สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน คุณสมบัติของพระอรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน คุณสมบัติของพระอรหันต์ พ่อครูว่า…มาทวน พรหมชาลสูตรต่อ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรมติพระสงฆ์ ก็ตาม เธอทั้งหลายไม่ควรอาฆาต ไม่ควรโทมนัสน้อยใจ ไม่ควรแค้นใจในคนเหล่านั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่ (พ่อครูว่า..หากนักปฏิบัติธรรมเกิดจิตน้อยใจอะไรพวกนี้เป็นการเสียท่าเสียเชิงสำหรับนักปฏิบัติธรรม) ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น เธอทั้งหลายจะพึงรู้คำที่เขาพูดถูก หรือคำที่เขาพูดผิดได้ละหรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้ทีเดียว พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่านั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้น จะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลายเพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม หรือชมพระสงฆ์ ในคำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยค
อ่านต่อ
วามเป็นจริงว่า นั่นจริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ในเราทั้งหลาย.
พ่อครูว่า…คนข้างนอกเขาจะชมเราก็มีน้อย เขาชมมาเราก็ดูเหตุว่ามันเป็นอย่างไร เช่นเขาชมว่าเป็นอรหันต์ ก็ยังไม่มีเลยคนข้างนอกมาชมอย่างนี้ เราก็จะได้บอกว่าจริง เราเป็นพระอรหันต์เพราะเหตุนี้ก็จะได้บอกเขา แม้ไม่ชมก็จะบอก ที่อาตมาบอกอาตมาเป็นอรหันต์นั้น อย่ามองตามอาการว่าไม่ใช่พระอรหันต์ซึ่งเป็นพระอรหันต์ตามภพของเขาเอง แต่อย่างอาตมานี้อรหันต์จริง โดยเฉพาะคนจะเข้าใจผิดใจอาตมาได้ไหมว่าไม่มีกิเลส อรหันต์คือผู้ไม่มีกิเลส เปิดตำราให้ดูเลย คุณสมบัติของผู้ที่เป็นอรหันต์ ในหนังสือธรรมพุทธสุดลึก มี 8 ข้อ
มาสู่อวิชชา 8 ประการ 1. ไม่รู้..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) 2. ไม่รู้..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) 3. ไม่รู้..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ) 4. ไม่รู้..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์ 8) 5. ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง 6. ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง 7. ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ไม่รู้สิ่งที่เที่ยงแท้เท่ากันหมดแล้ว) (ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) . 8.ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่ง การเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท (หรืออิทัปปัจจยตา) (พตปฎ. ล.34 ข.691 ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ)
พ่อครูว่า...อาตมาว่า อาตมาเป็นอรหันต์นั้นเพราะอาตมาเป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้พ้นอนุสัย ไม่มีเครื่องหมักดองเหลือ เป็นผู้จบพรหมจรรย์แล้ว เถรวาทไม่เข้าใจเรื่องโพธิสัตว์ อาตมาก็อธิบายว่าคือผู้ที่บรรลุธรรมมาตามลำดับ โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในชีวิตนี้อาตมามีความจริงเท่านั้นในตัวเองเปิดเผยความจริงหมดก็ไม่มีอะไรที่จะเปิดเลยจะบอกจะเล่าจะให้ อาตมามีแต่ความจริงอย่างเดียว คนไม่เข้าใจอาตมาว่าทำไมไม่จริงอ่ะทำไมไม่ใช่อรหันต์ เขาไม่เชื่อหรอกว่าอรหันต์จะต้องมาเป็นอย่างอาตมา อรหันต์จะต้องไปนั่งนิ่งเงียบสงบไม่ว่าใครไม่กระดุกกระดิกเชื่องๆเซื่องๆเนือยๆ เป็นมนุษย์ innert ไม่ใช่หรอก อรหันต์ของพระพุทธเจ้าต้องคล่องแคล่วว่องไว Activeเร็วยิ่งกว่าแสง เร็วไวประมาณแสง อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งอาตมาเองอาตมาได้ บอกคุณสมบัติหรือคุณธรรมแบบอาตมาเอง เคยกำหนดความเป็นอรหันต์อยู่ 12 ประการ เป็นความเข้าใจความรู้สึกของอาตมาเอง เคยพูดว่า 12 อย่างมีอะไรบ้าง เป็นคนหมดทุกข์ . (ดับทุกข์อริยสัจ) เป็นคนไม่มีภัย เป็นคนมีคุณค่า เป็นคนทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นถ่ายเดียว เป็นคนไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เป็นคนมีเมตตาจริง เป็นคนมีอุเบกขาจริงแท้ เป็นคนไม่ทำบาปแล้ว เป็นคนทำแต่กุศล เป็นคนได้ประโยชน์ตนครบแล้ว ไม่มีประโยชน์ตนที่ต้องทำให้ตนอีกแล้ว 11. เป็นคนรู้จักสวรรค์ นรก นิพพาน ถูกถ้วน 12. เป็นคนรู้จักและมีนิพพานสัมบูรณ์
ถ้าหากว่ามีคุณสมบัติ 12 ประการคุณจะ approve ไหมว่าเป็นอรหันต์ สิ่งที่อาตมาพูด อาตมาทำงานอย่างเบิกบานร่าเริงเสียดายเวลาที่ไปหลงทางโลกอยู่ 36 ปี ทำงานมาตอนนี้ที่ 48 ปีแล้ว อาตมาว่า อาตมาไม่ได้พูดเล่น ไม่ได้พูดหลอกลวงโกหก พูดจริงทุกอย่างไม่และเล็มเลียบเคียงไม่เหลาะแหละไม่กระมิดกระเมี้ยนพูดเปรี้ยงตรง เขาก็ว่าอรหันต์อะไรพูดซื่อๆ ว่าตนเองเป็นอรหันต์ คนจะพูดอรหันต์จะต้องมีท่าที dramatic อาตมาเป็นคนไม่มีท่า ตรงๆซื่อๆอย่างนี้ ไม่พอใจหรือไง? ไม่ได้สะดุดอะไร คืออาตมาต้องการแสดงความจริงที่บริสุทธิ์สะอาดไม่มีอะไรแฝงปนพอก เนื้อยาดุ้นๆไม่มีสีไม่มีน้ำตาลเคลือบ ต้องการแสดงแบบนี้ แต่คนที่ต้องการสี ต้องการน้ำตาลหุ้มหน่อย ไม่อย่างนั้นมันกินไม่ลง มันขื่นขมไม่น่ากินไม่สวยเลย อาตมาไม่พยายามทำอย่างนั้นเพราะคนทุกวันนี้มันพรางมันหลอกกัน แต่ต้องการให้เปรี้ยงๆตรง ศาสนาพุทธทุกวันนี้เราพูดกันถึงขั้นพระอรหันต์ จริงๆแล้วศาสนาพุทธหมู่ใหญ่มีแต่เดรัจฉานวิชากับไสยศาสตร์กับโลกธรรม หลงอยู่กับลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอย่างนั้น ขออภัยที่อาตมาพูดตรงเกินไป ที่จริงมันยิ่งกว่านี้ มันไม่เกินหรอก พูดยังไม่ตรงตามจริงทั้งหมดด้วยซ้ำไปมันไปกันใหญ่มันไม่เหลือ อาตมาจึงต้อง ฉุดอย่างแรงดึงกลับเปรี้ยงๆ หากชักเย่อ อาตมา 1 ต่อล้าน กับเถรสมาคม แล้วจะให้ทำแบบยืดหยุ่นมันก็ไม่เหลือซากอะไรก็ลากกันลงทะเลหมดสิ เพราะฉะนั้นอาตมามาจึงต้อง ยึด ต้องแรงต้องดึง เพื่อจะดึง 1 ต่อล้านนี้ให้สู้ได้ สิ่งที่อาตมาทำอยู่เป็นเช่นนั้น แล้วอาตมาก็ยังอบอุ่นใจตรงที่ว่า เอาธรรมะที่เป็นโลกุตระมาประกาศในโลกยุคนี้ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้ว ในอาณิสูตรว่า กลองอานกะไม่เหลือซากแล้วไม่ว่าจะเป็นหนังเป็นเชือกไม้ ก็ไม่มีกลองเก่าแล้วแต่เป็นของใหม่หมดเลยก็ยังเรียกเป็นชื่อกลองอานกะอีก แต่เนื้อเก่าไม่เหลือ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าผู้ที่ไปแสวงหาแก่น ทุกวันนี้ไม่ได้เลย สะเก็ดคือศีล เปลือกคือสมาธิกระพี้คือปัญญาวิมุติคือแก่น คนที่ไปแสวงหาแก่นไม้อย่างที่ว่านี้ ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่มีแม้แต่สะเก็ดคือศีล ทุกวันนี้จะไปถามว่าพระมีศีลเท่าไหร่ เขาก็จะบอกว่า 227 ข้อ ส่วนจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลไม่รู้เรื่อง ถ้าเอาศีล 3 หมวดนี้ ว่า ศาสนาต้องมีศีลอย่างนี้ก็จะไม่เหลือเลยเพราะว่าไม่มีที่ไหนไม่จุดธูปจุดเทียนบูชาไฟไม่สวดมนต์แบบเดรัจฉานวิชา วัดวาอารามที่ไหนก็ไม่เหลือ อาจจะมีวินัย 227 ก็ถือว่ายังพอถูไถ แต่ก็ถ้าหากจับเรื่องปาราชิกเกี่ยวกับเงินไม่เหลือหรอก มีเงินหากไม่สละออกก็ปลงไม่ตก เป็นพระที่ด่างพร้อย หาได้ยากที่จะไม่มีเงินในบัญชีเป็นของส่วนตัวหาได้ยาก จะใหญ่จะเล็กขนาดไหนก็แล้วแต่ แต่อาตมาก็ได้ทราบว่าสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันนี้หรือสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ท่านพุทธทาส ท่านประยุทธ์อยู่ในศีลอยู่ในวินัยบริสุทธิ์อยู่ หรือว่าพระปฏิบัติที่ออกป่าหรือพระบ้านก็ตามก็มีบ้าง แต่มันมีเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมันไม่ไหว จะกลบไม่เหลือ มาดึงกลับแม้แต่แค่ ศีลไม่มี สะเก็ดไม่มี สมาธิก็เป็นมิจฉาสมาธิ ปัญญาก็เป็นปัญญาที่ เฉโกไปหมด คือเฉลียวฉลาดแบบโลกีย์ ถ้าหากเป็นโลกุตระต้องมี อัญธาตุอัญญา อัญญาสิวตโพโกญทัญโญ เป็นความรู้แบบใหม่ของมนุษย์ต่างดาว เริ่มต้นพระพุทธเจ้าเทศนา โกณฑัญญะเข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าได้ พระพุทธเจ้าท่านอุทานว่า โอ้ อัญญาสิวตโพโกญทัญโญ เกิดธาตุใหม่ อัญญา ธาตุรู้อื่นที่ไม่ใช่ธาตุรู้เก่าที่เป็นเฉโก เฉกตา เกิดความรู้ใหม่ที่เป็นความรู้เข้าหาโลกุตระ พระพุทธเจ้าท่านหยั่งรู้จิต เทศน์เสร็จใน5 รูป โกณทัญญะรู้ได้แล้ว เป็นเรื่องที่ชัดเจนในการแยกโลกุตระกับโลกียะ อาตมาเอามาพูดนี้ขยายจากภูมิรู้ของอาตมา คนจะอธิบายอย่างอาตมานี้มันจะต้องมีภูมิจริงถึงจะต้องอธิบายได้ ตำรานี้ไม่ได้พูดอย่างนี้ไม่ได้ลอกมาจากตำรา แต่พูดโดยความรู้ตนเองอย่างแท้จริงอย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้อาจจะมายืนยันว่าจะมามีสิ่งเหล่านี้อาตมาเป็นอรหันต์ก็แสดงออกอยู่อย่างนี้ อะไรไม่อะไร อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาประกาศ แล้วพวกเราฟังโลกุตรธรรมรู้เรื่อง เข้าใจ ยินดี ละทิ้งทางโลกมา แล้วพวกเรา ชาวอโศกที่มีอยู่ทั่วไปเป็นชุมชนในประเทศก็ล้วนแล้วแต่เข้ากระแสมากบ้างน้อยบ้างมีอยู่ทุกชุมชน เป็นคนที่มีจิตใจเป็นพระโสดาบันเป็นต้นไปเป็นพระสกิทาคามีเป็นพระอนาคามีก็ไม่น้อย เป็นพระอรหันต์แต่ยังไม่รู้ตัวสรุปตัวเองไม่ลง จริงๆแล้วบรรลุอรหันต์แล้ว แต่สรุปตัวเองไม่ลงมันวนเวียนซ้ำซ้อน เพราะฉะนั้นแต่ละคนไปตรวจสอบตัวเองให้ดีแล้วจะรู้ว่า ปัดโธ่ กิจจบแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้วเราไม่มีแล้ว นอกนั้นก็จะเป็นความจำสัญญาที่จำ แต่ก่อนเคยมีอาการ โลกๆ ยังหลงโลกติดยึดมีรสโลกๆอยู่ แต่ตอนนี้ควรตรวจสอบตัวเองดีๆ รสโลกๆ แม้แต่เรื่องลึกซึ้ง เป็นพระอรหันต์นั้นท่านนับตั้งแต่มีอาสวะสิ้น ยังไม่ได้เป็นผู้ที่สิ้นอนุสัย มีปัญญาวิมุติ สิ้นอาสวะ ท่านนับเป็นอรหันต์ ยิ่งสิ้นอนุสัยเป็นอุภโตภาควิมุติ แน่นอนเป็นอรหันต์สมบูรณ์ เป็นรายละเอียดของจิตเจตสิกคุณจะต้องรู้ของตัวเองจะมาพูดนี้รู้อย่างที่เอาสภาวะของจิตพูดถึงความต่างของอาสวะกับอนุสัย อาตมาพูดด้วยความรู้ความจริงของอาตมา อาตมารู้ความต่างของอาสวะและอนุสัย คนที่ไม่มีความรู้ที่จะรู้รายละเอียดของความต่างนี้เขาพูดไม่ได้หรอก ให้อธิบายเสร็จก็ไม่ได้ แต่ว่าอาตมาอธิบายได้ วันนี้ยังไม่มีเวลาจะอธิบาย แต่เคยอธิบายมาบ้าง เอาสังโยชน์ 10 ที่มีอาสวะ แล้วก็เอาอนุสัย 7 มาเทียบให้ฟัง สังโยชน์ 3 ข้อเป็นตัวตั้งรู้จัก สักกายะ วิจิกิจฉา พ้นสีลัพพตปรามาส ปฏิบัติลดกิเลสได้ไม่เหลาะแหละ ผู้ที่ทำได้ก็เข้ากระแส เสร็จแล้วก็จะต่อจากนั้นเป็นต้นไป เป็นกามราคะ ปฏิฆะ เป็นรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ จนบริบูรณ์สมบูรณ์ได้ ก็ผ่อนสังโยชน์ 10 พอไปอนุสัยก็ไม่ต้องพูดถึงสังโยชน์ 3 เลย ก็เริ่มที่กามเลย 1. กามราคานุสัย (ความดึงดูดกำหนัดในกาม) 2.ปฏิฆานุสัย (ความผลักไส ขัดเคือง ขึ้งเคียด) 3.ทิฏฐานุสัย (ความยึดถือความเห็นเป็นตนของเรา) 4.วิจิกิจฉานุสัย (ความลังเลสงสัย ทำให้เนิ่นช้า) 5. มานานุสัย (ความถือตัวทั้งหลาย) 6. ภวราคานุสัย (ความใคร่อยากในภพละเอียด) 7. อวิชชานุสัย (ความไม่แจ้งในอริยสัจ) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 11)
เกิดเป็นคนนี้ไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่กว่ามาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า รู้ยอดแล้วมาทำงาน แม้คุณจะไม่เป็นผู้นำ คุณเข้ามาร่วมกันมาช่วยกันทำงานนี้ มันเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มันเป็นงานของมนุษยชาติ คุณจะเกิดอีกกี่ชาติ งานนี้เป็นงานที่สุดยอดแล้วไม่มีงานอะไรดีเท่าหรอก ถ้ามันไม่จริงพระพุทธเจ้าไม่ทิ้งงานทางโลกมาทำงานนี้เลย จนกระทั่งรู้ท่านรู้พระองค์เองท่านออกมาแล้วท่านหลงลิงลมอมข้าวพองถึง 6 ปี ท่านก็จะสรุปของท่านฟื้นความรู้สัพพัญญุตญาณของท่านเอง ท่านก็ทำงานนี้ตลอดจนท่านปรินิพพาน มันไม่มีอะไรที่จะดีกว่านี้ อาตมาเป็นลูกพระพุทธเจ้าจะไปไหนก็ตายคาอยู่ที่นี่ คุณจะตายที่นี่ไหม สมณะฟ้าไท...สรุปจบ
620419_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พรหมชาลสูตร ตอนที่ 2 และเรื่องทาน