570117_พ่อครูที่เวทีป้อมพระสุเมรุ เรื่อง กรรมพันธุ์และชาติ ๕ อย่าง.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์339 KB
วันที่แก้ไข24 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570117_ เรื่อง กรรมพันธุ์และชาติ 5 อย่าง ที่เวทีป้อมพระสุเมรุ โดยพ่อครูโพธิรักษ์

วันนี้วันที่ 17 ม.ค. 2557 ที่ เวทีป้อมพระสุเมรุ พ่อครูเทศน์เรื่อง กรรมพันธุ์และชาติ 5 อย่าง พ่อครูว่า … เราจะทำธรรมะ ใครจะทำอธรรมก็เรื่องของเขา กรรมของใครก็ของคนนั้น เรื่องนี้ใครไม่ค่อยเชื่อกัน เพราะไม่ออกผลจนคนเห็นกันทันตา แต่ถึงจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่เราทำสิ่งที่ดี ทุกกรรมกิริยมที่เราทำดี มันจะออกผลหรือไม่ออกผล เราก็เป็นคนได้ทำดีทันทีแล้ว คุณก็ได้แล้ว ไม่ต้องคิดอะไรมาก จะไปคิดว่าทำดีไม่ได้ดีก็ว่ากันไป โดยไปเข้าใจผิดว่าทำดีจะต้องได้เงิน ที่ เป็น ลาภ ยศ หรืออะไรที่ต้องได้ตามใจ นั่นมันได้สมใจกิเลส แล้วบอกว่าได้ดีอันนั้นไม่ใช่ คุณตีหัวคนปั๊ปก็เป็นกรรมชั่วก็ได้ดีทันที โจรตีหัวคนสลบได้ทรัพย์ไป ไม่ใช่ได้ดีแต่ได้กรรมชั่วไป ขโมยซ้ำเป็นชั่วสองชั่วเข้าไปอีกเหมือนกับที่เขากำลังจะปล้นประเทศไทย ปล้นไปก็ว่าไม่ได้ปล้น ทำผิดก็ว่าไม่ทำผิด ดีไม่ดีทำร้ายทำลายกันฆ่าแกงกัน นี่หนักหนาขึ้น เหตุที่เกิดระเบิดวันนี้ แสดว่าเขาดิ้นสุดดิ้นแล้ว ...มีคุณโน้ต (เพชรพันศิลป์) เขาไปอยู่ในเหตุการณ์ที่ ถ.บรรทัดทองมา (เหตุคนร้ายปาระเบิด) เขาเล่ามาว่า.. วันนี้มีสามสิ่งที่แปลก ( 17 ม.ค. 2557 ) 1.ตั้งแต่เช้าผมตั้งใจว่าจะออกมาถ่าย ภาพ ที่พระรามแปดตอนเย็น แต่มีทีมออกมาช่วงเช้าจึงขอติดรถมาตามถ่ายกำนันสุเทพก่อนเวลาที่กำหนดไว้ 2.ช่วงเกิดเหตุระเบิดที่จริงผมกะว่าจะเดินไปหน้าขบวนที่เกิดระเบิด แต่ก็อีกล่ะตัดสินใจหาของกินรองท้องเลยหยุดกินอาหารไม่งั้นคงใกล้จุดเกิดเหตุหรืออยู่บริเวณนั้นแล้ว 3.ก็ยังไม่สามารถจับคนปาระเบิดได้อีกเหมือนเดิม ในฐานะที่นับถือศาสนาพุทธ ผมยังคงเชื่อเรื่องกรรมวิบากของตน...ทุกอย่างบนโลก ไม่มีเรื่องบังเอิญ อาตมาด

อ่านต่อ

ูอยู่ที่สันติอโศก เขาก็ถ่ายภาพออกอากาศ เขาถ่ายภาพเห็นคนทำการณ์ 2 - 3 คนเดินอยู่บนดาดฟ้า อาตมาดูอยู่เห็นตัวบุคคลทำการณ์อยู่บนตึกเลย แต่ว่าเขาอยู่ที่ตรงนั้นไม่เห็นหรอก พวกเราไม่ได้เข้าไปข้างใน จนเขาพังรั้วเข้าไปก็นานกว่าจะเข้าไปได้ ถ้าอยากได้ภาพ อาตมาก็ให้สัญญาณแก่ผู้ที่อัดไว้ไปดูได้ อันนี้เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าด้วย ทุกอย่างมาแต่เหตุ ไม่มีเรื่องบังเอิญ 1 บวก 1 เท่ากับ 2 2 บวก 2 เท่ากับ 4 อยู่ดีๆมาเลยไม่ได้ มาแต่เหตุทั้งสิ้น การกระทำของคนเป็นวิบาก เป็นผลเป็นทรัพย์ของผู้นั้น ทำชั่วทำผิดเป็นของผู้นั้น ทำดีก็เป็นของผู้นั้นอย่างแท้จริง การกระทำเป็นของตนหรือกรรม มันก็สั่งสมในอัตภาพ แต่ละคนมีอยู่ในอัตภาพมากมาย แต่ละคนที่ถ้าได้ฝึกก็สามารถย้อนระลึกได้ไปในอดีต ถ้ามีความสามารถจะทำได้ มันไม่หายไป ถ้าระลึกได้ก็จะรู้ได้ ถ้ามีบารมี มีความสามารถเท่าใดๆก็สามารถรู้ได้ละเอียดชัดมากขึ้นเท่านั้น ว่าพระพุทธเจ้าท่านเกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านก็ระลึกไม่ออกว่าเป็นพระพุทธเจ้า แม้มีพราหมณ์มาทำนายไว้ก็ตาม จนกว่าจะวันขึ้น 15 ค ่ำ เดือน 6 ก็ตั้งใจระลึกชาติเหมือนคนโลกๆนี่แหละ แต่ท่านมีบารมีมากก็เลยระลึกได้อย่างพุทธ ระลึกแล้วรู้จักปรมัตถ์ด้วย รู้ว่าเราเกิดแต่ละชาติ ได้ปฏิบัติอย่างไรมา นี่คือการได้ปรมัตถ์ คนไม่ได้เรียนรู้มา ไม่ได้ฝึกก็ทำไม่ได้ ถ้าไม่ได้ฝึกโลกุตรธรรมมาระลึกไปเท่าไหร่ก็ไม่มี พระพุทธเจ้าท่านได้ฝึกมาได้มาแล้วก็ระลึกได้ รู้ตัวว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้า คืนนั้นก็ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ว่าการปฏิบัติธรรมคือนั่งหลับตาทำ แต่ว่าท่านได้นั่งระลึกชาติของท่าน ที่ท่านสั่งสมมา ท่านมีของท่านอยู่แล้ว อาตมาก็ได้ระลึกรู้ส ิ่ งที่อาตมามีมาหลายปางแล้ว มาพูด ไม่ได้โมเมพูด นี่ไม่ใช่การอวดอ้างอุตริมนุสธรรม แต่เป็นการยืนยันสัจธรรม ที่อาตมาเกริ่นเรื่องกรรม เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และไม่ตั้งอยู่ ดับไปและไม่ดับไป ธรรมดาของไตรลักษณ์ในปัจจุบันจะมีเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แต่สิ่งที่สะสมในจิต จะไม่เกิดขึ้น ไม่ตั้งอยู่และไม่ดับไป เช่น เราสัมผัสเห็น มันก็เกิด มันก็ตั้งอยู่ แต่พอเราไม่สัมผัสมันก็ดับไปแล้ว แต่สิ่งที่เราเห็นแล้วเราประทับใจ เมื่อเราไม่สัมผัส โดยปัจจุบันมันก็ดับไป แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ได้เห็น อาจชอบด้วย ติดด้วย มันก็อยู่ในอนุสัย เป็นวิบากอยู่ในอนุสัย ปัจจุบันมันแม้ดับไป แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหายไปจากอัตภาพ อาจลืมได้ นึกไม่ออก แต่ถ้าไม่ได้ล้างอุปาทาน ไม่ได้ล้างความยึดมั่นว่าเป็นเรา เป็นของเรา ไม่ใช่แค่ภาษา แต่ว่าต้องเรียนรู้สภาวะ เห็นด้วยปัญญาว่า. ( 1 )อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิด- ความเสื่อมไปของกิเลส ของชาติ เวทนาสุขทุกข์ต่างๆ ( 2) ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความสลายไปของสังขารธรรม-ตัณหาปรุงแต่งทั้งหลาย ( 3 )ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันเพ่งเห็น กิเลสสังขาร เป็นภัยอันน่ากลัว.. เพราะล้วนแต่ต้องสลายไป มันน่าเบื่อหน่าย เห็นโทษภัย ( 4 )อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ ต่อเนื่องมาจากการเห็นภัย ( 5 )นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณเห็นความน่าเบื่อ-หน่ายในกิเลส เพราะสำนึกเห็นทั้งโทษและภัย ( 6 )มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณรู้เห็นการเปลื้องปล่อยไปเสียจากโทษ-ภัยเหล่านั้น จึงจะวางได้จริง ถ้าไม่เกิดญาณ จนคุณรู้ว่าใจของเราปล่อยวางได้จริง ผู้จะรู้อาการของวิชชาหรือญาณ ได้ปานฉะนี้ คือวิปัสสนาญาณ 9 จะเกิดได้ต้องปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 จรณะ 15 หรือไตรสิกขา จะเรียกอะไรก็ตาม เป็นเหมือนกัน เพียงขยายออกไป โดยปฏิบัติโพชฌงค์ 7 อยู่ในฐานของมรรคองค์ 8 ไม่ว่าใครหากทำอย่างถูกทฤษฎีของพระพุทธเจ้าสัมมาทิฏฐิก็จะได้ผลเหมือนกัน ละหน่ายคลาย ดับหรือกำจัดกิเลสได้สนิทเกลี้ยงจริง เป็นวิธีอย่างถาวร ให้ไม่กลับกำเริบเลย ไม่มีอะไรหักล้าง เปลี่ยนแปลงได้ ตลอดกาล สัสตัง การเกิด เรียกว่า ชาติ คำว่า ชาติ แปลว่า การเกิด ซึ่งมีทั้งการเกิดทางร่างกาย และการเกิดทางใจ ซึ่งเป็นปรมัตถ์ ภาษาบาลีเรียก โอปปาติกโยนิ เป็นเรื่องสำคัญที่ชาวพุทธต้องศึกษา รู้จริง ถึงพุทธศาสนาต้องฝึกฝนเอาให้ได้ เป็นบุคคล 4 ให้ได้ การเกิดการตายทางปรมัตถ์ ของจิตเจตสิก รูปนิพพาน ต้องศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิ ให้เกิดญาณปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ในชาติทั้ง 5 แบบ 1 .การเกิดการตายทางร่างกายของสัตว์โลก 2 .การเกิดการตายทางจิต หรือโอปปาติกโยนิ 3 .การเกิดอย่างลิงลมอมข้าวพอง...คือการเกิดของผู้ที่เคยบรรลุธรรมแล้ว เช่น คนเคยเป็นโสดาบัน ตอนเกิดมาแรกๆก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นโสดาบัน ก็เลยถูกโลกหลอกให้มัวเมาไปกับอบายมุขได้ แม้มีบารมีแล้วก็ตาม แม้เป็นอรหันต์แล้วก็ตาม หรือแม้เป็นพระพุทธเจ้ามีสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ท่านมีพุทธการกธรรม(ธรรมที่ครบพร้อมเป็นพระพุทธเจ้า) ก็ยังเป็นลิงลมอมข้าวพองได้ แต่พอได้เวลาระลึกชาติได้ ได้ชัดได้ครบด้วย ได้นานมากด้วย 4 .ชาติไทยนั้นเกิดมาได้กี่ร้อยปีแล้ว เริ่มยุคสุโขทัย เกิดชาติไทย เป็นชาติประเทศ 5 . ชาติที่เป็นทิฏฐิ เป็นอัตตา เป็นชาติพันธุ์ หรือกรรมพันธุ์ เช่น คุณสั่งสมภพชาติโดยมีทิฏฐิอัตตาอย่างนั้น เช่น สั่งสมพันธ์สัตว์นรกโดยไม่รู้หรืออวิชชา สั่งสมกิเลส เมื่อกิเลสหนักจัดจ้านหนาแน่น ชั่วด้วย เป็นอกุศล ก็สั่งสมเป็นเผ่าพันธ์ุ ซึ่งจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเชื้อพันธ์ุยาก ถ้าสั่งสมเป็นเผ่าพันธ์ุ ทางชีววิทยาเขาก็เรียนการสั่งสมเผ่าพันธ์ุ แล้วไม่ควรเรียกกรรมพันธ์ุ น่าจะเรียกว่า สรีรพันธุ์ แต่ของพุทธนั้นเรียนรู้การสั่งสมในจิตวิญญาณ เป็นกรรมพันธุ คุณสั่งสมแต่อกุศล อกุศลก็เพ ิ่ ม บาปเพ ิ่ ม กิเลสเพิ่ม แต่ถ้าคุณลดกิเลส บาป อกุศลก็ลด ทุกข์ก็ลดแม้ที่สุดหมดเลย เป็นพันธุ์ เช่น พันธ์ุโสดาบัน พันธุ์สัตว์นรกซึ่งคงไม่มีใครอยากได้ แต่ว่าถ้าไม่ได้ศึกษา ไม่ปฏิบัติก็รู้ไม่ได้ก็สั่งสมพันธุ์สัตว์นรกโดยไม่รู้ ต้องล้างละไปตามลำดับ ตั้งแต่โสดาบัน สกิทาฯอนาคาฯอรหันต์ หมดสิ้นเกลี้ยง แต่หากไม่เรียนรู้ไม่ฝึกลดละ มันก็เป็นจอมบงการคุณไปตลอดกาล อันนี้เป็นชาติที่เป็นทิฏฐิ เป็นอัตตา วันนี้จะอธิบาย ชาติประเทศที่รวมมาตั้งแต่เป็นรัฐ องค์ประกอบของประเทศต้องมีมนุษย์กับแผ่นดิน อย่างรัฐธรรมนูญมาตรา 1 (รูปแบบรัฐ)ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ … จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน