กรรมฐานพระบวชใหม่ต้องแยกกายแยกจิตให้ได้.docx
เนื้อหาในไฟล์
กรรมฐานพระบวชใหม่ต้องแยกกายแยกจิตให้ได้ รูปนามเป็นตัวสำคัญ พระพุทธเจ้าก็สรุปลงไปว่าที่สำคัญคือวิญญาณธาตุ วิญญาณของเราเป็นตัวที่จะศึกษา วิญญาณหรือจิต หรือมโน หรือจริงๆก็คือเทวะ เทวะนี่แหละคือคำยิ่งใหญ่ คำว่าเทวะ คือคำยิ่งใหญ่ เป็นธาตุที่มีธาตุรู้อยู่ในนั้นเป็น 2 คำว่าเทวะ พยัญชนะแปลว่า 2 อ่านว่า เดวะ ในศาสนาจึงมี 2 ในสภาพของมนุษยชาติ รู้เรื่อง 2 นี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ อันหนึ่งเป็นปรมัตถ์ อันหนึ่งเป็นสมมุติ ปรมัตถ์แปลว่ายิ่งใหญ่ ต้องรู้สองอย่างควบคู่กันไป ถ้าไปทำการศึกษาเดียวๆไม่มีสองผิดหมด ต้องมีสอง แม้จิตก็ต้องมี สอง เรียกว่า เทวธัมมา ธรรมะสอง พระพุทธเจ้าท่านให้ศึกษาสิ่งสำคัญ ศึกษาที่เวทนา รวมลงที่เวทนา ในมูลสูตร 10 ท่านตรัสว่า เวทนาเป็นที่ประชุมลง เป็นสโมสรณา มูลสูตร 10 1.มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) เป็นแดนเกิดแดนตาย ต้องทำที่ตรงนี้แหละ ทำตรงนี้ ถ้าใครไม่มีความรู้ว่าเราจะปฏิบัติธรรม แล้วทำตรงไหนเป็นตัวแก่นตัวที่ที่จะทำ แล้วเกิด มนะ เกิดจิตอรหันต์ ให้รู้ทำได้ต้องมีผัสสะ แล้วมีเวทนาเป็นตัวองค์ประชุมลง เรียกว่า กาย องค์ประชุมของเวทนาองค์ประชุมของสัญญาองค์ประชุมของสังขารนี่คือ กาย จะเปิดพจนานุกรมให้ดูเลยว่า กาย แปลว่า องค์ประชุมของเจตสิก เปรียญ 9 ฟังแล้ว หรือพวกศึกษาสายศาสนาพุทธทั้งหลาย กาย ตัวต้นเลย ในพจนานุกรม ท่านก็แปลว่า กาย กอง ฝูง หมู่ ประชุม หมวดแห่งเจตสิกธรรม คือ เวทนา สัญญา สังขาร พระพุทธเจ้าท่านให้เรียนรู้กายนี่แหละเป็นต้น เป็นโลกุตรธรรม ข้อแรก ในโพธิปักขิยธรรม 37 กาย พระพุทธเจ้าท่านสอน อย่างอุปัชฌาย์ทุกองค์ เมื่อบวชลูกศิษย์ขึ้นมาเมื่อใดก็ต้องให้ความรู้เรื่องการแยกกายแยกจิต ได้ฟังกันมาแล้ว ก็ฟังอีก อาตมาจะพยายามอธิบายเจาะลึก กายนี้ทำไมท่านจึงสอนให้แยก
อ่านต่อ
กายแยกจิตเป็นสำคัญก่อนอื่นเลย กำชับกำชาเลย ต้องสอน เอาตรงผิดก่อน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยสอนแยกกายแยกจิตกันแล้ว แม้จะสอน อ.ผู้สอนก็สอนผิด เขาจะสอนให้จะต้องเรียนรู้ทำฌานทำสมาธิ เมื่อมีฌาน สมาธิแล้วเราก็จะแยกกายแยกจิตได้ แล้วสมาธิเขาฌานเขาต้องนั่งหลับตาสะกดจิตจึงจะเป็นฌาน เป็นสมาธิ เท่านี้ก็ผิดออกนอกเส้นทางของศาสนาพุทธไปไกล ไปไม่มีทางกลับเลย ลงนรกลูกเดียว เป็นทางผิดเป็นทางกันดาร อย่างเก่งก็ไปวนเวียนอยู่ในเขาวงกต ไม่อย่างนั้นก็ลงนรกไปเลยมันไม่มีทางพบความเป็นจริง น่าสงสารมาก เพราะว่าการแยกกายแยกจิตนั้นต้องลืมตาปฏิบัติมีภายนอก กับจิต แต่เขาเข้าใจเพียงแค่สภาพภายนอกเดี่ยวๆ กายคือร่าง จิตคือใจเลย เขาไปนั่งหลับตาเป็นฌาน จิตแยกไปเลย กายก็คือทิ้งร่างไว้ จิตก็แยกออกไปเสร็จจะมองเห็นร่างตัวเอง นั่นคือการแยกกายแยกจิตซึ่งเป็นอุปาทาน การรู้อย่างนั้นเป็นการรู้อย่างอุปาทาน เป็นการรู้อย่างมิจฉาทิฏฐิ สร้างนิรมานกาย สร้างความเป็นกายด้วยสัญญากำหนดเองสัญญายนิจจานิ กำหนดเที่ยงแท้จริงสัญญาตนเอง ปั้นเอง ไม่มีของจริงหรอก ของใครปั้นคนนั้นก็ได้ เหมือนในฝัน อันเดียวกัน แต่ฝันนั้นจิตมันทำงานด้วยอวิชชาของคุณ มันก็มีภาพมีเรื่องราวอะไรไปของมัน นอกจากคุณจะต้องเรียนรู้จนชัดเจนชัดแจ้งแล้วว่า ฝันนั้นหรือว่าภาพนิมิตต่างๆนั้น จึงจะนำไปใช้เป็นธรรมะได้ แล้วเรียกธรรมะนั้นว่าเทวดา อย่างพระอรหันต์หรือผู้ที่จบแล้ว นอนหลับก็จะมีนิมิต นิมิตนั้นก็เป็นเทวดา เป็นภาพที่ใช้แทน ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ เป็นสังขารชนิดหนึ่งเป็นสังขารอยู่ในภพสังขารที่ปรุงแต่งด้วยสัญชาตญาณ เป็นประโยชน์ไม่ใช่เป็นโทษเพราะนิมิตต่างๆของ พระอรหันต์พระอริยะขึ้นไปก็จะเป็นอย่างนี้อย่างพระโพธิสัตว์อาตมาก็มีเยอะ สายปัญญาจะใช้อย่างนี้เยอะ ส่วนสายเจโตก็จะดับ นอนหลับแล้วเงียบเฉย อยากคิดก็ปรุงขึ้นมาต้องพยายามปรุง ส่วนสายปัญญาพยายามดับ ส่วนสายเจโตพยายามปรุง เรื่องการแยกกายแยกจิตเขาสอนกันน่าสงสาร ไปแยกกายแยกจิตไม่สัมมาทิฏฐิ แยกไม่เป็นไม่มีทางบรรลุนิพพาน แยกเมื่อใดไม่ใช่กายเลย ให้ธาตุจิตเราหมดความเป็นกาย กายคือธาตุที่ต้องมีความรู้สึก หากกายไม่มีความรู้สึกไม่ใช่กาย แล้วความรู้สึกอีกอย่างคือความรู้สึกในระดับพืช เอาภาษามาใช้เท่านั้น ที่จริงไม่มีความรู้สึก แต่มันมีธาตุรู้ในส่วนจำกัดของมัน มันไม่ใช่อุตุนิยาม เราแยกจิตนิยามนี้แล้วทำจิต มนสิการ ทำจิตของเราให้เป็นพืชให้เป็นอุตุให้ได้ เรียกว่ากรรมนิยาม พระอรหันต์ต้องทำจิตให้เป็นพืชได้เพราะว่าพืชไม่มีเวทนา เวทนานี้แปลเต็มๆว่าเป็นความรู้สึกหรือธาตุรู้ที่ยังปรุงแต่ง มีทุกข์มีสุขเป็นต้น มีผลักมีดูด เมื่อผู้ที่เป็นพระอรหันต์ของพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่านก็ให้มาศึกษามนสิการทำจิตไม่ให้มีความทุกข์ความสุขเกิดขึ้นในจิต จะไม่ให้มีความทุกข์ความสุขได้อย่างไร ก็พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ว่าทุกอย่างมาจากเหตุ เหตุคืออะไร เหตุคือจิตที่ปลอม หรือจิตกิเลส เรียกว่า กลิ ตัวเป็นโทษเป็นภัย กลิ เพราะฉะนั้น กลิ มันจะอยู่ที่จิต ท่านก็ให้เรียนรู้ที่ กายกลิ คือสภาพองค์รวมของธาตุ 2 รูปกับนาม รูปคือภาวะที่ถูกรู้ object นามคือภาวะตัวประธานรู้ subject รูปกับนามต้องคู่กันเสมอแล้วก็ศึกษาแยกแยะสิ่งที่ถูกรู้นี้คือองค์ประชุมเสมอ นั่นคือกาย มันมีกายในกาย กายในกาย กายในกาย ท่านก็เอามาให้เรียนแค่ 4 คู่ กายในกาย 1 กายในกายตัวที่2 ก็คือเวทนา กายในกายตัวที่3 ก็คือจิต กายในกายตัวที่ 4 ก็คือธรรม กายในกายตัวที่ 1 ก็มีคู่มีรูปกับนาม มีสองเสมอขาดกันไม่ได้ ไม่มีกายก็ขาดการเรียนรู้ ไม่มีภายนอก ขาดไปตั้ง 5 ทวารไปเรียนรู้แค่ทวารเดียว พวกนี้วนในวัฏฏะ ซึ่งหนักกว่่าเวทนา หนักกว่าน่าสงสารนะ วัฏฏะนี้เป็นกัปป์ คือเขาไม่รู้เรื่องเวทนา เพราะฉะนั้นเขาจะไม่รู้เรื่องสงสารมันเป็นเรื่อง กัป ที่ใหญ่กว่าเวทนาสงสาร หมดสิทธิ์ที่จะรู้เลย เวทนา คือ ธาตุรู้ที่จะต้องรู้ให้ได้ ไม่มีเวทนาไม่มีฐานในการปฏิบัติ ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พระสูตรแรกเลยพรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าสอนชัดเจน ถ้าไม่มีเวทนาไม่มีฐานในการปฏิบัติ เวทนาจะเกิดได้ต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัย ความรู้สึกไม่มี เพราะฉะนั้นคำว่าความรู้สึกคำนี้มันได้ผิดเพี้ยนไปไกล นิโรธคือไม่มีความรู้สึก ก็แยกความรู้สึกนี้ไม่ได้อีก พระพุทธเจ้าสอนเรื่องสิริมหามายามันไม่ขาดกันสักอย่าง พูดอันนี้ต้องรู้ว่าอีกอันหนึ่งมันต้องมีอยู่ด้วย นิโรธต้องมีการตื่น นิโรธแปลว่าดับแล้วก็ต้องมีตื่น นิโรธแปลว่าดับ ดับของพระเจ้าต้องมีรู้ รู้ยิ่ง รู้จบด้วย รู้ในระดับญาณ วิชชา ปัญญา รู้อะไรดับ เพราะฉะนั้นแค่จะดับอะไรก็แยกไม่ถูก ในมหาสุญญตสูตรหรือจูฬสุญญตสูตร ไปอ่านดีๆ ว่าการดับต้องดับหรือไม่มีหรือว่าง จากอันหนึ่งมีอันหนึ่ง ตลอดจบ ไม่ใช่ไม่มี หมดดับไม่มีแล้ว แต่ต้องรู้ว่าอะไรมี ล.16 จูฬสุญญตาสูตร [๓๔๐] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจอากิญจัญญายตนสัญญา ไม่ใส่ใจเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในเจโตสมาธินี้ ไม่มีความกระวนกระวาย(ทรถ)ชนิดที่อาศัยอากิญจัญญายตนสัญญาและชนิดที่อาศัยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา มีอยู่แต่เพียงความกระวนกระวาย(ทรถ)คือความเกิดแห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากอากิญจัญญายตนสัญญา สัญญานี้ว่างจากเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาและรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือความเกิดแห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโตสมาธินั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ
630609_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า อโศกรำลึก 2563 เข้าถึงความมีกับไม่มีก็ได้เวลาสงบศึก