สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน Neoprotest การชุมนุมประท้วงแนวใหม่.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน Neoprotest การชุมนุมประท้วงแนวใหม่ ยกตัวอย่างที่ทำมาแล้ว ประชาชนรวมตัวกัน อาตมาก็ไปร่วมด้วย ยืนยันความจริงความถูกต้อง จนเขาจำนนต่อความจริงความผิด เอาสัจธรรมเหล่านี้มาใช้ ก็ชนะ ไม่ต้องเอาความรุนแรงมาใช้ เอาความจริงใจความสงบไปใช้ แต่แน่นอนต้องมี error สมมุติว่ามีฝ่ายเราไปยิงเขาตายคนหนึ่ง แต่เขาฆ่าเราตายมากกว่า เราเอาความสงบไม่ใช้อาวุธ เปิดเผยความจริง เอาความจริงแท้ มาต่อสู้ สันติ อหิงสา ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ คมลึก แม่นประเด็น Neoprotest เป็นการชุมนุมประท้วงแนวใหม่ สังคมที่เจริญแล้วก็เอาประชาชนมาแสดงอำนาจประชาชนที่มีความเห็นร่วมกันอย่างนี้ ว่าคุณผิดอย่างนี้ จนชนะมาตั้ง5 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ ไม่ได้รัฐประหาร เพียงแต่มารับไม้ผลัดจากประชาชน รับช่วงบริหารประเทศต่อ ก็เกิดเป็นเรื่องราว นิทาน นิยาย ก็ขึ้นมาสวมบทบาทพระเอกมารับแทนก็ไม่ประหลาดเราก็ยินดี หรือก็ต้านไม่ได้ สมมุติว่า พลเอกประยุทธ์รับไปแล้วก็ไม่เป็นอย่างที่ประชาชนยอมรับเราก็ต้องออกไปแล้วออกไปประท้วงอีกแน่นอน แต่นี่พลเอกประยุทธ์ทำได้ดีแม้จะเหน็ดเหนื่อย อาตมาก็อยากจะให้หยาดน้ำใจพระโพธิสัตว์นะ แต่ก็ยังไม่มีโอกาส พลเอกประยุทธ์ไม่ได้สืบทอดอำนาจเผด็จการ แต่สืบทอดอำนาจประชาธิปไตยจากประชาชนจริงๆ ความเป็นประชาธิปไตยกับเผด็จการเป็นธรรมะ 2 เขาก็ยังเข้าใจกันไม่ได้ ต้องดูเนื้อแท้เนื้อหาของความเป็นไป พลเอกประยุทธ์ไม่ได้สืบทอดอำนาจเผด็จการแต่สืบทอดอำนาจประชาธิปไตยจากประชาชน ประชาชนต่างหากที่ยึดอำนาจ ที่รัฐประหาร สวยงาม ถึง 5 รัฐบาล รวมแล้วประเทศไทยมีแต่เรื่องดีๆ ตัวผู้ร้ายก็มาแสดงหลายตัว พระเอกคือ ระบอบบริหารอย่างประชาธิปไตยของไทยประชาชนก็ร่วมกันสร้างพลัง อธิปไตยคือพลัง จัดการ สิ่งที่ผิด รัฐบา
อ่านต่อ
ลไม่ดี รัฐบาลทรราช เอาออกไป จนทุกวันนี้เขาก็ยังยืนยันว่าเขาถูก แต่ถูกก็ไม่กล้ามาต่อสู้ ก็หาเรื่องไป บอกว่าศาลยุติธรรมเชื่อไม่ได้จะเข้ามาทำไมก็อ้างไปทำไมแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ พลเอกประยุทธ์ทำงานตอนนี้ก็ได้รับการยอมรับจากนานาชาติด้วย ระบบของพระพุทธเจ้านี้สุดยอด ดีที่สุดไม่ต้องไปรวย จนที่สุดแต่ช่วยเหลือประชาชนได้มากที่สุดมันสุดประเสริฐ จนที่สุด แต่มีสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนได้มากขึ้นเรื่อยๆ อาตมาก็จะพาพวกเราพิสูจน์อันนี้กันจริงๆ แม้ตอนนี้เราก็ทำอยู่ในสังคมใกล้ๆ เราอยู่กับจ.อุบลฯก็ค่อยๆช่วยหมู่บ้านต่างๆไป กว้างไปเราก็ค่อยไป ตามประสาเรา เรามีรายได้น้อยจริงๆ เพราะว่าเราต้องเสียสละมาก เพราะประชากรที่เป็นมวลชาวอโศกก็มีน้อยจริงๆ คนที่เก่งกว่านี้มีสมรรถนะมีความสร้างสรรค์มากกว่านี้ก็ยังไม่มา พวกเราก็เก่งเท่านี้ ผู้ที่ผลิตสร้างสรรค์ได้แก่คนนี้มีเยอะในความรู้ทางโลกที่เขามีเยอะ แต่เขาก็ยังไม่มาเขาก็ยังยืนในโลกีย์ สร้างความร่ำรวยมากมาย เขายังไม่เห็น มาช่วยทำใมอโศก? มันซับซ้อน อาตมาไม่ท้อแท้ ค่อยๆพิสูจน์ความจริงไปจนกว่าเขาจะมา ช่วยกันไปเรื่อยๆ อาตมาว่าจะมีอัตราการก้าวหน้าที่จะมีผู้ที่มาช่วยพัฒนากันไป มาเสียสละสร้างสรรค์ เขาไม่ได้มาทำเพื่ออาตมา ไม่ได้มาให้อาตมาหรือให้คนใดคนหนึ่ง แต่เพื่อมวลรวมที่จะเป็นการเสียสละกว้างใหญ่ตามความรัก 10 มิติที่อาตมาได้เขียนไว้ ขยายความไว้ เป็นความยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติมาร่วมกันทำจะเกิดผลงานเป็นสิ่งที่เป็นจริงเกิดขึ้น โลกต้องการสิ่งเหล่านี้ อาตมาสรุปเป็นบทกวีประชาธิปไตยมาไม่รู้กี่บท แม้บทนี้ก็ย้ำยืนยันประชาธิปไตย มันจะต้องเข้าใจสัจธรรม 1. มีความรู้ความเป็นองค์รวมมี Concept ที่สอดคล้องกัน ไปด้วยกันได้ ยืนหยัดอย่างจริงจัง แล้วก็หมด อัตตา (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) หมดอัตตาหรือลดอัตตาไปได้จริงๆ ไม่มีตัวตน มีแต่พลังให้ พลังเสียสละ พลังเพื่อผู้อื่น มีสมรรถนะ มีความสามารถมากยิ่งขึ้น แล้วก็เสียสละจริงๆด้วยจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า... พ่อครูพูดถึงประชาชนปฏิวัติ อย่างคานธีใช้อหิงสานำประชาชนสู้กับอังกฤษจนได้รับอิสระเสรีภาพ คนเข้าใจได้ว่าเป็นการต่อสู้อย่างสงบสันติ เป็นชัยชนะของประชาชน แต่เมื่อประชาชนคนไทยทำบ้าง ก็ไม่แพ้อินเดีย มีคนเป็นล้านออกมา แต่ก็สงบ โดนยิงโดนระเบิดคนก็คุมกันอยู่ จนศาลก็ดี ทหารก็ดี เหมือนกรรมการกลางก็ต้องบอกว่า พวกรัฐบาลแพ้ฟาล์ว เป็นกบฏ แต่คนมองไม่ออกว่าเป็นชัยชนะของประชาชนกลับไปมองว่าเป็นฝีมือของพลเอกประยุทธ์ แม้แต่ในอินเดีย ถ้าหากรัฐบาลอังกฤษไม่ให้อิสรภาพกับอินเดียประชาชนก็ตายฟรี แต่ว่าอังกฤษก็ทำไม่ได้จึงทำให้เห็นสัจจะที่ยิ่งใหญ่ แต่เมื่อประเทศไทยทำบ้างกลับมองไม่เห็น พ่อครูพยายามให้มองเห็นว่าเป็นความยิ่งใหญ่ของชัยชนะประชาชนแต่อินเดียเขามองออก พ่อครูว่า...ก็ค่อยๆเข้าใจมองออกกัน เป็นเรื่องที่ซับซ้อนลึกซึ้ง คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) แต่เราก็เป็นได้พิสูจน์ได้ยืนยันได้แล้วเราก็จะเป็นได้มากกว่านี้ อาตมาจึงได้สถาปนาภาษาลงไปว่า เมืองไทยนี้เป็นเมืองชมพูทวีป ภาษาของพระพุทธเจ้า เป็นชมพูทวีปเป็นภาษาธรรมะ หมายความว่า แดนทวีปที่อบอุ่น ชมพูทวีป สงบอบอุ่นมาก เจริญสูงสุดในจำนวนของมนุษยชาติ ถ้าหากประเทศใดทวีปใดมีประชาชนที่มีคนลักษณะของโลกุตระแบบนี้จริงๆ หมู่บ้านนั้นจะเป็นหมู่บ้านชมพูทวีป ประเทศนั้นจะเป็นประเทศที่เป็นชมพูทวีป ยิ่งเป็นทั้งทวีปเลย พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นประเทศทวีปอินเดีย เพราะท่านเป็นไปอย่างอิสระมีอำนาจเต็ม พิสูจน์จากแคว้นใหญ่ในทวีปเอเชียคือประเทศใหญ่ๆของทวีปอินเดีย เช่นแคว้นมคธ แคว้นโกศลก็ใหญ่สุดในยุคนั้นก็ยอมยกให้พระพุทธเจ้า เคารพนับถือเลย ให้สิทธิเสรีภาพ พระพุทธเจ้าทั้งที่อยู่ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นทาสในเรือนเบี้ย ทาสเงินทอง แต่พระพุทธเจ้าได้ปลดแอกสิ่งเหล่านี้หมดเลย เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของเอกภพเลย ตั้งแต่ในยุคนั้นที่เป็นไปได้ยากมาก ท่านก็ทำได้ แต่มาถึงในยุคนี้ไม่มีสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่มีความเป็นทาส คนเข้าใจในสิทธิมนุษยชนดีอาตมาก็ทำได้อย่างสบายมาก ไม่ใช่ว่าอาตมาเก่งแต่องค์ประกอบของมันลงตัวแล้ว องค์ประกอบของมันง่ายแล้วดีแล้ว เป็นเรื่องที่พวกประชาชนเองก็เป็นของเขามาเอง มันก็เลยได้อันนี้ขึ้นมา ในคนไทยที่เป็นได้แล้ว ให้ศึกษาดีๆ แล้วมาร่วมกันสร้างสิ่งที่ประเสริฐสุดในความเป็นมนุษย์ในสังคม พยายามจะทำขึ้นไป ไม่ได้เพื่อใคร แต่ทำสิ่งที่เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดนี้ให้ได้ อาตมาพยายามก้าวหน้าไปถึงคำว่าเทวะ อธิบายไปทีละ 2 จนกระทั่งรูปนามก็ตามเรื่องกายเรื่องจิต เรื่องบุญเรื่องบาป จนกระทั่งมากล่าวถึงเรื่องสุขทุกข์ เป็นเรื่องใกล้มากในจิตวิญญาณคน ทุกคนติดสุขติดทุกข์ในตนเอง สุข ทุกข์ คือความรู้สึก มันเป็นแค่เพียงความรู้สึก เจ็บลึกเจ็บร้าวสักเท่าไหร่ เจ็บลึกเจ็บร้าวสักเท่าไหร่ ก็เป็นเพียงเสียงเรียกร้องของหัวใจ เกิดได้ดับได้ไม่จีรัง เป็นบทกวีของอิสรา อาตมาเห็นเข้าก็เอามาใส่ทำนอง มี ทิพวรรณ ปิ่นภิบาล ร้อง เป็นเรื่องของความรู้สึกหรือเวทนา มาศึกษาให้ดีๆ พระพุทธเจ้าแจกเวทนา 108 มีที่มาที่ไปตั้งแต่หยาบ 2 กายิกเวทนา เจตสิกเวทนา แยกเป็น 3 เวทนา ได้แก่.. สุขเวทนา ทุกขเวทนา . . อทุกขมสุขเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์ อุเบกขา).
(รู้กำลังของเวทนาทั้ง 5 ได้แก่) สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์
ต้องมีความรู้สึกทางทวาร 6 หากตัดทวาร 5 ออกไป ไปหลับตาปฏิบัติมันไม่รู้เต็ม (แยกเป็น 6 เวทนา ได้แก่) จักขุสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทตา โสตสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทหู ฆานสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทจมูก ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทลิ้น กายสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทกาย มโนสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากใจปรุงแต่งเอง
ได้แก่ มโนปวิจาร 18 (คือ เวทนา 3 ร่วมกับอายตนะ 6) สุขเวทนาแบบโสมนัสสูปวิจาร (6 ทวาร+โสมนัส) ทุกขเวทนาแบบโทมนัสสูปวิจาร (6 ทวาร+โทมนัส) เฉยๆ ที่เป็นอุเบกขูปวิจาร (6 ทวาร+อุเบกขา)
จนเป็นอุเบกขา ตอนแรกทุจริตไม่เอา เอาสุจริตก่อนแล้วมาที่อารมณ์ ความรู้สึกสุขทุกข์ แล้วล้างสุขทุกข์จนมันบางเบา ไม่มี จนไม่สุขไม่ทุกข์ บางจนเสมอสมานสุขทุกข์จนกระทั่งไม่มี อาตมาพูดได้ยืนยันได้ ไม่ได้เอามาจากตำราไหนๆ คำพูดคนไหนๆแต่เอามาจาก ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ ออกจากความรู้สึกของตัวเองมายืนยันเป็นภาษาที่ง่ายที่สุดเท่าที่จะง่ายๆ คนที่หมดความสุขความทุกข์นี่แหละไม่ต้องเอาอะไรอีกแล้ว เรื่องเงินทองลาภยศเป็นเรื่องหยาบ ขี้ผง ไม่ต้องไปปรุงแต่ง แต่ปรุงก็ได้ ปรุงไม่มีรสอย่างนั้นก็ได้ แต่มันก็จะชินชากลายเป็นรสตกค้าง มันก็จะไปเสียเวลาทำไม เราสร้างขึ้นมาได้อีก จะไปทำขึ้นมาให้โง่ต้องไปล้างให้ซ้ำซ้อนอีกทำไม เราก็เลยไม่ต้องทำ สมณะเดินดิน...สรุปจบ620501_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ความเป็นประชาธิปไตยไทยต้องอย่างนี้