ผู้บรรลุมรรคมีองค์ 8 ของศาสนาพุทธเป็นอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข23 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ผู้บรรลุมรรคมีองค์ 8 ของศาสนาพุทธเป็นอย่างไร พ่อครูว่า…ก็มาตอบผู้ที่ยังไม่เข้าใจ ไปหลงอยู่ในมิจฉาอาชีวะ 5 มิจฉากัมมันตะ 3 มิจฉาวาจา 4 มิจฉาสังกัปปะ 3 ฟังมิจฉาอาชีวะ 5 นั้น เพราะไม่สามารถรู้สัมมาทิฏฐิ ไม่สามารถปฏิบัติสัมมาสังกัปปะได้ วาจา 4 จึงไม่เป็นสัมมา พูดออกนอกรีดพระพุทธเจ้าเป็นมิจฉาวาจา ไปพูดอะไร ทั้งหมดเลย ทั้งพูดไม่จริงเรียกว่าโกหก แล้วยังมีส่อเสียด พูดหยาบ หยาบอย่างไร?.. หยาบอย่างหวาน หยาบอย่างไพเราะจนหลงคารม อาตมาพูดไม่หยาบไม่หวาน พูดถึงความผิด พูดถึงสิ่งที่เป็นสัมมาทิฏฐิ มันก็ถูกต้อง พูดถึงมิจฉาทิฏฐิมันก็ไปโดนเขา มันก็เลยแรง คำว่าไม่พูดหยาบ จึงไม่ง่าย แล้วอาตมาไม่ได้พูดส่อเสียด ท่านทั้งหลายพูดส่อเสียดกันตลอดเวลา ส่อเสียดคือทำให้ทะเลาะกัน ส่อเสียดนี้ใครผิดใครถูกคุณก็ไม่รู้ ก็เลยพูดเข้าข้างทางนั้นเข้าข้างทางนี้ เพื่อให้คนฟังแล้วก็เกิดความยึดถือ เพ่งโทษกัน ก็ทะเลาะกันอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าส่อเสียด พวกที่พูดส่อเสียดตลอดเวลา คือพวกนักข่าว พวกบรรณาธิการ พวกหาเรื่อง ถ้าเขาไม่มีเรื่องก็ไม่มีเป็นข่าวมาให้พูด เขาก็เป็นคนทำให้เกิดเรื่อง เพราะฉะนั้นนักข่าว นักงานหนังสือพิมพ์ เสี่ยงกับบาปมากเลย เพราะเป็นพวกนักส่อเสียด อันนี้ไม่ได้ใส่ความนะ การจะเป็นนักข่าวที่ดีต้องรู้ว่าตัวเองพูดส่อเสียดหรือไม่ พูดให้เกิดความเข้าใจหรือไม่ คุณต้องเป็นการตัดสินแยกแยะว่าอะไรผิดหรือถูก การจะเป็นนักข่าวได้ คุณต้องเป็นยอดยิ่งกว่านักผู้พิพากษาที่จะต้องรู้ความถูกความผิดจริง การเป็นนักข่าวที่ไม่มีปัญญาจึงได้บาปเยอะ โดยไม่รู้ตัว น่ากลัวมาก พูดให้ฟัง พวกนักข่าวทั้งหลายแหล่ หรือนักหนังสือพิมพ์ นักเขียนบรรณาธิการ พวกหาเรื่องเก่งๆ ถ้าไม่มีเรื่อง เขาก็ไม่มีสิ่งที่จะมาหากิน จึงมีความเสี่ยงมาก เพราะฉะนั้น

อ่านต่อ

จึงเป็นงานที่ไม่น่าทำ เป็นมิจฉาชีพที่น่ากลัวมากเลย งานบรรณาธิการงานนักข่าวจะต้องมีปัญญาจริงๆ มีภูมิธรรมสูงเป็นอรหันต์ หรือเป็นอริยบุคคลชั้นสูงที่จะรู้ความถูกความผิด หรือว่าอะไรคือกุศลอกุศลที่แท้ คุณจึงจะแยกแยะพูดให้รู้ว่า อันนี้เป็นกุศล แต่พวกคุณยังไม่ได้เป็นเลย มันก็เลยยากมาก ในกัมมันตะ 3 ฟังดูตื้นๆ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร เขาก็มิจฉากัมมันตะเต็มกันไปสังคม ไม่ได้มีเมตตากันในสัตว์เลย หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ในศีลข้อที่ 1 ไม่มี ศีลข้อที่ 2 ก็ยังโลภ ลาภยศ จนผิดหยาบ กลาง ละเอียด ยังโลภมากเท่าใด ทำงานพ้นมิจฉาอาชีวะ 5 ทำงานฟรี นั้นจึงจะเป็นงานพ้นการมิจฉาได้ คือทำงานไม่มีลาภ ซึ่งมันไม่ง่ายเลยในการทำกัมมันตะ การงานที่จะเป็นอาชีพและเป็นการงานเลี้ยงชีพด้วยกัมมันตะที่เบียดเบียนสัตว์ โดยเฉพาะเบียดเบียนคน อาตมานี้ไม่เบียดเบียนใคร มีแต่สงสารคน มีแต่เมตตาคนไม่ได้เบียดเบียน ด่าเอาบุญ พูดบริภาษ อาตมาว่า ผู้จะบริภาษได้ ต้องเป็นผู้รู้จริงถ้าไม่รู้จริงก็บริภาษผิดก็เป็นวิบากของคนพูดไป เพราะฉะนั้นแม้แต่การจะรู้ กรรม 4 สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ เขาก็พ้นมิจฉาได้ยาก เพราะว่าสังกัปปะ 7 มิจฉา 3 ของสังกัปปะ 7 คุณไม่พ้น มิจฉา 3 ของสังกัปปะ ผู้รู้จิตในจิต จัดการเรื่องจิตรู้จักสังกัปปะ 7 รู้จักจิตที่วิตกแล้วก็ทำให้จิตเป็นวิจาร คือพฤติที่ดียิ่ง วิจาร จาร แปลว่า อาการจิตดำเนินอยู่ ถ้ามันดำเนินเป็นวิ ที่ไม่ควรเป็น คือต้องปฏิเสธต้อเนกขัมมะเอาออก ถ้าทำเป็นแล้วมันก็จะดีขึ้น วิ ดียิ่งขึ้น คำว่า วิ นี้ มีสิริมหามายา มีความหมายทั้ง 2 ด้าน dialagtic ถ้าฟังเป็นจะแยกแยะได้แล้วไม่แย้ง อันนี้หมายถึงสิ่งที่ปฏิเสธ อันนี้หมายถึงที่เป็นอย่างยิ่ง ดีอย่างยิ่ง เจริญอย่างยิ่ง ก็เป็นวิจาร ต้องแยกสิ่งที่ไม่ดี วิ เอาออก ให้บริสุทธิ์ดีเป็น วิ อันยิ่งได้ ทำให้กิเลสออกได้ รู้จักมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ กิเลสหลุดได้ เมื่อกิเลสหลุด จิตก็สะอาด สั่งสมเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอพินิโรปนา เรียกว่าจิตสงบ ตกผลึกลงเป็นจิตตั้งมั่น ควบแน่น อัปปนา พยัปปนา แน่นยิ่งขึ้น ยิงแน่นยิ่งคล่อง ยิ่งคล่องยิ่งแน่น เป็น ปาคุญญตา เป็นมุทุธาตุ เป็นธาตุที่มีมรรคผล ทั้งสองด้าน ไม่มี กับ มี มุทุ เพราะฉะนั้นผู้ที่บรรลุ จิตก็ยิ่ง เจตโสอภินิโรปนา ยิ่งตั้งมั่นอย่างสมบูรณ์แบบ ยอดเยี่ยม เป็นผู้ที่หลุดพ้น อย่างเป็นจิตตั้งมั่นสมบูรณ์แบบ สมาหิโต เจตโสอภินิโรปนา จึงมีตัวทั้งรู้และตัวที่สั่งสมลงเป็นตัวตั้ง เป็นเจโต เป็นศรัทธา และมีปัญญา ตักกะ วิตักะ สังกัปปะ เป็นสายปัญญา ส่วน อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นสายเจโต จึงเป็นความสมบูรณ์สูงสุดเป็นสองสภาพที่รวมกันอยู่เป็นวจีสังขาร นี่คือสังกัปปะ 7 การแยกแยะสังกัปปะ 7 เป็น ไม่ได้เอามาจากอาจารย์ไหน คัมภีร์ไหน อาตมาใช้ภาษาที่พูดกันรู้เรื่อง เป็นภาษาถิ่นที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ให้พูดเป็นภาษาถิ่น ให้คนรู้เรื่อง อย่าไปดัดจริตหลงภาษาอื่นๆ ให้เก๋ให้เท่ห์ ไม่เอา ให้พูดภาษาที่เขาเข้าใจได้ดี มั่นใจว่าพูดไปนี้พวกเราจะรู้กัน ใช้ภาษาอย่างนี้ขณะนี้ เป็นคำว่าภาษาถิ่น ภาษาในสมัยนั้นยุคนั้น ที่พูดกันรู้เรื่อง ไม่ต้องไปกังวลจะต้องเป็นบาลี สันสกฤต เป็นภาษาอย่างนี้อธิบายแจกแจงให้เข้าใจถึงเนื้อหาและปฏิบัติให้ได้ บรรลุได้ พระบาลีไม่รู้ซักตัวก็ไม่เป็นไร แต่ผู้รู้บาลีก็เอาบาลีมาอ้างอิงยืนยันเท่านั้นเอง ถ้าอาตมาไม่อ้างอิงบาลี ไม่อ้างอิงสิ่งที่เป็นหลักฐานมา อาตมาทำไม่ได้หรอก เขาไม่ยอมรับ มันจำเป็นเท่านั้นเอง ไม่ได้อ้างเพื่ออยากโก้ว่า ผู้รู้บาลี ไม่ใช่ เขาหาว่าไม่รู้บาลีตามระบบการศึกษาแบบวจีวิพากษ์ วากยสัมพันธ์ ไวยากรณะ คุณก็ได้เรียนตามระบบก็ได้พยัญชนะได้ตามแบบนั้นของคุณไป แต่อาตมานี้ เอาสภาวะแท้ๆ มาพูดเต็มๆ อาจไม่อยู่ในกรอบไวยากรณ์ ไม่อยู่วจีวิพากษ์ ไม่อยู่วากยสัมพันธ์ของคุณ ไม่เข้าหลักเข้าเกณฑ์ของคุณ แต่อาตมาพูดอย่างผู้ที่ อาตมาไม่ได้ตกกฎเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ออกนอกเรื่องนอกกรอบ แต่อาตมาพูดไปได้อย่างเต็มที่ พูดอย่างเอาสาระเป็นหลัก ออกนอกกรอบที่คุณรู้คุณเรียนมาได้โดยมั่นใจว่าไม่ได้ผิด เหมือนนักดนตรีที่เขารู้ว่าเขาเล่นกันเป็นวงอยู่ เขาก็ออกนอกหมู่ไปเดี่ยว แต่เขาก็เข้ามาสู่หมู่ได้ ไม่ใช่ออกนอกหมู่แล้วกลับเข้าหมู่ไม่ได้เลย มันไม่ใช่อย่างนั้น ศาสนาทุกวันนี้เป็นศาสนาที่น่าสงสารมาก ได้แต่พูดคำว่าสงสาร หมายความว่าเราพูดโดยเห็นเขาวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ ในวัฏสงสาร วนเวียนอยู่ในโลกีย์ วนเวียนอยู่ในความผิด วนอยู่ในความหลง ตามคุหัฏฐกสูตร คำว่า กาย คำเดียวเขาก็ยังไม่รู้ เขาไม่รู้คำว่า กาย อย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วเขาก็ไม่รู้อัตตาตัวตนที่เรียกว่า สักกะ ยังเข้าถึงตัวตนไม่ได้ ยังยึดได้แค่อัตตวาทุปาทาน ยึดได้แค่วาทะ ตัวตนแต่เขายังไม่เข้าถึงอัตตา ผู้ที่จะรู้ถึงอัตตาดีและปฏิบัติตนทำใจในใจของตนออกจากอัตตาได้นั้น คุณต้องพบมิตรดี สหายดี สิ่งแวดล้อมดีก่อน คุณต้องพบแสงอรุณ 7 ก่อน ถ้าคุณยังไม่พบก็จะไม่มีปัญญารู้ว่าอัตตาคืออะไร โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ในพระไตรปิฎก 45 เล่ม ที่บอก อัตตา 3 อาตมาเห็นในพระไตรปิฎกเล่ม 9 1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 3. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 302)

มีบันทึกอัตตา 3 นี้ไว้ตรงนี้เท่านั้น ในพระไตรปิฎก 45 เล่ม เป็นลาภที่ได้อัตตา มันเป็นอย่างไร มันน่าได้ไหม ได้อะไร โอฬาริกอัตตา อัตตาเบ้อเร่อเลย ไม่รู้ว่าคุณแสวงหาอะไร คุณต้องแสวงหาความหมดอัตตาและคุณก็ไปหอบได้อัตตามา การได้ครองหรือได้ตัวตนหมดทั้งภายนอกและภายใน โอฬาริกอัตตา คุณไม่รู้แม้ภายนอกภายใน รวมหมดเลย โอฬาร ตะกละตะกลาม สวาปาม หมดเลย ได้โลกธรรม 100% เลย จนกระทั่งสามารถแยกออกว่า มโน จิตของเราไปหลงยึดอัตตาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอัตตาภายนอก อัตตาภายใน มโนมยอัตตา ก็ลดอัตตาภายนอกก่อน หมดกามภพหยาบภายนอกแล้วก็เหลือภายใน รูปภพ อรูปภพ ก็ล้างรูปภพอีก หมดจนเหลืออรูป ก็เหลือสุดท้ายอรูปอัตตา ก็ยังมีลาภที่เหลืออรูปอัตตา ก็ล้างอรูปของตนเองหมดก็หมดอัตตาได้ พูดภาษาง่ายๆ แต่วิธีที่จะรู้ไปถึงอัตตาจริงเข้าไปถึง สักกะ กาย ต้องรู้ทั้งภายนอกภายในกระทบสัมผัสแล้วเกิดสังขารทั้งหลายแหล่ แล้วก็ทำอภิสังขารได้ โดยเกิดปุญญาภิสังขารนี่แหละ เป็นสังขารตัวที่สมบูรณ์แบบ สังขารคือ การปรุงแต่งอย่าง อภิ อภิปัญญา อภิปรัชญา เป็นความรู้ที่ยอดเยี่ยม สามารถที่จะรู้จักปุญญะ ทำบุญได้สำเร็จ คำว่า บุญ เป็นโลกุตระที่สุดยอด บุญเป็นเรื่องไม่น่าได้ น่ามี น่าเป็นเลย ใครยังมีบุญคนนั้นก็ยังมีกลิ เป็นโทษภัยในตัวอยู่ หมดบุญก็หมดบาป ปุญญปาปปริกขีโณ แต่ก่อนเข้าใจผิดมิจฉาทิฏฐิว่าจะต้องได้บุญ แต่คุณทำบุญไม่เป็น ก็ไม่ได้สักอย่าง ศาสนาพุทธต้องเรียนรู้ทั้งบุญและบาป (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน...คำว่า ด่าเอาบุญ คนทั่วไปก็เข้าใจได้ยาก พ่อครูว่า…ฟังธรรมดีๆ สุตสูสังลภเตปัญญัง แล้วจะได้ปัญญา ปัญญาก็เป็นโลกุตระไม่ใช่ความรู้ความฉลาดโลกียะ เฉโก มันเป็นความฉลาดของพระพุทธเจ้าของศาสนาพุทธเท่านั้น แต่เขาเอาไปใช้เลอะอีก อาตมาก็ต้องมาแก้ มันเมื่อยจริงๆ พยัญชนะเพี้ยน ผู้รู้ทั้งหลายแปลสำนวนตัวเอง จนคนเข้าใจผิด ศาสนาพุทธจึงเป็นกลองอานกะใหม่หมดเลย ไม่เป็นพุทธที่เป็นโลกุตระแล้ว แต่เป็นพุทธเก๊ พุทธปลอม พุทธตกแต่ง ไปด้วย ลาภ ยศสรรเสริญ โลกีย สุข หรือมัวโมหะ ประกอบไปเป็นกลองอานกะ เป็นศาสนาพุทธเต็มรูปเลย อาตมาเอาความจริงมาพูดท่ามกลางที่เขาหลงผิดกัน ขออภัยนะ จนกระทั่งไม่เหลือใครที่เข้าใจที่อาตมาพูดได้เลย ตอนแรกๆ ไม่มี ผู้รู้ยอดเยี่ยมของประเทศไทย เป็นผู้รู้ศาสนาพุทธเป็นที่ 1 ก็ตีอาตมา อย่าง ไม่เลี้ยงเลย ตีว่า เป็นผู้ที่ทำให้พระธรรมวินัยวิปริต เป็นผู้วิปริตจากพระธรรมวินัย ใครหนอ... ที่เป็นกันแน่อย่างนี้ ใครไปทักท้วง แม่ปูท้วงลูกปูว่าเดินเป๋ แล้วแม่ไม่ดูตัวเองว่าตัวเองเดินไม่ตรงเหมือนลูก ก็น่าสงสารมาก ไม่รู้ตัว อาตมาพูดได้อย่างเข้มข้น พูดได้ชัดเพราะมีพวกคุณได้ฟังธรรมและเอาไปปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วก็บรรลุธรรม อาตมาจึงจัดให้พวกคุณบรรลุธรรม ถ้าคุณไม่บรรลุธรรมไม่มาอยู่อย่างนี้หรอก ทิ้งลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขมาจริงๆ ทิ้งได้ยิ่งกว่าพระเจ้าที่เป็นเจ้าคุณ ที่เป็นสมเด็จอะไรโน่น เขายังทิ้งไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาติด เหมือนมหาบัวติดหมากก็ทิ้งไม่ได้ ฉันเดียวกันกับพวกที่ติดลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็ทิ้งไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละ เพราะมันหลง มันไม่รู้เรื่อง แม้ว่าทุกวันนี้ฟังโพธิรักษ์พอเข้าใจได้บ้าง แต่ก็สายเสียแล้วกลับตัวไม่ได้ อาตมาทุกวันนี้ก็แบกพระไตรปิฎกมาอ้างอิง

640423_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มรรคมีองค์ 8 ทำให้พ้นจากอัญญเดียรถีย์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน