570107 _พ่อครูที่มัฆวานฯเรื่อง สันติปฏิวัติกับการเมืองอันธพาล.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570107 _เรื่อง สันติปฏิวัติกับการเมืองอันธพาล ที่เวทีชุมนุมมัฆวานฯ โดยพ่อครูโพธิรักษ์
วันนี้วันที่ 7 มกราคม 2557 พ่อครูโพธิรักษ์เทศน์ที่เวทีมัฆวานฯ พ่อครูว่า… อาตมาอ่าน นสพ.ไทยโพสต์ เขาเขียนได้ความหมายชัดเจนขึ้น พวกเราก็มีปัญญาขึ้นเยอะ แล้วก็นำออกมาขยายความอธิบายแจกแจงสู่กันฟัง เป็นความรู้ที่เกิดจากภาวะจริงของสังคม เป็นความรู้ที่ดี ขณะนี้ วันนี้ นสพ.ไทยโพสต์ ตั้งแต่บทนำมาเลย เขาขึ้นหัวข้อว่า “ มโนธรรมสำนึก ” เขาพูดถึงตำรวจที่กระทำต่อผู้ชุมนุมประท้วงซึ่งมีสองกลุ่มคือกลุ่มแดงกับกลุ่มไม่ใช่แดง แล้วตำรวจปฏิบัติต่อสองกลุ่มนี้ต่างกัน เท่าเทียมกันไหม? เป็นส ิ่ งปรากฏจริง เขาทำอะไรออกมา มีคนสื่อสารฯคนก็รับรู้ได้ง่ายเร็ว ครบ แต่ละแง่มุม เห็นหมดเลย เรียกว่า ตอแหลไม่ทัน ตลบแตลงไม่ทัน คือจะตลบแตลงตอแหลอย่างไรไม่ทัน เขามีหลักฐานมายืนยัน ต้องจำนน เพราะฉะนั้นยุคนี้ต้องยอมรับความจริงกันแล้ว ส่วนอีกคอลัมน์หนึ่งของคุณผักกาดหอม เรื่อง “อันธพาลการเมือง” คุณผักกาดหอมว่า ตอนนี้เป็น "รัฐที่ล้มเหลว" แล้ว แต่ก็มีคนกล่าวหาว่า คุณกำนันสุเทพ เป็น “อันธพาลการเมือง” ซึ่งคนกล่าวหาคนแรกคือ นิธิ เอียวศรีวงค์
“ อันธพาลการเมือง? ” นสพ. ไทยโพสต์ โดย ผักกาดหอม วันนี้ ( 6 มกราคม 2557 ) ได้ยินได้อ่าน มีการพูดถึงมวลมหาประชาชนโดยการนำของ "กำนันเทพ" ว่าเป็นอันธพาลการเมือง มีอยู่ 2 คนครับที่ให้ความเห็นไว้ตรงกัน คนแรกคือ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนบทความเรื่อง "ทางออกจากวิกฤติ" ในมติชนรายวัน ระบุตอนหนึ่งว่า "กลุ่มอันธพาลการเมืองเหล่านี้ไม่ได้ท้าทายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่ท้าทายกฎหมายและระเบียบแบบแผนทางการเมืองของสังคมไทยทั้งหมด" อีกคนคือ "สุนัย ผาสุก" ผู้ประสานงานที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรต์วอตช์ ประจำประเทศไทย ให้ส
อ่านต่อ
ัมภาษณ์ทีวีแดง ใช้คำเรียกมวลชนที่จะปิดกรุงเทพฯ ว่า "อันธพาลการเมือง" เช่นกัน
พ่อครูว่า … อันธพาลคือคนเกเร เลวร้าย ชั่วเลว แล้วทำระห่ำด้วยนะ คือทำให้เดือดร้อนวุ่นวายไปหมด เป็นบทบาทพฤติกรรมเลย เขาก็มองพวกนี้เป็นนักวิชาการหรือนักรู้ก็มองไปว่า กลุ่มพวกคุณสุเทพ กปปส.นี่ เราก็ต้องอยู่ในกลุ่มนี้ ถูกว่าเป็นอันธพาลการเมืองเพราะเป็นผู้ท้าทายกฎหมายแต่อาตมากลับเป็นว่า พฤติกรรมของรัฐบาล รัฐสภาฯและนักการเมืองที่ทำออกมา นั่นต่างหากที่เป็นการประพฤติแบบอันธพาล แล้วเราก็มองสิ่งที่พวกเราประพฤติ อาตมาก็พยายามมองด้วยใจเป็นกลางซึ่งตรงที่สุด มันเป็นการท้าทายกฎหมายหรือหยั่งลงไปถูกต้องตามความลึกซึ้งของกฎหมาย อาตมามองอย่างนั้นว่ากฎหมายเขาให้ทำตามเจตนารมย์อย่างไร อาตมาเห็นว่าอาตมาไม่ได้ทำผิด แต่กลับเห็นว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายลึกซึ่งที่เขาไม่ทำกัน เช่น ร ัฐธรรม น ูญ มาตรา 2 (รูปแบบการปกครอง) ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมาตรา 3 (อำนาจอธิปไตย)อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ อำนาจนี้ระบุชัดว่า ปวงชนชาวไทยทุกคนย่อมมีอำนาจนี้ตามรัฐธรรมนูญ ระบุไว้ชัด เมื่อเรามีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญข้ออื่น เช่น มาตรา 69 และ 70 ระบุไว้ว่าเป็นหน้าที่เลย มีหน้าที่พิทักษ์ไว้ซึ่ง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือมาตรา 70 และ 71 เราก็ปฏิบัติตามกฎหมาย ประเด็นนี้อาตมายืนยันไว้ว่าพวกเราสบายใจได้เลย แล้วมันเป็นของใหม่ ประชาชนตอนนี้ยังไม่ได้ตื่นรู้ใช้สิทธิ์นี้เป็นล้านคน ยังไม่เคยเกิด โดยเฉพาะมายืนยันประท้วงยื่นข้อเสนอ ว่าเราประท้วงเรื่องอะไร ตามมาตรา 69 (การต่อต้านโดยสันติวิธี) บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ เราก็ทำอย่างถูกต้อง มีแต่รัฐบาลเอาหลักฐานที่หาเรื่องเรามาออกสื่อฯ แต่กำนันสุเทพก็ตอกให้ เพราะเราไม่มีจริงๆ ไม่ทำจริงๆ พูดง่ายๆว่าโกหกชาวบ้าน เป็นอันธพาล ไม่อยู่ในสัจจะ เขายิ่งทำเขายิ่งเป็นอันธพาลหยาบแล้วหยาบเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็ไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไร ยุคนี้ประชาชนออกมาปฏิบัติการ มันยอดเยี่ยมจริงๆเลย เขาหาว่าเราเป็นอันธพาลการเมือง ภาษาถิ่นว่า นกเข้าท้วงตาแม่ เหมือนแม่ปูทักลูกปูว่า ทำไมไม่เดินตรงๆ แล้วลูกก็บอกว่า ก็เดินตามแม่นั้นแหละ ไปว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง เหมือนไปชี้เขา 1 นิ้ว แต่เข้าตัวเอง 3 นิ้ว คนที่ไม่รู้ตัวก็ทำผิดไปเรื่อย เหมือนพระเทวฑัตก็ถูกแผ่นดินสูบในที่สุด
คอลัมน์ชื่อ “สันติปฏิวัติ” โดย วิวัฒน์ชัย อัตถากร ความต้องการ "การเปลี่ยนแปลง (Change)" จากสิ่งเก่าซึ่งเลวร้ายไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า กำลังเป็นกระแสมาแรงในหัวใจของเหล่ามวลมหาประชาชนไทยนับล้านๆ ที่ชูธงปฏิรูปประเทศไทยโดยประชาชนเพื่อประชาชนไทยทั้งประเทศอยู่ในขณะนี ้ อันที่จริงสังคมมนุษย์ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง สังคมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเสมือน "น้ำนิ่ง" นานไปก็จะเป็น "น้ำเน่า" กลายเป็นสังคมที่ตายแล้ว ประเทศไทยเผชิญหลายปัญหาที่วิกฤติกำลังเน่าเฟะ โดยเฉพาะวิกฤติเศรษฐกิจการเมืองไทย การเมืองไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและการครอบงำของทรราชทุนสามานย์อย่างไม่เคยมีมาก่อน รัฐสภาซึ่งเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตยที่จะทำหน้าที่ปกปักรักษาอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยทั้งแผ่นดิน กลับเป็นได้แค่รัฐสภาประชาธิปไตยจอมปลอมเพราะถูกใช้เป็น สภาทาส-สภาขี้ข้า-สภาโจร ที่คอยลิดรอนและจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ พยายามจะออกกฎหมายที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ-การเมือง-การทหารอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งการโกงทุจริตคอร์รัปชันในรูปแบบต่างๆ ที่ลุกลามขยายตัวออกไปจนติดอันดับนานาชาติ นับวันเป็นปัญหาใหญ่มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นและหนักหน่วงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนก็เกิดขึ้นในรัฐบาลสมัยนี้ การที่นายกรัฐมนตรีและ ส.ส.พรรครัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเท่ากับว่ารัฐบาลนี้ไม่ยอมรับ ไม่เคารพต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ทำให้รัฐบาลนี้หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ เท่ากับเป็น รัฐบาลเถื่อน รัฐบาลกบฏแม้บรรดาลิ่วล้อฝ่ายรัฐบาลไม่ว่าจะเป็น ส.ส.พรรครัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งข้าราชการระดับสูง นักกฎหมาย นัก วิชาการ ตลอดจนสื่อมวลชนและผู้นิยมชมชอบทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ จะพยายามปกปิด ไม่พูดถึง หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง แก้ตัวให้กับการที่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ทำผิดกฎหมายเสียเอง อีกทั้งใช้อำนาจบริหารประเทศโดยมิชอบ ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่เคารพกฎหมายสูงสุดของประเทศก็ตาม ถึงกระนั้นประชาชนต่างก็รับรู้ เรื่องราวการทำผิดกฎหมายและการกระทำใช้อำนาจโดยมิชอบเหล่านี้ของรัฐบาล และเห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งอย่างเป็นรูปธรรม จึงต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศเสียใหม่ให้ดีขึ้น แต่รัฐบาลกลับกอดความเน่าเฟะอย่างดักดาน กลายเป็นพวกต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ต้องการรักษาสถานภาพเดิมที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ครอบครัวตลอดจนญาติพี่น้องของตัวเองและฝ่ายพรรคพวกรัฐบาลมิได้สนใจไยดีกับการที่ประชาชนจำนวนมากที่ลุกขึ้นมาชุมนุมเรียกร้องทั่วประเทศในแนวทางอหิงสา สันติ ปราศจากอาวุธ ต่อต้านการกระทำที่ผิดกฎหมายและคิดมิชอบของรัฐบาล เรียกร้องขอให้มีการปฏิรูปประเทศไทย รัฐบาลพยายามถ่วงเวลาปฏิรูป เมื่อจนตรอกถึงทางตันจึงยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ทันที เพื่อชิงความได้เปรียบในฐานะรัฐบาลรักษาการควบคุมการเลือกตั้ง ฝ่ายมวลมหาประชาชนต้องการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดกฎหมายและกติกาที่โปร่งใสเที่ยงธรรม เมื่อมวลมหาประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลปราศจากความจริงใจในการแก้ไขวิกฤติของประเทศ ยิ่งทำให้ประชาชนทั่วทุกสารทิศของประเทศออกมาร่วมชุมนุมแสดงพลังทางศีลธรรม มากเป็นประวัติการณ์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน การชุมนุมต่อต้านของมวลมหาประชาชนในนามคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ภายใต้การนำของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ให้คำมั่นสัญญาต่อหน้ามวลมหาประชาชนว่าจะไม่หวนกลับคืนสู่วงการเมืองอีกต่อไป การหลั่งไหลออกมาชุมนุมไม่ขาดสายของมวลมหาประชาชน ทำให้ฝ่ายรัฐบาลหวาดวิตกเกรงว่าการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 นี้อาจเกิดขึ้นไม่ได้ จึงคิดแก้เกมโดยการจัดตั้งสภาปฏิรูปประเทศขึ้นอย่างรวดเร็วรวบรัดเพื่อชิงความได้เปรียบอีกครั้งหนึ่ง โดยรัฐบาลกำหนดให้มีคณะกรรมการ 11 คน จะเริ่มกระบวนการสรรหาสมาชิกปฏิรูปอีกไม่กี่วันนี้ รักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์ได้เคยตั้งกรรมการปฏิรูปในลักษณะนี้มาหลายคณะแล้ว แต่ก็ไม่เคยใส่ใจให้ความสำคัญเลย การตั้งสภาปฏิรูปในครั้งนึ้จึงเป็นปัญหา หาคนดีเข้าร่วมไม่ได้ เป็นที่น่าแปลกใจว่ารัฐบาลซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง จะมาเป็นผู้เริ่มต้นทำการปฏิรูปได้อย่างไร ยากที่จะมีผู้ขานรับ ยากที่จะสำเร็จ แม้การชุมนุมของมวลมหาประชาชนจะเป็นไปโดยปราศจากอาวุธ อหิงสา สันติ ก็ไม่วายต้องเผชิญกับการถูกเรียกว่า "อันธพาลการเมือง" หรือ "พวกกบฏ" ที่ไม่เคารพระเบียบ กฎเกณฑ์ กฎหมายของบ้านเมือง ขัดขวางการทำงานโดยปกติของรัฐ ซึ่งก็จริงอยู่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ประกาศกลางที่ชุมนุมว่ายินดีรับผิดพร้อมติดคุก ไม่หนีออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม น่าจะได้พิจารณาการกระทำของรัฐบาลกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลกันบ้าง ในการออกกฎหมายนิรโทษกรรม เสียบบัตรแทนกัน ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ จำนำข้าว การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ฯลฯ ในฐานะผู้ถืออำนาจรัฐแทนปวงชนชาวไทยที่ทำไปนั้นยังมีความรับผิดชอบต่อประชาชนต่อสังคม ต่อประเทศอีกหรือ เมื่อประชาชนไม่ยอมรับรัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ มวลมหาประชาชนออกมาชุมนุมต่อต้านนับล้านๆ รักษาการนายกรัฐมนตรีหญิงควรมีจริยธรรมทางการเมืองแสดงความรับผิดชอบในฐานะผู้นำประเทศบ้าง แค่ป้ายหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ เรียกร้องให้ประชาชนเคารพกฎหมาย แล้วทำไมตัวรัฐบาลเองจึงไม่เคารพกฎหมาย คดีต่างๆ หากถูกตัดสินว่าผิด จะยอมติดคุกในประเทศไทยหรือหนีไปต่างประเทศก็ต้องรีบคิดเผื่อไว้เลย ในความจริงการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ อหิงสา สันติ ของมวลมหาประชาชน ต้องเผชิญกับแก๊สน้ำตา กระสุนปลอมปะปนกับกระสุนจริง จนทำให้ผู้ร่วมชุมนุมและตำรวจที่ช่วยดูแลการชุมนุมต้องเสียชีวิตและมีผู้คนบาดเจ็บร่วมร้อย มวลประชาชนต่อว่าต่อขานตำรวจที่เป็นกำลังหลักของรัฐบาลในการควบคุมฝูงชน แม้ฝ่ายตำรวจจะปฏิเสธว่าผู้ยิงประชาชนเป็นชายชุดดำ แต่ท้ายที่สุดผู้บัญชาการตำรวจก็ออกมายอมรับเองว่าคนที่ยิงผู้ชุมนุมเสียชีวิตเป็นตำรวจจริง เจ้าหน้าที่รัฐทำเกินกว่าเหตุ ขัดต่อหลักสากล ช่วงนี้กลุ่มผู้ปกครองกำลังต่อรองกันอย่างหนักในการหาทางออก มหาอำนาจอาจเข้ามามีเอี่ยวเพราะมีผลประโยชน์มากมายในไทย ฝรั่งพวกนี้พอใจรัฐบาลแบบที่เป็นอยู่นี้เพราะมีประ โยชน์ร่วมกัน 13 มกราคม 2557 คาดว่ามวลมหาประชาชนจะพากันออกมาชุมนุมใหญ่มืดฟ้ามัวดิน ปิดกรุงเทพฯ ปฏิบัติการยึดกรุงเทพฯ มีเวทีหลัก 7 เวทีทั่วกรุงเทพฯ กดดันรัฐบาลรักษาการนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมรักษาการ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรียกร้องให้เธอและรัฐบาลลาออกทั้งชุด ประชาชนจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของชาติเอง มีคนไทยจำนวนหนึ่งไม่พอใจแสดงความคิดเห็นและห่วงใยในการปิดกรุงเทพฯ จะทำให้จราจรติดขัด เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเสียหาย(พ่อท่านขอแวะหน่อยว่า รัฐบาลทำให้เศรษฐกิจเสียหายมากกว่าเรา และก ลั บส่งเสริมการท่องเทีี่ยวอีกต่างหาก หาดูได้ยากนะ การประท้วงที่วิเศษวิสุทธิ์ วิศิฏฐ์ เลยทีเดียวมาเก็บภาพเป็นที่ระลึกเลย คนเรามองไม่เห็น) แต่ก็มีคนไทยอีกจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า เสียหายจากการจำนำข้าว การกู้เงินโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และการกู้เงินโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท เป็นเงินมากมายมหาศาล ลูกหลานต้องเป็นหนี้ถึง 50 ปี ไม่เห็นออกมาแสดงความคิดเห็นและห่วงใยประเทศกันบ้างเลย นี่ก็เป็นสีสันของการแสดงออกทางประชาธิปไตยอีกแบบหนึ่ง วันนี้ทำเนียบรัฐบาลว่างเปล่าไร้เงานายกฯ เพราะมัวแต่ตะลอนไปทั่ว หาที่เหมาะทำงานไม่ได้ เหมือนไม่มีรัฐบาลแล้ว อาจนำสู่สุญญากาศทางอำนาจ จากการที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดและการเลือกตั้งไม่เกิดขึ้น เมื่อคนแดนไกลสั่งสู้เต็มที่ แพ้ไม่ได้ ไม่ลาออก ลากถูลู่ถูกังเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 ให้ได้ ยิ่งฝืนกระแสยิ่งเจอแรงต้านหนักจากประชาชนนับล้าน ถึงเลือกตั้งได้ ก็ไม่ได้บริหาร ถึงได้บริหาร ก็บริหารไม่ได้ เรื่องอาจจะยากกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ อย่าหลงเชื่อแวดล้อมลิ่วล้อ นักกฎหมายและนักวิชาการที่แนะนำให้ใช้ความรุนแรง หากรัฐบาลสั่งฝ่ายถืออาวุธปราบปรามประชาชน คิดผิดพ่ายแพ้ประชาชนแน่นอน อย่าลุแก่อำนาจจนเหลิง ทำผิดติดคุก การสั่งเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์มือเปล่าไม่มีอาวุธ หรือใช้มือที่สามคนของรัฐ คนชุดดำ กองกำลังที่รัฐหนุน เคลื่อนเข้าทำร้ายประชาชน นั่นคือจุดจบของรัฐบาล ผู้นำทรราชหลายชาติในโลกที่ฆ่าแกงประชาชน ล้วนถูกนำตัวขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศและถูกตัดสินประหารชีวิตในที่สุดทุกราย 13 มกราคม 2557 สำหรับมวลมหาประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า คือ วันแห่งสันติปฏิวัติ(Peaceful Revolution) ครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มโนธรรมสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์ที่รู้จักแยกแยะผิด-ชอบ-ชั่วดีของเสรีชนที่ไม่ยอมจำนนต่อรัฐบาลภายใต้อิทธิพลทรราชทุนสามานย์ จะมาหลอมรวมกันเป็นพลังแห่งศีลธรรมเปลี่ยนแปลงปฏิรูปสังคมไทยให้เป็นสังคมที่เป็นธรรม สร้างสันติสุขอย่างยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกคนและจะเป็นปรากฏการณ์พิเศษที่ทั่วโลกจับตามอง สันติปฏิวัติ โมเดลการต่อสู้ทางการเมืองภาคประชาชนในแนวทางอหิงสาสันติมือเปล่าไม่มีอาวุธ เรียกร้องความยุติธรรมทางสังคม ความโปร่งใสสุจริต สำหรับการเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง สามารถต่อต้านรัฐเผด็จการทรราช รัฐบาลคอร์รัปชัน การออกกฎหมายฟอกผิดคนโกง การใช้อำนาจรัฐช่วยเหลือญาติผู้นำให้พ้นผิด การทำผิดจริยธรรมทางการเมืองของผู้นำรัฐบาลซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังนั้น สันติปฏิวัติจึงต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองให้หลุดพ้นจากวงจร อุบาทว์ทางการเมือง จะทำได้โดยการปฏิรูปประเทศเชิงโครงสร้าง (Structural Reform) ดังที่ผมได้เขียนเสนอแนะในไทยโพสต์ (8 พ.ย.56 และ 19 ธ.ค.56) สันติปฏิวัติเป็นโมเดลระดับโลก มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงและประสบความสำเร็จหลายแห่ง เช่น มหาตมะ คานธี, มาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนียร์, ดร.อัมเบดการ์ และอองซาน ซูจี เป็นต้น คราวนี้ผมใคร่ยกตัวอย่างสามชนชาติในแถบทะเลบอลติกในยุโรปเหนือที่ผมมีโอกาสไปเยือนคือ เอสโตเนีย-ลัตเวีย-ลิทัวเนีย มวลมหาประชาชน 3 ชาติหลายล้านคนเดินขบวนปิดถนนยาวเหยียดกว่า 600 กิโลเมตร โดยคล้องมือประสานกันเป็นทิวแถวยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา ร้อง เพลงแห่งการปฏิวัติ (Singing Revolution) เสียงดังกระหึ่มปลุกใจ ผนึกพลังราวกับโซ่คล้องใจมัดกันแน่น ด้วยจุดมุ่งหมายอุดมการณ์เพื่อเสรีภาพอันเดียวกัน ด้วยเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว มือเปล่าไม่มีอาวุธสามารถสยบรถถัง ทหารอาวุธครบมือของ "กองทัพแดง" กดดันชนชั้นปกครองโซเวียต ซึ่งมีแสนยานุภาพทางทหารที่เหนือกว่านับร้อยนับพันเท่า มวลมหาประชาชนลุกขึ้นท้าทายด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยว ด้วยความกล้าหาญทางศีลธรรมในแนวทาง "สันติปฏิวัติ" จนสามารถ เอาชนะได้รับอิสรภาพในปี ค.ศ.1991 โดยแยกตัวจากโซเวียต ออกมาเป็น 3 ประเทศที่มีเอกราชอธิปไตยเป็นของตัวเอง ปลดแอกได้สำเร็จอย่างงดงาม ไม่เสียเลือดเนื้อชีวิตในวิถีทางอหิงสา สันติ นับเป็นตัวอย่างของการปฏิวัติระดับโลกโดยมวลชนด้วยพลานุภาพแห่งเสียงเพลงสันติภาพ เสียงเพลงปลุกเร้าบาดลึกตัดขั้ว หัวใจทรราชคอมมิวนิสต์โซเวียตและปลุกจิตใจอันทรงพลังของอิสรชนผู้ใฝ่หาเสรีภาพและสันติภาพ การร่วมชะตากรรมเดียวกันในการต่อสู้เพื่อเอกราช ทำให้ประเทศทั้งสามมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แม้ชาติทั้งสามจะเป็นประเทศเล็ก แต่ก็มีเอกลักษณ์โดดเด่นในศิลปวัฒนธรรม ภาษาและประวัติศาสตร์รักชาติรักแผ่นดินอันเข้มข้น พวกเขามีพื้นฐานความเชื่อเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาคริสต์เป็นอย่างมาก เช่นอย่างอดีตสันตะปาปาจอห์นปอลเคยเสด็จไป "ทุ่งไม้กางเขน" (Hill of Crosses) นับแสนนับล้านอันที่ประเทศลิทัวเนีย ที่นี่จึงเป็นอีกแห่งหนึ่งที่คริสต์ศาสนิกชนอยากไปเยือนเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตัวเองสักครั้งหนึ่งในชีวิต ความขัดแย้งระหว่างรัฐไทยกับประชาชนใกล้ถึงจุดแตกหัก รัฐบาลภายใต้ทรราชทุนสามานย์ทำทุกทางเพื่อรักษาอำนาจอย่างขาดมโนธรรมสำนึก ไร้จริยธรรมและศีลธรรม รัฐบาลใช้ระบอบการปกครองที่ไม่ถูกต้องไม่ชอบธรรม 2 ด้าน ได้แก่ ระบอบประ ชาธิปไตยจอมปลอมและระบบทุนนิยมสามานย์ มีลักษณะสำคัญคือ การรวบอำนาจโดยคนกลุ่มน้อย นายทุนใหญ่นักธุรกิจการเมืองบางตระกูล ครอบงำควบคุมประเทศไทยโดยระบอบทรราชทุนสามานย์มา 12 ปีแล้ว นายทุนใหญ่ใช้โมเดลธุรกิจการเมืองผูกขาดทำการสะสมทุน ขยายอำนาจการเมือง แทรกแซงทุกองคาพยพ เพื่อกุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จ สร้างค่านิยมแบบผิดๆ "รวยด้วยการโกงชาติ แล้วเอามาแบ่งกันกิน" ในรูปคอร์รัปชันเชิงนโยบายในรูปผลประโยชน์ทับซ้อน เข้าสู่อำนาจด้วยการซื้อเสียงโกงการเลือกตั้ง ออกกฎหมายปล้นทรัพยากรแผ่นดินผ่านเมกะโปรเจ็กต์ โครงการประชานิยม ธุรกิจพลังงาน ซื้อนักการเมือง-ข้าราชการระดับสูงฝ่ายยุติธรรมบางคน-สื่อสารมวลชนบางส่วน ปัญหาโกงการเลือกตั้งและการทุจริตคอร์รัปชัน ทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมือง เมื่อความลับอันชั่วร้ายถูกเปิดโปง ประชาชนได้รับยกระดับการเรียนรู้ เคลื่อนไหวคัดค้านความไม่ถูกต้อง มีวิวัฒนาการต่อเนื่องเป็นลำดับ ก่อนที่ประชาชนไทยผู้รักความเป็นธรรมทั่วทุกสารทิศ ทุกอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานภาพ ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนาจะออกมาร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลด้วยมือเปล่าปราศจากอาวุธ อหิงสา สันติ อย่างต่อเนื่อง จะเติบใหญ่กลายมาเป็นมวลมหาประชาชนในวันนี้ นับเป็นคุณูปการสำคัญของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ภายใต้การนำของ "สนธิ ลิ้มทองกุล" และ "พลตรีจำลอง ศรีเมือง" ที่จุดเทียนทางปัญญาเล่มแรกเมื่อ 8 ปีก่อน โดยมี "สมณะโพธิรักษ์" แห่งสันติอโศกและกองทัพธรรมเป็นกัลยาณมิตรร่วมรบเคียงข้างในลักษณะฝาแฝดแห่งขบวนสันติปฏิวัติสะสมชัยชนะรายทางจนมีเครือข่ายทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยและตามเมืองใหญ่หลายเมืองในต่างประเทศทั่วโลก ขบวนสันติปฏิวัติในประเทศไทยถือเป็นประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองภาคประชาชนที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับความไม่ถูกต้อง แสดงออกถึงมโนธรรมสำนึกของประชาชนที่มีความรับผิดชอบทางศีลธรรมต่อสังคม และกล้าหาญต่อกรกับทรราชปล้นแผ่นดินเป็นที่ประจักษ์ ทั้งสองเวทีกลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาและประชาชนหลากหลายอาชีพที่รักเสรีภาพและประชาธิปไตย รักความเป็นธรรมและความเป็นไททุกหมู่เหล่าได้ร่วมแรงร่วมใจ ร่วมจิตวิญญาณ จัดตั้งเวทีประชาชนขึ้นมาหลายเวที แม้จะถูกคุกคาม ข่มขู่ ปราบปราม ไล่ล่า เอาชีวิตมาแล้ว บางเวทีอาจรามือไปบ้างด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดตามความเป็นจริง แต่กระนั้นเวทีของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ซึ่งนำโดยนายอุทัย ยอดมณี นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง มีทนายนิติธร ล้ำเหลือ เป็นที่ปรึกษา ยังปักหลักเป็นหัวหอกในการต่อสู้โดยยึดหลักอหิงสา สันติ มือเปล่าปราศจากอาวุธ จนถึงวันนี้เวทีต่างๆ ได้หลอมรวมเป็นเวที กปปส. โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นตัวแทน ผนึกกำลังเป็นมวลมหาประชาชน ร่วมต่อสู้โค่นล้มทรราชทุนสามานย์ สันติปฏิวัติ จะประสบความสำเร็จด้วยธรรมแห่งอหิงสาสันติในหัวใจที่มนุษย์มีนโนธรรมสำนึก ความรับผิดชอบทางศีลธรรมคำนึงถึงเป้าหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์สาธารณะล้วนๆ ไม่มีประโยชน์ส่วนตนใดๆ แอบแฝง หัวใจสำคัญของขบวนการสันติปฏิวัติต้องยึดหลักเคลื่อนไหวโดยปราศจากอาวุธ ไม่ใช้ความรุนแรง อหิงสา สันติ สงบเย็น ไม่อาฆาตพยาบาท ดำเนินการเป็นไปอย่างมีสามัคคีธรรมและวินัยกลุ่ม ผู้นำต้องมีภาวะความเป็นผู้นำ ผู้ตามต้องมีจิตใจมั่นคง หนักแน่น ไม่วอกแวก ทุกคนต้องร่วมขบวนการด้วยความเสียสละ กล้าหาญ บากบั่น อดทนจนกว่าจะชนะ ด้วยพลานุภาพแห่งพลังทางศีลธรรม ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์เพื่อประโยชน์สาธารณะล้วนๆ พระสยามเทวาธิราชและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมคุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรมสามารถสร้างปาฏิหาริย์แห่งสันติปฏิวัติ ธรรมย่อมชนะอธรรม มวลมหาประชาชนจะได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน.
พ่อครูว่า … ซึ่งบทความนี้เป็นบทความที ่ เขียนไว้ดี เรามาต่อที่บทคอลัมน์ถูกทุกข้อของคุณอัตต์ อัตนัย “ลัทธิอสูร (ระบอบทักษิณ)” แพ้แล้ว!!! โดย อัตต์ อัตนัย ดิฉันเป็นเพียงหนึ่งใน “มวลมหาประชาชน” เท่านั้น ไม่ใช่นักวิเคราะห์-ไม่ใช่สื่อ แต่พิเคราะห์จากเหตุการณ์ที่รับทราบเท่านั้น สะท้อนให้พิจารณาพอสังเขปดังนี้ 1) บทที่นักยุทธศาสตร์ของลัทธิอสูร (ระบอบทักษิณ) คงตีบตันและไม่มีทางไป (No Way Out) จึงออกมาในลักษณะตลกมากๆ ถ้าไม่บ้า...ก็คงคิดพล็อตนี้ไม่ได้...แต่ก็มีอานิสงส์คือ ถ้าถูกตำรวจรังแก...ก็ถามว่า “เป็นตำรวจปลอมหรือ???” เพราะตำรวจที่รังแกเราอยู่...อาจเป็นโจรที่ขโมยชุดตำรวจมาก็ได้!!! 2) Bangkok-Shutdown ลุงกำนันบอกล่วงหน้าถึง 12 วัน จึงวางแผนผละ-ลางานมาร่วมกิจกรรมได้อย่างปลอดโปร่ง......การตั้งรับจากลัทธิอสูรไม่เป็นกระบวนแล้ว การใช้บริการอันธพาล (ทั้งโจรในเครื่องแบบ และเสื้อแดงอันธพาล) และพยายามจะตั้ง ศอฉ.เพื่อหยุดมวลชนกองทัพนกหวีดนับเป็นยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะเป็นตัวเร่ง (catalysts) ชั้นดีเยี่ยมให้ “มวลมหาประชาชน” มีจำนวนมากขึ้นนับเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ทางสังคม ซึ่งจะได้พลังมหาศาล (Fission Reaction, Fusion Reaction)......ก็ดี ลัทธิอสูร (ระบอบทักษิณ) จะได้ลงเหวเร็วขึ้น....อาจารย์มีชัยใช้คำว่า “เล่นกับความแค้นของประชาชน” 3) เพียง 2 เดือนกว่า ปลุกมวลชนได้ขนาดนี้ก็เพราะคนไทยส่วนใหญ่รอมานาน พอลุงกำนันมานำ คนมหาศาลตามเลย แถมแผนปฏิบัติการของระบอบทักษิณที่มาจาก War room เดียวกันก็ทำให้ผิดทางไปเรื่อยๆ และจะลงเหวลึกในไม่ช้า เพราะการตั้งสมการผิดและแทนค่าด้วยตัวแปรที่ผิดอีก ผลลัพธ์ก็เป็นเช่นนี้ ก็ต้องโทษนักยุทธศาสตร์ตกยุค-นักวิชาการกำมะลอสีแดงและสื่อซองขาว...และความมั่นใจในองคาพยพของลัทธิอสูรว่ามีความสามารถในการควบคุม-คุกคามประชาชนไทยได้อย่างสมบูรณ์ 4) มวลชนกองทัพนกหวีดมีพลัง-เป้าหมายชัดเจน และถือเป็น ”หน้าที่” แถมเติมข้อมูลจากวิทยากรขั้นเทพ-กล่อมอารมณ์ด้วยศิลปินชั้นเยี่ยมเปรียบเหมือนนักรบชั้นดี อยู่ได้เป็นปี...ขอให้ลัทธิอสูร (ระบอบทักษิณ) สูญสิ้นเป็นพอ ในขณะที่เสื้อแดงที่จะเกณฑ์มาก็เป็นรายได้พิเศษของคนชนบทเท่านั้น แต่ให้เขามาเป็นอันธพาล เขาไม่มาหรอก!!!! และพวกเขาเข็ดที่ถูกขังไว้ที่สนามราชมังคลา-ในวันที่เสื้อแดงอันธพาลไปคุกคาม-ฆาตกรรมนักศึกษารามคำแหง 5) “มวลมหาประชาชน” ไม่ใช่ม็อบคนใต้-ไม่ใช่ม็อบประชาธิปัตย์-ไม่ใช่ม็อบขี้อิจฉา แต่มาจากทุกภาค-ทุกอาชีพ สรุปว่าทั้งประเทศล้วนเดียดฉันท์พวกอสูรร้ายทั้งสิ้น ดังนั้นการสร้างภาพว่าคนเหนือ-คนอีสานรักลัทธิอสูร (ระบอบทักษิณ) นั้น...ผิดไปแล้ว ภาพที่ได้...นึกไม่ออกว่าจะเป็นเช่นใด!!! 6) รูปนายกฯ โบท็อกที่ติดทั่วประเทศ เป็นสิ่งเร้า-จุดตัดสินใจให้มาเป็นหนึ่งใน “มวลมหาประชาชน” 7) อสูรร้ายที่วิปลาสแสดงออกว่า “มีความสุขเหลือเกิน” (แต่ริ้วรอยลึกมาก เท่ากับคนอายุร้อยกว่าปี) เป็นการปกปิดความฟุ้งซ่าน คงรู้ว่าทางเลือกนั้นไม่มีแล้ว...ซึ่งหมายถึงการหมดอำนาจแล้ว เพราะนักปราชญ์กล่าวไว้ว่า “อำนาจสูงสุดที่มนุษย์พึงมี คืออำนาจในการเลือก” ไม่สามารถที่จะเลือกอะไรได้แล้ว ก็อนุมานได้ว่าหมดสิ้นอำนาจแล้ว...รอเวลาจับลงหม้อ แล้วนำไปถ่วงน้ำเท่านั้น ลองพิจารณาจากการเดินลองมาร์ชแบบไทยๆ ซึ่งจะเริ่มขึ้น แนวร่วมมหาศาล เป็นภาพประชาชนจ้างลุงกำนัน...จึงแพ้ไม่ได้เด็ดขาด...ถ้าอสูรร้ายยังหน้าด้านอยู่ พวกเราเข้าใจในความยากของการไล่ทรราชหน้าด้าน...และรู้หน้าที่ว่าต้องร่วมใจกัน ณ เวลานี้ เห็นตรงกันว่า Now or Never........แม้ว่า ข่าวลือ (Rumor) จะมากมาย และดูเหมือนมาจาก War room เดียวกัน แม้ว่าจะมาจากหลายแหล่ง ถ้าขจัดลัทธิอสูร (ระบอบทักษิณ) ออกไปได้แล้ว นักวิชาการกำมะลอสีแดงและสื่อซองขาวจะมีชีวิตต่ออย่างไร???...แต่ก็เป็นกรรมและอวสานของผีโม่แป้ง อสูรร้ายเคยบอกว่า “เรียนประวัติศาสตร์ไปทำไม?? ไม่ได้เงิน” .
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive