มรรคผลแท้จริงของพุทธคือปรินิพพานเป็นปริโยสาน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข23 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

มรรคผลแท้จริงของพุทธคือปรินิพพานเป็นปริโยสาน พ่อครูว่า…ทางที่ว่าเป็นมรรคมีองค์ 8 เดี๋ยวนี้ปฏิบัติกันที่ไหนแต่ไปปฏิบัติหลับตา สัมมาทิฏฐิข้อแรกของมรรค 8 องค์ ก็เป็นมิจฉาแล้ว มิจฉาตั้งแต่คำว่า ทาน นัตถิทินนัง ทานแล้วไม่มีอานิสงส์ของศาสนาพุทธเลย เพราะว่าการทำทานนั้นเกิด สาเปกโข ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ คือไม่รู้ศาสนาพุทธเลย พวกที่สอนกัน ทำทานกรวดน้ำให้ผู้ตาย เป็นเดียรถีย์ทั้งนั้นเลย แม้แต่เอาเป็นคำพร ยถาวารีวหาฯ ก็ทั้งนั้นเลย มหาบัวพอเทศน์เสร็จก็จะบอกรับพร ยถาวารีวหาฯ จบสาธุใส่หัวใส่เกล้า เดียรถีย์ก็ทำกันอย่างนี้ น่าสงสาร เด็กๆพวกนี้ทำอย่างไม่เดียงสาเลย ไม่น่าเอ็นดู ทำแล้วน่าสงสาร เห็นแล้วว่าเขาจมอยู่ในสงสาร จะว่าก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะไม่ว่าก็ไม่รู้จะทำอะไร ก็จำเป็นต้องว่า มันก็ได้แต่จำนนต้องว่า เอาแต่มรรคองค์ 8 ก็ไม่เหลือแล้ว กลายเป็นนั่งหลับตา อาชีวะ 5 ก็ไม่รู้กัมมันตะ วาจาก็ไม่รู้ วาจาก็อย่าไปพูดซะก็อย่าไปคิดนั่งดับเข้าไป ก็เป็นแบบนี้แหละที่เขาทำมากันตั้งแต่ไหนแล้ว ดับเข้าไปๆ อย่าไปคิดอะไร เต็มไปด้วยรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ตัวเองติดก็ยังไม่รู้ ที่จริงน่าจะรู้ว่าตัวเองติดเพราะเคยเลิกแต่ก็เลิกไม่ได้ พฤติกรรมของมหาบัวติดหมากติดพลู พยายามจะเลิกแต่ก็เลิกไม่ได้ ก็เลยโมเม บอกลูกศิษย์ว่าไม่ติด แต่เป็นเรื่องของธาตุขันธ์

อ่านต่อ

ไม่รู้แม้แต่การเสพติดคืออะไร ขนาดรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่เสพเต็มบ้องอยู่นี่ ผู้ติดลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ก็เสพกันอยู่เต็มบ้องก็ไม่รู้ตัว เสพติดกัน อาตมาพูดถูกก็พูดสิ่งที่ควรยก ก็พูดถึงพวกตัเจวเอง พูดสิ่งผิดก็ถูกเขาอีก พูดยกย่องก็ถูกพวกตนเอง แล้วพวกคุณไม่มาปฏิบัติอย่างนี้ ปฏิบัติถูกจะได้ยกย่องบ้าง ถ้าหากเจ้าคุณสมเด็จ เจ้าคุณจะมาเรียนรู้อย่างอาตมาบ้างแล้วก็จะกลับไปเป็นสมเด็จก็ไปได้ ถ้าให้ได้อย่างที่อาตมาพูดได้มรรคผลแล้วคุณจะไม่ใยดีต่อลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่พูดอย่างนี้โพธิรักษ์เอ๋ย สาเปกโข ไอ้หวังตายแน่ พูดอย่างมีความหวัง คือ เรื่องของศาสนาพุทธเป็นเรื่องที่สุดยอด เป็นเรื่องที่ดับภพจบชาติ ดับหมดเลย อเวจีทั้งหลายก็ดับ สวรรค์ก็ดับ แม้ที่สุดพรหม 16 ชั้น พรหม 20 ชั้น ดับหมด หากมีก็ไม่หมดภพหมดชาติ ผู้หมดภพหมดชาติจะรู้ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสมมุติทั้งหมดเลย สวรรค์ 6 ชั้น พรหม 16 ช้้น รูป อรูป พรหมอีก 4 ชั้น เป็น 20 ชั้น เป็นนิรมาณกาย เป็นกายที่เขาสร้างภพชาติขึ้นมา ที่เขาสมมติหลอกให้ยึดติดกัน คุณก็มีอุปาทาน ไปทางนั้นแหละ มีอุปาทายา ในโลก ในภพชาติ ยึด อุปาทายา ยึด พระพุทธเจ้าสอนให้มายึด ถ้าจะยึด อนุปาทายา ปรินิพพาน คือออกจากความยึดมาเป็นไม่ยึด ของเขาอุปาทายา แต่นี่ต้องมา อนุปาทายาปรินิพพาน อาตมามาอธิบายธรรมะถึงขั้นปรินิพพานคืออะไร แล้วสุดท้ายปรินิพพานเป็นปริโยสาน ยังดีที่มีมูลสูตรรับรองคำนี้ จึงอธิบายไปถึงอุตุนิยามได้ ถ้าไม่มีปรินิพพานเป็นปริโยสานเป็นสุดท้ายของอมตะบุคคล ก็ไม่สามารถที่จะ รู้แล้วเข้าใจ อย่างพวกคุณฟังรู้ ปรินิพพานเป็นปริโยสานคืออะไรปรินิพพานอย่างจบอวสานเลย ปริโยสานสมบูรณ์แบบเลย แล้วปรินิพพานเป็นปริโยสานเป็นปรินิพพานแบบไหน ก็คือผู้ที่แยกธาตุจิตของตัวเองให้เป็นอุตุนิยามได้หมดเลย ไม่กลับมารวมตัวเป็นเรือน เป็น คหะ เคหะ ไม่กลับมาอีกเลย ตัดยอดเสา ยอดจั่ว ยอดต้น ยอดหลังคา ยอดอะไรหมดเลย เรือนเคหะของมารไม่เหลือเลย อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่รู้ก็อธิบายไม่ได้อย่างที่อาตมาอธิบาย ใครที่ถามว่าอาตมามาประกาศเป็นอรหันต์รู้ได้อย่างไรว่าเป็นอรหันต์ ก็นี่ไงกำลังอธิบายให้ฟัง เป็นความรู้ของอาตมาทั้งนั้น ถ้าคนไม่รู้อย่างอาตมาอธิบายอย่างนี้ได้เหรอ อาตมารู้ถึงปรินิพพานเป็นปริโยสาน จึงพูดได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เพราะตั้งภพเป็นโพธิสัตว์ ยังจะทำงานต่ออีก แล้วตัวเองก็จะตั้งปณิธานบำเพ็ญต่อไปเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าตั้งใจฟังดีๆทำความเข้าใจก็จะเข้าใจได้ ไม่ได้พูดหลอก เหมือนว่าที่เขาพูดกันว่าเป็นพระศรีอริยเมตไตยมาเกิด ไม่ใช่ อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้า อาตมาเป็นโพธิสัตว์ก็พูดความจริง มันมีจริง แล้วไม่มีใครมาไล่เรียงระดับโพธิสัตว์ให้ฟังหรอก อย่างมหายานมีโพธิสัตว์มากมาย อมิตาภพระพุทธเจ้า เป็นต้น มีที่ไหน พระพุทธเจ้าปรินิพพานเป็นปริโยสานแยกธาตุเป็นอุตุหมดแล้ว แล้วจะไปมีภพมีชาติไปอยู่ที่พุทธเกษตรที่ไหนอีก มรรคองค์ 8 นี้สรุปลงไปในการปฏิบัติคือเทวธัมมา แล้วเทวธัมมาก็แยกให้ได้เป็น 2 ทวเยนะ แยกอะไร?..แยกเวทนา เข้าฐานปฏิบัติมีเวทนาเป็นฐานปฏิบัติ ทำเวทนาให้เป็น 1 เอกสโมสรณาให้เป็น 1 ได้ เมื่อเป็น 1 จะรู้ว่า เวทนาก็คือสังขาร เมื่อเกิดวิชชาก็รู้สังขาร สังขารปรุงแต่งเป็นวิญญาณ เมื่อแยกด้วยนามรูป ก็รู้วิญญาณเกิดจากนามรุปปรุงแต่งเป็นสังขาร แล้วจะเกิดรายละเอียดของอายตนะ อายตะก็แยกให้ฟัง อายะ กับ ตน เป็นตัวสะพานต่อกัน อายะ คือประโยชน์ หากว่าตนได้ประโยชน์ก็ยังเป็นอวิชชาอยู่ ต้องให้รู้ว่านี่แค่สังขารมันปรุงแต่งกันอยู่เมื่อมีผัสสะ อ้อ อายตนะเกิดจากผัสสะ มี 2 ตัวสังขารปรุงแต่งกันอยู่แล้ว อายตนะ คือวิญญาณ วิญญาณก็แยกย่อยเป็นเวทนา เป็นเวทนาสัญญาสังขารซึ่งเป็นนามซ้อนอยู่ในนาม พระพุทธเจ้าสอนให้รู้เต็มรูปเป็นรูป 28 นาม 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้จักทำใจในใจให้เป็นโยนิโสมนสิการได้ คุณต้องมีผัสสะเป็นนาม สามเส้า เวทนา เจตนา ผัสสะ ก็ทำใจในใจที่เวทนา แล้วอ่านเจตนาในเวทนาให้ได้ เจตนาเป็นกาม เป็นปฏิฆะ แล้วฆ่า ล้างกาม ล้างปฏิฆะให้หมด ก็เหลือเวทนาสะอาด เวทนา ปราศจากกิเลส เรียกโดยศัพท์ว่า อุเบกขา หรือ ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ปราศจากกิเลส ปราศจากความดูดและผลัก ปราศจากนรกสวรรค์ สะอาดจากความเป็น 2 เป็น 0 หรือเป็นกลาง อุเบกขาก็ต้องล้างกิเลสออก ก็ต้องแยกเวทนาออกเป็นเคหะสิตะกับเนกขัมมะให้ได้ ถ้าไม่มีปัญญาแล้วก็ใช้สัญญากำหนดหมายว่า แยะแยะ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ แยกอาการ ลิงค นิมิต อุเทส ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ทั้ง แยกอาการ ลิงค นิมิต และเวทนา 2 ทำให้เป็น 1 ก็อยู่ในพระสูตรนี้ ถ้ามันมี 2 ก็ต้องต่างกัน มันมี 1 ถึงจะไม่มีอะไรต่าง แยกให้ได้ ก็เลยเรียกเวทนาหนึ่งว่าเป็นเวทนาแท้ เวทนาอีกอันว่าเป็นเวทนาเก๊ เพราะมันมีเจตนาผิด เจตนาเป็นตัณหา เจตนาเป็นกามตัณหา ภวตัณหา ก็ล้างกามก่อน หมดกามก็เหลือภว เป็น รูป อรูป ก็ล้างอีก เนกขัมมะ ล้างจนหมด จิตสะอาดทั้งกามและภพทั้ง 3 ภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ หมด จิตก็เป็นจิตสะอาดบริสุทธิ์ คุณก็จะเห็นของจริง รู้ของจริงของคุณได้ ด้วยการปฏิบัติทำอาชีพและกรรมทุกกรรม และทางวาจา แล้วจัดการกับสังกัปปะ 7 ให้ได้

640423_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มรรคมีองค์ 8 ทำให้พ้นจากอัญญเดียรถีย์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน