570115_พ่อครูที่เวทีหน้าป้อมพระสุเมรฯ เรื่อง ความชั่วยิ่งแย่ ทำให้เราสร้างความดียิ่งใหญ่.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570115_เรื่อง ความชั่วยิ่งแย่ ทำให้เราสร้างความดียิ่งใหญ่ ที่เวทีหน้าป้อมพระสุเมรฯ โดย พ่อครูโพธิรักษ์
วันนี้วันที่ 15 ม.ค. 2557 ที่ เวทีหน้าป้อมพระสุเมรฯ พ่อครูเทศน์เรื่องความชั่วยิ่งแย่ ทำให้เราสร้างความดียิ่งใหญ่ พ่อครูว่า … ในร้อยคนจะมีคนกล้าสัก 1 คน ไหมเอ่ย? “ ในร้อยคนจะมีคนกล้าสัก 1 คน ในพันคนจักมีปราชญ์สัก 1 คน ในแสนคนจะมีคนพูดจริงสัก 1 คน ยิ่งเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรเลย ส่วนคนที่เสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่รู้จะมีหรือไม่...” ตอบ.....มี(ผู้ชมหน้าเวทีตอบ) เป็นคำถามที่ลึกซึ้งซับซ้อนมาก มันจะย้อนกลับไปในโลกของคนมีคุณธรรม หาคนที่เป็นคนมีคุณธรรมและกล้า อย่างพวกเรานี่ถือว่ามีความกล้า กล้าพอตัวทีเดียว ร้อยคนจะมีคนกล้าสัก 1 คน หาได้ยาก แต่ชาวเรานี่ที่ได้ออกมาถึงวันนี้เป็น ล้านคน นี่ถือว่ากล้ า ใช้ได้ ในพันคนจะมีปราชญ์ซัก 1 คน ซึ่งไม่ใช่คนฉลาดที่มีอยู่มากในสังคมไทยตอนนี้ซึ่งฉลาดอย่างเฉโก บางคนจบดร.หลายใบ เขายอมรับว่าอัจฉริยะเลย แต่กิเลสไม่ได้ลดจึงฉลาดทำชั่วได้มาก ทำชั่วได้จัด ซับซ้อนด้วย เพราะอำพรางเก่ง ทำชั่วแล้วทำให้คนอื่นเข้าใจผิดนึกว่าทำดีอีกด้วย แล้วโลกเป็นทุกข์เพราะคนฉลาด พวกนายทุนและนักการเมืองที่โกงยับเยินนี่ฉลาดฉิบหายทุกคน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนไปหมดเลย ตัวเองกอบโกยเอาเปรียบเอารัดสารพัด แล้วเอาเงินที่ได้ซื้อไว้เป็นอำนาจซับซ้อนด้วย เงินเหมือนแก้วสารพัดนึก ในระบบทุนนิยม เงินออกดอกซับซ้อน ปราชญ์คือคนที่มักน้อยสันโดษ ลดกิเลสและในแสนคนจะมีคนพูดจริงสัก หนึ่ง คน ไม่ต้องเอาอะไรนะ พวกเราใครไม่เคยโกหกเลย มีไหม? ...หาไม่ได้สักคน แม้อาตมาก็เคยโกหก คนที่ไม่พูดแล้วคำโกหกได้นี่จึงยอดเยี่ยมเลย ผู้ถือศีล 5 ในข้อ 4 ไม่โกหกแล้วถือเป็นยอดคน เป็นคนที่คบง่ายเลย ค
อ่านต่อ
บได้ พวกเราพยายามจริงๆ ชาวอโศก ถือศีลธรรม ได้แล้วยอดเยี่ยม การฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดผัวเมียใคร ก็ทำไม่ง่าย แต่ว่าการโกหกนี่ทำได้ไม่ยากเลย มันเลยเสพติดได้ง่าย แล้วก็เห็นว่าไม่มีค่า มันไม่น่ากลับ แต่เป็นค่าบาปที่เลว เป็นค่าต่ำ มันมีราคาเท่ากันทั้งนั้นแหละ 5 ข้อนี้ การโกหก 1 คำก็เท่ากับฆ่าสัตว์ 1 ตัว ไปผิดผัวเขาเมียใคร ไปเสพส ิ่ งเสพติด ส่วนคนเสียสละโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มันหมายถึงปรมัตถ์ คือจิตวิญญาณ ไม่ง่ายนะ เราไม่คิดเดี๋ยวนี้ ลองดู เสียสละวัตถุุ แรงงาน ความรู้ ก็แล้วแต่ แต่จิตของเราคือให้ไปแล้ว ว่างเลย โดยมีความรู้ตัว เข้าใจ จิตไม่ตั้งปรารถนาได้คืนมาเลย วางจริงๆ ในหลักการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า การทำมรรคองค์ 8 ต้องมี สัมมาทิฏฐิ 10 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) ให้แล้วเราได้ทำจิตทำใจเราไหม ว่าเราไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทนเลย ให้โดยเรามีจิตเห็นแก่คนอื่น ช่วยคนอื่น เป็นเกื้อกูลสงเคราะห์ สะอาดบริสุทธิ์ใจเลย ไม่ต้องการตอบแทนไม่ว่าชาติไหนๆเลย มีไหม ก็มีถ้าได้เรียนรู้ปฏิบัติธรรม 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) ต้องเข้าใจทั้ง 9 ข้อนี้ คือสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นประธานในมรรคองค์ 8 เลย เป็นประธานของ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ สติ สมาธิ ( 7 องค์) การทำทานแล้วไปขอให้ได้ลาภยศได้สิ่งใดตอบแทนนั้นคือนัตถิทินนัง ขอให้ตายก็ไม่ได้ แต่เป็นการสะสมจิตโลภใส่จิตอีก ให้ของไปราคา 1 หมื่น แล้วใจที่จริงต้องสละโลภ ไม่เอามาให้แก่ตนเอง แต่เขาสอนกันว่าตั้งจิตให้ได้มากๆกว่าเดิม เอาหมดประเทศเลย จะเปลี่ยนประเทศใหม่เลย โลภขนาดนี้เลย อย่างนี้ไม่ได้ให้ ย ิ่ งโลภกว่าเก่า ทำใจตนเองจริงเป็นมโนกรรมจริงเลย ยิ่งทำยิ่งเพิ่มกิเลสๆ นี่คือการสอนมิจฉาทิฏฐิ ตั้งแต่เริ่มเลย ไม่ว่าจะคณะไหนที่สอนกัน แล้วนับถือกันเป็นอรหันต์ แต่ไม่ได้รู้เลยว่าจิตตนเพิ่มหรือลดโลภ ตั้งจิตของตนให้เป็นจิตลดความโลภ โกรธ หลงนี่แหละ ทำแต่ทาน ก็ยังไม่รู้ว่าจิตตนลดหรือเพิ่มกิเลสเลย แล้วบอกว่าสำนักนั้นที่สอนนี่เป็นอรหันต์นะ ยังไม่รู้จักใจที่ลดโลภเลย แล้วสำนักนั้นจะเป็นอรหันต์จริงไหม? ที่อธิบายนี้เป็นสัจธรรม ไม่ได้ตั้งใจว่าข่มใคร พวกอภิธรรมก็เรียนกัน ท่องไม่รู้กี่ตัวๆ อาตมายังท่องไม่สู้พวกเขาเลย แต่อาตมาว่าอาตมามีสภาวะ รู้จักสภาวจิตเหล่านั้น แต่ขานชื่อสู้ไม่ได้ก็ตั้งใจพยายามดูอยู่ ตอนนี้กำลังมาถึงอธิบายรูป 28 คนมีธรรมรสในธรรมะ ถ้ามีภูมิรับได้จะสนุก รื่นเริงในส ิ่ งที่ตนรับซับซาบได้ อธิบายเพราะว่าเห็นว่าเรื่องธรรมะสำคัญและจริง เป็นเรื่องจริง ชีวิตคนเราเกิดมาควรได้ธรรมะ ทรงไว้ในอัตภาพ ในจิตนิยาม ชีวิตมี นิยาม 5 (อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ) ซึ่งธรรมะเป็นสิ่งทรงไว้ในอัตภาพ 1. อุตุนิยาม (ส่วนที่เป็นพลังงานวัตถุ ฟิสิกส์ ฯลฯ) 2. พีชนิยาม (ส่วนที่เป็นพลังงานชีวะ พืชพันธุ์) เป็นสังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง(อนุปาทินกสังขาร) ไม่มีรักหรือชัง ไม่โกรธไม่เกลียด แต่พลังงานมันเป็นชีวะแล้ว เรากินพืชนี่ไม่เป็นบาป ไม่จองเวรภัยต่อกันหรอก 3. จิตตนิยาม (ส่วนที่เป็นจิต เวไนย-อเวไนย ให้เกิดกรรมตามโอปปาติกะพาเป็น) เริ่มเป็นสัตว์แล้ว มีการเคลื่อนที่ได้ ไม่เกาะกับที่เหมือนพืชและที่สำคัญคือถึงระดับมีเวทนาจึงเป็นสังขารที่มีวิญญาณครอง(อุปาทินกสังขาร) เริ่มมีกรรมมีวิบาก แต่สัตว์ เช่น ช้างม้า นั้นสอนให้รู้เรื่องกรรมวิบากไม่ได้ แต่ว่ามันมีรักมีชัง มีโกรธได้ 4. กรรมนิยาม (บทบาทหรืออาการแห่งกิริยาของคน ของโอปปาติกะสัตว์) คนบางคนสอนกรรมดีกรรมชั่วไม่ค่อยรู้ก็เป็นอเวไนยสัตว์ บางค น สอนให้รู้เข้าใจได้ แต่เปลี่ยนแปลงตนเองไม่ได้ เปลี่ยนจิตชั่วเป็นจิตดีพยายามฝึกทำไม่ได้ ก็เป็นอเวไนยสัตว์เช่นกัน นี่คือสัตว์ระดับโลกีย์ สอนกรรมดีชั่วได้ แต่สูงไปกว่านั้นสอนโลกุตรธรรมได้ เป็นเวไนยสัตว์ 5. ธรรมนิยาม (สภาพทั้งหมดของทุกสรรพสิ่ง) ผู้รู้ดีชั่วรู้โลกุตระแต่ปฏิบัติให้เป็นโลกุตระจิตไม่ได้ เป็นอเวไนยสัตว์ระดับโลกุตระ ส่วนผู้สอนให้รู้ดีชั่วได้ รู้โลกียธรรม แต่ว่าสอนให้รู้โลกุตระไม่ได้ เป็นอเวไนยสัตว์ระดับโลกียะ ผู้ที่สอนให้รู้โลกุตระได้ แล้วสามารถลดกิเลสได้ตั้งแต่อบายมุข จน ถึงโลกธรรม สามารถ ลดละได้ ไม่ดีใจไม่เสียใจในสิ่งที่ได้ลดละได้สำเร็จ เช่น ได้ลาภ ได้ยศก็ไม่ดีใจ เสียไปก็ไม่ทุกข์ใจ กลางๆ ผู้นั้นต้องอ่านจิตออก แยกเวทนาออก ตอนนี้เรามีอารมณ์สุขหรือทุกข์ อ่านตัวกิเลสกาม กิเลสโลภออก อย่างนี้เป็นโกรธ รุนแรงหรือแค้น กิเลสก็คือจิต ไม่มีสรีระตัวตน กิเลสคือผีคือมาร หรือผี หรือไชตอน เป็นต้น เป็นจิต ผู้บรรลุโลกุตรธรรม มีปัญญาญาณอ่านของเราออก มันเกิดเมื่อไหร่ก็รู้จึงเป็นผู้มีตาทิพย์ เห็นผี เห็นเทวดา เห็นพรหม เป็นพระเจ้า อยู่ในจิตวิญญาณเรา เราเห็นได้รู้ได้ เมื่อเรารู้ได้ก็ฆ่าทำลายผี ด้วยมรรควิธี กำจัดด้วย ปหาน 5 1. วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) 2. ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) 3. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) 4. ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) 5. นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) นิโรธพุทธ นั้น ทำอย่างลืมตา ไม่ได้ทำแบบลืมตาดับปี๋ ดับสัญญาและเวทนาอย่างนั้นไม่ใช่พุทธ ของพุทธนั้นสัญญาอย่างหนึ่งดับ สัญญาอีกอย่างหนึ่งเกิด นิโรธพุทธนั้นเห็นแจ้ง ไม่ได้เห็นอย่างดำหรือกิณหะเป็นพรหมมิจฉาทิฏฐิ การปฏิบัติศีลย ิ่ งยากกว่าทาน เมื่อไม่รู้จิตก็ยาก การปฏิบัติศีลทำให้กิเลสลด ในกิมัตถิยสูตรว่าไว้ว่าการปฏิบัติศีลจะทำให้กิเลสลด เป็นพระอรหันต์ไปตามลำดับ เห็นจิตเจตสิกรูปนิพพานได้จึงเรียกว่าโลกุตรบุคคลหรือโลกุตรธรรม จึงเป็นเวไนยสัตว์ ตั้งแต่เป็นโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ แม้อธิบายไม่ได้ละเอียดอย่างอาตมา แต่ปฏิบัติจิตได้ ก็เป็นได้จริง แต่ถ้าได้เรียนรู้มาตามลำดับจะชัดเจนและคนที่ทำได้แต่ไม่รู้ชื่อสภาวะ เรียกชื่อไม่ถูกนั้นมีเยอะ แม้ในชาวอโศกก็มีเยอะ จึงเป็นคนจริง เป็นคนทานจริง ไม่ต้องการสิ่งตอบแทนมีจริง อย่างพวกที่มานี่ ไม่ใช่เฉพาะอโศกเท่านั้น คนที่มายังมีอีกมากที่เสียสละจริง อาตมาบอกให้ตรวจตัวเองดูว่าที่เรามาหลายผู้หลายคนคิดสิว่าจะต้องการลาภอะไร หลายคนจ่ายเงินทอง ลำบากลำบนกว่าจะมา คุณมานี่ต้องการอะไรตอบแทน หวังรำรวยหรือ? ได้สิ่งตอบแทนอะไรหรือ? หรือคาดหวังอะไรหรือ? ได้ยศ ได้ตำแหน่ง ได้อำนาจหรือ? คุณหวังหรือคาดว่าจะได้หรือ? แต่ถ้าคุณไม่ต้องการเลย แม้สรรเสริญ พวกแดงด่าพวกคุณย ั งกับอะไรดี ไม่ได้สรรเสริญอะไร? คนด่าจะตาย มาด่าเราอยู่ว่ามาขวางที่ขวางทาง ตรวจสอบจริงๆเลย เรามาเพราะว่าต้องมาช่วย แม้จะไม่เต็มที่ก็ตาม เราก็เห็นว่าน่าจะมาช่วย แม้เท่านั้นก็ตามหรือจะมาอย่างใจแรงเลยก็มี บางคนก็ไม่แรงไม่เต็มนัก แต่ว่าคุณตรวจดูว่าคุณมาต้องการอะไรตอบแทน เป็นลาภ ยศ หรือกามอะไรตอบแทน เชื่อเลยว่ามากเลยที่ไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทนเลยนะ อาจจะมีว่าบางคนมาอาจได้ลาภ ได้ยศ ได้ตำแหน่ง อาจจะมีบ้างก็ตาม อาตมาพาพวกเราออกมาตั้งแต่ปี 2549 มีคนมาหาอาตมาว่าเขาอยากเป็นสส. มาฝากเนื้อฝากตัว มาชุมนุมเพื่อจะเป็นสส. เขาคิดว่าอาตมาใหญ่มากจะให้เขาเป็นสส.ได้แต่คนอย่างนี้ไม่ควรให้เป็นสส. ทุกวันนี้การเลือกตั้ง เขาฝากได้จริง ให้เขาชี้ให้ก็ได้เป็นก็ให้ไปสมัครกับเขาสิ เขาเอาเสาไฟฟ้าลงยังได้เลย แต่มาสมัครกับโพธิรักษ์จะได้เป็นสส.อย่างไร อาตมาเชื่อว่ามากเลยที่มาได้ ได้คาดหวังว่าจะได้อะไรตอบแทนแก่ตน เป็นคนเสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทน ...ที่เขาไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่ แต่ว่าสังคมไทยเรามี นี่คือความเจริญของสังคมประเทศไทย เมื่อมีต้นทุนจิตอย่างนี้ จึงทำมาได้ คนที่ทำมาก่อนก็รู้เหลี่ยมมุม ต่างมาช่วยกันเข้า จึงเป็นองค์รวมเป็นสังคมกลุ่มที่มีองค์ประกอบครบมากเลย ช่วยกันคนละเล็กละน้อย บางคนช่วยหนักก็ไม่ได้ติดใจ ไม่คิดเล็กคิดน้อย คนช่วยน้อยก็ช่วยน้อย แล้วแต่กิเลสใครมาก็ช่วยน้อย ใครกิเลสน้อยก็ช่วยมาก รวมกันเป็นองค์รวมที่ขาดแคลนน้อยแต่อยู่กันอย่างดีเลย ร้อยพ่อพันแม่แต่เมื่อมารวมกัน แต่ละคนต่างระมัดระวังเรียนรู้ ได้สงบเรียบร้อยขนาดนี้ก็โอ้โห ไม่ได้พูดป้อยอนะแต่แจกแจงสัจธรรมให้ฟัง พอเข้าใจได้ไหม นี่คือส ิ่ งที่เกิดจริงเป็นจริง แต่ละคนได้ ประเทศชาติก็ได้ ถ้าจะเปรียบเทียบบ้าง ในคณะที่เขาชุมนุมเหมือนกัน แต่เขาก็มีบทบาท ได้ค่าตัวได้ยศตำแหน่งได้ร่ำรวย ได้เป็นรมต.ทั้งที่สั่งเผาบ้านเมือง ต่างกันกับที่เราทำ ต้องขอบคุณที่ช่วยให้ได้ยกตัวอย่าง มันเห็นเข้าใจได้ง่าย การมาทำกรรมแต่ละวาระ แต่ละพฤติกรรม มันจึงเกิดคุณเกิดโทษ มันบำเรอกิเลสก็เป็นกรรมของเขา ใครที่มารวมกันต่างคนต่างช่วยกัน ได้ทำสิ่งดีได้สั่งสมเสียสละ ลดเห็นแก่ตัวได้จริง จึงเป็นสมบัติเป็นทรัพย์ที่คุณมานี่ได้ ได้กรรมวิบากที่เป็นกุศลที่แต่ละคนได้ทำนั่นแหละของจริง เป็นโอกาสแล้วนะ เป็นโอกาสที่ทำได้ง่าย เป็นองค์รวมที่ทำได้ง่าย มีคนที่ทั้งสุดโด้ สุดง่านเลย เขาก็ว่าต้องรักษาประชาธิปไตยเลยออกไม่ได้ ซึ่งประชาธิปไตยคืออะไร? ไม่รู้ว่าเขารู้เรื่องประชาธิปไตยแค่ไหน อ้างประชาธิปไตยซึ่งแท้จริง ประชาธิปไตยคือเสียสละไม่เห็นแก่ตัว ประชาธิปไตยคือเห็นแก่ประชาชนทำด้วยใจจริงแค่ไหน ไม่ต้องการลาภยศสรรเสริญได้มากเท่าไหร่ นั่นแหละประชาธิปไตย สอนอย่างโพธิรักษ์ ไม่ได้สอนอย่างรัฐศาสตร์ ยืนยันว่า พระพุทธเจ้าคือนักประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมหาจักรวาล สังคมพุทธคือสังคมประชาธิปไตยสร้างมาตั้งแต่ยุคของท่าน ทั้งที่ตั้งแต่สมัยก่อนเป็นสมบูรณา ญ าสิทธิราช ท่านมีรัฐอิสระเป็นรัฐพุทธ มีจุลศีล มัชฌิมศีล มาหาศีล เป็นธรรมนูญ แล้วท่านก็สร้างคนของท่าน หากใครมาทำตามธรรมนูญเป็นโอวา ท ปาติโมกข์ศีล นั่นแหละเป็นสูตรหลักเป็นธรรมนูญหลักของศาสนาพุทธ ในยุคนั้นใครมาเข้ารีตท่านก็เป็นประชาธิปไตยหมด พระเจ้าแผ่นดินมาเข้ารีต คนที่เข้ารีตเป็นพุทธ พระเจ้าแผ่นดินก็ยกให้ ปลดแอกเป็นอิสรเสรีภาพทันที พระเจ้าแผ่นดินยกให้หมดเลย นอกจากยกให้แล้ว สุดมหัศจรรย์ ทั้งที่เขาถือวรรณะ คนที่วรรณะต่ำกว่าต้องเคารพวรรณะสูงกว่า แต่ว่าคนมาเป็นพุทธ แม้เป็นศูทร เป็นจัณฑาล คนที่เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ แม้เคยได้รับการเคารพเมื่อก่อน แต่ว่าเมื่อเป็นพุทธแล้ว กษัตริย์หรือพราหมณ์ก็ต้องมาเคารพคนวรรณะต่ำกว่า ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เมื่อทำได้จะเป็นผู้หลุดพ้น เป็นนักประชาธิปไตยสุดยอดเลย คุณสมบัติของนักประชาธิปไตยคือ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เหมือนอย่างที่พวกเราออกมาเสียสละ มาสร้างอำนาจประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชนเพื่อมวลประชาชนและจะเป็นของประชาชน ต้องเอาให้ได้ เอาประชาธิปไตยของเราเอามาให้ได้ พลังงานทางจิตวิญญาณที่พวกเราเป็นมวลมหาประชาชนเป็นพลังงานสยามเทวาธิราช จะเรียกว่าพลังงานพระเจ้า พลังศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ ไม่มีตัวตนรูปร่างสีสัน มองไม่เห็นด้วยตา เป็นพลังรวม เป็นพลังธรรมะ เหมือนพระเจ้าจริงๆ มีเมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขาจริง ทำอย่างไม่ต้องการแลกเปลี่ยน ไม่ต้องการทำร้าย ต้องการให้หยุดทำชั่ว แต่ฝ่ายทำชั่วจะคิดทำร้าย คิดอกุศลเราก็พยายามมาต้านกันให้หยุดทำ แต่เราไม่ทำรุนแรง ไปทำร้ายทำลาย แม้จิตโลภเราก็ไม่ทำให้เป็น จิตโกรธเคืองเราก็ไม่ให้เกิด ทำด้วยเมตตาปราณีกันจริงๆ ปรารถนาให้เขาเลิกทำชั่วจริง รวมกันเป็นบุญญาวุธ เป็นสันติอหิงสา ที่เราทำนี่มันเป็นผลสำเร็จนะ ว่าไหม? เราได้ชนะรายทางมาเรื่อยๆ ใช้ศัพท์ว่า รบ แต่เป็นการรบที่วิเศษ พิเศษ เพราะเราทำด้วยบุญญาวุธด้วยสงบร ะ งับ ไม่ใช้อาวุธ เอาแต่ความถูกต้องมาว่า ใครผิดยอมเสียเถอะ ใครหมดความชอบธรรมยอมเถอะน่า มาว่ากันอย่างนั้น ที่พล.ร.อ.ชัยได้พยายามสรุปว่า ทางชนะของเรามีอะไรบ้าง 1 .ใช้อำนาจศาล 2 .เขาเป็นรัฐล้มเหลว กบฏเสียเอง 3 .หนีไปเองหรือฆ่าตัวตาย รัฐบาลล้มเหลวไปเองคือประชาภิวัฒน์ 1 .ตุลาการภิวัฒน์ เขาผิดเองก็หมดความชอบธรรมเอง เขาล้มเหล ว เอง เป็นรัฐบาลที่ล้มเหลวแล้ว เราก็ต้องมาบอกว่าลาออกเถอะแต่นายกฯก็ว่าลาออกไม่ได้ อะไรมัดคอเขาไว้นะ ที่เขาพูดอ้างเป็นความตลบแตลง บอกว่าลาออกไม่ได้ซึ่งถ้าลาออกคนจะเยินยอเสียด้วยซ้ำ คนจะเล่นงานเขาลดลงด้วยนะ ไม่ได้ลึกลับอะไร แต่สิ่งที่เขายังยึดหวงแหนอยู่นี่ มันใหญ่กว่านั้น แล้วก็พูดตอแหลอยู่อย่างนั้น แล้วบริวารลิ่ ว ล้อก็เป็นทาสที่ปล่อยไม่ไป เล่นละครกันนั่นแหละ ประชุมกันนั่งโต๊ะกันประชุม แต่เชื่อว่าสัจธรรมย่อมชนะอธรรม 2 .ประชาภิวัฒน์ คือประชาชนประท้วงว่าคุณผิดหมดชอบธรรมแล้ว หยุดเถอะ ออกเถอะ อำนาจของประชาชนคือรัฐฏาธิปัตย์ ไม่มีใครแบ่งเอาไปได้ เขาทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำเกินทำผิดหน้าที่ ทำสิ่งไม่ควรทำเยอะแยะ สรุปแล้ว ไม่ใช่รัฐบาลแล้ว ประชาชนจึงออกมายืนยันตามสากล การเลือกตั้งเขาก็คุยว่าเขามาจากเลือกตั้ง แต่คุณหมดความชอบธรรมแล้ว ประชาชนเลยออกมาประท้วง เป็น 10 ล้านแล้วก็ไม่ออก จะให้ออกมา 60 ล้านก็คงไม่ได้ มันมากที่สุดแล้ว ประเทศไหนๆก็ทำไม่ได้มากขนาดนี้ ที่อื่นออกมาก็วุ่นวายเสียหาย แต่ของเราต้องขอบคุณที่ทำด้วยได้สวยงามจริงๆ สุดยอดเลย อาตมาก็ยังเชื่อว่าเราชนะแล้ว แต่อย่างไรก็พยายามอดทนหน่อย มันด้านยกกำลังโง่จริงๆ อดทนอีกหน่อย พากเพียรกันไป เราก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ขออย่างเดียวอย่าเป็นผู้ก่อความรุนแรง ใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหว พวกเรานี่จอมยุทธตัวจริง ชนะรายทางมาตลอดเวลา ถ้าจะมองก็คือคนชั่วนี่แหละจะทำให้เราได้สร้างความดีอันยิ่งใหญ่ ความชั่วที่ย ิ่ งแย่ ทำให้เราได้สร้างความดีอันยิ่งใหญ่ ต้องสร้างมวลให้มากและให้ทนนานด้วยเพราะคนชั่วสุดโด้สุดง่าน ตุลาการก็ช่วยอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้เลือกตั้งไม่ได้ก็จะเลื่อนอีกแล้ว ไม่ยอมเสียที เป็นประชาภิวัฒน์ เขาก็ยอมลดยอมแพ้ไปเรื่อย เหลือประเด็นที่ 3 คือหนีไปเองหรือฆ่าตัวตายเอง ไม่อยากให้รุนแรงฆ่าตัวตายไป อันที่ 3 คือ กรรมาภิวัฒน์ หนีไปเองหรือฆ่าตัวตายไปเลย มีคำถามมาเมื่อวานว่า _ ขอกราบสวัสดีหน่วยงานคณะเจริญธรรม ทำไมแนวทางท่านถึงไม่สอดค้องกับคนหมู่มากและไม่สอดคล้องกับธรรมคณะอื่นทั่งที่คนมีธรรมน ่ าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน บรมครูผู้รู้แจ้งจริงของท่านคือ.ใครหรือทำไมถึงต่างกันคนละความคิดแล้วยังงี้จะรู้ได้ไงไหนของจริงไหนขอปลอม ธรรมนั้นของจริงและต้องรู้แจ้งจริงและเป็นไปตามธรรมนั้นจริงข้าพเจ้าก็มีบรมครูเหมือนกันทำไงดี? พ่อครูว่า… ที่ตู่ว่าพวกเราทำไม่สอดคล้องกับคนหมู่มากซึ่งเขานึกว่าเราเป็นคนหมู่น้อย แล้วทำไมเป็นคนหมู่น้อย เพราะคนที่เป็นปราชญ์นั้นเป็นคนหมู่น้อย และโดยเฉพาะโลกุตระนั้นยิ่งน้อย คนที่มาทำด้วยความสงบชนะความรุนแรงนั้นส่วนน้อย แต่คนที่จะชนะด้วยรุนแรงนั้นเป็นสามัญ แต่อาตมายังไม่เชื่อว่าคนไทยเป็นเมืองพุทธนั้นจะไม่เข้าใจว่าที่เราทำนี่ไม่สอดคล้อง อาตมาเชื่อว่าที่ทำนี่สอดคล้องกับหมู่ใหญ่ แต่เขาตกอยู่ใต้โลกธรรมอยู่ ซักวันหนึ่งกรมนั้นกระทรวงนั้นจะมาร่วมกับเรา เดี๋ยวนักธุรกิจจะออกมาร่วมกับเรา ตอนนี้อาจมีน้อยเพราะธรรมนี้เป็นโลกุตรธรรมจึงไม่เข้ากับทั่วไป นี่เป็นเรื่องทวนกระแส เป็นเรื่องที่เสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทน คนมีธรรมะสามัญ โลกีย์ จะเป็นทิศเดียวกัน แต่พอโลกุตระนั้นจะทวนกระแส คนละทาง อันหนึ่งเป็นไปเพื่อโลกธรรมแต่อีกอันเป็นไปเพื่อลดละโลกธรรม บรมครูของอาตมาและพวกเราคือพระพุทธเจ้า ทำไมถึงต่างกันคนละความคิด เพราะถ้าคุณก็เป็นพุทธนั้นคงเป็นคนละองค์ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอันไหนของจริงอันไหนของปลอม...พระพุทธเจ้าว่าไว้เมื่อมีนานาสังวาส คุณต้องศึกษาทั้งสองฝ่าย คนตาดีจะรู้ว่าอันไหนเป็นธรรมวาทีก็เอาอันนั้น ส่วนคนตาร้ายก็เห็นว่าอธรรมวาทีดีก็ไปเอาอธรรมวาที ให้ศึกษาสองฝ่ายแล้วใช้สัจจะยืนยัน ทำอย่างไรดี เขาก็มีบรมครูดี ต่างคนต้องการพิสูจน์ ก็เมื่อเป็นนานาสังวาสคุณก็เห็นว่าของคุณถูก อาตมาก็เห็นว่าของอาตมาถูก ก็ต่างคนต่างทำ ทำมานี่ก็ไม่ได้คิดว่าจะมีคนทำได้อย่างนี้ ทำแล้วอย่างมีศรัทธา มีศีล แล้วบรรลุผลตาม ศรัทธาสูตร ในพระไตร ปิฎกเล่มที่ 24 ข้อ 8 1. ศรัทธา (เชื่อถือเลื่อมใสในอริยสัจเป็นต้น) 2. ศีล (ในบริบทที่สูงไปสู่สีลสัมปทา แห่ง จรณะ 15 ) 3. พหูสูต / พาหุสัจจะ (รู้สัจจะบรรลุจริง จนรู้มากขึ้น) 4. เป็นพระธรรมกถิกะ (อธิบายสัจธรรม สอนความจริง) 5. เข้าสู่บริษัท (สู่หมู่กลุ่มอื่น) 6. แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท 7. ทรงวินัย 8. อยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีในเสนาสนะอันสงัด (คืออุเบกขา) 9. ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน 4 10. ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 10 ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้ เกิดความเลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปว ง ศรัทธาเป็นความเชื่อ สูงไปตามลำดับจริงๆ จบ