภยศสรรเสริญให้เอามาบริจาคเยอะๆ แต่ที่นี่ไม่เคยกล่าวเรี่ยไรเลย มีแต่เสาะไม้ปลูกเอง ปลูกไม้กินเอง ไม่ใช่อย่างโคลงโลกนิติ โซก็เสาะใส่ท้องจับเนื้อกินเอง เราก็โซก็เสาะใส่ท้องปลูกไม้กินเอง ข้อ 5. ควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการทำให้คนทั้งหลายเกิดปัญญารู้แจ้งรจริง มีความเข้าใจใน“ความจน” และคนผู้นั้นตั้งใจทำตนให้เป็น“คนจน”ที่มีปัญญามีสมรรถนะอยู่ในสังคมให้ได้จริงๆ ความมีปัญญานั้นเป็นความฉลาดที่ประเสริฐจริง เป็นความฉลาดของอาริยชน “ปัญญา”เป็นบัญญัติของพระพุทธเจ้าใช้เรียกความฉลาดแบบอื่น(อัญญะ)ที่แตกต่างจากความฉลาดของปุถุชน อันคือ“เฉโก” เป็น spiritual innovate มันแก้ไปจากความเข้าใจเดิม เป็นความรู้สึกความคิดแบบใหม่ คือธาตุรู้ของจิตเปลี่ยนไป เรียกว่า เป็นความรู้ความคิดความเข้าใจใหม่ คนที่ว่าต้องไปรวยมันไม่ใช่ เราเห็นว่ามาจนดีกว่า เป็นความเห็นที่แตกต่างจากโลกียะ พระพุทธเจ้าตรัสในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร จิตของโกณทัญญะเปลี่ยนเลย เป็นความเห็นใหม่ พระพุทธเจ้าเป็นผู้หยั่งรู้จิตใจของคนได้ ก็บอกว่าอัญญาสิ เป็นอื่นแล้วคนนี้จิตเปลี่ยนเป็นอื่นแล้ว อัญญาสิ วตโพโกญทัญโญ เป็นความคิดความเห็นที่แตกต่างไปจากเดิม ที่โลกโลกียสามัญปุถุชนเขาเป็นกันเต็ม แต่นี่มีความคิดใหม่ เกิดขึ้น จิตใจของคนท่านจะเปลี่ยนใหม่แล้ว ใน 5 คนฟังพร้อมกัน มีอัญญาโกณฑัญญะองค์เดียวที่เกิด ที่ขยายความนี้จากตำนานให้เข้าใจว่ามีทั้งพยัญชนะและสภาวะ ปัญญานั้นต้องเป็นจริงว่าเป็นคนจนดีกว่าคนรวย เป็นคนมักน้อยหรือว่ากล้าจน ข้อ 6. “ปัญญา”ที่ว่านั้นจะเห็นจริง เข้าใจจริงๆว่า ต้องเป็น“คนจน”ดีกว่าเป็นคนรวย เป็นคนมักน้อย หรือกล้าจน หรือมีทรัพย์สินไว้ที่ตนน้อยๆ(อัปปิจฉะ) เพียงพอกินพอใช้(สันโดษหรือสันตุฏฐิ) ส่วนที่เหลือที่เกินก็รีบสะพัดออก ผู้อื่นที่แร้นแค้นจะได้รับไป เขาจะได้หายขาดแคลน เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่แท้ เพราะเกิดการสะพัดออกไปสู่ผู้อื่น ไม่ใช่การกอบโกยเข้ามาเป็นของตัวไม่รู้จบ ความรู้สมรรถนะความสามารถความขยันหมั่นเพียรเป็นทรัพย์ที่ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ แต่ถ้ามีความรู้ความสามารถแต่ว่าขี้เกียจก็ไม่ได้หรอก แต่คนขี้เกียจนั่น ความขี้เกียจจึงเป็นเรื่องเลวร้ายชัดๆ ข้อ 7. คนที่แข็งแรง คนที่มีความรู้ มีสมรรถนะ คนที่ขยันหมั่นเพียรอยู่เสมอ ย่อมพึ่งตนเองได้จริง ไม่มีวันขาดแคลนง่ายๆเลย จึงควรเป็น“คนจน”เสียเอง จะได้ไม่กักตุนไว้ที่ตน กระจายออกไปสู่คนที่ควรได้ควรมี ควรรับไปใช้ไปกินบ้าง สังคมก็จะได้รับการเผื่อแผ่แจกจ่าย มีกินมีใช้ด้วยกัน ผู้สละออกชื่อว่าเป็นคนมีประโยชน์ต่อผู้อื่นจริง เป็นสังคมอาริยะ เป็นสังคมศิวิไลซ์ สังคมเจริญแท้จริง ข้อ 8. เพราะคนในสังคม ที่จำเป็นต้องช่วย ต้องให้ความอนุเคราะห์ คือ คนที่ไม่แข็งแรง คนที่ไม่มีความรู้ คนไม่มีสมรรถนะ คนที่จำเป็นต้องช่วยเหลือ ซึ่งเป็นเรื่องสุดวิสัยแล้วเขาช่วยตนเองไม่ได้จริงๆ เช่น เด็ก คนเจ็บป่วย คนแก่เฒ่าแล้ว ช่วยตนเองไม่ไหวแล้ว คนพิการกาย คนพิการสมอง แม้แต่คนที่เขาทำงานช่วยคนอื่นช่วยประชาชนส่วนใหญ่อยู่ ตามหน้าที่ต้องรับผิดชอบจริง จนไม่มีโอกาสช่วยตนเองได้ จึงอยู่ในวิสัยที่ต้องช่วยคนเช่นนี้อย่างสำคัญ ข้อ 9. ปราบคนขี้เกียจ และคนขี้โกง ให้เด็ดขาด อย่าไว้หน้า อย่าละเว้น เพราะคนขี้เกียจ และคนขี้โกงนี้เขาทำบาปให้ตนเองจริงๆ ไม่ดีเลย อย่าปล่อยให้เขาทำบาป เขาน่าสงสารแท้ เพราะโง่ อย่ายกเว้นแม้แต่พี่น้อง ญาติ มิตร สหาย เขาจะมีแต่ได้สะสมอกุศลวิบากใส่ตน ในการขี้เกียจและการโกง ที่ต้องปราบเพราะคนพวกนี้อวิชชา สอนอย่างไรก็ไม่รู้เรื่องง่ายๆ เพราะโง่ ไม่มี“ปัญญา” มีแต่“เฉโก” และคนพวกนี้จะรวย และรวยมากๆด้วยนะ เพราะเขาโง่ไม่หาย โลภไม่ลด โลภไม่มีวันจบ จึงต้องปราบ ถ้าปราบได้ด้วยวิธีให้เกิดปัญญารู้“ความจริง”ตามสัจธรรมจะเป็นการดีสุด ข้อ 10. สังคมที่แย่งกันรวยนั้นเป็นสังคมคนทุกข์ แต่สังคมที่เข้าใจความจนดีและไม่แย่งกันรวย เต็มใจเป็นคนจนอย่างมีปัญญาจริง จึงเป็นสังคมสุข ที่สงบอบอุ่น ยกตัวอย่างชาวอโศก เป็นสังคมสงบอบอุ่นสบาย พูดความจริงไม่ได้อวดโอ่ เชิญให้มาพิสูจน์ได้

ข้อ 11. ผู้มีปัญญาจริงนั้น เป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจแท้จริงอยู่เสมอตลอดกาล

ข้อ 12. ผู้มีปัญญานั้นรู้แจ้งจริงว่า “ความจน”ไม่ใช่ความน่าเกลียด ไม่ใช่ความน่ากลัว ไม่ใช่ความต่ำต้อย ไม่ใช่ความน้อยหน้า ไม่ใช่ความมีเศรษฐกิจเสื่อมถอย ไม่ใช่การเบียดเบียนคนอื่นประเทศอื่น ไม่ใช่ความเดือดร้อนยุ่งยากตนเองแต่อย่างใด แต่ชัดเจนชัดแจ้งแท้จริงว่า “ความจน“นั้นมันยิ่งเบากายสบายใจต่างหาก ไม่มีภาระ ภาระเบามากๆ และเป็นการช่วยสังคมที่แท้ ช่วยทำให้เศรษฐกิจส่วนรวมดีขึ้นโดยสัจธรรมต่างหาก

ข้อ 13. ความจนอันประเสริฐ ไม่ใช่เรื่องที่คนจะต้องวิ่งหนี แต่เป็นสภาพที่น่ายินดี น่าอภิรมย์ น่าได้ น่ามี น่าเป็นสำหรับอาริยบุคคลแท้จริง อาริยะแปลว่าความประเสริฐ

ข้อ 14. คนจนผู้ประเสริฐ คือ ผู้มีปัญญาจริง ไม่ใช่ยังมีแต่เฉโก จึงเข้าใจจริงๆว่า การเป็น“คนจนผู้ประเสริฐ”นั้นดีแท้ๆจริงๆ เพราะทั้งปลอดภัย ทั้งไม่เบียดเบียดผู้อื่น ไม่แก่งแย่งผู้อื่น ทั้งได้ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ จึงเป็นคนมีประโยชน์แท้ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นจริง เพราะตนก็ไม่เบียดเบียนตน และทั้งไม่เบียดเบียนผู้อื่น เนื่องจากตนเป็นผู้มีความรู้มีสมรรถนะสร้างสรรขยันพากเพียรอยู่แท้ จึงมีผลผลิตมากอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอไม่ขาด มีมากมีล้นเกินอย่างแท้จริงด้วยซ้ำ จึงมีเผื่อแผ่ผู้อื่น เป็นประโยชน์ตน-ประโยชน์ผู้อื่นได้อย่างสุจริตแท้จริง ข้อ 15. ผู้มีปัญญาเป็นผู้ทำตนให้เป็น“คนจน”ด้วยตัวเอง ด้วยความตั้งใจจน เต็มใจจน และตนมุ่งมั่นมีไว้แต่น้อย(อัปปิจฉะ) จึงเป็น“ความจน”ที่ตนพอมีพอกิน เพียงแต่ ตนมี“ใจพอ”(สันโดษ,สันตุฏฐิ) ตนสบายใจไม่โลภมากกอบโกยมาสะสมอีก ตนรู้จักพอ จึงหยุดเอาไว้เป็นของตนเพียงน้อย ไม่มีมากก็พอ จึงเป็นคนพอเพียง อย่างนี้คือผู้สันโดษ(สันตุฏฐิ) ผู้สงบอยู่(ปวิเวก) ทำให้สังคมสงบอย่างเป็นจริง ยั่งยืนถาวร เพราะการตั้งใจมีแค่นี้ ไม่สะสม(อปจยะ)ไว้ที่ตนมาก กว่านี้ แต่ขยันยิ่งอยู่เสมอ(วิริยารัมภะ) เมื่อเป็นคน“เอาไว้แต่น้อย,มักน้อย(อัปปิจฉะ) จึงจน จึงเป็นคนจนจริงๆ แต่ไม่สะสมไว้ที่ตนมาก จึงแจกจ่ายออกไปแก่ผู้อื่นแก่สังคมส่วนรวมจริง สังคมได้รับการสะพัดแท้ เศรษฐกิจก็ดีแน่นอน ข้อ 16. ตนจึงเป็น“คนจน”เสมออยู่จริงตลอด เป็นนักเศรษฐกิจที่มีคุณธรรมประเสริฐแท้ ข้อ 17. เป็นนักเศรษฐกิจที่“จน”ทว่ามีความอุดมสมบูรณ์ เพราะสามารถสร้างสรรเลี้ยงตนเองได้พออยู่พอกิน และทำให้เหลือให้เกินที่ตนกินตนใช้ได้ด้วย เป็นผู้รู้ เป็นผู้มีสมรรถนะสร้างสรรค์ เผื่อแผ่สังคมอยู่ตลอดไป ข้อ 18. คนจนเช่นนี้จึงเป็น“คนจนผู้ประเสริฐ” ทำให้สังคมทรงอยู่ได้ ดำเนินไปได้ แม้คนอื่นจะขี้เกียจและขี้โกง กอบโกยหนัก รวยเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ ไม่มีจบสิ้น ก็ยังชื่อว่า เราเป็นส่วนที่ช่วยอุดหนุนจุนเจือสังคมอยู่แท้ พอบรรเทาทำให้สังคมไปได้ ไม่เช่นนั้นจะยิ่งยากแค้น แก่งแย่ง เพราะคนที่รวยไม่รู้จักพอกระชากชิงไปไม่หยุด ยิ่งรวยก็ยิ่งเอาไปได้มากขึ้นๆ สังคมก็จะทำร้ายกันมากมายรุนแรงกว่านี้ เพราะคนรวยเป็นเหตุอยู่อย่างนี้แหละ “คนรวย”จึงคือ ภัยของสังคมโดยแท้ แม้จะรวยอย่างสุจริต แต่ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักเพลา มีแต่กอบโกยเอา ไม่มีขีดความพอเลย ข้อ 19. จึงเห็นจริงว่า ต้องมี“คนจน”ที่เสียสละอย่างแท้จริง เพราะ“คนรวย”ที่เขาไม่ยอมจน เขาไม่ยอมจริงๆ เราจึงต้องมาเป็น“คนจน” ไม่เช่นนั้น ไม่มีส่วนใดในสังคมนั้นที่จะช่วยสังคมอยู่ ถ้าไม่มีลักษณะของคนในสังคมเช่นที่ว่านี้ ข้อ 20. ซึ่งเป็น“คนจน”แต่เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ขยันสร้างสรรค์อยู่ และสะพัดส่วนที่ตนมีมากมีเกินตนกินตนใช้แล้ว ก็เผื่อแผ่ผู้อื่นอยู่ตลอด อย่างสุขใจจริง แถมยิ่งสะพัดชนิดที่“ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา”อีกด้วย จึงเป็นคนมี“คุณ”มาก มี“ประโยชน์”มากอยู่เสมอต่อสังคม คนเช่นนี้จึงต้องเรียกว่า คนจนที่มีความประเสริฐ เป็นคน“พอเพียง” (ตามคำตรัสของในหลวง ร.9 ตรงตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า) ข้อ 21. คนที่ทำตนได้เช่นนี้ คือ ผู้แก้ปัญหาเศรษฐกิจของตนได้แล้ว เป็นจริงแล้ว สำเร็จแล้ว ชนิดที่มี“กตญาณ(ความรู้ของผู้รู้จักความสำเร็จที่ตนทำจบแล้ว)” ว่า ตนไม่ได้มีส่วนทำลายเศรษฐกิจเลย มีแต่ช่วยเศรษฐกิจให้ดียิ่งๆขึ้น เพราะรู้จักความจบที่สุดวิสัยแล้วสำหรับตนเอง หากไม่รู้“ความเป็นไปได้ที่ควรเป็นอย่างแท้จริง” และไม่รู้“ความจบ” หรือไม่มีที่จบ ก็ต้องร้อนใจอยู่ตลอด เพราะไม่รู้เสร็จ ไม่รู้จบ จึงมีทุกข์ไม่มีจบสิ้นได้ ข้อ 22. ดังนั้น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน“มิติ”ที่หมายเอาแค่ว่า จะทำให้ประเทศไม่มีคนจน มีคอนเซพท์ มีกระบวนทัศน์จะทำให้คนหายจนให้ได้มากที่สุดนั้น จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่ดี ที่ประเสริฐเลย เพราะวิธีที่ไปตั้งใจ หรือตั้งความคิด ว่าจะรวยๆๆๆ แล้วหวังจะให้คนในประเทศของเราต่างก็จะให้มีความร่ำรวยกันทั้งประเทศนั้น ถ้าตนก็สามารถเท่านี้ ตนก็มีผลผลิตเท่าที่ตนมี แต่อยากได้มากกว่านี้ จึงมีแต่ใจจะเอาเพิ่มจากที่“ตนมีได้จริง” เมื่ออยากได้มากกว่านี้ ก็ต้องแย่งจากผู้อื่นเท่านั้น แล้วสังคมจะหยุดการแก่งแย่งกันได้อย่างไร? ความสงบในประเทศ จะเกิดได้หรือ? นอกจากจะใช้อำนาจของกฏหมายบังคับเอาให้สงบ ข้อ 23. ในโลกที่หลง“ความรวย”ไม่รู้จักความจริง ก็จะมีแต่คนใช้ความฉลาดแกมโกง ฉลาดอย่างมีกิเลส คือ เฉโก คิดหาวิธีที่ตนจะ“มีมากๆๆๆๆ” แล้วก็ทำการโกงด้วยวิธีโกงนั้นกันเต็มสังคม ตั้งแต่น้อยนิดจนถึงขั้นแรงสุด เพื่อให้“ตนรวย”ทั้งนั้น ความสงบที่หยุดแย่ง ความเอื้อเฟื้อเจือจานช่วยเหลือกัน ก็มีไม่ได้ตลอดโลกแตก ข้อ 24. คนที่มีคอนเซพท์ มีกระบวนทัศน์อยู่แต่จะหาวิธีการให้คนรวย คนต้องรวย ประเทศต้องรวย แล้วก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการให้คนรวย ให้สังคมรวย จึงเป็นแนวคิดที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่มีวันเป็นไปได้เลย ซึ่งมันแก้ไม่ได้ ไม่มี“จบ” แก้ไม่เสร็จ ตลอดกาลนาน ตราบที่ใน“จิตใจ”ของคนในสังคมนั้นๆ ไม่มี“ปัญญา”รู้แจ้งรู้จริงว่า “ความจน”ไม่ใช่ปัญหาเศรษฐกิจ “ความโง่”ต่างหากเป็นปัญหาเศรษฐกิจ “ความอยากรวย”ต่างหากเป็นปัญหาเศรษฐกิจ แท้ๆก็คือ “ความโลภ”ไม่มี“ความเพียงพอ”นั่นแหละคือ ตัวการร้ายของปัญหาในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ข้อ 25. พระเจ้าอยู่หัวของไทย รัชกาลที่ 9 จึงตรัสให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยพระวจนะอันยิ่งใหญ่ในโลกว่า ให้บริหารประเทศ“แบบคนจน” และ“การขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา” ชัดเจนที่สุด แต่นักบริหารบ้านเมืองยัง“ไม่เข้าถึงหรือเข้าใจได้จริงแท้ลึกซึ้งพอ”ในพระราชดำรัสนี้ ข้อ 26. ฉะนั้น การจะทำให้คนรวย ในประเทศเราร่ำรวยขึ้นได้มากจริงดังว่า ก็คือการแย่งกันรวย ก็แย่งกันเองในประเทศ เมื่อแย่งกันก็ยังไม่พอก็ต้องแย่งเงินทองจากประเทศอื่นมาให้ประเทศแก่ตน “การแย่งกัน” ไม่มีวันหยุด ไม่มีวันเสร็จ ไม่มีวันจบ ก็แค่“ได้สมบัติผลัดกันชม” แย่งกันไป แย่งกันมา การแย่งที่จะรวยได้มากยิ่งขึ้นๆ ก็โดยการเอาเปรียบ หรือขูดรีดด้วยการขายผลผลิตของตนราคาสูงมาให้ตนเอง ซึ่งเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง ตามปกติสามัญของคนเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว เมื่อแย่งได้ ก็ดีใจ ชอบใจ ด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น ขูดรีดผู้อื่น เอาเปรียบผู้อื่น ตั้ง“แนวคิด”อย่างนี้ทำไม? มันไม่ดีเลย มันเห็นแก่ตัว มันมีแต่ขี้โลภ เห็นแก่ได้ มันไม่คิดจะเสียสละเพื่อผู้อื่นเลย ข้อ 27. เกิดเป็นคนควรจะเป็นผู้เสียสละมากกว่า เป็นผู้ได้เปรียบหรือเป็นผู้เอาเปรียบ สามัญสำนึกก็คงพอรู้ ทำไมไม่เป็น“คนที่ควรเป็น” ข้อ 28. เกิดมาเป็นคนแล้ว ไม่ควรคิดเป็นผู้ได้เปรียบ ไม่ควรเป็นผู้เอาเปรียบ เพราะมันกลายเป็นคนไม่มี “ประโยชน์” เป็นคนไร้“ค่า” เป็นคนขาด“คุณ” เป็นคนไม่มีธรรม “คนไม่ดี-คนไม่ประเสริฐ” ซึ่งไม่ควรมี ไม่ควรได้ ไม่ควรเป็นเลย (พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า... ตอนนี้ พรรคการเมือง เขาจะมีกฎหมาย ให้หาสมาชิกพรรค สาขาละอย่างน้อยห้าร้อยคน พรรคเล็กๆนี้ก็จะอยู่ยาก แต่พรรคใหญ่ๆไม่มีปัญหา ตอนนี้ พรรคใหญ่สองพรรคที่เคยเป็นศัตรูกันก็เหมือนไปด้วยกัน มารุมกัดคุณไพบูลย์ หาว่าคิดจะล้มล้างประชาธิปไตย พ่อครูว่า...อาตมาสงสารประเทศมากที่มีในหลวงเป็นนักปราชญ์เป็นพระโพธิสัตว์แต่ประชาชนรับสนองพระราชดำรัสไม่ได้ ท่านบอกว่าให้บริหารแบบคนจน ต้องมาขาดทุนคือกำไร ก็ควรจะต้องศึกษาว่าคนจนคืออย่างไร ถ้าเป็นคนจน เศรษฐกิจจะไปอย่างไรจะอยู่ได้อย่างไร มาทำปัญญามาทำความเข้าใจวิจัยวิจารณ์ให้ลึกซึ้ง ว่าการมาเป็นคนจนนี้ จะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์และเปลี่ยนภาษาด้วย คนจนคืออะไร เป็นคนจนจะอยู่รอดได้อย่างไร จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างไร ขอเจาะลึกเข้าตรงนี้เลย ในหลวงท่านได้ทรงแนะแนวทางแต่ไม่มีใครกระเตื้องว่าจะต้องเปลี่ยนทิศทางเป็นความเข้าใจ แล้วบอกว่าแบบคนจนนี้ คนทั้งหลายในประเทศถ้าอ้างในหลวงตรัส คนก็ไม่กล้าท้วงติงหรอก ก็ต้องทำความเข้าใจให้ประชาชนให้เขารู้ว่าคนจนคืออย่างไร คนจนคือคนไม่โลภเอามาให้แก่ตัวมาก คนจนไม่ได้หมายถึงคนขี้เกียจ ไม่ได้หมายถึงคนไม่มีความรู้ คนจนไม่ได้หมายความว่าเป็นคนไม่มีความสามารถไม่มีสมรรถนะ แต่คนจนมีสมรรถนะได้ ไม่ได้กีดกันไม่ได้รังเกียจ คนจนสามารถมีความรู้สามารถได้จะจบดอกเตอร์กี่ชั้นได้ขอให้ไปเรียนเถอะ แต่ว่าส่วนมากเรียนในระบบทุนนิยม คนจนก็ไม่ค่อยได้เรียนมากเท่ากับคนรวย รวยนี่ไม่มีสมองแต่เป็นดอกเตอร์เยอะ แต่คนจนฉลาดเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยเป็นด็อกเตอร์ได้หรอก เดี๋ยวนี้เขาจ่ายครบจบแน่ สังคมที่ยังไม่มีความสุจริตอย่างที่เป็นอยู่นี้ มันถึงต้องมีคนไปทำความเข้าใจกันให้จริงๆ ถ้าแก้ปัญหา แบบคนรวยนี้หมดสิทธิ์จะไปแก้ปัญหาได้อย่างเด็ดขาด ต้องแก้ปัญหาให้มาแบบคนจน ให้เข้าใจความขาดทุน คนเรานี้ขาดทุนได้ไหม จะอยู่ได้ไหม ขาดทุนแล้วจะอยู่ได้อย่างไร อยู่ได้ การคิดต้นทุน … เขาคิดค่าข้าวของวัตถุดิบ โสหุ้ย พร้อมค่าแรงงานของคนด้วย ก็ว่า ค่าแรงงานของคุณนั่นแหละ ให้ลดค่าแรงงานของคุณลงมา ถ้าเข้าใจเสร็จแล้วต่างคนต่างลดค่าแรงงานของตัวเองลงมา นั่นแหละคือการขาดทุนของเรา ตามราคาอัตราของโลกของสังคม คุณได้คิดค่าแรงงานอย่างไรก็เหมือนกับของสังคมนั่นแหละ แต่เราก็เอาน้อยกว่านั้น แค่นี้ก็แก้ปัญหาได้แล้ว จนลง อย่าไปเอามากนัก แค่นี้ก็แก้ได้แล้ว จริง คนที่แก้ปัญหาอยู่ยังมีฐานะดีมีความรวยมีความรู้พออยู่แล้ว อย่าเอามากสิ เอาค่าตัวลดลง แต่ยิ่งจะไปเพิ่มค่าตัวมากขึ้น ทำงานมาก มีความรู้ความสามารถก็จะเกิดผลผลิตมากอยู่แล้วคุณก็ได้มากอยู่แล้ว คุณควรจะลดลงไปอีก ทำไมถึงวิ่งไปโลภมาก มันย้อนแย้งกัน สมณะเดินดินว่า...คนเขาทำก็บอกว่ามีความสามารถความรู้อย่างนี้ ก็จะเพิ่มเงินเดือนให้แก่ตัวเองมากกว่าเก่า ตีราคาข้าวของมากกว่าเก่าอีก พ่อครูว่า...ก็ตนเองมีความรู้มีความสามารถก็ต้องเกิดผลผลิตที่ได้เร็วได้มาก ก็เมื่อคุณมีมากแล้วกินใช้ก็พอแล้ว จะไปตะกละขึ้นราคาอีกทำไม ก็มีผลผลิตมากก็ควรเอาไปแจกจ่าย แต่ความคิดเห็นก็ได้ มันพรางความเฉลียวฉลาดไป ความเห็นแก่ได้ความขี้โลภทำให้คนโง่ลง แทนที่จะรู้ความจริงก็กลับตาลปัตรกัน ถ้าให้คนมาจน โดยลด ค่าแรงงานของตัวเองให้น้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับสังคม เราก็คือขาดทุนของเราคือเราได้แล้วได้เสียสละออกไป เราก็เป็นคนดีที่ได้เสียสละให้แก่สังคม เราเสียนั่นแหละคือเราได้ เราได้ความดีงาม หรือเราได้เป็นคนดีมีประโยชน์ต่อสังคมต่อผู้อื่น ไม่ใช่เป็นโทษภัยต่อสังคมต่อผู้อื่น เป็นคนมีประโยชน์ นั่นคือสิ่งที่เราควรได้ไม่ใช่เอาวัตถุมาวัด จะได้สิ่งที่มีคุณค่าพฤติกรรมประโยชน์ในสังคม ในความเข้าใจความรู้เหล่านี้เป็นความลึกซึ้งของภูมิปัญญา ซึ่งยากมากเลย ยาก ที่อาตมาพยายามพากเพียรทำสิ่งนี้ต้องใช้ความอุตสาหะ ในการแจกแจงความจริงที่ละเอียดพวกนี้ให้เห็นความซับซ้อนของความเข้าใจผิด ที่เข้าใจลึกซึ้งไม่ได้ เพราะว่าคุณยังทะลุความซับซ้อนความเข้าใจผิดตอนนี้ไม่ได้ ก็ต้องเห็นความผิดเป็นความถูกอยู่ อาตมาก็พยายามมาแก้ไข คลี่คลายความซับซ้อนให้เห็นความจริงซับซ้อนหลายชั้น ต้องพยายามที่จะให้เกิด ความโง่ เปลี่ยนแปลง ให้เกิดความเข้าใจในความซับซ้อนยิ่งขึ้น ให้ถูกเหลี่ยมมุมสัจธรรม ไม่สับสนกลับไปกลับมา ความยากอันนี้ เป็นสิ่งที่อาตมา เหน็ดเหนื่อยมาก เป็นความพยายามที่ต้องใช้พลังงานความรู้ การอธิบาย การหาหลักฐาน มายืนยันชี้แจงให้คนเข้าใจได้ อาตมาต้องใช้พลังงานที่เรียกว่า Coefficient หนักมาก สมณะเดินดินว่า...เป็นผม ผมก็ไม่คิดหรอกครับเพราะว่าโลกทั้งโลกเขาเป็นอย่างนี้ พ่อครูว่า..แต่ผมไม่จำนน มีคนบอกว่าอาตมาพูดความจริงที่จริงเกินไป ญาติธรรมว่า...ถ้าบอกว่าอย่ารวยเข้ามานะ แต่ถ้าเข้ามาแล้วก็ค่อยบอกว่าให้มาจนลงๆ จะง่ายกว่า ..เพราะถ้าจริงเกินไปเขารับไม่ได้ พ่อครูว่า...ก็ยอมรับ ไม่รู้จะทำอย่างไร คืออาตมาเห็นว่าพวกเรานี้เป็นความรู้ซับซ้อน ที่ต้องมาไขความจริงนี้ออกให้มันจริง จะเรียกว่าจริงเกินไปก็ไม่เป็นไร ไม่มีทางเลือกที่จะต้องทำความจริงนี้ให้จริง จริงเกินไป มันเลยที่เขาเองจะรู้ อาตมาก็ต้องจำนนที่พวกคุณโง่ อาตมาเอาความจริงมาให้รู้ไม่ได้ อาตมาไม่จำนน อาตมาว่า พวกคุณไม่โง่นักหรอก รู้ได้น่า อาตมาไม่เชื่อว่า คนจะโง่เกินไป อาตมาพูดไปแม้จะจริงขนาดไหนคนก็จะรับรู้ได้ ญาติธรรมว่า..ที่พ่อครูพูดนี้เหมือนพูดว่าอย่ากินเนื้อสัตว์ แต่คนเขารู้แค่ว่าอย่าฆ่าสัตว์ ก็เลยไม่รู้ พ่อครูว่า...ก็อย่าฆ่าแล้วจะเอาที่ไหนมากิน คือถ้าไม่กินก็ไม่ฆ่าไง อาตมาพูดถึงเหตุที่คุณต้องฆ่าก็คือกินไง อาตมาว่าอาตมารู้จุดสำคัญ อันนี้ก็คล้ายกัน ถ้าคุณไม่อยากรวยคุณก็มาจน ไม่แย้งกัน แก้ปัญหาก็จบ แล้วไม่รวยมาจนแล้วทำไง ก็ขยันหมั่นเพียรสร้างสรรค์ผลผลิต ให้มีกินมีใช้ได้อย่าเอาไปผลาญพร่าทำลาย เอาไปเช่น อาตมาว่าถึงขั้นศิลปะ เช่น มีแตงกวามากิน คนเข้าไปแกะสลักให้เนื้อมันเสียไปแล้วบอกว่านี่เป็นศิลปะ เอาไปแกงแล้วเอาไปกิน เสียเวลา จะโง่หรือฉลาดก็ไม่รู้แล้วเรียกว่าศิลปะ แล้วขายแพงอีกต่างหาก ญาติธรรมว่า..คนบางคนต้องใช้กฏหมาย พ่อครูว่า...บางคนไม่ใช้กฎหมายก็หยุดเขาไม่ได้ แต่อาตมาพูดเรื่องสัจจะ กฎหมายก็ทำอยู่แล้วอาตมาไม่ได้ไปค้านแย้ง แต่อาตมาขยายความให้กับสังคม ปัญหาสังคมที่อาตมาเห็นอีกอย่างว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่สู้ความจริง เช่น ไปประเหลาะว่ารวยนะๆๆ ไม่จบ ต้องมาพูดว่าให้มาจนลง อย่าไปสร้างกระบวนคิด วิธีคิดที่จะให้ไปรวย ไม่เสร็จหรอก จะบอกว่าคุณรวยแล้วมาจนลงเสียบ้าง ก็พอได้ แต่อาตมาพูดให้ลงไปอีกว่าให้มาจน ในหลวงท่านตรัสเป็นขั้นตอน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แต่ผู้บริหารไม่เข้าใจ ไม่เอาไปทำ ท่านตรัสตรงๆว่าบริหารประเทศอย่างไร กับรัฐมนตรีเกาหลี มาถามการบริหารประเทศบอกว่า ประธานาธิบดีเกาหลีที่เป็นเพื่อนกันฝากมาถาม ว่าจะบริหารประเทศแบบไหน ในหลวงท่านก็ว่าประเทศท่านดีแล้วเจริญแล้ว เขาก็เซ้าซี้ให้บอก ในหลวงท่านก็บอกว่า เอ้า บอกก็บอกได้ บอกแล้วจะหูหักก็ไม่รู้ ให้บริหารแบบคนจนเขาบอกแล้วเขาก็นิ่งไป แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ จะฟังได้ไหม นักเศรษฐศาสตร์ฟังแล้วก็บอกว่าพูดไม่รู้เรื่อง พูดอย่างนั้นได้อย่างไร เราก็ต้องให้คำอธิบาย ท่านก็อธิบายแบบตีหัวเข้าบ้าน "แบบที่เรียกว่า ทำ "แบบคนจน" คือทำวิธีการแบบคนจน ไม่ได้มีการลงทุนมากหลายอย่างของเขาเราก็ทำไป ก็เลยบอกว่าถ้าจะแนะนำ ก็แนะนำได้ "ทำแบบคนจน" เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศที่รวย เราก็รวยพอสมควร อยู่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศอย่างก้าวหน้าอย่างมาก เพราะว่าถ้าเราเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก มีแต่.. มีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้นที่เขามีอุตสาหกรรมสูงมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการปกครองแบบ แบบว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ มีเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป ไม่เหมือนคนที่ทำตามวิชาการ แล้วก็วิชาการนั้นก็เราดูตำราแล้วพลิกไปถึงหน้าสุดท้าย หนึ่งหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอกว่า"อนาคตยังมี" แต่ไม่บอกว่าเป็นอย่างไร เวลาปิดเล่มแล้วมันก็ปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ "ถอยหลังเข้าคลอง"แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบที่เราอะลุ่มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ" ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสนี้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2534 นี่เป็นพระปัญญาธิคุณของในหลวง ท่านตรัสคำที่เป็นสัจธรรม แต่คนเข้าไม่ถึง ตำราในโลกนี้ไม่มีตำราแบบคนจนเลย อาตมาก็จะทำตำราแบบคนจนสักเล่มหนึ่ง อาตมามาทำงานแก้ปัญหามนุษยชาติแล้วอาตมาประสบผลสำเร็จ ไม่มีใครให้คะแนน อาตมาให้คะแนนตัวเอง ธรรมะช่วยแก้ปัญหาสังคม เป็นการแก้ปัญหาสังคมแบบอิสระเสรี คนมาให้อาตมาแก้ปัญหาให้ มาเอง อิสระเสรีภาพไม่ได้หลอกล่อไม่ได้ propaganda ไม่อ่อยให้มา ไม่เอาบุญเอาสวรรคฺ์มาล่อ ให้มากินน้อยใช้น้อยสร้างสรรค์ มีเหลือจุนเจือสังคม อาตมาประสบผลสำเร็จมากเลย ทำสำเร็จถึงขั้นเกิด บวร คนที่มาศึกษาตามที่อาตมาพยายามบอกความจริงแล้วเข้าใจได้ ก็มารวมตัวกันเป็นหมู่บ้านเกิดสังคม เป็นชุมชน บวร แล้วก็มีธรรมะเรียกว่า วัด แล้วก็มีการศึกษาอยู่ในตัวตลอดเวลา เรียกว่าโรงเรียนหรือการศึกษา เกิดสังคม บวร ในต้นทุนของคน ที่อยู่ในสังคมแต่ละคน มีต้นทุนเป็นคนจน มีต้นทุนเป็นคนไม่แย่งใคร มีต้นทุนเป็นคนใจพอ มีต้นทุน เป็นคนขยันหมั่นเพียร มีต้นทุน เป็นคนมีปัญญารู้จักเหตุปัจจัย อะไรควรสร้างไม่ควรสร้าง กระทำแต่สิ่งที่ควร จึงเป็นสังคมที่บริบูรณ์ บวรบริบูรณ์ด้วย บ้าน บริบูรณ์ด้วยวัด บริบูรณ์ด้วยโรงเรียน สามเส้า การบริบูรณ์ด้วยต้นทุนนี้ บ้านก็เจริญ ธรรมะหรือวัดก็เจริญ โรงเรียนก็เจริญ จนเกิดการไหลซึมลึกเข้าหากัน คนใหม่มาคนเก่ามา อันนี้เหมือนสนามแม่เหล็ก โมเลกุลข้างนอกตกเข้า

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน