570105_พ่อครูที่มัฆวานฯเรื่อง อำนาจโดยธรรมมหัศจรรย์ขนาดไหน.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข24 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570105_เรื่อง อำนาจโดยธรรมมหัศจรรย์ขนาดไหน? ที่เวทีชุมนุม มัฆวานฯ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

วันนี้วันที่ 5 มกราคม 2557 พ่อครู เทศน์ ออกอากาศสด เผยแพร่สู่เวทีชุมนุมมัฆวานฯและผู้ฟังทางบ้าน พ่อครูว่า… อาตม าก็ย้ำว่าไม่มีอะไรดีกว่าธรรมะสำหรับชีวิตที่เกิดมา ถ้าเกิดมาไม่ได้ธรรมะ ดีไม่ดีได้กิเลสหนาขึ้น มันไม่รู้ได้ง่ายนะ เกิดมาแล้วตายไปแต่หอบกิเลสไปบานเลย ตอนนี้ขอเอาบทความมาอ่านประกอบการบรรยาย … ฟ้าเป็นผู้กำหนด-มนุษย์เป็นผู้เดิน 23 ธันวาคม 2556 เปลว สีเงิน ถึงวันนี้...ไม่ต้องพูด ไม่ต้องถาม ไม่ต้องสงสัย อีกต่อไปแล้วว่า...มวลมหาประชาชนปฏิวัติ จะชนะมั้ย ชนะเมื่อไหร่? ด้วยปรากฏการณ์เหนือปรากฏการณ์ และด้วยประวัติศาสตร์เหนือประวัติศาสตร์รวมหลอมมหาประชาชนเพื่อชาติในรอบ 756 ปี นับจากกรุงสุโขทัย ณ พ.ศ. 2556 ลุถึงวันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม กำนันสุเทพ นำมหาประชาชนปฏิวัติเฉียดหลัก 10 ล้าน ผ่านคำว่า "แพ้-ชนะ" ไปแล้ว....! เราทั้งหลายเดินมาถึงจุดแห่งคำว่า มหาประชาชนคือ "ผู้กำหนดชะตาอนาคตชาติ ผู้กำหนดชะตาอนาคตผู้ทำงานสนองคุณประชาชนที่เรียกว่า ข้า-ราชะ-การ ไม่เว้นกระทั่ง ทหาร ตำรวจ" และ "ทุกองค์กรรัฐ" อันมีฤทธิ์อยู่ด้วยภาษีประชาชนเลี้ยง! เราเป็น "นาย" เหล่ามัน ถึงวันนี้ พวกเราทั้งหลายจงปลดปล่อยความรู้สึกที่ผูกมัดใจว่า "พวกข้าราชการเป็นนายประชาชน" ทิ้งไปแล้วเข้าใจความเป็นเจ้าของอธิปไตยแท้จริงแห่งเราทั้งหลายบนความเป็นชาติให้ชัดแจ้งว่า เราคือนายจ้างพวกข้าราชการ ไม่ว่าข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง เราจ่ายเงินเดือนให้มัน เราจ้างพวกมันทำงานให้เรา เมื่อพวกมันทรยศต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจประเทศแท้จริงซึ่งเป็นนายจ้างตัวจริง มันอยู่ในบทบาทข้าราชการเหมือนสุนัขลืมคุณน้ำข้าว อิ่มแล้ว

อ่านต่อ

เห่าเจ้าของ ต้องเตะชายโครงสั่งสอนมันแล้วถอดปลอกคอทิ้ง! เราต้องไม่ยอมให้หมาผยองแผ่ศักดา ทำแข็งขืน แล้วแยกเขี้ยว ชูคอเห่าเจ้าของอำนาจประเทศเช่นนี้อยู่ร่ำไป ต้องให้มันสำนึกในกำพืดแท้จริงว่า ถ้าไม่มีปลอกคอ "ข้าราชการ" ที่ประชาชนสวมเป็นอำนาจให้ทำหน้าที่แทน มันก็ไม่ต่างอะไรกับหมากลางถนน เมื่อมันหลงอาหารโจรที่โยนให้แทะ ยอมเป็นหมาดูต้นทางให้โจรระบอบทักษิณเข้าปล้นบ้าน-ปล้นเมืองดังเป็นอยู่ มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด ในเมื่อใช้ "พระคุณ" แล้วไม่สำนึก.... ก็ถึงคราวที่มหาประชาชนปฏิวัติต้องเขยิบชั้นใช้ "พระเดช" ด้วยการุณยธรรม! ในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มหาประชาชนจะยอมให้ข้าราชการสมคบโจรระบอบทักษิณ "ยึดอำนาจ" แล้วปอกลอกประชาชน ปล้นชาติ เปลี่ยนระบอบประเทศ โดยไม่ใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญทำหน้าที่ไม่ได้ เข้าใจกันให้ชัด พี่น้องทั้งหลาย...สิทธิ-หน้าที่ประชาชน คืออำนาจ! รัฐธรรมนูญว่าสูงสุด แต่อำนาจมหาประชาชนเหนือความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญทำให้เกิดชาติ เกิดประชาชนไม่ได้ แต่ประชาชนทำให้เกิดชาติ และเกิดรัฐธรรมนูญได้ ฉะนั้น เมื่อมหาประชาชน จากล้านในวันที่ 24 พฤศจิกา เป็น 5 ล้านในวันที่ 9 ธันวา และเขยิบสู่หลัก 10 ล้าน จนกรุงเทพมหานครแทบสะท้านทรุดเมื่อวาน 22 ธันวา นั่นแสดงถึงเจตนารมณ์แห่งมหาประชาชนตามวิถีทางประชาธิปไตย ทุกหมู่-ทุกเหล่า ทุกชนชั้นอาชีพ ต้องการด้วยมุ่งมั่น-ปักใจแล้วใน "ทางใด-ทางหนึ่ง" สำหรับไทยวันนี้ ทางใด-ทางหนึ่งที่มหาประชาชนมุ่งมั่น-ปักใจ นั่นคือ ขับไล่ยิ่งลักษณ์ที่สิงเก้าอี้นายกฯ และล้าง "ระบอบทักษิณ" ให้หมดไป ระบอบทักษิณที่เป็นอำนาจทรราชแฝงคราบประชาธิปไตยเกาะกินประเทศ โดยมีข้าราชการส่วนหนึ่งสมคบสยบยอม เพียงเพื่อ "มียศ-มียัด" ให้ประชาชนหยาม! ทั่วเขตคามกรุงเทพมหานครเมื่อวาน สันดานโจรมันด้านเกินรู้สึก แต่สามัญชนคนมีสำนึกเหนือกว่าสัตว์ ต่างบอกกับจิตละอายตัวเองว่า ด้วยเจตนามหาชนที่ออกมาแสดงตนขนาดนี้ มีถึงสิบหน้า เอาหน้าทั้งสิบซุกตูดหมาขี้เรื้อน นั่นก็ยังไม่รู้ว่าจะพ้นอดสู ขายขี้หน้าได้ขนาดไหน? และไม่ด้านพอจะไปลอยหน้าตอแหลอยู่ตามจังหวัดโน้น-จังหวัดนี้ โดยมีข้าราชการผู้ทำงานสยบเพื่อ "มียศ-มียัด" จัดมวลชนสอพลอให้! มาตรการล้างโจรของวิญญูชน มหาประชาชนต้องอดทนและใช้เวลานานเป็นพิเศษ เพราะวิญญูชนกดดันทางมโนสำนึก ฮึกหาญ แต่จะไม่หักเอาด้วยกำลังโหด ต่างกับโจรไพร่ที่นิยมใช้ความเถื่อน-ถ่อยเป็นอำนาจบังคับขับไส ชนิดไม่เกี่ยงวิธีการและรูปแบบ ประสงค์ผลอย่างเดียว เมื่อมหาประชาชนแสดงตนเป็นเจตนาไล่ 10 ล้าน ยิ่งลักษณ์ยังไม่ย่อมไป ก็ต้องบอกว่า ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2557 นี้ พวกเรา...มวลมหาประชาชนทั้งหลาย ก็ฉลองปีใหม่ สวดมนต์ข้ามปี เป็นฤกษ์-เป็นชัยร่วมกัน ณ ถนนมหาประชาชน คนราชดำเนินเถิด สังคมชาติย่อหน้าขึ้นบรรทัดใหม่ ตัดถนนสู่อนาคตวิไล เป็นฉากเปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้ทั้งโลก ทั้งคนรุ่นต่อไปศึกษาว่ามหาประชาชนใช้สิทธิในอำนาจอธิปไตยปฏิวัติสังคมชาติได้อย่างไร........ โดยไม่ใช้อาวุธ ไม่ใช้ความรุนแรง!? ใช้แค่ใจรักในชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สู้อสัตย์ สมุนทรราชลอบกัด เชิดหน้ายืนหยัด นอนกลางถนน กินกลางถนน ไม่สนกองทัพที่ต้องพึ่งถั่งเช่าสร้างพลัง! การเปลี่ยนแปลงด้วยรถถัง มันย่อยยับ-อัปยศตั้งแต่คิดแล้ว มันหมดยุค-หมดสมัยแล้ว "ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" เป็นวลีเล่นลิ้นมานาน แต่ ณ ข้าม พ.ศ.สู่ 2557 ด้วยอำนาจมวลมหาประชาชนปฏิวัติบนการนำของกำนันสุเทพ....วลีเล่นลิ้นนั้น โลกจะเห็น "เป็นจริง"! ประชาชนไม่เคยเป็นใหญ่ด้วย "อำนาจประชาชน" จริงๆซักครั้ง มีแต่ถูกอ้างใช้แต่ครั้งนี้แหละ ครั้งล้างอำนาจระบอบทักษิณ ซึ่งเท่ากับล้างโสโครกหมักหมมประเทศไทย สู่ศตวรรษใหม่ ด้วยประชาธิปไตยคนไทยกำหนด "เพื่อสังคมไทย" วิถีพอเพียงสามารถนำประเทศสู่ความร่ำรวยได้ ขอเพียงปลูกฝังจิตสำนึกบนระเบียบ-วินัย ไทยจะเป็นชาติยิ่งใหญ่ของโลกนับจาก 2558 เป็นต้นไป จะรวยและยิ่งใหญ่อย่างมีวัฒนธรรม! นายพล นายหมื่น ทำให้ชาติ-ประชาชนผิดหวังมาตลอด ลุถึงยามนี้ คน "สถาบันกำนัน" อันเป็นราษฎรเต็มขั้นอย่างกำนันสุเทพ จะทำให้คนไทยสมหวัง! กำนันสุเทพ สานสู่สังคมใหม่ไว้ให้ เพื่อคนรุ่นต่อรุ่นสานต่อ ชูธงชาติไทยสู่จุดหมายที่มวลมหาชนมุ่งมั่น ด้วยปรากฏการณ์มวลมหาประชาชนดังประจักษ์ ณ 24 พฤศจิกา 9 ธันวา และ ณ เมื่อวาน 22 ธันวา ผมเชื่อเช่นนั้น! ยิ่งลักษณ์ไม่ลาออก จะหนีไปลอยดอกอยู่ตามอีสาน-เหนือ ทนลอยอยู่ได้ ก็ปล่อยให้เธอลอยไป ลอยกลับเข้ากรุงเทพฯ วันไหน มวลมหาประชาชนต้องตามไปเป่านกหวีดไล่นาง ก็ลองดูซิว่า...ระหว่าง "หนา" กับ "นก" ใครจะทนกว่ากัน!? การปฏิวัติ "ล้างโจร" เพื่อ "สร้างคุณธรรม" มันไม่ง่าย ไม่สะดวกสบายเหมือนล้างครก-ล้างสาก แต่ถ้าเราทั้งหลายมุ่งมั่น-เสียสละ-จริงใจ เชื่อในกำนันสุเทพ ผู้เป็นผู้นำ ไม่เกิน 15 มกรา 2557 ชนะที่มีผลสำเร็จเป็นรูปธรรม จะเป็นรางวัลแรก "ล้างเหงื่อ" มหาชน.

พ่อครูว่า … ขณะนี้ก็มีคนถามกันมากว่าจะจบอย่างไรที่ประชาชนมาปฏิวัติอย่างสันติ อหิงสา ไม่มีอาวุธ แล้วจะชนะอย่างไร โดยเฉพาะเจอกับพวกง่านโด้อย่างนี้ อย่างที่พวกเราทำนี่เป็น Authority ไม่ใช้ Force เราเอาความถูกต้องความจริงต่อสู้ คนถูกควรชนะ คนผิดควรแพ้ ยกตัวอย่างเช่น ผบ.ตร.ออกมายอมรับว่า คนชุดดำบนดาดฟ้าและที่ทุบรถ เป็นตำรวจจริงๆ แม้แต่นายกฯเป็นสัมภเวสีเร่ร่อนไปเรื่อย ไปเจอประชาชนอย่างแรงสุดก็เป่านกหวีดไล่ เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นโอกาสที่ไม่เคยพบไม่เคยเห็น ได้บันทึกจดจำไว้ ให้ลูกหลานฟัง มีคนเขียนทางออกไว้หลายอย่าง อย่างทางออกที่ 1 ที่เขาว่าไว้คือ ยิ่งลักษณ์จะต้องลาออกจากรักษาการและไม่แต่งตั้งใครมารักษาการ นี่เป็นทางหนึ่ง ถ้าเป็นอย่างนี้ได้จะราบ รื่ นมากเลย จะเกิดสุญญากาศ ประธานสภาฯก็จะเสนอคนดีมาเป็นนายกฯตามมาตรา 7 ให้ผู้ใดเสนอก็แล้วแต่ แล้วก็จัดให้มีเลือกตั้ง เราไม่ปฏิเสธเลย เราไม่ได้มาล้มล้างส ิ่ งนี้ แต่ต้องทำอย่างมีปัญญา ไปตีกินว่าเราจะล้มการเลือกตั้ง คิดว่าเขารู้อยู่นะว่าเราไม่ได้ไม่เอาเลือกตั้ง เราทำอย่างสากลทั้งนั้นแหละ เราทำอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญสากล ตามคุณธรรมด้วย ผู้ที่เป็นแก่นแกนทำได้ นอกนั้นมีบกพร่องไม่มากนั้น แม้ว่าไม่สามารถเอาอำนาจเก่าลงได้ก็ตาม ถึงอย่างนั้นมันก็มีปรากฏการณ์เกิดว่าประชาชนไทยได้ทำหน้าที่ในระบอบประชาธิปไตยอย่างงดงามวิเศษ แต่สู้ความเลวร้ายไม่ได้ก็ต้องรับวิบากต่อ แต่ถึงวันนี้แล้ว ประเมินองค์รวมของงานประชาชนปฏิวัตินี้ อาตมาว่ามันมีผลก้าวหน้า ชนะได้แต้มมาตลอด เป็นมวยเก็บคะแนนมาเรื่อย คะแนนนำลิ่ว ถ้ากรรมการตาถั่วให้เราแพ้อีกก็แย่แล้ว เพราะมวยศีลธรรม ไม่มีน็อคอย่างมวยใช้ความรุนแรงที่ทำกันจนตายหมอบคาเวที เราไม่ทำอย่างนั้น เราไม่ได้รบด้วยวิธีอย่างนั้น เรารบกันด้วยวิธีเจริญอย่างอาริยะ พวกเราผ่านข้ามวิธีเก่าแล้ว ก็ตั้งใจทำต่อ พากเพียรร่วมกันคนไทย นัดกันวันที่ 13 ก็มาเถอะ แม้วันนี้ก็ไปกันแน่นถนน ถ้ายิ่งลักษณ์ลาออกก็จะดี แต่ถ้าไม่ลาออกยังยึดเก้าอี้รักษาการนายกฯ แล้วใช้เงินหลวงไม่ถูกต้องตามอำนาจหน้าที่ก็ตาม เราก็ประเมินดู ถ้าไม่ออก มวลมหาประชาชนก็ต้องใช้อำนาจตาม มาตรา 3 (อำนาจอธิปไตย)อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย อันนี้ขยายมาจาก มาตรา 2 (รูปแบบการปกครอง) ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อทำหน้าที่แล้ว เป็นตัวแทนประชาชนเป็นผู้รับใช้ เป็นค ณะ รัฐม นตรี เป็นรัฐสภา กลับกบฏต่อหน้าที่ ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วออกมาต่อต้านผู้ตัดสินคือศาลอีก อย่างนี้เรียกว่าง่านโด้มากนัก เราก็บอกดีๆให้ออกก็ไม่ออก ต่อไปเราก็ต้องใช้วิธีตัดแขนตัดขา ระบอบทักษิณไม่ให้รัฐบาลนี้ทำงานได้ต่อไป อำนาจ คำนี้ดูน่ากลัว แต่คุณสมบัติทางธรรมนี่ก็เป็นอำนาจ ซึ่งไม่ใช่อำนาจอย่างทั่วไป แต่ผู้ที่เคารพนับถือคุณธรรมอย่างมวลมหาประชาชนไม่ได้ใช้อำนาจเบ่งข่มซึ่งเราใช้นี่เป็น Authority ต่างกับอำนาจที่สั่งการกดขี่ บังคับคืออำนาจ Force เราไม่ได้ทำแบบนั้น เราบอกดีชั่ว ถูกผิดเท่านั้น ให้มีหิริโอตตัปปะ ให้รับผิด ควรทำตามมหาประชาชนซึ่งมีอำนาจขนาดให้คุณออกแม้คุณจะไม่ผิดก็ตาม เป็นอำนาจของมหาประชาชนทำได้ แต่นี่ทำผิดแล้วผิดอีก แต่ก็ด้านอยู่ อีกนัยหนึ่ง คืออำนาจที่ชี้ถูกผิด บอกให้เขาหยุดได้ถ้าทำผิด สามารถบอกได้ ชัดเจนว่าคุณควรหยุดไม่ควรอยู่ต่อ เป็นสองนัยใหญ่ๆ ซึ่งเราได้ทำแล้ว เขาเถียงไม่ออก โกหกไปวันๆ จำนนทุกอย่าง แต่ไม่ออก ไม่ปล่อยวาง แล้วเราก็ไม่ทำรุนแรงเกินการณ์ เป็นเรื่องยากที่จะทำกับคนด้าน อำนาจที่ว่านี้เกิดอย่างไรประกอบอย่างไร คำว่า “ อธิปไตย ” แปลว่า อำนาจ ส่วน “ ประชา ” ก็คือมวลของประเทศ อำนาจเป็นของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ประชาธิปไตยคือประชาชน และอธิปไตยหรืออำนาจ เมื่อมีสองส่วนคือ คนและอำนาจ ถ้าคนไม่รู้ ไม่มีปัญญาและไม่ดีอีกด้วย ก็จะเกิดอำนาจตามหน้าที่ที่ตนคิดและทำออกมา เป็นอำนาจไม่ดี เป็นหน้าที่ไม่ดี ทำไม่ดี เกิดภาวะที่ไม่ดี รวมกันเป็นเนื้ออะไรออกมาที่ไม่ดีในสังคม เป็น Force ส่วน อำนาจที่เกิดจากคนดี มีปัญญา ก็กระทำออกมาดี เป็นอำนาจประเสริฐอำนาจดี เป็น Authority ถ้าสูงส่งก็เป็นโลกุตระเป็นระดับอาริยะ เราทำอย่างสงบไม่รุนแรง รักษาไว้อย่างดี เหน็ดเหนื่อยทนทรมานทำ แต่ก็ได้ผล ที่เกิดมาดีอย่างนี้ถือว่าเป็นบุญของประเทศมากเลยที่จะเข้าใจและยืนหยัดยืนยันทำ ไม่ใช่เรื่องเล่นเลยโดยเฉพาะเขาทำมาก็ทำให้ตายและบาดเจ็บไปหลายคน มันเป็นการเสี่ยง แต่งานใหญ่สำคัญหนักหนายากขนาดนี้ เกิดผลเสียขนาดนี้ถือว่าเล็กน้อย แต่ว่าพูดไปอย่างนี้ต้องขออภัยไม่เจตนาดูถูกคนบาดเจ็บและตายนะ อธิบายเนื้อหา ที่เกิดได้อย่างนี้ภูมิใจในคนไทยที่ทำได้ อย่างนี้คือประเสริฐ นี่คืออาริยะ พอสะกิดเตือนกันได้ ให้เข้าใจออกมาทำร่วมกัน ไม่มีปรากฏการณ์มาก่อน ไม่มีใครคิดว่า วันที่ 24 พ.ย. 2556 ที่กำนันสุเทพนัดมา โอ้โห เกิดความประหลาดว่าออกมามากและเรียบร้อย ไม่มีเจ็บไม่มีตาย ทางคู่ต่อสู้ก็ไม่คิดว่าจะได้มากขนาดนี้ มาถึง 2 ล้านคน ออกมาแสดงมวลดื้อๆตรงๆ เป็นปรากฏการณ์ที่สุดยอดแล้ว กำนันสุเทพ ก็เลยนัดออกมาอีกวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ก็ออกมา 5 ล้านเลย ก็มหัศจรรย์มากเลย ไม่เคยมีปรากฏการณ์ขึ้นมา กำนันก็ยังไม่ชัดใจ ขออีกทีหนึ่ง วันที่ 22 ธันวาคม 2556 คราวนี้มามากจนไม่มีที่จะเดินเลย เต็มถนนหนทาง มามากกว่า 5 ล้านเลย เป็นคำตอบที่สื่อสารออกไปทั่วโลก เรื่องนี้จบเมื่อไหร่ ถ้าเหตุการณ์ข้างหน้าจะบานปลาย เมืองไทยมีสิ่งประเสริฐเลิศยอด มันน่าจะยอมเสียเถอะ ให้ส ิ่ งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ย ิ่ งยอด ในวันที่ 13 ม.ค. 2557 นี้มั่นใจว่าคนจะมามากกว่าเดิม แล้วคนที่ดันทุรังอยู่จะยอมไหม จะยกธงขาวไหม?อาตมาว่าคนไทยนี่จะมีอภัยให้เห็นนะ แล้วให้มีรัฐบาลเฉพาะกาลมา ประชาชนทำได้ มีผู้รู้ผู้มีประสพการณ์มากพอทำได้ แผ่นดินไม่ไร้เท่าใบพุท ร า เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของโลก เป็นประชาธิปไตยที่งดงามมาก ถ้าประชาชนออกมามากจริงๆแล้วเรียบร้อย ในวันที่ 13 สุดยอด อาตมาว่าจะลงเอยงดงามมาก เป็นส ิ่ งมหัศจรรย์ของโลกที่ยิ่งใหญ่กว่าวัตถุ เป็นส ิ่ งมหัศจรรย์ของโลกทางการเมืองการปกครองที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่ดึงดันอยู่เสียสละหน่อยได้ไหมเพื่อประเทศไทย แม้แต่ข้าราชการที่ดึงดันอยู่ เลิกเลยออกมาอยู่กับมวลมหาประชาชนเลย มาเติมคะแนนให้บริบูรณ์สูงส่ง วันที่ 13 นี้ออกมากันได้ 20 ล้านคน แล้วทางคณะที่ดึงดันอยู่ก็ตัดสินใจเห็นแก่ประเทศชาติ ยอมยกให้แก่ประชาชนเลย จะได้มีส ิ่ งบันทึกไว้ว่าสุดยอด เป็น A Great Record เลย เป็นบันทึกที่ยิ่งใหญ่อย่า ง วิเศษวิเสโสเลย พูดไปให้สติ ให้รู้ให้เข้าใจว่า สิ่งที่จะดีต่อมนุษย์ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ คืออย่างนี้นะ วันก่อนประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม มีเนคไทเป็นของขวัญ ที่กล่องมีเขียนว่า เกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน เป็นการเสียสละเพื่อส่วนรวม จริงๆแล้วการเสียสละเพื่อส่วนรวมเป็นจิตโลกุตระ ถ้าไม่มีกิเลสจะทำได้ง่าย เมื่อรู้ว่าเป็นกุศลก็ทำได้ง่ายเพราะไม่มีจิตต้าน แต่ถ้ามีจิตต้านแล้วได้ทำฝืนทำส ิ่ งดี ก็ได้ทำจิตโลกุตระ เป็นค่าทางธรรมที่สูงส่งยิ่งใหญ่ ที่ศาสนาพุทธสอนนี่เป็นโลกุตรธรรมทั้งสิ้น ส่วนโลกียธรรมเขาสอนกันมาทั่วโลก สอนให้ทำดีละชั่วก็เป็นของสามัญ แต่ตัวสำคัญคือเหตุที่อยู่ในใจมีตัวการเป็นอกุศลจิต มาจากจิตเป็นประธาน การศึกษาพระพุทธเจ้าจึงให้ตามรู้ในจิต รู้เหตุที่เกิดในจิต ที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ แล้วมีปัญญาด้วย จนมีวิธีกำจัดกิเลสได้อย่างจริงจัง และกิเลสก็ลดได้เป็นโลกุตรธรรม ซึ่งไม่ใช่แค่ละชั่วประพฤติดีแค่นั้น แต่ว่าต้องรู้จิตเจตสิกรูปนิพพานด้วย อย่างรู้แจ้งเห็นจริง แม้เป็นนามธรรมก็รู้ได้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อันนี้ทุกพระองค์ แล้วมาสั่งสอนให้คนทำตามได้ มีทฤษฎีนี้ เมืองไทยเป็นพุทธแต่ทฤษฎีเพี้ยนไปจากของพระพุทธเจ้าจึงไม่เกิดผล แต่พุทธก็ยังไม่หมดไปจากไทย ยังมีผู้รู้ค้นออกมา แล้วพาทำจนคนมีโลกุตรธรรมมาจริง เป็นจิตที่ลดกิเลสได้จริง กิเลสลดหมดสูงสุดก็คืออรหัตผล โสดาบันลดได้ 25 % สกิทาฯลดได้ 50 % อนาคาฯลดได้ 75 % ถ้า ลดได้ 100 % ก็เป็นอรหันต์ มีหลักสูตรชัดทุกอย่าง ในรายละเอียดเมื่อวานก็ได้ลงลึกในปฏิจจสมุปบาท วันนี้มาต่อเมื่อวานนี้ ความรู้ของพระพุทธเจ้านี้ได้แล้วประเสริฐสุดในความเป็นมนุษย์แล้ว สังขาร มีสังขารกายกับสังขารจิต สังขารคือการปนปรุง มีของนามธรรมและรูปธรรม ในนามธรรมก็มีจิตเจตสิกปนปรุงกันได้หลายอย่าง พระพุทธเจ้าให้แยกแยะการปนปรุงให้ออก ให้รู้ว่าอาการอย่างนี้คือวิญญาณ อย่างนี้คือสังขาร อย่างนี้คือเวทนา อย่างนี้คือสัญญา วิญญาณอยู่ในตัวเรานี่แหละ แต่มันไม่สีสันรูปร่าง ตายไปก็จะออกจากร่าง อย่างที่เขาเรีย ก กันว่าวิญญาณ เมื่อตายไปก็ล่องลอยออกไปมีตัวๆ อย่างนี้เป็นความรู้ที่ผิด พระพุทธเจ้าได้บริภาษภิกษุสาติที่บอกว่าวิญญาณล่องลอยออกจากร่างตอนตายไปแล้วนั้นไม่ถูกต้อง เราไม่เคยสอน แต่เราสอนให้เห็นวิญญาณตอนเป็นๆ เห็นที่เราเอง เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น เมื่อกระทบแล้วเราก็รู้ การรู้นี่แหละคือวิญญาณ ก็ไม่เข้าใจกัน แต่ว่าไปสอนให้เห็นวิญญาณเป็นรูปร่าง ล่องลอย เป็นรูปเทวดา เป็นรูปสัตว์นรก อย่างนี้ไม่ตรงคำสอนพระพุทธเจ้า วิญญาณนั้นไม่มีรูปร่างตัวตน อนิทัสสนัง ไม่อาจมองเห็นได้ ไม่อาจชี้บอกได้ อนันตัง ไม่มีขอบเขต ไม่มีที่สุด สัพพโต ปภัง แจ่มใส, แผ่กระจายไปโดยทั้งปวง แต่รู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส เช่น เราตายไป ไม่มีทวาร 5 ไปกระทบแล้ว แม้คุณจะจำรูปได้ มันก็เป็นความจำ ไม่ใช่ความจริง แต่ไปเข้าใจผิดว่านี่คือสัตว์นรกจริง แล้วไปยึดว่านี่คือของจริง ไปยึดว่าอุปาทานเป็นสิ่งจริง เอาความจำเป็นตัวตนจริง เลยไปหลงเลอะแม้ตายไปมีอวิชชาก็เห็นของปลอมทั้งนั้น แต่เขาก็ยืนยันเลยว่าเห็นจริงๆ ก็ว่าเห็นจริงๆแต่มันไม่ใช่ของจริง ทำนองเดียวกับคำโกหกมีจริงแต่มันเป็นคำไม่จริง แต่หลงความไม่จริงเป็นของจริงอยู่เท่ากาลนาน ตอนเห็นๆกระทบนี่แหละคือวิญญาณ แต่ว่าพอหลับตาก็ไม่เห็นแล้ว แต่ที่รู้ได้นี่คือสัญญา คุณมีปัญญารู้ว่าที่สัมผัสนี่คือวิญญาณ ขณะนี้เป็นของจริง ในขณะที่คุณกระทบส ิ่ งนี้ เช่น กระทบดอกไม้ ก็รู้สึกว่าสวย สมมุติว่าสวยเราก็เข้าใจตามเขากำหนดว่าสวย แต่มันมีลึกซึ้งว่าตนชอบหรือไม่ชอบ นี่แหละคือกิเลส ถ้าคุณรู้ว่าสวยตามสมมุติก็ทำได้ ตาม ที่เขายอมรับนับถือกัน แต่อาตมาไม่มีอารมณ์ชอบหรือชัง นี่คือการแยกความซ้อนในวิญญาณได้ วิญญาณเป็นองค์รวมของเวทนา สัญญา สังขาร เช่น คุณสุข ก็แค่ตอนสัมผัส เมื่อหยุดสัมผัสก็ไม่มีแล้ว แต่คุณจำไว้ว่ามีรสสุข มันเป็นความจำ ไม่ใช่ความจริง หรือคุณกระทบเสียง รู้สึกสุข แต่ว่าพอไม่กระทบก็ยังรู้สึกสุขอยู่ เป็นความจำ เพราะฉะนั้นล้างสุขในความจำยากกว่า จะล้างสุขในตอนความจริง สรุปแล้ววิญญาณมันสุขคือเทวดาสมมุติเทพ เมื่อทุกข์ก็คือสัตว์นรก เราต้องล้างความชอบไม่ชอบ เรารู้หอมเหม็น สวยหรือขี้เหร่ตามสมมุติได้ ไม่ว่าเชื้อชาติไหน สัมผัสก็จะรู้เหมือนกันแต่ภาษาอาจต่างกัน ตามสัจธรรมทุกคนเหมือนกันหมด สัมผัสได้ แต่อารมณ์ที่เป็นกิเลสต่างกันมาก หรือเหมือนกันก็มีคล้ายกันก็มีแต่ไม่มาก เช่น เป็นรสนิยม เป็นแฟชั่น หลายคนรวมกันก็แบบเดียวกัน แล้วก็เกิดสุขทุกข์ พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้ ไป ดับความรับรู้ แม้ลืมตาก็ไม่ให้มันรับรู้แข็งทื่อ คุณไม่รับรู้หรือทำหูดับตัดทวารได้ ใช้พลังกดข่ม ดับการกำหนดรู้ทั้งที่เสียงมันเข้าหูอยู่นะ เหมือนคุณหลับแต่ไม่รับรู้เป็นต้น ตามันหลับก็ไม่รับรู้อะไร แล้วการไม่ได้ยิน ไม่ได้เห็น ไม่ได้กลิ่น เขาเข้าใจว่านี่คือนิโรธ ไม่ให้จิตรับรู้มันก็ไม่ทำงาน แม้มีเสียงกระทบหูก็ไม่ได้ยิน ต่อให้ตาลืมกระทบแสงเข้าม่านตาก็ไม่รับรู้ไม่เห็น เพราะคุณระงับตัดประสาท นี่คือการฝึกนั่งทำนิโรธแบบฤาษี แล้วหลงว่านี่คือนิโรธพุทธ เขาทำกันเกลื่อนเลย ดับไม่รับรู้แข็งทื่อ อย่างนี้ผิด นิโรธของพุทธคือตาเห็นรูปก็เห็นเหมือนกันตามจริง รูปเสียงกลิ่นรสเห็นเหมือนกัน เป็นธรรมชาติ ส่วนเมื่อรู้แล้วคุณมีชอบชังหรือสุขทุกข์อันนี้แหละคือที่คุณต้องดับ ได้รับรู้ทุกทวารแต่ว่าไม่ให้เกิดสุขเกิดทุกข์ มาเป็นไม่สุขไม่ทุกข์หรืออุเบกขาซึ่งเป็นฐานนิพพาน วางเฉยอย่างรู้แจ้งเห็นจริงหมด นี่คือนิโรธพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะที่ลึกซึ้งละเอียด(นิปปุนา) เพราะถึงขั้นอุเบกขา ทำได้ก็สั่งสมอุเบกขาไปทุกขณะที่ทำได้ แม้กระทบรูป รส กลิ่นเสียง กระทบโลกธรรม เราก็อุเบกขาให้ได้ ก็สั่งสมนิพพพาน เราต้องฆ่าเหตุให้ได้ จิตก็สะอาดเป็นวิญญาณที่ใส ไม่มีเวทนา สัญญาที่เป็นเคหสิตเวทนา ในเวทนา 18 อยู่ในเวทนา 108 เคหสิตเวทนา 18 นี่คือ มโนปวิจาร 18 สำคัญมาก เกิดจาก เวทนา 3 มี สุขทุกข์ อุเบกขา เกิดได้ในการกระทบทางทวารทั้ง 6 เป็นเวทนา 6 แล้วแต่ละทวารก็มีเกิดได้เป็นสุ ข ทุกข์ อุเบกขา รวมเป็น 18 (สำคัญคือต้องมีการกระทบสัมผัสด้วย ไม่ได้กระทบก็มีแต่สัญญา) การกระทบสัมผัสจะเกิดวิญญาณแล้วคุณต้องแยก เวทนา สัญญา สังขาร ตัวสัญญาจะทำหน้าที่สำคัญในการกำหนดรู้ รู้ว่าสังขารอย่างไร ปรุงแต่งเป็นสุข เป็นเทวดาสมมุติ สุขทุกข์แบบโลกีย์ ได้ลาภได้ยศมาเพราะพี่ให้ก็สุขใจ ยิ่งสุขมากก็ชอบมากก็ดิ้นรนอยากได้มามากๆ ขนาดฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา แต่พอมาเรียนรู้มโนปวิจาร 18 เป็นทางโลก 18 (เคหสิตเวทนา) แล้วก็เป็นทางธรรมอีก 18 (เนกขัมสิตเวทนา) ให้รู้รูปภายในแต่ก็เนื่องจากรูปภายนอก รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามธรรมก็ถูกรู้ แม้ไม่มีรูปที่เป็นวัตถุ แต่เป็นนามธรรมที่ถูกรู้ภายใน เป็นองค์ประชุมของนามธรรม เรียกว่า “นามกาย” เมื่อเราแยกเนกขัมมะกับเคหสิตะได้ แยกออกว่าเราได้ออกจากกาม ออกจากโทสะ ทำให้มันลดมันหายออกจากใจเราได้ ขณะสัมผัสจริง เห็นอยู่หลัดๆ เห็นมันจางคลายรู้แจ้งเป็นวิทยาศาสตร์ ผู้ใดรู้เคหสิตเวทนาแล้วทำออก ทำให้เป็นเนกขัมสติเวทนาได้ก็คือผู้ได้โลกุตระ รู้เห็นว่ากิเลสดับไปหลัดๆเลย เป็นจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างเลย ไม่ใช่ไปดับอย่างไม่รู้แจ้งเห็นจริงไปดับทำ ไม่ใช่ไปดับสัญญาทั้งดุ้น เป็นอสัญญีสัตว์ ทั้งที่สัญญาทำหน้าที่กำหนดรู้ ก็ไปดับสัญญา เมื่อดับสัญญา เวทนาก็ดับไปด้วย แล้วไปแปลว่า สัญญาเวทยิตนิโรธคือการดับทั้งสัญญาและเวทนา นี่คือความผิด เป็นความเข้าใจที่ผิดมาก ทำแบบไม่รู้สึกอะไรเลย ดับเข้าไปในภพนั่งสมาธิจิตนิ่งอย่างเดียวไม่รับรู้อะไรเลย มืดเป็นกิณหะ จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน