สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีล 5 กับอุปาทายรูป 24.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข5 พฤษภาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีล 5 กับอุปาทายรูป 24 จริงๆแล้วศีลข้อ 1 2 3 ใน 5 ข้อนี้ จริงๆแล้วมารวมไว้ทั้งหมดตั้งแต่คนสัตว์เล็กสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่ เรามีชีวิตอยู่กับสัตว์เหล่านี้หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ หรือว่าเราจะมีความกรุณามีความเอ็นดู เราจะมีความละอาย ละอายที่เรามีจิตไม่ปรารถนาดี ไม่หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง แม้สัตว์อื่นแม้คนอื่นเขาปรารถนาร้ายต่อเรา เขาจะทำร้ายเราด้วยซ้ำไป แต่เรากลับไม่มีความคิดที่จะไปปรารถนาร้ายกลับ ไม่คิดจะโต้ตอบด้วยความร้ายมีแต่ความเอ็นดู มีแต่ความปรารถนาดีความเมตตากรุณา อยากให้เขาเปลี่ยนแปลงจากที่มันไม่ดีมาเป็นดี เป็นต้น ซึ่งเป็นจิตที่สุดยอด ถ้าผู้ใดปฏิบัติธรรมะเข้าใจไหมแค่นี้ ศีลข้อ 1 ใจของคนเป็นเช่นนั้นปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ อาตมาพูดไปแล้วคนเข้าใจยาก เพราะเป็นภาษาสิริมหามายาเหมือนกับอาตมารุนแรง เหมือนกับอาตมาดุเดือด คือตำหนิเขาแรงๆ ตำหนิหยาบ บ่อยซ้ำ คนก็รู้สึกว่าอาตมาแค้นเคืองโกรธหรือเปล่า อาตมาก็บอกว่าอาตมาไม่มีจิตอย่างนั้น ซึ่งมันตรงตามพระพุทธเจ้าบอกว่า ใครมาว่าจะมาเป็นเช่นนั้นอาตมาก็บอกไปว่าอาตมาไม่มี แม้แต่อยากจะโอ่อวด จิตอยากอวดโอ่ไม่มี จิตที่จะไปประสงค์ร้าย กล่าวตำหนิติเตียนโจมตีเขามากมาย ก็ไม่ได้มีจิตใจร้ายแรงอะไรไม่มี มันเป็นพยัญชนะเป็นภาษาที่ใช้สื่อ ที่อาตมาคิดว่า ตอนนี้เขาจะรู้ว่ามันหนักมันหนามันแรงมันร้ายนะ ฟังให้เข้าใจสิว่าเราเป็นคนร้ายคนแรงคนแย่ขนาดนี้แล้วหรือ ก็ใช้ภาษาเพื่อจะสื่อให้เขาเข้าใจ โดยใจของตัวเอง อาตมาไม่มีความหนักความร้ายความแรงความถือสาหรือแม้แต่อยากอวดว่าตัวเองรู้ดีตัวเองเก่งเอาความดีมาโชว์เพื่อที่จะ ข่มคนอื่น มันเลี่ยงไม่ออกเท่านั้นเอง สิ่งที่ดีต้องข่มสิ่งชั่ว ความถูกต้องข่มความผิด เท่านั้นเอง เข

อ่านต่อ

าก็ยัดเยียดให้แต่อาตมาไม่ถือสา สัตว์ทั้งหลายก็อยู่ไปตามวิบาก ปล่อยเขา อย่าไปยุ่งเกี่ยวอะไรเขาเขาจะเป็นจะตายอย่างไร เห็นงูกินเขียดจะไปแย่งเขียดออกจากปากงู ไปแย่งเขาทำไม จะไม่ให้งูมันกินเขียดแล้วจะให้งูมันกินหญ้าหรือยังไร มันเป็นอาหารของมัน ไม่เป็นวัฏจักรของมัน คนที่เป็นสัตว์ด้วยกันนี่แหละที่เราจะต้องสัมพันธ์กันอย่างไรอยู่ร่วมกันอย่างไร ที่จะให้เกิดการกระทบกันแล้วเกิดปฏิกิริยาที่เปลี่ยนแปลงจากไม่ดีให้มาเป็นดีได้ นี่คือจุดหมายของการเป็นอยู่ในชีวิต กายกรรมก็ดีว่าใช้กรรมก็ดีโดยเฉพาะมโนเป็นประธาน อาตมามีชีวิตอยู่เพื่อที่จะให้สัตว์ แต่ว่าสัตว์เดรัจฉานนั้นสอนไม่ได้ ขนาดมนุษย์อาตมาก็สอนเวไนยสัตว์ สัตว์ที่สอนได้อย่างพวกคุณ สัตว์ที่สอนไม่ได้นี้มีไหม สัตว์ที่เป็นคนนะ ที่สอนไม่ได้มีไหม ก็มีเยอะ ที่สอนได้มีน้อย ที่สอนไม่ได้มีเยอะ อาตมาไม่ไปบังอาจจะสอนเขา สอนเขาไม่ได้ ต้องสอนคนอย่างพวกเรา ทุกวันนี้อาตมาบรรยายธรรมะสอนธรรมะจึงกลายเป็นธรรมะที่สอนยาก เอาธรรมะยากๆธรรมะสูงมาสอนมาบรรยาย เพราะคุณรับได้มีจิตวิญญาณเจริญสูงขึ้น เลยกลายเป็นว่าทิ้งเลย ทิ้งพวกคนอื่นที่เขารับไม่ได้ ก็จำนน อาตมาจะมัวแต่กังวลเพราะเขาก็เอาไม่ได้มันเป็นโลกุตรธรรม แต่โลกุตรธรรมพวกคุณได้ ได้แล้วก็มาต่อยอด เติมสูงขึ้นเรื่อยๆ มันก็ต้องเป็นเช่นนั้น แล้วพวกเราก็รับช่วงต่อ ไปให้คนอื่นๆด้วยเรื่อยๆ ศีลข้อที่ 1 2 3 สรุปแล้วหมดเลย หยาบ กลาง ละเอียดจบเลย ศีลข้อที่ 1 หมายถึงสัตว์เป็นจิตนิยม ศีลข้อที่ 2 หมายถึงของ พืช ของที่ไม่ใช่ของๆเรา คุณอย่าไปละเมิดด้วยความเป็นขโมย ถ้าไม่ใช่การขโมยหยิบยืมกันได้ใช้ร่วมกันได้ วิสาสะบ้างก็แค่นั้น แต่ถ้ารู้ว่าไม่ใช่ของเราอย่าไปละเมิด อย่าไปวุ่นวายของเขามา อย่างนี้เป็นต้น ถ้าศีลข้อ 1 เราพยายามปรารถนาดีต่อสัตว์โดยเฉพาะคน ทีนี้ส่วนของ เราก็สร้างสรร เราไม่ละเมิดเอาของใคร เราก็มีสิทธิ์ในของส่วนตัว คุณจะได้ด้วยสิทธิของการซื้อหาครอบครอง สร้างขึ้นมาเองเป็นสิทธิที่เราสร้างขึ้นมา มีสิทธิเต็มที่ ก็มีของเราได้ เรามีแล้วได้อาศัยสร้างสิ่งที่กินใช้ เราไม่สร้างอาวุธจะไปฆ่าคน สัตว์ เราไม่ฆ่า เราจะเอาเวลาทุนรอนแรงงานมาสร้างสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญของชีวิต แค่นี้ก็เป็นการสร้างเศรษฐกิจที่วิเศษแล้ว ไม่ต้องเอาเวลาไปเสียหายสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ ปล่อยให้คนโง่คนบาปเขาสร้าง เราสร้างแต่เครื่องกินเครื่องใช้ที่เราเองถนัดในเครื่องกินเราก็สร้าง เครื่องกิน พืชพรรณธัญญาหารผลไม้รากไม้ เราไม่ได้ถนัดสร้างเครื่องใช้ ไม่เก่งเท่าไหร่ คนที่เขาสร้างเครื่องใช้ได้เก่งขนาดใช้คอมพิวเตอร์ก็ว่ากันไป เราไม่เป็นเราก็ทำแต่สิ่งที่เราถนัด เรื่องที่สำคัญ คอมพิวเตอร์ทำให้ชีวิตไม่ตายไม่ได้หรอก คุณไปตกอยู่ในกลางทะเลมีคอมพิวเตอร์กับมีผลไม้ อยู่ในกลางทะเล ใครจะตายก่อนกัน เขามีคอมพิวเตอร์เขามีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ไอทีวิเศษเลยนะ แต่เรามีพวกนี้อยู่กลางทะเลเวิ้งว้างเหมือนกัน ใครจะตายก่อนกัน อาหารการกินราคาแพงไม่ได้ เพราะคนจนที่สุดก็ต้องกินอาหาร คนจนไม่ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือเหล่านั้นก็ไม่เป็นไรไม่มีปัญหาเลย แต่ไม่มีอาหารกินนี่มันมีปัญหานะ คนจน คนรวยไม่ต้องพูดหรอก เพราะฉะนั้นอาหารนี่ คนขายอาหารแพงที่บาป ส่วนคนสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์และไปขายแพงพวกนั้นมันโง่มันบาปนะ มันก็โง่หนักได้บาปหนักบาปมาก นอกจากสร้างของทำลายชีวิตมาแล้วก็ยังขายราคาแพงอีกเอาเปรียบเอารัดเขาและอำนาจบาตรใหญ่ ข้าสร้างอาวุธได้เก่งกว่าเองนะ เป็นความซับซ้อนบาปไม่รู้กี่บาป ประเทศมหาอำนาจที่เจริญด้วยอาวุธได้อำนาจปัจจัยประเทศนั้นบาปมหาศาล เขาไม่ได้ศึกษาศาสนา น่าสงสารมากเลย เป็นประเทศที่น่าสงสาร แต่ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไรเพราะพูดกับเขาไม่รู้เรื่องหรอก มันคนละภาษาดาวคนละดวงอันนั้นมันดาวโลกียะของเรามันดาวน์โหลดแต่ละคนโลกต่างดาว พูดภาษากันคนละภาษา แม้เครื่องมือไอทีมันแปลภาษาให้ได้หมดเลย แต่ภาษาโลกุตตระมันแปลไม่ได้ กดให้ตายมันก็แปลไม่ได้ คนที่พูดภาษาโลกุตระกันรู้เรื่องนี่โอ้โห นี่คือดาวโลกุตระ สุดยอด ศีลข้อที่ 3 เกี่ยวกับทวารตาหูจมูกลิ้นกาย เรียนรู้โลกกับอัตตา เราก็สัมผัสกับ คนสัตว์สิ่งของ พืชพรรณธัญญาหาร สรุปรวมแล้วก็มีอยู่เท่านี้ ถ้าเราเรียนรู้สาระของชีวิตที่เราจะสัมผัสเกี่ยวข้องกับอะไรเหล่านี้แล้ว สัมผัสกับสัตว์ เราหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ สัมผัสกับข้าวของ คุณมีวัตถุ พืชพันธุ์ธัญญาหารคุณก็สร้างขึ้นมาเอง ข้อที่ 3 ทางตาหูจมูกลิ้นกายอันนี้ลึกซึ้งมาก มันหลงความสุขความทุกข์ หลงความมีตัวตน มีสุขมีทุกข์ก็คือความมีตัวตน คนที่หมดสุขหมดทุกข์คือความหมดตัวหมดตัว เป็นคนรู้ความจริงตามความเป็นจริง สัมผัสรูปก็รู้รูป สัมผัสเสียงรู้เสียง สัมผัสกลิ่นรู้กลิ่น สัมผัสรสรู้รสสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง รู้ความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้น ไม่มีเวทนา 2 ไม่มีเวทนาชอบหรือไม่ชอบ ไม่มีผลักหรือดูด ไม่มี ทุกข์สุขไม่มี นี่เป็นคนสมบูรณ์แบบในโลก หมดปัญหาในชีวิต จึงเป็นชีวิตที่อยู่กับทุกอย่าง อยู่กับสัตว์ อยู่กับตาหูจมูกลิ้นกายใจ No Problem ไม่มีปัญหา มีแต่ปัญญาที่จะอยู่ร่วมกับสัตว์ทั้งหลาย อยู่ร่วมกับข้าวของทั้งหลาย อยู่กับพืชพันธุ์ธัญญาหารทั้งหลายแหล่ อยู่กับสัตว์ที่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ สัมผัสกันแล้ว ก็รู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้ จัดสัดส่วน ปราณีประนอมมีมัตตัญญุตา ทำงานให้ได้สัดส่วนดี คนนี้เขายึดถือมากก็ต้องอนุโลมเขาเยอะ คนนี้เขายึดถือน้อยหน่อยก็อนุโลมน้อยหน่อย เราก็ยืดหยุ่นกับเขาไปตลอดเวลา จึงเป็นผู้ที่อยู่กับโลกเขาอย่างไม่เป็นศัตรูกับใครในโลก มีแต่อยู่อย่างเป็นประโยชน์ เสริม ด้วยการมีความรู้ซ้อนที่จะทำให้เขารู้จักการยึดตัวตนยึดอัตตายึดในของกูตัวกู สองคำนี้ ยึดตัวกู กับยึดของกู มันหนักหนาสาหัส ให้เขาล้างจากความยึดถือเป็นตัวกูของกูไปได้เรื่อยๆสรุปง่ายๆสั้นๆแค่นี้ ขยายความก็ทั้งนั้นและในเหตุปัจจัยต่างๆหมดเลย เพราะฉะนั้นควรศึกษาศาสนาพุทธแล้วจึงจะรู้จักสิ่งที่สัมพันธ์กัน เมื่อมาเกี่ยวข้องกันแล้วก็มีชีวิตรู้ว่าสิ่งที่ถูกรู้ เรียกว่ารูป มันก็ชัดเจนในรูป 28 ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป 4 นอกจากนั้นก็เป็นอุปาทายรูปอีก 24 โดยเรามี นาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ปฏิบัติกับรูป 28 นี้จัดการให้ได้สำเร็จเรียบร้อย สมบูรณ์แบบ ด้วยการรู้นามรูป รูป 28 นาม 5 แล้วก็เป็นเทวะ คือเป็นรูปนามเป็นคู่สัมผัสกันเกี่ยวข้องกันอยู่ในโลก แล้วจัดการได้เรียบร้อยเลย จนกระทั่งสามารถทำให้เกิดสภาพที่ มี วิการรูป 5 วิการรูป 5 คือ ลหุตา คือมีการงาน วิการ คือการงานที่สุดยอดไม่มีเศษเหลือ วิเศษหรือไม่ต้องการให้มีวิบัติ วิมุติทุกอย่าง ทำสำเร็จเสร็จจบที่ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา กายวิญญัติ วจีวิญญัติ 5 สภาพ อาตมาแสดงธรรม เบาที่สุดแล้วสำหรับยุคนี้ อาตมาแสดงธรรม กัมมัญญตา แต่เขาจับไม่ทัน เป็นสิริมหามายาเดี๋ยวเที่ยงเดี๋ยวไม่เที่ยง พวกเราฟังมานานแล้วก็ฟังได้ประโยชน์ เมื่อได้ประโยชน์ คุณก็มีความรู้เอาไปเปลี่ยนแปลงตัวเอง จนกลายเป็นคนที่มี กัมมัญญตา เป็นคนที่ทำกรรม มีกรรมกิริยาต่างๆอย่างเป็น อัญญา อัญญา เป็นปัญญา ทำกัมมัญญา ทำกรรมด้วยอัญญา อัญญา เป็นธาตุรู้โลกุตระซึ่งมาจาก อัญญะ คือธาตุรู้อันอื่นแล้วมาเป็นอัญญา ก็เป็นความรู้โลกุตระหรือเป็นปัญญา เป็นการกระทำที่มีความรู้ขั้นปัญญาทำได้อย่าง มุทุ ทำได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวเร็วไว แล้วการงานที่ทำได้นั้นไม่บกพร่อง ทำได้ดีทำได้เหมาะควรได้สมสัดส่วนเรียกว่า กัมมัญญตาหรือกัมมัญญาทำได้เหมาะควร นี่คือลักษณะแล้วก็กลายเป็น กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ออกไปเป็นองค์ประชุมด้วย วิญญัติ เคลื่อนไหวทางการเคลื่อนไหวทางรูปนาม .เป็นสภาพของที่ปรุงแต่งออกไป ให้คนอื่นได้รู้ตาม ไหวทางกายกับไหวทางวจี ให้คนอื่นได้รู้ตามที่เราสื่อสารออกไป อาตมาได้เอาพยัญชนะเหล่านี้มาขยายความให้ตรงสภาวะ พวกคุณพอจะจับจิ๊กซอว์ต่อได้ถูกหรือไม่ หรือว่าสับสนเอาแพะชนแกะหรือต่อได้ถูก อาตมาพูดไปแล้วคงต่อได้ จริงๆในรูป 28 หรืออุปาทายรูป 24 คุณต้องดูสภาพต่างๆ ตั้งแต่ ปสาทรูป 5 โคจรรูป เริ่มต้นจากคนมีประสาทมีธาตุรู้ คุณก็จะต้องทำให้ถ้ารู้นี้ออกไปเป็นโคจรรูป ออกไปสัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับอันอื่นๆที่อยู่ในโลก พอมันออกไปสัมผัสเกี่ยวข้องแล้วเป็น กาย เป็น 2 หรือเป็นเทวะ แล้วคุณก็แยกเทวะได้แยกสวรรค์นรกได้มันเป็นต่างกันอย่างไรเป็นสังขาร สังขารเป็นวัตถุทั้งโลกก็ศึกษากัน ทางวิทยาศาสตร์ทางโลกสังขาร หรือที่เขาเรียกว่าธาตุบวกธาตุลบ เขาก็ทำการศึกษากันก็คือเทวนั่นแหละ แต่มันไม่เป็นเทวตรงที่ว่า ธรรมะ 2 นั้นมันเป็นแค่อุตุเท่านั้น มันไม่ใช่จิตนิยาม ของเราธรรมะ 2 นี้เป็นนามรูปเป็นจิตนิยาม เราก็เลยมาทำงานด้านจิตนิยาม ทางด้านวัตถุก็ปล่อยเขาไป เขารอก็จะทำเป็นได้เพราะวัตถุมันหยาบกว่านามกว่าจิตวิญญาณ แต่เราไม่เก่งก็ได้เราไม่ไปแย่งงาน ถ้านามธรรมทำได้สำเร็จบรรลุธรรมสูงสุดเป็นคนมีจิตสะอาดแล้ว คนที่มีภูมิธรรมเป็นอรหันต์ เป็นคนที่หมดโทษภัยในโลก เพราะฉะนั้นจะมีชีวิตอยู่ คุณอยู่ไปเลย ตายเกิดเกิดตายเท่าไหร่ก็ได้ศาสนาพุทธเรารู้จักการเกิดการตาย แม้ว่าคุณจะเป็นอรหันต์แล้วก็เวียนเกิดเวียนตายอย่างอาตมาเป็นพระอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ เพราะฉะนั้นเถรวาทเขารับไม่ได้เลย บอกว่าอาหารตายแล้วสูญ เป็นอะไรหันตายแล้วก็ต้องสูญ อรหันต์เกิดอีกไม่ได้เป็นพวกอุจเฉทิฏฐิชนิดหนึ่ง อาตมาเคยวิเคราะห์ไว้บอกว่าถ้าเป็นอรหันต์แล้วตาย ตกลงก็เลยไม่เหลือเลยอรหันต์ สุดท้ายก็เหลือแต่อนาคา อนาคามีตายแล้วไม่กลับมาในโลกอีกก็เลยเหลือแต่สกิทาคามี กับโสดาบัน แล้วสกิทาคามีกับโสดาบันก็ยังพูดกันไม่รู้เรื่อง อธิบายอะไรให้เป็นความวิจิตรพิสดารสูงส่งก็ยังไม่ได้ ก็เลยเท่ากับค่าศาสนาพุทธเลย พูดว่าศาสนาพุทธนั้นอรหันต์ตายแล้วสูญพวกนั้นเป็นอุจเฉทิฏฐิ อรหันต์ที่ต่อภพภูมิเป็นมหาโพธิสัตว์ไปนั้นอย่างที่อาตมาพูด ต้องมีไม่งั้นศาสนาพุทธต่อไปไม่ถึง 5,000 620417_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พรหมชาลสูตร ตอนที่ 1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน