สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน เจาะลึกรูปนามในสังกัปปะ 7.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน เจาะลึกรูปนามในสังกัปปะ 7 สิ่งที่อาตมาค้นได้ตอนนี้ ค้นได้ถึงขั้นสามารถทำให้เราจัดสรรจัดการ อภิสังขาร พลังงานที่เป็นจิตวิญญาณ จัดสรรจัดการพลังงานจิตวิญญาณให้พลังงานของเรานี้ ใช้ภาษาร่วมสมัยร่วมยุค เท่ๆว่า ให้พลังงานของเรามีสัมประสิทธิ์ ภาษาอังกฤษว่าCoefficient ให้พลังงานนั้นมีระดับสามารถรู้รูปนาม รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ นามคือ ตัวจิตวิญญาณเราเข้าไปกำหนดรู้ หรือเข้าไปรู้ด้วยปัญญา พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ว่า รูปที่ควรจะเรียนมันมีรูป 28 นามที่ควรจะใช้มันมีอยู่ 5 แต่เขาเลยเถิดไปเรียนนาม เจตสิก 89 52 มันเลยเถิดไป พระพุทธเจ้าสอนที่จะปฏิบัติมันมีอยู่แค่นี้ รูป 28 นาม 5 ถ้าผู้ใดเข้าใจนาม 5 แล้วปฏิบัติใช้นาม 5 นี้เป็น โดยมีองค์ประกอบคือรูป 28 ผู้นั้นบรรลุอรหันต์ได้ นาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่ได้พูดถึงนาม 5 และไม่ได้ใช้นาม 5 นี้มาปฏิบัติ นาม 5 นั้น ถ้าใครไม่สามารถรู้อาการของนามที่มีลักษณะว่า 1มันเป็นเวทนา 2 มันเป็นสัญญา 3 มันเป็นเจตนา 4 ต้องมีผัสสะ 5 เมื่อเกิดนามแล้วต้องทำนามหรือทำใจ นามคือจิตวิญญาณต้องทำใจจัดการใจในใจของเรา ด้วยความมนสิการ นี่คือคำสอนพระพุทธเจ้า พูดได้เข้าใจและปฏิบัติตามนี้ผู้นั้นได้ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าแล้วเข้าถึงนิพพานได้ อาตมากล้าพูดได้ว่า ชาวอโศกเรียนตามพระไตรปิฎกที่อาตมายืนยันเอามาอ้างอิงนี้ ในนาม 5 รูป 28 สัญญาทำการกำหนดรู้ รูป นาม เมื่อสัญญานี้เป็นตัวทำงานใหญ่ ทำงานสำคัญมาก เป็นตัวกำหนดรู้ ผู้ที่ใช้สัญญาเป็น ก็จะใช้การกำหนดอ่านรูปนาม รูปนามคู่หนึ่ง คือธรรมะ 2 คือกาย พระพุทธเจ้าสอนให้ อ่านกายในกาย แล้วก็อ่านเวทนาในเวทนา อ่านจิตในจิต อ่านธรรมในธรรม ในขณะที่มีสติสัมปชัญญะ ให้มี
อ่านต่อ
ด้วย ให้พยายามมีสติสัมปชัญญะเสมอ รู้ภายนอกภายในพร้อมเสมอ แล้วก็ใช้ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ถ้าสามารถมีสติอยู่เสมอ ก็เป็นองค์ของความตรัสรู้ สัมโพชฌงค์ ผู้ที่ไม่ได้มีสติเสมอ สัมผัสอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ไปตามเรื่องตามราวของกิเลสมันพาเป็น ไม่ได้ตั้งหลัก อันนั้นก็เสร็จกิเลส แต่ผู้ปฏิบัติของพระพุทธเจ้าจะมีสติในการรู้ตัวทั่วพร้อมในการสัมผัส ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ใจเป็นตัวร่วมอยู่ตลอด สัมผัสแล้วก็จะเกิดเวทนา ก็ให้อ่านเวทนาในเวทนา รู้วิธี อ่านกายในเวทนา คือรูปกับนาม กายคือ ความเป็นรูปนาม เมื่ออ่านกายแล้วเลื่อนมาสู่เวทนา ก็คือจิตวิญญาณ จิตเจตสิก วิเคราะห์เข้าไปในเวทนา ด้วยการใช้สัญญากำหนดรู้ เรียกว่าอาการของเวทนา สัญญาทำการกำหนดรู้เวทนา แล้วอ่านรู้ในเวทนามีเจตนาใดบ้าง เจตนาหรือมโนสัญเจตนามี 3 คือ 1 กามตัณหา 2 ภวตัณหา 3 วิภวตัณหา กามตัณหา คือเจตนาจะเอากามเป็นตัวต้น เราก็เรียนรู้เบื้องต้นนี้ก่อน ฆ่ากามให้ได้ กามหยาบสุดคืออบายที่เราผัสสะ เราก็รู้เจตนาใคร่อยาก แย่สุดคืออบาย ในโลกภายนอกเรียกว่า กาม โลกภายนอก เป็นลำดับที่ 1 ก็ต้องปฏิบัติตรงนี้ก่อน แต่เดี๋ยวนี้ศาสนาผิดเพี้ยนไปแล้วไปทำจิตให้ปราศจากกิเลสเลย เช่น ลดกิเลสก็ไปนั่งหลับตา ถ้าไม่ได้นั่งหลับตาก็ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติเลย เห็นไหม พระพุทธเจ้าไม่ได้หลับตาแม้แต่ในกามตัณหา ฆ่ากำจัดกามได้หมดแล้ว ก็ยังลืมตาอยู่ เหลือภวตัณหา รูปภพ อรูปภพ รูปตัณหาอรูปตัณหา เป็นขั้นที่ 2 เรียกว่า รูป ก็เรียนรู้สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย กิเลสมันก็ออกมาทำงานในระดับต้นตัดไปแล้วดับได้เสร็จ เราเรียกวิติกมกิเลส กิเลสในขั้น 2 ที่กำลังเผชิญเรียกว่า ปริยุฏฐานกิเลส กิเลสที่ยังมีอยู่ในขั้นปัจจุบันนี้ ผู้ใดสามารถละกิเลสกำจัดกิเลสได้ก็จะรู้ว่า ทำได้เรามีปัญญา 7 ของพระโสดาบัน จะรู้ว่ากิเลสที่เรากำจัดได้ผ่านไปแล้วเรียกว่า วีติกมกิเลส เรารู้ว่าอันนี้คือกิเลส โสดาบันต้องรู้ว่านี่คือกิเลส เรามีอุบายเครื่องออกกำจัดกิเลสทำอย่างไรกิเลสจึงจะดับ กิเลสถึงจะหมดไปจางคลายได้ แล้วเหลือกิเลสขั้นต่อมาเรียกว่าปริยุฏฐานกิเลส การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้านี้ ต้องสัมผัสเป็นปัจจัยมีภายนอกเสมอ นั่งหลับตาตีทิ้งได้เลย ว่าไม่มีไม่ใช่ศาสนาพุทธ นั่งหลับตาจะให้เกิดสมาธิที่เรียกว่าสัมมาสมาธินั้นไม่มีเลยในการนั่งหลับตา แม้แต่กามตัณหากิเลสเบื้องต้นก็ยังลืมตาปฏิบัติให้ได้ก่อน กิเลสกามหมดแล้ว ภวตัณหาหรือรูปภพ อรูปภพก็ลืมตาสัมผัสนั่นแหละแล้วเกิดกิเลส แต่ผู้ที่ตัดกามตัณหาได้แล้ว ไม่มีแล้วกามตัณหาอยู่เนื้อได้แล้ว เข้าขั้นอนาคามี กิเลสรูปภพอรูปภพอยู่ในใจตัวเองคนอื่นไม่รู้ด้วย เป็นภวตัณหา แล้วเหลือภวตัณหานี้แหละที่ต้องกำจัด แล้วก็ใช้วิภวตัณหาเป็นตัวกำจัด เป็นตัวต้องการไม่ให้มีภพ กามภพก็หมดแล้ว เหลือภวภพ(รูปภพอรูปภพ) ก็ทำให้หมดไปอีกทีละขั้นก็หมดจบ ก็รู้ว่ากิเลสที่ปรุงแต่งเป็นภพชาติอยู่คืออย่างไร ในขณะลืมตานี่แหละ ภพชาติมันก็เกิดเป็นปัจจุบัน ศาสนาพุทธต้องปฏิบัติเป็นปัจจุบัน(ทิฏฐิ หรือทิฏเฐ) จึงจัดไปถึงนิพพานเรียกว่าทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ มีทิฏฐิที่จะต้องมีปัจจุบันสัมผัส มีทฤษฎีวิธีปฏิบัติในขณะเป็นปัจจุบัน ปัจจุบันต้องลืมตา หลับตามีแต่อดีตกับอนาคตซึ่งมีสัญญากำหนดหมายในความจำ ประเด็นที่ต้องเป็นปัจจุบัน ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าต้องเป็นปัจจุบัน อดีตกับอนาคตนั้นไม่ใช่ อดีตกับอนาคตจะได้แค่ทิฏฐิ 62 สิ่งไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าเลย เพราะว่ามีสัมผัสเป็นปัจจัยมีปัจจุบันเสมอเลย ขาดปัจจุบันไม่ใช่การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ขาดสัมผัสภายนอกก็ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า นี่คือประเด็นสำคัญมากเลยที่ศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไปหมด พูดยืนยันความจริงในการปฏิบัติ แต่เขาบอกว่าไม่ควรบอกคนอื่น พระพุทธเจ้าบอกว่าใน โลหิจสูตรว่า ….โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358)
พ่อครูว่า...อะไรควรบอกก็บอกไป สิ่งที่บรรลุแล้วก็บอก สิ่งที่ไม่บรรลุก็บอกว่าไม่บรรลุ สิ่งที่เป็นความผิดหรือถูกก็บอก เขาก็หาว่าอวดดี อาตมาว่า อาตมาอวดดีแต่จิตไม่มีสาเฐยจิต คือไม่มีกิเลสอยากอวดในจิต ไม่ได้มีจิตอยากให้คนมานับถือ อาตมาอวดความถูกต้องธรรมะเพื่อเป็นทราบว่ามันดีอย่างนี้เป็นอย่างนี้ สิ่งที่ไม่ดีอย่างนี้มันผิดเป็นอย่างนี้ ก็แจกแจงอย่างนั้น เอาง่ายๆ พระพุทธเจ้าตรัสถึงสัมมาทิฏฐิ 10 มีใครอธิบายสัมมาทิฏฐิ 10 ให้สมบูรณ์แบบให้เข้าใจแล้วปฏิบัติได้ไหม ทินนัง คือการทำทานแล้ว เดี๋ยวนี้มิจฉาทิฐิไม่เกิดผลไม่เกิดอานิสงส์ ถ้าเขาทำทานแล้วก็ไม่เคยทำให้ผิดอย่าไปตั้งความหวัง สาเปกโข ในทานสูตรตรัสไว้ เขาไม่เคยสอนอย่างนี้ แต่มีแต่สอนถ้าเราตั้งใจดีๆจะได้สวรรค์ ใครสร้างสวรรค์ไว้ในจิตได้มากๆ ยั่วยวนหลอกคนให้ไปมีภพชาติ ได้สวรรค์ ซึ่งศาสนาพุทธนั้นดับสวรรค์กับนรกหมด ศาสนาพุทธไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก สวรรค์นรกนี้เป็นโลกีย์ ศาสนาพุทธเป็นโลกุตระ เขาก็ว่าพูดเป็นขั้นๆ ก็ขั้นที่ถูกต้องคือการทานที่ถูกต้องคืออย่าไปทำให้จิตมีสวรรค์มีนรก ทานคือให้ อย่าไปอยากได้อะไร อยากได้อยู่คือภพชาติ ให้ก็ต้องไม่เอาอะไร ต้องตั้งจิตให้ถูกมนสิการให้ถูก เป็นข้อที่ 5 ของนาม 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ หรือในมูลสูตรข้อ 2 มีฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด ความเกิดหรือชาตินี้มี 5 อย่าง ชาติสัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ เขาแปลไว้นั้นเอามาสอนให้ปฏิบัติไม่ได้ผลเลย เขาแปลนิพพัตติว่า เกิด ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของ เหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ พ่อครูว่า.. ชาติ คือ ความเกิด common noun คือการเกิดทั่วไป สัญชาติ คือ การเกิดที่เคยเกิดมาแล้ว แล้วมันก็ตามมา เป็นอัตโนมัติ โอกกันติ คือ ความหยั่งลง ผู้ที่ไม่เข้าใจการเกิดก็มีแต่การเกิดของอวิชชา มีแต่กิเลส จนกว่าจะเรียนรู้และปฏิบัติ ก็สามารถดับที่ โอกกันติ ที่จะหยั่งลงสู่จิตในทุกปัจจุบัน มีผัสสะ เกิดเวทนา ต้องแยกแยะเวทนาให้เป็น แยกเนกขัมสิตะ ธรรมดามันก็เป็น เคหสิตะ ปรุงแต่งแบบโลกๆ หากเรารู้เราก็อย่าไปตามโลกๆ วิจัยวิจาร วิธีวิจัยวิจารณ์คือสังกัปปะ 7 หรือแยกพัฒนาออก เริ่มตักกะ จิตก็ดำริมา เราก็แยกจิตออก รู้ว่ามีกิเลสผสมมา ก็จับกามตัณหาหรือพยาบาทให้ได้ แล้ววิหิงสาต่อมา แล้วทำให้กามพยาบาทลดๆๆ ทำได้ก็เป็นวิตักกะ วิตักกะคือกิเลสที่เคยมีทำให้ไม่มีก็คือ วิ ทำได้ วิสุทธิ์ วิศิษฏ์ วิเศษ
สมณะเดินดินว่า...ทำอย่างไรถึงให้ การหยั่งลงในจิตเราได้ วิสุทธิ์ วิศิษฏ์ วิเศษ ทุกครั้งที่เกิดผัสสะแล้วเห็นกิเลสตัวเองก็คือได้แล้ว ส่วนทุกครั้งที่เกิดได้เห็นกิเลสของเพื่อนก็คือการหยั่งลงของอวิชชา 610309_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สุดยอดแห่งคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตย