ปฏิบัติศีลให้อ่านจิตล้างกิเลสจึงลดวิบาก.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปฏิบัติศีลให้อ่านจิตล้างกิเลสจึงลดวิบาก พ่อครูว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 ปีฉลู อาตมาเกิดแรม 8 ค่ำ เดือน 7 ปีจอ ถ้าเป็นวันจันทร์ก็วันจันทร์เดือนเจ็ดปีจอ แต่นี่เกิดวันอังคาร เราก็มาเรียนต่อ จะเรียนต่อ วันนี้อาตมาก็จะย้อนกลับไปเริ่มต้น และทวนละเอียด กำชับกำชาอะไรให้ชัดเจนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การศึกษามันก็หมุนไปมาอย่างนี้เข้าๆออกๆอย่างนี้ เพราะว่าทุกอย่างมันเป็นเรื่องที่เคลื่อนที่ สิ่งที่ได้ก็คือสิ่งที่ตกผลึกลงไป สิ่งที่ได้คือสิ่งที่ได้ผลและตกผลึกควบแน่นกันลงไปเป็นแกน เพราะฉะนั้นทุกๆวินาทีมันก็มีแต่สิ่งที่เป็นกรรม เป็นการกระทำ เป็นการงานเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ได้ผลแล้วก็ค่อยๆหล่นร่วงลงไป สะสมลงเป็นกองอัตตา หรือเป็นกอง มมัง แล้วตต หรือ มม คือ อัตตา หรือ จิต(มม) ก็จะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันเริ่มเกิดขึ้นหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้าที่จะจัดการให้มันเป็นสัดเป็นส่วน เป็นทรัพย์ เป็นสินที่จะสะสมที่จะเกิดเป็นตนใหม่ เป็นจิตใหม่ เรายอมรับแล้วมาเป็นจิตนิยามเกิดมาเป็นสัตว์โลกมันมีสภาพ 2 แยก 2 หมดมันเป็นธรรมชาติแยกไม่ได้ แยกสภาพ 2 ไปไม่ได้สังขารธรรมเพราะมันเป็นสังขารเป็นสิ่งปรุงแต่งตามหลักปฏิจจสมุปบาท หลักเกณฑ์แต่ละคนที่ไม่ศึกษาศีล ไม่เอาศีลมาเป็นตัวหลักเดิมแล้วสั่งสมมาเป็นลำดับ คนนี้ก็เลิกเลย ไม่มีทางจะบรรลุอรหันต์ สายหลับตาไม่เอาศีลไม่เอาจรณะ 15 โดยเฉพาะไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 พวกนี้ก็โมฆะตลอดกาล จะเป็นแกนของเทวนิยม เป็นแกนของพวกศรัทธาเจโต อยู่อย่างนั้นตลอดกาลนานจะไม่ขึ้นมาเป็นปัญญา จะไม่ขึ้นมามีความรู้ใหม่ ไม่ออกนอกกรอบ วงวนของโลกียะ จะอยู่ในโลกียะตลอดกาลนิรันดร ก็พูดย้ำซ้ำ เตือนสติ ให้เอาไปพิจารณาคิด ให้เอาไปวิจัยให้ดีๆพวกที่นั่งหลั
อ่านต่อ
บตา มันไม่ใช่เพิ่งเป็น มันมีมาประจำโลก มันมีอยู่ในประจำโลก เพราะฉะนั้นผู้ใดอยู่ประจำโลกก็ประจำไป คุณสมัครใจจะอยู่เป็นเทวนิยม จะอยู่ประจำโลก จะเป็นสายอัตตาก็ว่าไป การเจริญก็เจริญได้เจริญสายอัตตาได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งของเทวนิยม สร้างศาสนาอเทวนิยมศาสนาโลกีย์เสร็จแล้วก็วน ตัวเองนั่นแหละไม่มีหายไม่มีศูนย์เที่ยงแท้ก็วนลงต่ำ มีนรก มีสวรรค์ไปตามเรื่องตามราว แล้วแต่ว่าตัวเองจะเข้าใจในวิบาก เข้าใจในกรรม แล้วระมัดระวังกรรมของตัวเองจริงๆ อย่าซับซ้อนให้ตัวเอง ซับซ้อนในตัวเองโง่ คือไปหลอกคนอื่นตัวเองไม่ดีแต่หลอกให้คนอื่นเห็นว่าดี บังพรางไม่ให้คนอื่นเห็น มันก็เป็นกรรมทั้งนั้นแล้วเป็นกรรมที่มีราคาแพงด้วยหลอกคนอื่น โดยที่ตัวเองก็รู้ว่าหลอก ทำผิด โกหกโดยที่รู้ว่าตัวเองทำผิดพระพุทธเจ้าตรัสว่าคนนี้ไม่มีความชั่วใดๆที่เขาทำไม่ได้ เลวร้ายถึงขนาดนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องมาเรียนรู้ศีล ศีล อาตมาแยกแยะวิจัยให้ฟังว่า หลักใหญ่มี 3 ข้อ ศีล 3 เส้า เกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับของ เกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย เกี่ยวกับสัตว์เป็นจิตนิยาม เกี่ยวกับของอุตุนิยาม และก็เกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูปนามวิญญาณ ที่คุณจะจัดการ จะอยู่อย่างไรกับสัตว์ จะอยู่อย่างไรกับของ ของนี่เป็นสิ่งที่ไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวทนา ดิน น้ำ ไฟ ลมก็ไม่มีวิญญาณไม่มีเวทนา พืชพันธุ์ธัญญาหารมันก็ไม่มีวิญญาณไม่มีเวทนา หรืออีกคำหนึ่งคือ มันไม่มีกาย อุตุ กับพีชะคือมันไม่มีกาย จิตนี่มีกาย กายกับจิตแยกกันไม่ได้ แยกกันเมื่อไหร่ มิจฉาทิฏฐิหรืออวิชชาไปเลย หรือไม่ก็เป็นพระอรหันต์ไปเลยถ้าแยกกันได้ คุณแยกได้แยกสำเร็จก็เป็นพระอรหันต์ คุณแยกให้เป็นแยกไม่ได้แต่มันแยกคุณก็โง่ เพราะมันแยกไม่ได้อยากได้คุณจะต้องอยู่เหนือมัน ต้องชัดเจนว่าส่วนที่คุณแยกมาให้มันเป็นเครื่องอาศัย กับคุณผู้ที่เป็นคนควบคุมเครื่องอาศัย คุณต้องเป็นนายสิ่งเหล่านี้ และควบคุมสิ่งเหล่านี้ พระอรหันต์อาศัยชีวะและสิ่งที่ไม่ใช่ชีวะคืออุตุกับพีชะ อาศัยสิ่งสองอย่างนี้อยู่ ต้องอาศัยกัน ไม่อาศัยกันไม่ได้ ดินน้ำไฟลมพืชเป็นบุญคุณต่อชีวิตเรามาก ส่วนสัตว์นี้ เป็นบุญคุณมากถ้าท่านเป็นอรหันต์โพธิสัตว์ขึ้นไป แต่ถ้าไม่ใช่อรหันต์หรือโพธิสัตว์ เป็นบุญคุณน้อยหรือไม่มีบุญคุณเลย นอกจากไม่มีบุญคุณแล้วมีโทษด้วย โทษมากด้วย โทษ ยิ่งกว่าดิน น้ำ ไฟ ลมหรือพืช เพราะพืช ดิน น้ำ ไฟ ลม มันไม่ทำโทษไม่มีโทษอะไรกับใคร สัตว์นี่แหละร้ายและสัตว์ที่ร้ายที่สุดก็คือสัตว์คน หนักหนาสาหัส เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้ ต้องมีศีลเกี่ยวกับสัตว์เกี่ยวกับพืชกับผัก เกี่ยวกับดิน น้ำ ไฟ ลม เกี่ยวกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเราที่จะต้องดูแลต้องควบคุมต้องจัดการ ถ้าคุณไม่รู้เท่าทันตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจและเป็นนักรบ นักรบที่ต้องระวังเลย ประตูตา หูจมูก ลิ้น กาย คุณต้องเป็นนักรบระวังตัว เฮ้ย ศัตรูจะเข้าประตูมาแล้วนะ ศัตรูมันมามีกระบวนการจะมาทำลายกำแพงเราเข้ามาแล้วนะอะไรต่างๆ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ สัตว์ที่โง่สัตว์ที่อวิชชามันจะไปรู้อะไร สัตว์ที่มันอวิชชามันมีทั้งสัตว์กินแหลก กินพืชกินสัตว์ด้วยกันกินเนื้อ สัตว์ที่ไม่รู้เรื่อง กินดะ กินสัตว์กินพืชกินดินด้วย สัตว์บางอย่างกินแต่เนื้อไม่กินพืชกินดิน สัตว์บางอย่างกินแต่พืชไม่กินเนื้อไม่กินดิน สัตว์บางอย่างกินแต่ดิน แต่คนนี้รู้ว่าเราอย่าไปกิน หรือไปผูกพันสิ่งที่มันจะเป็นวิบากกัน สัตว์มันเป็นวิบาก คนมันเป็นวิบากไปกินเนื้อคน คนติดกินเนื้อคนนี้ยุ่งจริงๆ เดี๋ยวนี้ยังมีนะคนที่ติดเนื้อคน เพราะฉะนั้นต้องมาเรียนรู้หลักเกณฑ์ที่ค่อยๆล้างจิตตัวเองที่มันโง่ แล้วมันก็ไปติดอะไรต่ออะไร เริ่มตั้งแต่เกี่ยวข้องกับสัตว์ เพราะสัตว์มันมีวิบากต่อกันนานนับชาติไม่ถ้วน แล้วแรงร้ายมากด้วย ป้องกันการแรงร้ายมากก็ต้องเริ่มให้ตัวเองมีพลัง มีความรู้ มีกำลัง มีรังสี มีคุณค่ามีคุณงามความดี มีกุศลวิบาก ให้ตัวเองเจริญๆๆจนกระทั่ง มีกำแพงไร้สภาพ มีพลังงานที่จะป้องกันตัวเรา จนกระทั่งสัตว์พวกนั้นเข้ามาอยู่ในรัศมีของจิต รัศมีของพลังบารมีของเรา เข้ามาไม่ได้ เข้ามาใกล้ไม่ได้ ซึ่งก็เคยอธิบายไปมากแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าไม่มาเรียนศีลศีลในไปทีละข้อๆ และปฏิบัติให้เกิดสิ่งที่จริง เกิดผลที่เป็นมรรคผลของตน เป็นผลวิบากของตน สั่งสมลงเป็นตนที่มีคุณวิเศษ มีคุณธรรม มีคุณสมบัติ อย่างสมบูรณ์บริบูรณ์เป็นโลกุตรธรรม คุณก็ไม่ได้ คุณรู้แล้ว คุณมาทำ คุณก็ได้ ขยันทำพากเพียรก็ได้มากๆๆ ได้เร็ว เป็นธรรมดาธรรมชาติ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่รู้เลยนี่ก็เป็นจริง เขาก็ไม่รู้แล้วเราก็ต้องพยายามให้เขารู้ คำว่า รังเกียจ คำว่า ชัง คำว่า ไม่ญาติดี โดยเฉพาะกับสัตว์ใดๆเราเลิกเลย เราญาติดีได้ แต่ไอ้ที่เราจะต้องจัดขั้นตอน สัตว์เดรัจฉาน สัตว์พาล เรายังไม่ญาติดีหรอก สัตว์ที่เลิกพาลแล้วพอสอนได้ก็เอาหรืออยู่ในเกณฑ์ที่เป็นเวไนยสัตว์สอนโลกุตรธรรมได้ เรายิ่งต้องทำงานกับเขาแต่ตอนนี้ทางที่เป็นพาลชน เราก็ต้องปล่อยทิ้งให้เขาอยู่ตามวิบาก 1. เราไม่ไปเกี่ยวข้องตอแยกับเขา ก็ไม่มีผลให้เขามายุ่งกับเรา จะมายุ่งเกี่ยวข้องตอแยเกี่ยวข้องขึ้นมา มันจะมีผลต่อกัน ทุกวันนี้อาตมาเมตตา สงสารผู้แสวงหา ใฝ่หา พากเพียรที่มิจฉาทิ ใฝ่หาแสวงหามีบารมี แต่ไปยึดผิด อาตมาก็ต้องตอแยหรือเอาภาระกับคนพวกนี้ ดื้อด้านดึงดันยึดมั่นถือมั่นในความเป็นจริงในยุคนี้มันก็ยาก ถ้าไม่ยากอาตมาก็ไม่มีสิทธิ์เก่ง อาตมาจะต้องเป็นแชมป์ รองแชมป์ก็ต้องมีฝีมือหนักฝีมือเยี่ยม ถ้ารองแชมป์ขี้กะโล้โท้ เอามือจับหัวไว้ชกลมอยู่อย่างนั้นเราก็ชนะแล้ว จะไปได้เรื่องอะไรเหมือนเด็กๆ ชกมาแขนก็ไม่ถึงเรา แค่นี้ก็อยู่แล้ว ใช่ไหม มันจะไปได้เรื่องอะไร มันต้องเป็นคู่ชกที่ไล่เลี่ยกัน ถึงจะเป็นแชมป์ชั้น 1 แต่เราไปเรียกร้องไม่ได้หรอก ทุกอย่างก็ต้องตามเหมาะสม ตัวเราก็จะมีคู่ชกเหมาะสมกับตัวเรา นอกจากเราจะโง่เลือกผิด ไปเลือกคู่ชกผิดๆแล้วเสียเวลา ไม่ได้เรื่องราว เลือกคู่ชกที่พอเหมาะพอดี อาตมานับ มหาบัวก็ดีเป็นคู่ชกนี่ ให้เกียรตินะ ไม่งั้นไม่มีใครกล้าบอก อาตมาบอกให้นี้ก็เป็นกุศลอย่างมาก แต่ก็ตายไปแล้ว ก็ได้แต่แค่ตีงูให้กากินให้ลูกศิษย์ลูกหาที่หลงผิดยึดถือผิดๆให้ได้รู้ ที่อาตมาพูดถึงมหาบัว ทำไมไม่พูดถึงอาจารย์มั่น อาจารย์เสาร์ที่เป็นอาจารย์ของมหาบัวอีก 2 ชั้น ก็อันเดียวกัน แกนเดียวกัน ถูกตีก็ถูกตีไปด้วยกัน เหมือนกับใครมาตีลูกฉันก็เท่ากับตีแม่ ดีไม่ดีแม่เจ็บกว่าลูกอีก เจ็บใจนะ มันก็เป็นธรรมดา แล้วงานพวกนี้ งานที่ทำที่พูดถึงศีลเรามารบราฆ่าฟันกัน เป็นธรรมาธรรมะสงครามก็เป็นสงครามของคนชั้นสูง เป็นของเวไนยสัตว์ เป็นการรบของเทพ เทวดา พระพรหม การรบของคนชั้นสูง ส่วนการรบขี้หมูขี้หมานั่น ที่เขาแย่งกากเศษ แย่งลาภยศสรรเสริญ แย่งอำนาจอบายมุขกันอยู่ เราต้องไปอะไรกับเขา มันเป็นคนละเรื่องที่เราจะต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเขาแล้ว ถ้าเผื่อว่าผู้ปฏิบัติธรรมไม่มีศีลเป็นตัวตั้ง ไม่มีศีลเป็นตัวหลักในการปฏิบัติให้ก้าวหน้าไม่มี อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ มีความเจริญของจิต ของปัญญา ของมุตะ หรือโมกโข ที่จะเจริญไปสู่จุดสูงสุด ถ้าคุณไม่มีสิ่งเหล่านี้คุณก็โมฆะ วนเวียนอยู่ในกรอบต่ำขั้นไหนก็ต่ำขั้นนั้น เพราะฉะนั้นขาดศีลไม่ได้ พระพุทธเจ้าตราจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ซึ่งทุกวันนี้มันบ่งบอก ยืนยันความเป็นอยู่เป็นจริงชัดๆว่าศาสนาพุทธไม่รู้เรื่องของจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แม้ศีล 5 ศีล 8 ศีล10 ก็รู้โดยปริยาย รู้กว้างๆ รู้เฉยๆ เขาก็ถือว่าเขามีวินัย 227 ว่าศีลนั้นเป็นของชั้นต่ำเขาว่าอย่างนั้น ภิกษุต้องมีวินัย 227 ศีล 227 ซึ่งเข้าใจเนื้อหาของวินัยกับศีลก็ยังเข้าใจแยกแยะไม่ได้ ยังปนเปกันอยู่เลย ยึดถือเป็นอันเดียวกัน แยกไม่ออกว่า วินัยกับศีลต่างกันอย่างไร วินัย เป็นหลักที่มีโทษ ส่วนศีล นี้ เป็นของผู้ดี ไม่เกี่ยวกับโทษกับภัย เป็นเรื่องอิสรเสรีภาพ แต่วินัยนี้อยู่ในกรอบของนักโทษ หรือผู้เป็นทาส วินัยคือ ยังอยู่ในวงวนของโลกีย์ วงวนของความเป็นทาส ส่วนศีลนั้นเป็นโลกของคนอิสรเสรีภาพ เป็นคนศึกษาให้เกิดประโยชน์ที่ตน ศึกษาไม่ถูกไม่ได้ก็ประโยชน์น้อยหรือไม่มีประโยชน์ ดีไม่ดีมีโทษ ก็อิสรเสรีภาพสูงสุด ศีลนั้น ศีล ตั้งแต่ข้อ 1 2 3 เป็นศีลหลัก 4 5 6 7 เป็นเรื่องของ วจี ละการพูดเท็จ ละการส่อเสียด ละคำหยาบ ละคำเพ้อเจ้อ ส่วนศีลข้อ 8 9 10 ก็เป็นเรื่องรายละเอียดเพิ่มเติม ข้อ 8 เกี่ยวกับพืช เว้นขาดการพรากพืชจากกาม ข้อ 9 เกี่ยวกับการโภชนามัตตัญญุตา ฉันหนเดียว ไม่ฉันราตรี ไม่ฉันเกินกำหนด ส่วนข้อ 10 ก็ไปใหญ่เลย ไม่เอาแล้วเรื่องฟ้อนรำ ข้อ 11 ก็ไม่เอาเครื่องประดับตกแต่ง ไปใหญ่เลย ที่จริงตื้นขึ้น ผู้ที่รู้แล้วอย่างชาวอโศกศีลข้อที่ 11 ตกแต่งประดับทัดส่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ของหอมเครื่องประทินผิว ก็ไม่แล้ว แต่เราตกแต่ง ไม่ใช่เพื่อตัวเองหรอก แต่เพื่อชาวบ้าน ก็แต่งไปอย่างนั้นแหละมีอะไรก็เอามากองไว้ เพราะว่าคนที่เขาเรียกว่าศิลปะคือพวกที่เละเทะ ก็เอามากองเลอะเทอะเละเทะไป ศิลปินของเราก็จัดไปแต่ละวันจะได้ครั้งเดียวนะ ครั้งที่ 2 ไม่ได้แล้วไม่อยู่ในหลักอะไรระเบียบอะไรหรอก พรุ่งนี้ได้ของใหม่ก็เอามากองใหม่ เท่านั้นแหละ มีบวกกับลบ มีกองกับกระจายเท่านั้นแหละไม่มีอะไรหรอกศิลปะ เขาเรียนกัน
640425_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปฏิบัติศีล ให้ถึงอรหัตตผลโดยลำดับ