สื่อธรรมะพ่อครู(บุญ) ตอน สังวรศีลอย่างไรให้เกิดไฟบุญชำระกิเลส.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(บุญ) ตอน สังวรศีลอย่างไรให้เกิดไฟบุญชำระกิเลส บุญเป็นพลังงานที่เกิดในปัจจุบัน ในคนแต่ละคน ต้องสร้างพลังงานต้องทำจิต คือการทำโยนิโสมนสิการทำใจในใจของเราให้เป็น เป็นอะไร ทำใจในใจของเราให้เป็นหนึ่ง จัดการอภิสังขารให้เป็นปุญญาภิสังขาร สังขารจิตของเราให้มันเกิดพลังงานบุญ แล้วมันจะได้ชำระกิเลสได้ ที่นี่พลังงานบุญจะเกิดได้ต้องมีองค์ประกอบของศีล สมาธิ ปัญญา บุญนี้ไม่มีศีล เกิดไม่ได้ แล้วศีลต้องปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิถูกต้องตามสัมมาทิฏฐิ 10 ด้วย ตั้งแต่การให้ทาน ปฏิบัติตามยัญพิธีต่างๆ จนกระทั่งผลที่ได้ในจิต(หุตัง) แล้วเกิดจากกรรมกิริยาของศีล-สมาธิ-ปัญญานี่แหละ กัมมานัง แล้วก็รู้จัก มีปัญญารู้แจ้งรู้จริงใน อยังโลโก ปโรโลโก โลกที่เราเคยอยู่และโลกใหม่โลกอื่นที่ต่างจากโลกที่เราก็อยู่ในโลกีย์ แล้วจิตวิญญาณก็เปลี่ยนเป็นโลกุตระเป็นโลกใหม่ มีศีลเป็นแม่ มาตา ปัญญาเป็นพ่อ ทำให้เกิดอธิจิต สัตตาโอปปาติกา มีโอปปาติกโยนิ การเกิดของสัตว์ทางจิตวิญญาณเกิดขึ้นได้เป็นอาริยบุคคล ศีลเป็นที่ประชุมแห่งธรรมะอะไร? (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ศีลเป็นที่ประชุมแห่งสังวรใน การปฏิบัติที่ไม่ผิดของพุทธศาสนา อปัณณกปฏิปทา คือ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ สำรวมอินทรีย์ แล้วเกี่ยวข้องกับโภชนะ เกี่ยวข้องกับของกับสัตว์ เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราจะอุปโภคบริโภค โภชเนมัตตัญญุตา ศีลเป็นที่ประชุมแห่งการไม่ก้าวล่วง เราก็จะต้องระมัดระวังมีสติตื่นรู้กายในกายเวทนาในเวทนาจิตในจิต เป็นที่ประชุมแห่งเจตนาอันเกิดในความเป็นอย่างนั้น นามธรรม 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ การปฏิบัติธรรมต้องมีศีลเป็นผัสสะแล้วก็ทำใจในใจ แล้วก็เราต้องทำงานทางจิต คือ เวทนา สัญญา เจตนา ตัวสัญญาเป็นตัวการงานตัวกระทำ กำหน
อ่านต่อ
ดรู้เวทนาของเรา ว่ามันมีอะไรเป็นเหตุ เหตุนั้นคือเจตนา มโนสัญเจตนามี 3 มี กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา นี่คือเจตนา 3 เริ่มต้นก็ต้องอ่านกามตัณหาให้ได้ จัดการกามตัณหาให้ได้ นี่คือการปฏิบัติธรรมศีล สมาธิ ปัญญา เจตนาจะให้เกิดเป็น 3 อย่างนี้ เกิดกามเราต้องล้างละกาม ล้างกิเลสกามคือตัวเหตุ ล้างได้แล้วก็ต่อภวตัณหา คือเหลือรูปหรืออรูป เป็นสังโยชน์เบื้องสูงต่อไป แล้วก็เหลือ มานะ อุทธัจจะ จนกระทั่งถึงอวิชชาก็ล้างไปเรื่อยๆตามลำดับ เป็นที่ประชุมแห่งเจตนาอันเกิดในความเป็นอย่างนั้น จิตที่มันต้องการเจตนามุ่งหมายเกิดอย่างนั้นอย่างนั้น ท่านก็สรุปชื่อว่า ศีลเพราะอรรถเพราะเนื้อหาว่าสำรวม แล้วก็สังวร ทำให้เกิดผลอย่างที่ว่านั้น นี่คือการปฏิบัติธรรมไตรสิกขา ของพระพุทธเจ้า สังวรสำรวมแล้วรู้จักเหตุมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกิเลสอะไรเกิดขึ้น เสร็จแล้วเราก็พิจารณา หลักไตรลักษณ์ 3 เข้าใจ เห็นให้ได้ว่าอาการของกิจการกิเลสต่างๆมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ ต้องเห็นในทุกข์อาริยสัจ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป คนทุกคนที่เป็นปุถุชน อยู่กับพวกเท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเพราะเขาไม่ได้ล้างเหตุแห่งทุกข์จนกระทั่งเป็นพระอาริยะลดความทุกข์ลงบ้าง สกิทาคามี อนาคามีอรหันต์ก็หมด ปุถุชนก็มีแต่เกิดทุกข์อยู่ตลอดเวลา แต่ลวงตัวเองหลอกตัวเองว่ามันเป็นสุขแล้วมีอุปาทานปั้นเป็นภพชาติขึ้นมาเสพติดสั่งสมลงไป เพราะฉะนั้นทุกวินาทีแห่งความรู้สึกของคนปุถุชนคือทุกข์ จะมีวรรคเว้นอุเบกขาบ้างเป็นเคหสิตอุเบกขา ไม่มีกิเลสผสมลงไปแต่มันก็ยังเป็นอวิชชา มันเฉยโง่ มันไม่ใช่เฉยแบบเนกขัมมสิตอุเบกขา สรุปแล้วปุถุชนมีแต่กิเลสหนาทุกเศษเสี้ยวของวินาที มีแต่สั่งสมทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ฟังแล้วมันน่ากลัวมากเลย บางคนไปกระดี๊กระด๊าตัณหามากอยากรวยอยากใหญ่อย่างทักษิณ ชินวัตร สั่งสมกิเลสอยากรวยอยากใหญ่อยากมีอำนาจทุกอย่างเลย จิตของเขาจะเป็นอย่างไร สั่งสมแต่กิเลสใส่จิต ซับซ้อนด้วยอวิชชา น่ากลัวจริงๆ พวกเรานี่ได้มาศึกษาธรรมะโลกุตระเข้าใจสภาวธรรมพวกนี้ ค่อยยังชั่ว เพลาลงๆๆ ใครยิ่งสังวรระวังตั้งใจปฏิบัติให้ดี เป็นเวลาวาระวินาทีเป็นนาทีเป็นชั่วโมง กิเลสมันไม่สั่งสมตกผลึกลง มันมีการละเว้น จนกระทั่งไม่มีกิเลสเกิดอีกเป็นอรหันต์ ถ้าผู้ใดมีสติสังวรเสมอ กิเลสก็จะว่างลง มันไม่สั่งสมลง ถ้าเราไม่สังวรระวังไม่มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมแล้วระมัดระวัง ทางกายวาจาและจิต ควบคุมสติดูแลจิตกิเลสก็เข้า ไปสะสมสั่งสม มันจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย การฝึกต้องมีสติลืมตาผัสสะทวารนอกทั้ง 5 เสมอหลับตาลง เวลานอนไม่ได้ปฏิบัติหรอกเพราะว่าสติไม่เต็ม นอกจากผู้ที่ปฏิบัติฝึกฝนสติเต็มแน่นอนแล้วตอนหลับก็มีสติ แล้วก็ดูแลใจตัวเองได้ด้วยอย่างผู้ที่ปฏิบัติ เป็นอนาคามีขึ้นไปอะไรอย่างนี้ เวลานอนก็จะมีสติ มันก็ไม่มีกิเลสเข้ากิเลสเข้าไม่ได้ อย่างที่ท่านใช้สำนวน แม้หลับตาลืมตาก็มีนิมิตได้อภิสังขารปรุงแต่ง ตั้งแต่ใช้สัญญาระลึกถึงสิ่งที่ผ่านมา รู้ในใจหรือคิดเอาใหม่ปรุงแต่งเอาใหม่ ก็จะเป็นผู้ที่รู้จักตัวเองว่ากำลังทำงานยังไงอยู่ตลอดเวลา
คำว่าบุญของศาสนาพุทธจึงเป็นคำที่ยิ่งใหญ่มากเลย ผู้ที่สามารถประกอบจิตเป็นนักสร้าง เป็นวิศวะกรรมทางจิต สามารถประกอบจิตตัวเองให้เป็นเครื่องมือประหาร เป็นเครื่องมือฆ่า ในการฆ่าจิตนั้นจะต้องมีปัญญา มีสัญญาทำงานเข้าไปกำหนดรู้แยกแยะ เอาตัวกิเลสออกไปจากจิต แล้วก็จัดการกิเลสที่ยังมียังเหลือในพระอริยบุคคลที่สูงขึ้นก็จะเหลือน้อยลงๆ ถ้ายังไม่ใช่อริยบุคคลก็จะมีเต็มบ้องเลย ก็กำจัดไปๆๆ จนมันไม่เกิด ในขณะที่สร้างพลังงานขึ้นมาเป็นพลังงานที่มีประสิทธิภาพเรียกว่า ฌาน เรียกโดยภาษาง่ายๆว่าฌานคือไฟ การไปนั่งสะกดจิตแล้วดับจิตเย็นก็ตรงกันข้ามกับการสร้างฌาน ไฟ แต่มันไปสร้างน้ำแข็ง สร้างอุณหธาตุทางเย็นไม่ใช่เตโชธาตุ มันจึงไม่ได้ไปทำลายกิเลสอะไรเลย ไปสร้างภพชาติที่หลงผิดนั่งหลับตามันโมฆะจริง แล้วได้สิ่งที่หลงผิดเป็นภพชาติใหม่ๆเติมเข้าไปอีกนั่งหลับตาแล้วฟุ้งซ่านเป็นสวรรค์วิมานความเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นวิปัสสนูปกิเลสอีกมหาศาล ซับซ้อนไปหมดเลย ซึ่งมันตรงกันข้ามกับสัมมาทิฏฐิอย่างน่าสงสารมากเลย อาตมาพูดไป 40-50 ปี นักปฏิบัติธรรมผู้ที่ปฏิบัติธรรมก็คงจะได้ยินแม้จะนั่งหลับหูหลับตาขนาดไหนก็ต้องได้ยินเสียงโพธิรักษ์ตะโกนด่า ด่าซ้ำซ้อนลึกพิสดาร ด่าสารพัด พูดเป็นภาษาไทยให้ชัดๆว่าด่า หรือพูดตำหนิ นิคคัณหะ ไปงมงายจมอยู่อย่างนั้น อาตมาก็พยายามเตือนกระตุกให้พยายามให้ได้ให้ตื่นขึ้นมาให้หยุด ถ้าในชาวพุทธเราเข้าใจจริง เลิกหลับตาแล้วมาปฏิบัติธรรมให้เป็นสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะเต็มรูป กรรมทั้งหลาย เลิกละมิจฉาชีพ กุหนา ลปนา เนมิตกตา นิปเปสิกตา ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ทำงานจนพ้นลาภแลกลาภ แม้แต่พระไปทำงานไปงานต่างๆเขาก็ใส่ซองให้ พูดไปแล้วน่าสังเวชใจ พูดไปแล้วเหมือนด่าศาสนาทำไม อาตมาไม่ได้ด่าศาสนา อาตมาด่าคนมิจฉาทิฐิที่ประพฤติทำลายศาสนา ด้วยการปฏิบัติประพฤติผิด ด่าคนพวกนี้ไม่ได้ไปด่าศาสนา ที่จริงไม่ได้ด่าอะไรหรอก แต่ตำหนิบอกสัจจะว่าอย่างนี้ถูกอย่างนี้ผิด อย่างที่ถูกพูดทีไรก็ชมชาวอโศก อย่างที่ผิดก็ไปเหมือนกับด่าหมู่ใหญ่เขาที่ทำผิดกันไปหมด มันเลี่ยงไม่ออก เมื่อเกิดปฏิกิริยาอะไรก็เลี่ยงไม่ออกที่จะต้องไปสัมผัสกับสิ่งที่เลี่ยงไม่ออกถูกกับผิด ก็เลยกลายเป็นคนช่างด่า คนที่ไม่เข้าใจความเป็นจริงในความเป็นจริงพวกนี้เขาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร มนุษย์ที่เข้าใจเจตนาของอาตมาแล้วตั้งใจฟัง แม้จะไม่มาเข้าในหมู่กลุ่มชาวอโศก จะอยู่ในหมู่กลุ่มของเถรสมาคม อยู่ในสำนักของตนเองก็ตาม ถ้ามีปฏิภาณปัญญารู้ว่า อาตมาอธิบายธรรมะ สัมมาทิฏฐิ อธิบายธรรมะเป็นไปได้ถูกต้อง อาตมาว่าที่เขาเรียนรู้ธรรมะกันนั้น ฌานคือไฟ เขาก็ไม่พูด แต่ไปตามอรรถกถาจารย์ที่แปลว่าเพ่ง ฌานแปลว่าเพ่ง อย่างเก่งก็แปลว่าทำให้จิตสงบ ใช่ การทำให้จิตสงบลงไปแบบสมถะแบบ ฤาษีเดียรถีต่างๆ มันไม่มีพลังงานไฟขึ้นมาจัดการกับไฟราคะโทสะโมหะ จนกิเลสหมดสิ้นจิตใจสะอาดมีคุณสมบัติเป็นอุเบกขา 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ปุถุชนมีแต่สั่งสมกิเลสให้หนาขึ้นจนไม่รู้จะหนาอย่างไร มันจึงแก้ยากแคะยาก ยังดีนะ ในคนไทย 61 ล้านคน ยังมีคนมาสนใจมายินดี รวมกันมานั่งฟังธรรม สละเวลาชีวิตมันจะไปอะไรมาก พุทธาภิเษกปลุกเสกที1 ก็มีกันมาไม่ใช่ 67 ล้าน มี 67 สิบ ไม่ใช่ 67 ร้อยด้วย ก็เลยได้ 670 ประมาณนั้น มี 670 ใน 67 ล้านก็คงกี่ % หนึ่งในหมื่น .00001% มาฆบูชาของพระสมณโคดมมีพระอรหันต์มารวมกัน1250 รูป นี่น้อยที่สุดแล้วในบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หลังจากพระพุทธเจ้าประกาศศาสนา อีก 9 เดือนก็มาฆบูชา มีอรหันต์มาพร้อมกันในวันเพ็ญเดือน 3 ไม่ได้นัดหมายกันมา ที่จริงพระอรหันต์มีมากกว่า 1250 แต่ที่รวมกันวันนั้น 1250 ท่านสร้างได้น้อยที่สุดในความเป็นพระพุทธเจ้า ส่วนอาตมานั้นจะสร้างก็ว่าสร้าง ไม่ต้องนับมาฆบูชามากี่ครั้งแล้ว มาฆบูชากี่ปีแล้วก็ 43 ปีแล้ว ครั้งแรกจะมีกี่คนไม่รู้ งานปลุกเสกฯพุทธาฯ ก่อนจะนับครั้งแรกเราทำมาก่อน 2 ครั้งก่อนตั้งชื่อ แรกๆก็มีคนประมาณ 100 กว่าคนมาฟังธรรม เริ่มต้น ที่ศาลีฯ กับศีรษะฯ เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ข้อเสียเวลาไป 29 ปี ยังไม่พอ ยังไปเป็นลิงลมอมข้าวพองอีก 6 ปีเป็น 36 ปี กว่าจะรู้ตัวเป็นหนี้บาปไปใช้หนี้ ท่านแปลเป็นภาษาว่า…. เราเป็นผู้ชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จาก โพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา๖ปี เราถูกบุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น บัดนี้เราเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป(ปุญญปาปปริกขีโณ)(ล.๓๒ ข.๓๙๒) ในปางที่จะเป็นพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไร ท่านบำเพ็ญสัมมาสัมโพธิญาณมาจนครบแล้วก็เอาของเก่าระลึกออกมา ท่านก็หาที่ที่จะระลึก ผู้ที่จะระลึกชาติระลึกภูมิธรรมเก่าได้ ก็ต้องมีผู้มาทำเก่าก่อน นั่งหลับตาไม่มีภูมิธรรมใหม่ มีแต่ภูมิธรรมเก่ามีแต่สัญญาระลึกได้ โพธิญาณที่มี ตอนเป็นโชติปาละก็พูดไปตามประสาฆราวาส ก็ตำหนิไป อย่างเจ้าชายสิทธัตถะคนก็ทำนายว่าเป็นพระพุทธเจ้า แต่เขาก็จะว่าจริงหรือ ...ไม่ประกาศพระพุทธเจ้าสักที พระพุทธเจ้ากัสสปะก็เหมือนกัน ท่านก็พยายามที่จะออกไปเป็นลิงลมอมข้าวพอง ต้องหาที่ที่จะตรัสรู้ “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จาก โพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ก็ไปจาบจ้วง พูดประมาทลบหลู่ แต่ท่านก็ได้รับการพยากรณ์มาแล้ว เหมือนพระพุทธเจ้าสมณโคดมที่มีพราหมณ์ 7 รูปมาทำนายไปแล้ว เมื่อถึงเวลาก็ต้องไปออกบวชต้องไปเข้าป่าไปนั่งสมาธิ แล้วไปนั่งนึกถึงของเก่าท่าน ยามหนึ่งยามสองยามสามก็บรรลุได้ รู้ว่าอย่างนี้เองหนอ จริงๆ ท่านไม่ได้ตรัสรู้ จริงๆท่านระลึกชาติเก่า แต่เรียกหวัดๆว่าท่านตรัสรู้ที่จริงท่านรู้มาแล้ว ท่านยังไม่ได้เปิดปากเอาคำสอนของศาสนาพุทธมาเปิดเผยเลยแม้แต่คำเดียว เมื่อท่านได้รู้ระลึกได้ท่านก็จะมาเปิดปากพูดเรียกว่าตรัส ตรัสความรู้ที่เป็นพุทธศาสนาหรือเป็นพุทธธรรม เมื่อเทศน์ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรให้ปัญจวัคคีย์ฟัง ก็เป็นคำตรัสคำรู้ของพระพุทธศาสนากัณฑ์แรก ท่านก็ตรัสสั้นๆว่า เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น บัดนี้เราเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป(ปุญญปาปปริกขีโณ) โดยทางไหน ด้วยการไปนั่งหลับตาในป่า 6 ปี แต่ทางตรัสรู้คือทางมรรคมีองค์ 8 ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่ยังไม่ได้พูดไม่ได้สอนกันเลย 620409_เทศน์ทวช.งานปลุกเสกฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เปิดโลกบุญนิยม ตอน4