390303 กรรมฐานของอาริยชน ตอน 3 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ศีรษะอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2539
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์168 KB
วันที่แก้ไข10 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

390303 กรรมฐานของอาริยชน ตอน 3 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ศีรษะอโศก โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2539 เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 20 ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก อ.กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ

ปลุกเสก อันนี้เป็นปริยัติที่เราพูด ที่อาตมาแนะนำนี่ อาตมาสอนอธิบาย ต่างๆนี่ เป็นแต่เพียงสุตมยปัญญา ทำให้พวกเราเกิดปัญญาในระดับที่หนึ่ง ปัญญาใน ระดับที่หนึ่ง เพียงฟัง ได้ยิน หรือสมัยนี้ก็มีอ่าน อ่าน หรือได้ฟัง ได้รู้มาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ได้รู้จักสภาพนอกเข้าไป ที่จริงก็มันได้กลิ่นนี่ มันก็เป็นการรู้เหมือน กัน ได้ลิ้มรสก็เป็นการรู้ ได้รู้ แต่ทีนี้ เราอ่านความหมายของกลิ่น ความหมายของ รสทางลิ้น หรือความหมายของทางสัมผัสกาย นี่ได้มากเท่าใด เราก็ได้เข้าไปหา จิต ตากับหูนี่ มันได้มาก ตากับหูนี่ ได้มาก ก็เข้าไปหาจิต เข้าไปหาจิต ก็ เป็นจินตา เข้าไปคิด เข้าไปทำงานทางจิต ทำงานทางจิต ก็จะมีสภาพของเรื่อง ของจิตนี่ เป็นกลไกมหาศาล เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า เราเรียนรู้ระบบ เรียนรู้ความวิจิตร ความ สามารถ แม้แต่ในจิตเราไม่เคยมี ไม่เคยมีการวิจัย ไม่ตั้งใจวิจัยอย่างโยนิโส อย่างแยบคายให้ถ่องแท้ ให้ละเอียด หรือไม่มีธรรมวิจัย หรือไม่มีตีรณปริญญา ไม่ มีตัววิพากษ์วิจารณ์วิจัย ไม่มีตัวค้น ไม่มีตัวตรวจสอบ ไม่มีตัวเลือกเฟ้น สุดท้ายมีตัว ตัดสินอะไรพวกนี้ มันก็ไม่เกิดสภาพการทำให้เกิดความละเอียดลออ ความถูกต้อง มันก็เขรอะๆ เยอะๆ เลอะๆ เปรอะๆ ปนๆ อะไรกันไป โดยที่เรียกว่า มันไม่มี การเลือกเฟ้น มันไม่มีการจัดแจงหาความสะอาดบริสุทธิ์หรือว่าความถูกต้อง ถูก ตรง ความเป็นเนื้อๆ แท้ๆ อะไรต่ออะไรขึ้นรมา มันไม่ได้กระทำ เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่เรียนรู้แล้วก็ไม่ได้ฝึกปรือเลย มันก็จะเลอ

อ่านต่อ

ะๆ เขรอะๆ เปรอะๆ อะไรไป อย่างนั้นตลอดนิรันดร์ แต่โดยปกติ โดยธรรมชาติ มันก็จะมีบ้าง แต่แม้แค่มีบ้างน่ะ มันก็จะไม่สูงส่ง มันจะไม่เจริญ ถ้าเรารู้ด้วยความรู้ เข้าใจความหมาย เข้าใจความจริงที่อธิบายไปนี่ เราก็ไปลองดู ไปฝึกฝน หลักของสัมโพชฌงค์ 3 มีสติ ก็คือ พยายามที่จะระลึกให้ ตัวเองมีสติให้ดี รู้ รู้นอกรู้ใน รู้องค์ประชุมทั้งนอก ทั้งในกายะ รู้เวทนา รู้ ความรู้สึก อารมณ์ ความรู้สึกหรืออารมณ์นี่ เวทนา แล้วก็รู้จักจิต จิตที่มันมีทั้งกิเลสประสมอยู่ เจโตปริยญาณ 16 ธรรมดามันก็จะเป็นจิตที่มีกิเลสเป็นเจ้าเรือน เป็น ราคมูล หรือ โทสมูล โมหมูล เป็นรากเค้าเลย มีกิเลส 3 ตัวนี้เป็นราก ราก ของความดำเนินไปของมนุษยชาติของชีวิต ราคะนี่ ก็รากนั่นแหละ เป็นมูลเป็นเค้า หรือว่าเติมคำว่ามูลด้วยก็ตามใจ ราคมูล หรือ โลภมูล มูล ก็แปลว่าราก แปลว่า เค้า มันมีอันนั้นจริงๆ เป็นต้นทางเลย ผู้ที่ไม่ได้เรียนรู้จะเกิดไปตามรากนี่แหละ เกิดไปตามมูลเค้านี่แหละ ต้นตอนี่แหละ ต้นเชื้อนี่แหละ มันจะพาให้เป็น เพราะ ฉะนั้น ผู้ใดไม่ได้เรียนรู้ว่า ไอ้กิริยาหรืออาการของกิเลสนี่ มันดำเนินบทบาทของมัน เป็นอัตโนมัติ ดำเนินอยู่โดยที่เรียกว่าไม่รู้ไม่ชี้ สังสมกิเลสหนาขึ้นทุกวันๆ อย่างที่ อาตมาได้ย้ำให้ฟังว่า ถ้าเราไม่ได้เรียนรู้ให้ละเอียดลออแล้ว เราจะเป็นผู้ที่มี อาหารให้แก่อวิชชา คือนิวรณ์ตลอดไป เราก็จะปรุงกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นทุจริตตลอดไป มันเป็นสุขเป็นทุกข์ ก็ทุจริตทั้งนั้นแน่ะ ถ้าเข้าใจลึกซึ้งขึ้นมา อย่างที่ย้ำแล้วว่า นั่นน่ะ มันเป็นทุจริต 3 เพราะมันไม่ได้สำรวมอินทรีย์ 6 เลย มันไม่รู้เรื่องเลย ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันไปสำรวมยังไง สังวรยังไง เข้าไปมี สัมผัสเป็นปัจจัยแล้วไปวิจัยตรงไหน ไปแยกไปวิเคราะห์ ไปเลือกเฟ้น ไปคัดออก ไปทำลายตัวไหน เหลือแต่ตัวไหนไว้ มันไม่เคยรู้เรื่องเลย อินทรียสังวรไม่มี ขณะที่เรากำลังอธิบายอยู่ที่อินทรียสังวรนะ อปัณณกธรรม 3 นี่ ขณะนี้ อาตมากำลังอธิบายอยู่ที่อินทรียสังวร ยังวนอยู่ตรงนี้น่ะ แล้วก็ยังจะเจาะลึกไปอีก วันนี้ ก็จะเจาะลึกไปอีก หรือโภชเนมัตตัญญุตา การปฏิบัติไปถึงขั้นว่าให้ประมาณ หรือว่าตรวจสอบการกิน หรือว่ากินอย่างเป็น กินเป็น ไม่ใช่กินตามกิเลสมันพากิน ก็มูมมามตะกรุมตะกราม เอร็ดอร่อย เลอะเทอะ กินอวด กินอ้าง กินเบ่งกินข่ม กินอะไรก็แล้วแต่ ที่ปัจเวกขณ์กันอยู่เสมอ ที่พระพุทธเจ้าท่านเตือนเวลากิน ก่อน จะกิน ก็ต้องเตือนอยู่ตลอดเวลา แม้แต่จะเป็นอาหารแค่กวฬิงกราหาร แต่อธิบาย ไปอยู่นี้ ก็ได้อธิบายถึงผัสสาหาร อธิบายถึงมโนสัญเจตนาหาร อธิบายถึง วิญญาณาหารอยู่ด้วย ที่กำลังอธิบายนี่ ถึงปรมัตถ์ พอถึงปรมัตถ์ก็จะต้องรู้จักผัสสะ เมื่อผัสสะแล้วก็เกิดเข้าไปถึงตาผัสสะ หูผัสสะ จมูกผัสสะ ลิ้นผัสสะ ผัสสะแล้วก็ เข้าไปถึงใจ เมื่อเข้าไปถึงใจ เราก็ต้องอ่านมโนสัญเจตนา อ่านจนกระทั่ง สามารถรู้เวทนา สัญญา สังขาร ก็คือรู้ไปจนกระทั่งถึงวิญญาณ เป็นอาหารของ วิญญาณ วิญญาณาหาร ถ้าเราสามารถแยกวิเคราะห์ออกไปถึงเวทนา สัญญา สังขาร รู้ว่า สภาวะเวทนาคืออารมณ์เป็นยังไง สัญญาก็คือ ตัวเจตสิก หรือจิตนั่นแหละ อาการ ของจิต ความสามารถของจิต กลไกอันหนึ่งของจิต มันมีพฤติกรรมอย่างนั้น มันมี ความสามารถอย่างนั้น สัญญามันก็กำหนด มันเป็นตัวกำหนดรู้ กำหนดอย่างนี้เรียกว่าอย่างนี้ อย่างนี้คืออันนี้ อย่างนี้คืออันนี้ อาการอย่างนี้ คืออันนี้ สภาพอย่างนี้เรียก ว่าอันนี้ กำหนดรู้ว่าอย่างนี้สุข อย่างนี้ทุกข์ กำหนดว่าอย่างนี้ปรุง อย่างนี้ควรเอาไม่ ควรเอา กำหนดว่าอย่างนี้เป็นกิเลส อย่างนี้ไม่เป็นกิเลส อย่างนี้เป็นโทสะ อย่าง นี้เป็นโลภะ อย่างนี้เป็นโมหะ ตัวสัญญานี่ มันจะเป็นตัวกำหนดรู้จริงๆ สัญญาก็ คือตัวปัญญานั่นแหละ มันเป็นตัวทั้งธรรมวิจัย มันเป็นตัวทั้งเข้าไปกำหนดรู้ และจำ ด้วย และจนกระทั่งเปรียบเทียบด้วย ถ้าทำงานครบครัน ก็เป็นสังขาร สังขารก็คือ ตัวทั้งเปรียบเทียบ แล้วก็ตัวทั้งที่เอาตัวนั้นมาใส่ตัวนี้ เอาตัวนี้มาใส่ตัวโน้น บวก ลบ คูณ หาร ไปหมด สังขารก็ทำอย่างที่เรียกว่า เดินเครื่องครบเลย จะสังเคราะห์ยังไง จะอะไรยังไง ก็ครบครัน เพราะฉะนั้น ในสัญญานี่ มีทั้งไอ้ตัว ที่จะเปรียบเทียบ ตัวที่จำได้ กับตัวที่จะกำหนดรู้ใหม่ กำหนดรู้ทันทีปัจจุบันนั้น กับตัว จำเอามากำหนดเปรียบเทียบกัน ตัวสัญญาจึงเป็นตัวสำคัญมาก ถ้าสัญญาไม่ทำงาน เสียแล้ว ทุกอย่างก็บื้อตื้อหมดเลย ไม่กำหนดรู้ แต่ว่าไอ้นี่ เป็นสุขไอ้นี่เป็นทุกข์ มัน ก็จบ เพราะฉะนั้น เขาไม่ต้องไปดับเวทนาหรอก ดับสัญญาตัวเดียวถึงเรียก ว่าอสัญญี อสัญญีสัตว์ สัตว์ที่ดับสัญญาแล้วมืดไปเลย ดับเครื่องไปเลย จิตหยุดทำ งานไปเลย ศาสนาพุทธไม่เอาลักษณะนี้ อสัญญีสัตว์ สัตว์ที่เล่นวิธีดับ ดับความ กำหนดรู้ ดับความจำ ดับอะไรทั้งหมดเลย ทิ้งหมดเลยทุกอย่าง สัญญาเป็นตัวกลาง ถ้าดับตัวนี้แล้ว มันก็เรียกว่าพรหมลูกฟัก อสัญญีสัตว์ นั่นน่ะศาสนาหลายศาสนาฝึก ฝึกตัวนี้ ฝึกให้หยุดนิ่งไม่คิด นั่นเขาถือว่านิโรธ ดับ เขาถือว่าดับ แล้วก็แปล อย่างนั้นซะด้วยนะ ในพระไตรปิฎกก็แปลอย่างนั้น ในฎีกาจารย์ อนุฎีกาจารย์ หนังสือพวกฎีกาทั้งหลายแหล่ ก็แปลว่าอย่างนั้นหมด อะไร? (พ่อท่านถาม)

คนฟัง : ขั้นสุดท้ายใช่มั้ยครับ เนวสัญญานาสัญญา

พ่อท่าน : อะไร?

คนฟัง : พรหม พ่อท่าน : ไม่ใช่ ไม่ใช่ เขาไปแปลว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ นั่น ตัวที่เก้า ไม่ ใช่เนวสัญญา เนวสัญญา สัญญานั่นเป็นตัวที่ 8 ไปแปลตัวที่ 9 โน่นแน่ะ สัญญาเวทยิตนิโรธว่าดับสัญญา ดับเวทนา เขาว่าอย่างนั้น แต่ความจริง ตัวจริง ลักษณะจริง มันไม่ไปถึงตรงนั้นหรอก มันแค่อากิญจัญญายตนะ ตัวที่ 7 น่ะ เขาก็ ว่าไม่มีอะไรนิดหนึ่ง น้อยหนึ่ง ก็ไม่ให้มี แล้วเขาก็ไปหลงใหลว่าไม่ให้มีความรับรู้ ไม่ให้มีความรู้สึก ไม่ให้มีจิต เขาก็ดับไปตั้งแต่ตัวนี้แล้วที่จริงน่ะ อากิญจัญญายตนะนี่ แปลความหมารยแล้วก็เลยเข้าใจไปว่านิดหนึ่ง น้อยหนึ่งไม่ให้มี เขาก็จะไม่มีจิตนั่น แหละ เพราะว่าไปหลงปล้ำอยู่ที่ว่าจะดับจิต จะให้นิโรธ ก็คือดับสนิท แล้วก็ไปดับ จิตกัน ส่วนไปสัญญาเวทยิตนิโรธเขาก็ไปแปลว่าดับสัญญา ดับเวทนาทั้งหมด ก็ เหมือนกัน ที่จริง พฤตินัยเหมือนกัน แต่บัญญัติภาษามันต่างกันนิดหน่อย แต่พฤตินัยทั้ง คู่นี้เหมือนกันเลย เอาล่ะ นี่ก็มาแทรกๆ ก็อธิบายเสริมไปบ้างนะ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อ ว่า เราเองเราไม่เข้าใจในสภาวะโดยภาษาที่กำลังอธิบายอยู่นี่ เป็นปริยัติ เรา ไปปฏิบัติ หรือว่าเราฟังแล้ว ขณะนี้เราก็เข้าใจ ยิ่งผู้ใดปฏิบัติตามมาก็เข้าใจ พอ บอกว่าเวทนาเป็นอย่างไร ก็นึกออกว่า อ้อ! อาการเวทนาเป็นอย่างนี้น่ะ ลักษณะเป็นอย่างนี้ รสชาติเป็นอย่างนี้ อารมณ์เป็นอย่างนี้ สัญญาเป็นยังไง บทบาท ของสัญญา ทุกคนมีทุกคนต่ะ พระพุทธเจ้าแบ่งเรียกพฤติกรรมของพวกนี้ แล้วมันทำ งานมาแต่ไหนแต่ไหนแล้ว มันกำหนดรู้แล้วมันก็จำไว้ แล้วมันก็เอามาเปรียบมา เทียบกันอยู่อย่างนี้ เสร็จแล้วก็สังขาร อีตัวนี้ปรุงเละเลย Soulution เป็นตัว Sol เป็นตัวบวก ลบ คูณ หาร ปน ล้งๆเล้งๆ ทำงานตามหน้าที่ของมัน ให้มันในจิต นี่ มันมีอะไรมันก็ปน ถ้าเผื่อว่าเราไม่เรียนรู้มัน ก็ปนโละเละไปตามอัตโนมัติ ที่มี กิเลสเป็นตัวบทบาทใหญ่ควบคุม กิเลสมันก็สั่งการให้ เฮ๊ย! ทำอย่างนี้ จัดการ อย่างนี้ ฆ่าอันนี้ แกงอันนี้ ล้มอันนี้ ทำลายอันนี้ สร้างสรรอันนี้ กิเลสมันก็สร้างสรร เผ่าพันธุ์ของมันใหญ่โตขึ้นมาเรื่อยๆ ตามที่มันชอบ เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่เรยีนรู้อย่างนี้แล้ว เราไม่จัดการปราบกิเลส หรือ ตัวบทบาทสำคัญที่มันเป็นตัวร้ายนี่ บทบาทตัวร้ายตัวนี้ ถ้าเราวิเคราะห์ไม่ออก แล้วเราก็ทำลายมันไม่เป็นจริง มันไม่มีทางหมดเกลี้ยง ไม่มีทางที่จะสะอาดเป็น พระอรหันต์ แล้วจะไม่มีทางรู้จิตบริสุทธิ์เลย เราได้ยินมาว่าจิตนั้นไม่มีตัวตน แต่ เสร็จแล้วเราก็ไปเข้าาใจเอาหลวมๆว่า โอ๊ย! จิตไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ เขา ทั้งๆที่มันมีกิเลสเป็นเจ้าเรือน มันไม่ใช่จิตนี่แหละ แล้วเราก็หลงว่าไม่ใ\ แล้วเราก็โมเมด้วยตรรกะ เสร็จแล้วก็ช่างมัน อะไรมันก็ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา แล้วก็เป็นไปตามกิเลสสั่ง กินๆอยู่ๆ ถ้าผู้ใดฉลาด ฉลาดก็ทำมาหากินได้ ยิ่ง ฉลาดมาก ก็ยิ่งโกงได้มาก เอาเปรียบเอารัดได้มาก ก็ยิ่งร่ำยิ่งรวย ก็ยิ่งได้เงิน ได้ทอง ก็ยิ่งได้อะไรต่ออะไรมาบำเรอตนไป สุขสบายไป เสร็จแล้วก็เชื่อว่า เอ๊อ! อะไรก็ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนหรอก พวกนี้หนักเข้าก็จะเป็นอุจเฉททิฐิ ไม่มี ตายแล้วก็สูญ ไม่มีอะไรหรอก ของทุกอย่าง ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา เข้า ใจเอาโดยเหตุผลนะว่าทุกอย่าง ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา แต่จริงๆนั้นน่ะ กิเลสน่ะ มันเป็นตัวตนของเรา แล้วเราก็ไม่ได้ฆ่ากิเลส แล้วก็มันจะไม่มีทางที่จะไม่มีเราไม่มีของเรา เพราะไม่ได้ฆ่าตัวเราตัวของเรา คือ กิเลสนั่นแหละ แล้วเขาก็หลงผิดนึกว่าไม่มีเราเป็นของเรา เขาก็ตายไปด้วยการ สั่งสมกิเลสหนาๆๆ ใหญ่เลย ยิ่งมีความฉลาดมีเฉโก ไม่ได้มีปัญญารู้ความจริงตาม ความเป็นจริงเลย มีแต่รู้เบลอๆ รู้พล่าๆ รู้หลวมๆ รู้เลอะๆ รู้โง่ๆ เฉโกนี่ฉลาดซ้อนนะ ไม่รู้จะใช้ภาษาอะไรมาเรียก คือมัน แหม เก่ง ความ เฉลียวฉลาดนี่เก่ง แต่เสร็จแล้ว เฉลียวฉลาดที่ละกิเลสไม่เป็น แต่เอามาบำเรอ กิเลสตัวเองเก่ง แล้วฉลาดที่จะเอาเปรียบ เอารัดคนอื่นเก่งด้วย ก็เลยได้มา ช่วยตน ตนก็ยิ่งย่ามใจ กิเลสก็ยิ่งหนา หลงสุขโลกีย์ เบียดเบียนตรข่มขี่ใครไม่รู้ บำเรอให้กิเลสตัวเองยิ่งหยาบ ยิ่งกร้านยิ่งหนา ยิ่งเลอะยิ่งเทอะ ตัวนี้เบื่ออันนี้ ก็ เอาอันโน้น ปรุงแต่งสร้างเพิ่มอะไรต่ออะไร ให้กิเลสหนาเท่าไหร่ก็ไม่รู้ความเป็น ปุถุชน ไม่รู้ความเป็นกิเลสที่ตัวเองหนายิ่งขึ้น เมื่อเราได้มาเรียนรู้นี่ พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรารู้เป็นขั้นๆๆๆ อย่าง น้อยที่สุด ท่านบอกว่ามีศีล ตั้งหลักเกณฑ์ให้เราลดละ ให้ลดละนี่สำคัญ ทำให้ยิ่งมัน ก็ไม่เท่าไหร่หรอก ทำให้ยิ่งก็คือเราจะต้องทำให้ลดสิ่งที่เลวร้ายลงไปก่อน พอลดสิ่ง ที่เลวร้ายก็มันก็ดีขึ้นเรื่อยๆนั่นแหละ แล้วก็ทรงความดีนั้นให้ดี ให้ดีละเอียดลออสูง ขึ้น ก็เรียกวา อภิสมาจาร แต่ตอนแรกนี่ต้องเอาตัวร้ายนี่ออกก่อน เพราะฉะนั้น บาปสมาจาร หรือว่าทำร้ายตัวกิเลสนี่จึงเป็นหลักแรก เมื่อเราตั้งศีลขึ้นมา เราก็ ควบคุมมาตั้งแต่องค์ประกอบหยาบข้างนอก เรียกว่ากายะ กาโย องค์ประชุมตั้ง แต่บทบาททางกาย บทบาททางวาจา ซึ่งมันเป็นตัวหยาบข้างนอก ควบคุมอย่าให้ ละเมิด เรามีความหมายบอกว่าเราจะไม่ทำอย่างนี้ ไม่ฆ่าสัตว์เป็นต้น ไม่ ลักทรัพย์ ที่เป็นขโมย เป็นของคนอื่น เราไม่เอา ไม่เรื่องผัวเมีเขา เรียกว่าเรา มีคู่ก็คู่เดียว ถ้าใครยิ่งไม่แต่งงานเลย ก็พยายามไม่ต้องไปมีคู่มีเค่ออะไรก็ยิ่งดี ก็ ว่าไป อบายมุขต่างๆ เราไม่เสพไม่ติด หรือว่าวาจาเราก็กำหนด อย่าไปเที่ยว ได้ทำชั่ว โกหกหยาบคาย ส่อเสียดทำให้ทะเลาะวิวาท เพ้อเจ้อพูดเลอะๆ เทอะๆ ไม่ได้เรื่องไม่ได้ประโยชน์อะไร อะไรต่างๆนานา รู้ความหมายพวกนี้ แล้วรู้ความจริงพวกนี้ว่ามันเป็นอย่างไร เวลาเราสังวรไม่ให้กายมันพูด ไม่ให้กายมันกระทำ ใจมันก็ต้องเป็น ประธานรู้ตลอดเวลาเลย มันพาทำ มันพากำหนด มันพา มันห้าม มันยับยั้ง มันฝืน มันข่ม ใจมันพาทำ มีอำนาจเท่าไหร่ มันก็พาทำเท่านั้น แล้วมันก็พาวิจัยด้วย ใจ นี่พาวิจัย พาเลือกเฟ้นตลอดเวลา เมื่อเรามาเรียนรู้แล้วมันจะฝึกจริงๆ ในขณะที่ เราสำรวมกาย เราสำรวมวจีนี่ ใจมันก็เป็นตัวกำหนด เป็นตัวใช้สัญญากำหนดรู้ แล้วก็เลือก มีบทบาทในสัญญานี่กำหนดวิจัยไปด้วย วิจัย มีธรรมวิจัย ถ้าวิจัยได้ถึงขั้นสัมโพชฌงค์ วิจัยกิเลสออก วิจัยวิธีทำ เราบอกว่าสมถวิธี หรือ ว่าวิปัสสนา วิธีคืออย่างไร เราก็วิจัยออก เรียนรู้แล้วก็ไปฝึก ฝึกดูแล้วก็วิจัยด้วยจิตใจตัว เองได้ สังวรปธานเป็น ปหานปธานก็เป็น เกิดผลภาวนาปธานก็รู้ อ้อ! มีผลนะ ลดละจางคลาย กิเลสมันลดละได้ เกิดเห็นจริงๆเลย ซึ่งอาตมาอธิบายถึงความ เห็นถึงตามเห็นวิปัสสาปัสสี ไม่ใช่ชาเฉยๆ ชา ที่ช.ช้าง สระอา นี่ รู้ ส่วนปัสสา ปัสสี นี่เห็นเลย เห็นโต้งๆ ต้องมีผัสสะเห็น มีญาณเห็น ให้มันเป็นนาม ธรรมแล้ว ไม่ใช่เห็นลูกกะตาเนื้อ ญาณตาใน ธรรมจักษุ เห็นจริงๆ เลยที่อาตมาอธิบายมิจฉาทิฐิสูตร เห็นเมื่อผัสสะเป็นปัจจัย แล้วว่าตามันเห็นทั้งกาย วาจา แล้วตามเข้าไปเห็นในข้างในด้วย กายะ กายใน กายในกาย องค์ประชุมข้างใน องค์ประชุมข้างใน ก็ไปวิเคราะห์องค์ประชุม ข้างในออก จนรู้จักเวทนาอารมณ์ วิเคราะห์ในเวทนาอารมณ์ออกอีกว่า โอ๋! มันเป็นสุขเป็นทุกข์ วิเคราะห์สุข วิเคราะห์ทุกข์ออกอีกว่า พุทโธ่! มันมีตัณหาเป็น เจ้าเรือน มันมีอุปาทานเป็นเจ้าเรือน แล้วมันก็ต้องการ มันก็เป็นสมใจที่ยึด พอ ผสมตัวผสมปุ๊บปั๊บๆๆ สังขารเสร็จ มันก็เป็นรสเป็นชาติ ก็วิจัยไปจนกระทั่ง หยั่งไป จนกระทั่งถึงต้นรากของมันว่า ไอ้ตัวตัณหา ไอ้อยากไอ้ตัวที่ไปยึดเป็นอุปาทานว่า จริงโว้ย จริงโว้ย อุปาทานนี่ อั๊วต้องเอาอย่างนี้โว้ย ไอ้นี่จริงเป็นสัจจะ ยึด เป็นสัจจะอยู่นั่น เป็นสัจจาภินิเวส สัจจะก็คือสัจจะ สัจจะ+อภินิเวส อภินิเวส ก็หมายความว่ามันเป็นที่อยู่ มันเป็นรากตั้งอยู่อย่างนั้นแหละ อภินิเวส นี่เป็นบ้าน เป็นเรือน เป็นแหล่ง เป็นที่ยึดที่ถืออยู่เลย มันยึดอย่างนั้นมาตั้งแต่ปางไหนๆๆๆ ยิ่งโง่ๆ เง่าๆ มา มันไม่รู้หรอก ค้นไปถึงอุปาทาน ตัวอภินิเวสายะ หรือตัวอภิ นิเวศน์ ตัวสัจจาภินิเวศน์ ยึดว่าเป็นตัวสัจจะเหลือเกิน ว่ามันอร่อยจริงๆนะ มัน เป็นของจริงนะสัจจาภินิเวศน์ นี่ มาบอกว่ามันไม่อร่อยนี่ มันไม่เชื่อนะ บอกว่ามัน ไม่น่าได้ นี่ไม่เชื่อ มันต้องน่าได้ ไม่น่าได้ยังไง ของอร่อย ของชีวิตชีวา มัน เชื่ออย่างนั้น เราก็มาลองแก้ดูซิ บอกว่าไม่เอาน่า ลดลงไปดูซิ ลดลงไปแล้วจะมี ดีมั้ย ก็เรากมาวิเคราะห์วิจัยบอกว่า อันนี้ล่ะ เป็นตัวเหตุ มันอยากอย่างนี้ก็ผสม อยาก ตามที่เราไปสมมุติไว้ลึกๆ เรียกว่าอุปาทาน เราก็ยึดไว้ลึกๆ นี่อุปาทาน อยากอย่างนี้น่ะ แล้วก็ได้รสอย่างนี้ แหม ถ้าเผ็ดขนาดนี้นะ เผ็ดมากไปกว่านี้ไมดี ต้องชิมแลวชิมอีกนะ อย่างนี้ล่ะ โอ้โหย! นั่ว ขนาดนี้นั่ว ขนาดนี้มันอ่อนไป ยัง ไม่นั่ว อีสานว่านั่ว นั่วนี่หมายความว่าได้ที่ รสได้ที่ นัวคำเดียวนี่ ไม่ใช่นัวเนียนะ ถ้าคำว่า โอ้โหย! นั่วแท้ๆ หมายความว่า ปรุงได้ที่ นั่วนี่ ถ้าลงปรุงได้ที่แล้ว คน ไปกินแล้วแซ่บเลย ของที่ปรุงมาได้ที่ เรียกว่าปรุงมา โอ๊ย! นั่วแล้วนี่ นั่วแล้ว ได้ขนาดแล้ว จะรสเปรี้ยวก็ได้ขนาด จะรสหวานก็ได้ขนาด จะรสเค็มก็ได้ขนาด จะรสเผ็ด ก็ได้ขนาดแล้ว ปรุงได้รสลงตัวเต็มที่แล้ว เรียกว่านั่ว โอ๊! นั่ว อีสาน มีศัพท์เฉพาะนะ ถ้าลงแม่ครัวปรุงอาหารชนิดได้นั่วดีแล้วล่ะก็ เสิร์ฟออกไปแล้วคน กินรับรองแซ่บทั้งนั้น (หัวเราะ) ถ้าลงถึงขั้นนั่วแล้วล่ะก็ เพราะฉะนั้น เราก็กำหนดอุปาทานเอาไว้อย่างนี้ล่ะ ต่างกันนะ คนชอบ รสออกหวานมากหน่อย ก็จะต้องมีรสหวานมากหน่อย ถึงจะนั่ว ถ้าคนชอบหวานน้อย หน่อย ต้องเผ็ดนำหน่อย ก็ต้องเผ็ดนำหน่อยถึงจะนั่ว สมที่ข้ายึดอุปาทานต่างกัน อุปาทานไม่เหมือนกัน ด้วยอุปาทานเป็นหลักจึงทำให้เกิดตัณหา ต้องการมาให้ได้ ตามที่ข้าอุปาานไว้ ตัวอยากตัวตัณหาก็เป็นพักๆ แต่ตัวอุปาทานนี่เป็นหลักๆ อุปาทานนี่ มันจะเป็นหลัก ฝังอยู่นั่น อภินิเวส สัจจาภินิเวส ยึดเป็นสัจจะ สัจจะสมมุตินะอันนี้ แต่เราเรียนรู้นี่ปรมัตถสัจจะ ก็คือเรียนรู้ความจริงของพวกนี้ ไอ้พวกนี้ล่ะ พวกกเฬวราก ตัวเลวร้าย ตัวที่มันเป็นขบวนการร้ายอยู่นี่ เราต้อง มาชำแหละมันออกมาให้หมดเลย แยกตับไตไส้พุงมันออกมาให้หมดเลยไอ้ตัวนี้นี่ นี่ ไอ้เจ้าตัวนี่หน้ากิเลส นี่หน้ากิเลส ไปเชื่อเขามา แล้วก็มาฝังไว้นี่ แต่ก่อนนี้ เป็นคน ฝรั่งแท้ๆ ไม่เคยเชื่อเลยว่า ไอ้ปลาแดกนี่จะอร่อย ดันผ่ามาเมืองไทย มากิน ปลาแดกในเมืองไทย ติดปลาแดกไปแล้วฝรั่งน่ะ ไม่ค่อยกินพริก ฝรั่งมา เป็นฑูตในเมืองไทย นี่เรื่องจริงเลยนะ เมียฑูตเลยจะต้อง พอจะต้องเลิก จากฑุตที่นี่ กลับไปเมืองฝรั่งอย่างเก่า ต้องปลูกพริกในตู้กระจกไปเลย เพราะว่า ผัวติดพริกซะแล้ว ที่โน่น มันไม่มีพริกขึ้หนูอย่างนี้ ต้องปลูกพริกในตู้กระจก ต้อง เรียนรู้ปลูกพริกในตู้กระจก ไปโน่น ต้องไปปลูกพริกในตู้กระจก ได้พริกนี่ ทำกับ ข้าวให้ผัวกิน นี๋ก็เรื่องไม่รู้จริงไม่จริงนะ เขาเล่ามาว่าเป็นอย่างนั้นเลย นี่ฑูตนี่ ต้องปลูกพริกไปโน่นเลยนะ นี่ มันก็ถูกครอบงำมา กิเลสก็คือ กิระดั่งได้ยินมา แล้วก็มาทดสอบ โอ! หลงตามเขา ยึดตามเขา ก็ฝังไว้เป็นอุปาทานเรื่อยๆๆเสร็จแล้ว เมื่ออุปาทาน ได้ที่ ก็ทีนี้ก็คอยมีตัณหาเป็นเวลา ตัณหานี่ มันไม่ได้เกิดตลอดเวลานะ มันก็เกิด อยากขึ้นมาเมื่อนั่นน่ะ เอามาหน่อยซิ แกงนั้น ผัดนี้อะไร หรือว่าสวยโน้นสวยนี่ เสพย์สัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างนั้น อย่างนี้ ก็มาเป็นคราวๆไป ได้สมใจก็พัก คราวหนึ่ง ไอ้ที่ได้เสพย์สมแล้วพักคราวหนึ่งน่ะ นึกว่าดีขึ้นนะ หนาขึ้นต่างหาก กิเลสหนาขึ้นต่างหาก เสพย์สุขแล้วก็กิเลสก็หนาขึ้น สมใจอยากสั่งสมเป็นอุปาทาน หนาขึ้นเรื่อย หนาขึ้นเรื่อย หนาขึ้นเรื่อย ไม่ได้ล้างอุปาทาน มีแต่สะสมอุปาทาน

คนฟัง : อยากโดยไม่มีอุปาทาน ไม่ได้เลยใช่มั้ยครับ จะต้องตามด้วยอุปาทานทุกครั้ง พ่อท่าน : ด้วยกันน่ะ มันอยู่ในปฏิจจสมุปปบาท ตัณหา กับอุปาทาน มันตามกันอยู่ ท่องได้มั้ยล่ะ? ปฏิจจสมุปบาท 11 น่ะ ท่องได้มั้ย? ตัณหา อุปาทาน ผัสสะ มีสัมผัส มีตัณหา มีอุปาทาน ไม่ค่อยได้สัมผัสก็ดูลืมๆใช่มั้ย ไม่ค่อยได้สัมผัสก็ดูลืมๆ พอสัมผัสตา เฮ๊ย! รูป ได้สัมผัสเสียงก็ เฮ๊ย! เสียง กิเลสมันก็ฟูแล้ว ตอนแรกมันก็พักๆอยู่ พอ ได้สัมผัสเข้ามา เฮ๊ย! มันสัมผัสเข้าทางตาก็ ความจำ หรือ ความระลึกได้ อุปาทานก็ขึ้นมาเล่น เฮ๊ย! อยากๆๆ ถ้าเผื่อว่ายังไม่อยาก มันยังเต็มอยู่ มัน ยังเนือยๆอยู่ มันก็ไม่ทำงาน พอมันไม่เนือย พอมันสัมผัสเข้าก็มาแตะ มาแตะเข้าสัมผัสเข้าก็จะเกิดบทบาทของตัณหาก็จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ผัสสะ ตัณหา อุปาทานนี่ ปฏิจจสมุปปบาทมันเรียงกันอยู่ พอมีผัสสะ ไอ้เจ้าตัณหาก็ยังทำ งาน เพราะมีเจ้าอุปาทานนี่ เป็นตัวกระตุ้นอยู่เรื่อยๆ ฝังอยู่ในต้นทุน พอมาผัสสะ ก็เหมือนกบมันคุ้ยขึ้นมา คุ้ยขึ้นมานี่ มันคุ้ยขึ้นมาตัณหามันยังไม่เต็มที่ มันก็จะไม่ค่อยทำ งานเท่าไหร่ เดี๋ยวมันก็ลงไปหาอุปาทานอย่างเก่า แต่พอคุ้ยขึ้นมาแล้ว ไอ้เจ้า อารมณ์หรือไอ้เจ้าสิ่งไปพร้อม ยิ่งปลุกเร้าหรือว่าไอ้ตัวบทบาทของตัณหาเองมันแรง คนที่ตัณหาจัดจ้าน นิดหน่อยมันก็เอาเรื่อย เอาเรื่อย ตัณหาก็ไม่พักไม่ผ่อน ตัณหา ก็ทำงานจัดจ้าน แต่ถ้าใครตัณหาอ่อน ก็ไม่ค่อยทำเท่าไหร่ พัก ไม่ใช่คุ้ยก็พัก คุ้ย ขึ้นมาหน่อยหนึ่งก็พัก องค์ประกอบไม่แรงนักก็พัก บางทีคุ้ยขึ้นมาตัวเองก็ไม่เท่าไหร่ แต่องค์ประกอบปลุกเร้ามาก เอ้า! ทนไม่ได้ก็

คนฟัง : ตัวหน่ายใช่มั้ยครับ ที่พูดนี่คือ...

พ่อท่าน : ไม่หน่ายน่ะ มันพักเฉยๆ มันก็พักเฉยๆ มันไม่ใช่หน่ายหรอก มัน ก็สะสมอยู่อย่างนั้นน่ะ หน่ายมันก็ต้องทำให้เห็นจริงด้วยปัญญาด้วยสัจจะว่า เอ๊ย! ไอ้ตัวนี้ ให้มันเกิดอยู่อย่างนี้ไม่ได้ ต้องฆ่ามัน ต้องเห็นว่าไม่ควรจะมีมัน จนญาณ ปัญญาของเรานี่ มีญาณปัญญาจริงๆ เห็นว่า โอ๊ย!มันน่าเบื่อน่าหน่าย ไม่ใช่น่าที่จะ มีไว้ มันเป็นภาระ มันเป็นทุกข์ มันเป็นความเดือดร้อน มันเป็นความวุ่นวาย มันเป็น ความยากลำบาก มันจะเห็นว่า ป่วยการน่ะ ไม่คุ้มหรอก อร่อยเท่านี้ แต่เหนื่อย เท่านี้ อร่อยเท่านี้ แต่เป็นภาระเท่านี้ อร่อยเท่านี้ แต่ไปก่อเวรขนาดนี้ มันจะเห็น ด้วยปัญญามากมายเลยว่าไม่คุ้ม ไม่คุ้ม ไม่คุ้ม ยิ่งมีญาณปัญญาเห็นวิมุติ รู้ว่าดับเถอะ เลิกเถอะ หยุดเถอะ มันยิ่งสงบ แล้วก็ยิ่งไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่ ไอ้รสอร่อยต่างๆน่ะ มันเป็นความลวง เป็นอัลลิกะ สุขัลลิกะ มันไม่ใช่ตัวจริง มันจะเกิดญาณปัญญาเห็นว่าไม่ใช่ตัวจริง มันหลอก มันเหมือนมายา มันเหมือนพยับแดด มันยิ่งกว่าพยับแดด มันยิ่งกว่าลมๆแล้งๆ มันไม่ มีตัวตน มันไม่ได้อะไรหรอก จิตมันยังไม่มีตัวตนเลย กิเลสมันก็ไม่มีตัวตน แต่ ความหลงนี่ หลงว่ากิเลสหรือความสมใจเอร็ดอร่อย ไอ้โลกียรสต่างๆ อัสสาทะต่างๆนึกว่ามันเป็นความจริง นึกว่ามันเป็นสิ่งที่สะสม สิ่งที่จะต้องให้มัน ถ้า ไม่มีอันนี้แล้วชีวิตชีวาจะอยู่ไปทำไม ไปอยู่มันทำไม ถ้าไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีความสุข เพราะฉะนั้น มีชีวิตอยู่ก็เสพย์สุขซิ เสพย์สุข เสพย์สุข ใช่มั้ยเล่า โลกียะก็อย่างนั้น ทั้งนั้นน่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีญาณปัญญาเข้าใจโลกุตตระจริงๆ จะไม่กล้าทิ้งโลกียสุ ขพวกนี้ เพราะฉะนั้น พวกเรามาลองมาหัดมาฝึก ลองทิ้งโลกียสุขในสิ่งที่มันพา ทุกข์มากๆ อบาขมุขเป็นต้น ไปลนลานเรื่องอะไรที่มัน ที่เรารู้ตัวเราว่า เอ๊อ!ไอ้นี่ทิ้งมันก่อนดูซิ แล้วคุณก็หัดลดหัดละให้มันถูกทาง ให้มันถูกเนื้อแท้ ถูกตัว ตัณหาที่เป็นทุกข์สมุทัย เหตุ ต้นเหตุ พอเราเห็นทุกข์สมุทัย จับได้ เอาล่ะนะ เดี๋ยวจะยืดยาดเกินไป วิเคราะห์มากเกินไป พอเราวิเคราะห์จับ มีธรรม วิจัยสัมโพชฌงค์ เอ้า! เข้าหาตรงนี้ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์นี่เป็นตัวบทบาทสำคัญมาก เพราะฉะนั้น เมื่อปฏิบัติธรรมนี่ ไล่ตัวธรรมะซะก่อน นิวรณ์ 5 อุปาทานขันธ์ 5 อายตนะ 6 5-5-6 โพชฌงค์ 7 เอา 4 มาไว้หลังท้ายซะด้วย แทนที่จะ 4-5-5-6-7 แทนที่จะเป็นอย่างนี้นะ ผ่าเอา 4 มาไว้ตรงนี้ แต่ที่จริงใน 4 นี่ แหละมี 8 6-7-8 ใน 4 นี่มี 8 มีมรรคองค์ 8 รู้อย่างอริยสัจ ก็ตือสัจจะของผู้ ประเสริฐ สัจจะของความจริง สัจจะของผู้ฉลาด ใช่มั้ย? ต้องรู้นิวรณ์ 5 เป็นสัจจะ ต้องรู้อุปาทาน เมื่อกี้พูดถึงอุปาทานไปแล้ว เพราะฉะนั้น ยังไม่ต้องไปพูดถึงอุปาทาน ในรูป อุปาทานในเวทนา อุปาทานในสัญญา อุปาทานในสังขาร อุปาทานในวิญญาณ ซึ่งเป็นอุปาทานในห้าตัวนี้ ยังไม่ต้องไปพูดถึงขนาดนั้น อุปาทานที่มันเป็นตัวสั่งสม เป็นตัวกิเลสแท้ๆอยู่นี่ ก็เพราะไปกำหนดอันนี้ว่าเป็นจริง ไปหลงว่าเป็นจริง แล้วก็ไปทำกำหนดอารมณ์เวทนา ก็อารมณ์อย่างนี้ว่าเป็นจริง เป็นรสชาติ ปรุง อย่างนี้ สังขารอย่างนี้ ว่ามันเป็นจริง ต้องสังขารอย่างนี้แหละ มันถึงจะมีชีวิต ชีวาอะไรอย่างนี้ ก็ตัวเวทนา สัญญา สังขาร สามตัวนี้แหละ เป็นตัวทำงานตัว บทบาทแท้ๆ วิญญาณ คือตัวรวมของเวทนา สัญญา สังขาร ต้องไปอ่านคนคืออะไร วิญญาณนี่ มันเป็นหัวหน้ากองใหญ่ มีตัวลิ่วล้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน