สื่อธรรมะพ่อครู(อุเบกขา) ตอน ชุมชนคนมีจิตอุเบขา 5 ประการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อุเบกขา) ตอน ชุมชนคนมีจิตอุเบขา 5 ประการ _หนึ่งขวัญ...หนูเคยเขียนหนังสือส่งไปที่บริษัทอมรินทร์ แล้วเขาตอบรับมา หนูจะลองอ่านบทความสั้นๆ “คนที่โชคดีที่สุดในโลกไม่ใช่คนที่สูงด้วยศักดิ์ฐานะยศศักดิ์ แต่คน “แม่คือผู้ให้ใครอกตัญญูผู้นั้นไม่ใช่คน” หนูเขียนเป็นหลายข้อความทำไมเขาไม่ตอบรับเลย ทำไมหนูแปลกไปหรือ แต่เขาเขียนตอบรับมาว่า สิ่งที่คุณเขียนส่งมาไม่ตรงกับสำนักพิมพ์ของเรา เราควรจะเขียนอย่างไรให้สังคมเปิดรับบ้าง พ่อครูว่า...คุณอย่าไปแคร์คนเขาจะรับหรือไม่ ถ้าอาตมาแคร์คนรับหรือไม่รับอาตมาทำงานนี้ไม่ได้ มายุคนี้อาตมาเกิดมา เปิดเผยโลกุตระอาตมาไม่แคร์ อาตมาก็ทำของอาตมาไป ทำงานออกบวชจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ ตั้งแต่มีคนมาสนใจเอาชีวิตมาทางนี้เรื่อยๆ เท่าที่นึกออกเลย อาตมาไปบรรยายธรรมะ ผู้ที่สมัครเข้ามาใกล้ชิดเลยเป็นผู้หญิงซะอีก คือ นัยนา (มาบรรจบ) แล้วก็ใครต่อใครตามมาเรื่อยๆ คือหมายความว่า ผู้ที่สนใจและเอาชีวิตที้งชีวิตมากับทางนี้ มันเป็นจริง เขาทำงานอยู่กับทางโลกดีๆแล้วก็ทิ้งมาอยู่กับอาตมา เป็นปรากฏการณ์จริงแล้วก็มีคนมาเพิ่มกลายเป็นคณะหมู่กลุ่มชาวอโศกจนกระทั่งทุกวันนี้มีชุมชนชาวอโศกนี่ มันเป็นเรื่องที่จริงของชีวิตมนุษย์ ที่พิสูจน์จิตวิญญาณ ความรู้ และเห็นว่าอะไรจริงๆอะไรคือสัจธรรมที่ชีวิตเราจะต้องร่วมหัวจมท้าย แล้วคุณก็เอาชีวิตมาทางนี้เลย เพราะมันจริงๆๆ หลายคนนึกเลยว่าแต่ก่อนเรามุ่งหมายจะไปรวยลาภแข่งขันกับบิลเกตส์ จะไปรวยยศชั้นจะกลายเป็นเจ้าโลก เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในโลก เหมือนกับโดนัลทรัมป์เขาพยายามจะเป็น หรือใครก็แล้วแต่ทางโลก มันจะเป็นอย่างนั้นเลยในโลก แต่เราเอง ไม่ไปแล้วเข้าใจแล้วแล้วมาทางนี้เลย ลักษณะจิตที่เรารู้เราเห็นชัดในความจริงแล้วเราเอาชีวิตนี้มา มันเป็นการยืนยัน
อ่านต่อ
พิสูจน์ อาตมาทำงาน มีคนจริงเข้ามาได้ จนเดี๋ยวนี้อาตมากล้าพูดว่าในโลก ชุมชนชาวพุทธกลุ่มหนึ่งเหมือนกลุ่มชาวอามิช อิตโตเอ็น คิปบุช เขาก็อยู่กันอย่างมีพฤติกรรมสังคมของเขาแบบของเขา ของเราเป็นแบบพระพุทธเจ้า เป็นอาริยบุคคล ตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า เกิดจริงเป็นจริงอยู่ในโลก จนเป็นชาวอโศกที่มีสถานที่เสนาสนะและมีคนมารวมกันอยู่เป็นสังคมกลุ่มมีชีวิตไป พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้ มีเครื่องอาศัยกินอยู่ มีสิ่งที่เป็นปัจจัยและบริขาร อย่างไม่ขาดหกตกหล่นอุดมสมบูรณ์ มีอาหารสัปปายะ ที่สำคัญมีธรรมะสัปปายะ เป็นธรรมะที่พาให้เป็นผู้เจริญผู้ประเสริฐแบบนี้ พิสูจน์ได้ครบครันบริบูรณ์ ขอพูดข่มหน่อย ที่อื่นไม่มีกลุ่มอื่นไม่มีอย่างนี้ ยกตัวอย่าง ท่านพุทธทาสก็พยายามจะทำแต่ก็ไม่ได้ ไม่มีหมู่กลุ่ม ไม่มีมวลปรากฏจริงเป็นรูปธรรม มีศีลถาวร มีสัมมาสมาธิที่ปฏิบัติในการทำงานอาชีพการงานการกระทำทุกอย่างขณะพูดขณะทำขณะคิด ก็มีมโนปวิจาร 18 จัดการ มีมุทุภูตธาตุจิตเจตสิกเราเอง รู้เท่าทันจิตใจตัวเองจัดการกิเลสตัวเองจนกระทั่งเป็น คนที่มีอุเบกขาเป็นฐาน อย่างมีคุณสมบัติ 5 อย่างถาวร สัมผัสแล้วก็สะอาด กระทบสัมผัสอย่างไรก็สะอาดอย่างเก่า จิตใจเร็วๆปรับได้เร็วรู้ได้เร็วแล้วก็มีกรรมการงานที่สวยงาม ปฏิบัติกรรมกับใครต่อใครก็มีแต่ความเหมาะควรด้วยสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4ตัดสินทำงาน จัดสัดส่วนการงานได้พอเหมาะพอดีเป็น กัมมัญญา การงานที่ได้ผลเหมาะสมควรทั้งนั้นเลย จิตผ่องใสอยู่ตลอดเวลาปภัสรา คุณสมบัติ 5 ประการนี้ใครมีบ้างเอ่ย?... ไม่มีใครยกมือเหรอ ก็มีบ้างนิดหน่อยคุณภาพยังไม่ดีนัก ….พอสมควร นอกนั้นยังไม่กล้ารับรองตัวเองเลยนะ ว่า ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มันมีเป็นเหตุปัจจัยไป เหตุปัจจัยอย่างนี้ๆเราทำได้แล้วสัมผัสแล้วก็บริสุทธิ์อยู่มี มุทุภูตธาตุ อยู่กับสิ่งเหล่านี้อย่างเราไม่ได้รังเกียจเลย ทำงานด้วยหรือไม่ทำงานด้วย กัมมัญญา จิตใจของเราไม่มีการผลักดูดอะไรจิตใจของเราก็ผ่องใสสะอาด ด้วยคุณสมบัติ 5 ประการของอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา คุณสมบัติ 5 อย่างนี้เป็นฐานนิพพาน ถ้าทำจิตอย่างนี้กับทุกอย่างได้เมื่อกระทบสัมผัสกับสัตว์เราก็มีอุเบกขา 5 โดยเฉพาะตัวตนบุคคล กระทบกับของวัตถุก็ดีพืชพรรณธัญญาหารก็ดี จิตใจของเราก็มีอุเบกขา 5 กระทบกับตาหูจมูกลิ้นกายใจไปกระทบจิตใจเราก็เป็นกลาง ไม่มีพยาบาทเกิดในจิตเลย กระทบแล้วก็รู้จริงตามความเป็นจริง ตากระทบรูปหูกระทบเสียงจมูกกระทบกลิ่นลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัสทุกอย่าง แม้แต่ใจในใจ สัมผัสสัมพันธ์กันอยู่อย่างไรจิตใจก็ยังเป็นกลาง อรหันต์คือจิตที่เป็นอุเบกขาเป็นกลางอย่างถาวร นี่คือความสงบสมบูรณ์ จิตสงบเพราะหมดกิเลส กิเลสไม่เกิดอีกอย่างสงบ ไม่ใช่สงบเพราะไปนั่งนิ่งๆไม่กระดุกกระดิก แล้วก็ไม่รับรู้อะไรมันคนละเรื่องเลย สงบของพระพุทธเจ้านั้นคล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียว แล้วคล่องเร็วไวเท่าไหร่ก็มีมุทุภูตธาตุ รู้เร็วไวชัดเจนรู้ทันกิเลสเข้าแทรกไม่ได้ จะได้ไวเท่าไหร่กิเลสก็เข้าไม่ได้ไม่มีช่องว่างให้กิเลสเข้า อย่างนี้ อาตมาพยายามอธิบายด้วยพยัญชนะภาษาให้รู้สภาวะพอจะชัดเจนไหม ...ชัดเจน ทำให้ได้ อาตมาอธิบายสภาวะธรรมจากบัญญัติต่างๆที่พระพุทธเจ้าสอนก็นำบัญญัติต่างๆมาขยายความไม่ได้นำบัญญัติตัวเองมาหรอก เอาแต่ของพระพุทธเจ้ามา เอามาขยายความทั้งนั้น อย่างอุเบกขา 5 ไม่มีสำนักไหนเอาไปขยายความเลย ไม่มี เพราะฉะนั้นเขาไม่มีทางที่จะไปบรรลุอรหันต์ นี่เป็นฐานอรหันต์ จริงๆ ฐานตั้งแต่พระโสดาบัน ถ้ารู้แต่ก็เป็นของหยาบ ของหยาบเราก็สามารถ โสดาบันกระทบสัมผัสอย่างนี้แล้วเราก็รู้อุเบกขาได้ มันก็หลุดพ้น มันจะมีของจริงมันจะมีสิ่งที่รองรับ ถ้าเราฝึกฝนตั้งแต่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีอรหันต์ มีเครื่องยืนยันได้ ว่าปฏิบัติธรรมไม่โมฆะไม่สูญเปล่า พระพุทธเจ้าอธิบายธรรมะไว้ในพระไตรปิฎกมากเรื่องหลายอย่าง แต่เดี๋ยวนี้เขาบอกว่าไปนั่งหลับตาปฏิบัติ จะไปดูในตำราดูในตำราเดี๋ยวจะได้บรรลุอรหันต์ แล้วพระพุทธเจ้าจะตรัสไว้ทำไมให้เมื่อยปาก ถ้าให้นั่งหลับตาตะพึดตะพือก็จบแล้ว แยกแยะมันไม่ใช่เรื่องง่าย มันมากมายพิสดาร จะพูดให้ปากเปียกปากแฉะให้ปวดหัวไปทำไม คือพวกนี้ดูถูกคำสอนพระพุทธเจ้ามากเลย ตัวเองก็ตีทิ้งของพระพุทธเจ้า บาปนะ พูดและสอนในสิ่งที่พระเจ้าไม่ได้ตรัสไว้ พูดข่มพูดทิ้ง เอาสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนทิ้งไปหมดเลยคนนี้ก็บาป 620410_ตอบปัญหาเปิดโลกบุญนิยม ปลุกเสกฯ#43 บ้านราชฯ