570116_พ่อครูและอ.กฤษฎาที่เวทีพระราม ๘ เรื่อง จะเป็นครูต้องมีพาหุสัจจะ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข24 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570116_เรื่อง จะเป็นครูต้องมีพาหุสัจจะ ที่เวทีชุมนุมสะพานพระราม 8 โดย พ่อครูโพธิรักษ์

_อ.กฤษฎา … วันนี้วันที่ 16 ม.ค. 2557 เป็นวันประวัติศาสตร์และเป็นวันครูด้วย เป็นโอกาสดี พ่อครูก็เป็นบรมครูที่พวกเราได้ติดตามฟังธรรมะจากพ่อครูเพื่อให้ได้อยู่ในหลักธรรมที่แท้จริง ก่อนเข้ารายการ จะขออ่านกลอน...บูชาครูก่อนเลย สมณโพธิรักษคุรุบูชา กราบพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ อริยสงฆ์เน้นหนักพรหมจรรยา อุทิศกายใจในพระพุทธศาสนา กราบบูชาพ่อครูปูชนียอริยสงฆ์ ดำรงโพธิญาณฐานธรรมวินัย ดำรงธรรมาธิปไตยไทยสูงส่ง ดำรงชาติศาสน์กษัตริย์อุทิศองค์ ดำรงไทยให้มั่นคงธำรงไท จากสันติอโศกลุมพินีมฆัมวาน สู่สะพานผ่านฟ้ามหามงคลชัย พระรามแปดพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ประชาชนชาวไทยบูชาสถาพร ธรรมสถานท่านพ่อครูโพธิรักษ์ ครูนำหลักธรรมมาสั่งสืบสอน หลักธรรมประชาธิปไตยใสบวร ประชาธรรมสังวรประชากรไทย ธรรมยาตราธิปไตยโปร่งใสสาง วางแนวทางปราบอาธรรมอนุสัย ปราบโจรธนาธิปไตย ปราบโจรภัยในคราบคาบคัมภีร์ รัฐธรรมนูญทั้งสิบแปดฉบับ หนาร้อยนับมาตราจำนวนเลขคู่คี่ ร้อยอรรถอักษรเรียงรายตามที่มี ถ้าไร้มีหลักศีลธรรมย้ำตำรา พ่อครูสู้กู้ธรรมนำคนไทย นำหลักธรรมาธิปไตยในสัญญา มวลมหาประชาชนมีปัญญา วางไตรสิกขาประชาธิปไตย พระพุทธองค์ทรงตรัสบัญญัติไว้ พระสงฆ์ได้ดูแลสัตว์เวไนย สำเร็จพระอรหันต์แล้วอย่าปลีกไป จงสนใจในมวลมหาประชาชน พระสงฆ์ใดไม่สนใจต้องทุกกฎ พระทรงวางพรตเพื่อมรรคผล แต่ที่สำคัญอย่าได้หลงลืมประชาชน เป็นอุดมผลสูงสูดของพุทธศาสนา วันครูขอกราบบูชามหาสงฆ์ ผู้ดำรงคงสืบพระพุทธจริยา สมณโพธิรักษ์ครูคนมวลประชา กราบบูชาวันทาสังฆมหาพ่อครู สมณโพธิรักษ์....ชิตัง เม ชิตัง เม ชิตัง เม

_อ.กฤษฎา … พวกเราก็เป็นลูกศิษย์ลูกหาก็ซาบซ

อ่านต่อ

ึ้งใจ ที่พ่อครูต้องเกิดมาเป็นคุรุผู้ยิ่งใหญ่ พ่อครูว่า … อาตมาเคยเล่าเคยเขียนไว้ว่า อาตมาไม่ชอบอาชีพครู ไม่คิดไม่อยากเป็นครู บอกไม่ถูกเหมือนกันตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่รู้สึกว่าครูจะเป็นงานที่น่าทำตรงไหนแต่ว่าสุดท้ายทุกวันนี้ก็ต้องจำนนว่าชีวิตเราต้องมาเป็นครู ไปเรียนหนังสือก็ไม่ได้เรียนสายครูแต่ไปเรียนศิลปะโดยตรง Pure Art แต่แล้วจบออกมามีคนขอร้องให้ไปเป็นครูก็เลยต้องไปเป็น เป็นครูตั้งแต่อยู่ที่ทำงานโทรทัศน์ เป็นครูสอนคนร้องเพลง ศิลปะ สอนนักร้องต่างๆ จนกระทั่งมีคณะคัดเลือกนักร้อง เสร็จแล้วเป็นดาราโทรทัศน์ คนรุ่นอายุ 50 ปีขึ้นไปก็คงจะรู้จักเพราะว่าอาตมาเลิกออกจากโทรทัศน์มาบวชตอนปี 2513 ใครเกิดก่อนนี้ก็ไม่น่าจะรู้จักอาตมา ตอนปี 2510 ก็ค่อยๆลดงานทางโทรทัศน์แล้ว ออกมาก่อนมิ.ย. ออกจริงก็ส.ค. 2513 ออกจากงานทางโลก ในขณะที่ทำงานอยู่โทรทัศน์เกือบทุกวัน บางวันออก 2 ถึง 3 รายการ รายการสารคดี รายการเด็ก รายการวิชาการ รายการสังคม ราชการ อาตมาดูแลทั้งนั้นก็เลยเป็นคนเหมือนดารานะเพราะโทรทัศน์มีเป็นช่องแรกของประเทศ มันใหม่ก็เห่อ เสนออะไรเขาก็ดูทั้งนั้น แล้วอาตมาสอนร้องเพลง ต่อมา โรงเรียน ต่างๆ เช่น เบญจมราชาลัย สตรีวิทย์ ฯ ก็ไปสอน เมื่อมีงานกาชาด งานศิลปะต่างๆ ก็มีการประกวดร้องเพลงชิงถ้วย อาตมาก็แต่งเพลงให้เด็กไปร้อง กวาดถ้วยรางวัลมากมาย เขาก็ย ิ่ งรู้จักก็ให้ไปสอนร้องเพลงทั้งสอนภาษาไทยด้วย เขาให้สอนเป็นครูพิเศษ ยุคนั้น ชั่วโม ง หนึ่งจะได้ ชั่วโม ง ละ 15 บาท สอนโรงเรียนประถม มัธยม ตั้งแต่ พ . ศ. 2500 กว่าๆ ไม่ถึง พ.ศ. 2510 เขาให้อาตมาชั่วโม ง ละ 30 บาท ซึ่งครูธรรมดาจะได้ชั่วโม ง ละ 15 บาท อาตมาต้องเลี้ยงน้องด้วย เพราะเงินเดือนชั้นตรีตอนนั้น สตาร์ท 1,000 บาท ชั้นโท 2,500 บาท แต่อาตมาต้องจ่ายค่าเช่าบ้านเดือนละ 750 บาทแล้ว ตอนนั้นยังเรียนไม่จบก็ต้องหารายได้พิเศษเพื่อเลี้ยงดูกันไป ก็เลยกลายเป็นครู หลายโรงเรียนก็ให้ไปสอนก็เลยต้องวิ่งสอนหลายที่ เป็น ครูรัก รักพงษ์ นอกจากจะสอนอย่างนั้นแล้วได้เงินจากสอน นอกนั้นก็หารายได้พิเศษอื่น เช่น งานศิลปะ ตอนนั้นนายกฯ เงินเดือน 8,500 บาท แต่อาตมาทำรายได้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเงินเดือนอาตมาได้ถึง 2 หมื่นบาทแล้ว อาตมาก็ไม่ได้ชินชากับอาชีพครูก็รู้จักวิธีสอน วิธีพูด พอออกบวช ออกมาทำงานศาสนา มารู้ตัวว่าตนเป็นครูจริงๆ จังๆ ไม่มีงานอื่น มีงานบรรยายก็เลยกลายเป็นครูแท้ๆ ก็มารู้ว่างานครูเป็นงานที่ย ิ่ งใหญ่ พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่าผู้เป็นครูก็ต้องมีคุณสมบัติ ต้องสร้างคุณอันสมควรก่อน แล้วค่อยพร่ำสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง ต้องได้ความจริงจากสิ่งที่ตนสอนแล้ว ถ้าเป็นธรรมะขั้นบรรลุธรรม ต้องเป็นธัมกถึก ซึ่งต้องมีความรู้ความเชื่อมั่นในตนตาม ศรัทธา 10 เป็นพหูสูตร หรือพาหุสัจจะ คือมีความจริงมาก 1. ศรัทธา (เชื่อถือเลื่อมใสในอริยสัจ เป็นต้น) 2. ศีล (ในบริบทที่สูงไปสู่สีลสัมปทา แห่ง จรณะ 15 ) 3. พหูสูต / พาหุสัจจะ (รู้สัจจะบรรลุจริง จนรู้มากขึ้น) เมื่อไม่มีความจริงก็จะเดาไปเรื่อยๆ 4. เป็นพระธรรมกถิกะ (อธิบายสัจธรรม สอนความจริง) 5. เข้าสู่บริษัท (สู่หมู่กลุ่มอื่น) 6. แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท 7. ทรงวินัย 8. อยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีในเสนาสนะอันสงัด (คืออุเบกขา) 9. ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน 4 10. ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 10 ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้ เกิดความเลื่อมใสโดยรอบและเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ต้องพร ่ำ สอนตนเองให้มีพาหุสัจจะก่อน จึงสอนคนอื่นก็จะไม่มัวหมอง โลกก็มีผู้สอนเป็นศาสดาคือพระพุทธเจ้า เป็นบรมครูที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่จะเป็นสาวกมาสอนก็จะต้องนึกถึงธรรมะที่ว่าต้องมีของจริงย่อมไม่มัวหมองเพราะว่าทุกวันนี้ศาสนาเสื่อมเพราะไม่บรรลุธรรม บรรลุธรรมคือกิเลสลด ต้องลดกิเลสได้มากพอก็จะเป็นผู้สอนได้ อย่างพระป่านี่เขาจะไม่ให้สอนไม่ให้เทศน์ง่ายๆ อย่างวัดอโศการาม ต้องบวชมา 10 พรรษาจึงเป็นผู้เทศน์บนศาลาหรือบนธรรมาสน์ได้ อย่างอาตมาเป็นกรณีพิเศษ อาตมาบวชไม่ถึง 10 พรรษาเลยแต่ก็ได้เทศน์บรรยายธรรมะมาตั้งแต่เป็นฆราวาส เปิดคอลัมน์บรรยายธรรมะมาตั้งแต่เป็นฆราวาส เขียนสอน พอมาบวชก็บรรยายธรรมะเลย ออกไปบรรยายวันต่างๆ เช่นวั ด ธาตุทอง วันนรนาศ แม้วัดมหาธาตุก็เคยไปบรรยาย แต่ก่อนวันมหาธาตุ เขาเรียกตัก ศิ ลา ถกปัญหาธรรมะกันมากเลย อาตมาก็บรรยายใต้ต้นอโศก ใครมีความรู้สามารถเท่าไหร่ก็บรรยายเต็มที่ ศาสนาพุทธ ประเด็นที่คำว่า “ สาวกะหรือสาวก ” แปลว่า ผู้ฟัง คือฟังจากผู้บรรลุธรรม ทุกคนต้องเป็นสาวกภูมิก่อนเพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาโลกุตรธรรม เกิดเองรู้เองไม่ได้ต้องได้รับถ่ายทอดมา พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าท่านเป็นเพียงผู้ชี้ทาง เมื่อตนได้รับก็ไปทำให้เป็นของตน เป็นปัจเจกภูมิ เพื่อได้รับมาทำก็มาทำให้กิเลสลดได้ ก็เป็นปัจจัตตัง เป็นนามธรรม ผลของกิเลสลด รสที่ไม่มีกิเลสแล้วเป็นอย่างไร หยิบให้กันดูไม่ได้ เป็นนามธรรม มันต้องรู้สึกเองเป็นสภาวนามธรรม ได้แล้วเป็นปัจเจก แล้วเราจึงถ่ายทอดให้แก่คนอื่น _อ.กฤษฎา … ต้องเกิดจากฟังก่อน เวลาอาจารย์สอนเสมอว่า หมั่นฟังธรรมเป็นนิตย์ คนต้องฟังก่อนไปเดินยุบหนอพองหนอ พ่อครูว่า … ยุบหนอพองหนอไม่ใช่ของพุทธ แต่เป็นเรื่องประยุกต์เอามา ที่พูดไปวันนี้เป็นวันครูอาจเป็นเรื่องหนักนะ ก็สรุปลงที่ว่า ผู้เป็นครูทางธรรมจะต้องบรรลุธรรม ถ้าไม่มีเนื้อหาธรรมะจริง ไปพูดจะมัวหมอง ศาสนาเสื่อมเพราะอวดดีเป็นครู ทั้งที่ภูมิตนเองไม่ได้ ทั้งบางที่ไม่เจตนา เวลาเขาถามจนแต้ม มีเหลี่ยมที่ต้องอธิบายแต่ตนเองตอบไม่ได้กลัวขายหน้าก็ด้นเอา ก็เลยเพี้ยนไปเรื่อยๆ ทำให้ศาสนาเสื่อม ครูต่างๆที่สอนกันอยู่โดยไม่คำนึงถึงตรงนี้ ก็ทำให้ศาสนาเสื่อม _อ.กฤษฎา … (?) พ่อครูว่า … อันนี้สำคัญ เมื่ออาตมาตกกระไดพลอยโจนซึ่งไม่ใช่ซะทีเดียวคือ อาตมายิ่งเห็นชัดเจนเกิดปัญญา ยิ่งเป็นเรื่องศาสนาเป็นโลกุตรธรรม ถ้าผู้บรรลุธรรมแล้วไม่สอนคนอื่นแล้ว ประเด็นนี้เพี้ยนไป ในวงการศาสนาไปสอนกันว่า ผู้บรรลุธรรมอย่าไปบอกประกาศว่าตนบรร ลุ บรรลุแล้วไปบอกใครไม่ได้ว่าตนบรรลุธรรม เป็นโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์แล้ว ไปบอกใครไม่ได้ โดยกำชับกำชาว่า ถ้าบอกก็เป็นการอวดอุตริมนุสธรรม ก็เลยกลายเป็นว่าผู้บรรลุธรรมถือภาษานี้โดยไม่รู้ ก็ไม่บอกทั้งที่ตนบรรลุแล้ว แต่บอกคนไม่ได้ก็พูดไปตามภาษาธรรม เมื่อบรรลุแล้วก็จะเป็นส ิ่ งที่ตนบรรลุแล้ว แล้วยังต้องมีการอนุโลมมาเกี่ยวข้องกับส ิ่ งที่ตนละแล้ว บรรลุแล้ว ก็เลยคล้ายว่าตนยังเกี่ยวข้องไม่บรรลุ แต่ที่จริง ตนต้องเกี่ยวข้อง สั มพันธ์กับสิ่งที่ตนบรรลุ เช่น เราต้องเล่นตุ๊กตากับลูกๆ เด็กๆต้องเล่นหม้อข้าวหม้อแกง เราก็เลิกเล่นแล้วแต่เราก็ต้องกลับมาเล่นกับเด็กๆ เขาก็หาว่าเราไปเล่นทำไม ผู้ที่อนุโลมด้วย เลิกสิ่งนั้นแล้วแต่ต้องมาอนุโลม เช่น อาตมาไม่เป็นหรอกนักการเมืองที่ต้องไปบริหาร ไม่ไปรับหน้าที่ตำแหน่งแต่อาตมามาทำงาน ทำเต็มที่ อาตมาก็อนุโลมมาทำงานด้วย เขาก็มองว่าเราไปทำเพื่อไปเป็นอย่างที่เขาคิด อาตมาทำอย่างสัจจานุโลมิกญาณ ไม่ได้มีรสชาติเหมือนไม่สนุกไปกับลูกหรอกในการเล่นหม้อข้าวหม้อแกง จิตเราไม่มีรส แต่เรารู้จักสมมุติ ให้จริงๆเลย อย่างดารา เวลาเขาจะแสดงก็ทำให้เหมือนที่สุด จริงที่สุดเลย คนเขาไม่เข้าใจอาตมา อาตมาเป็นดาราตุ๊กตาท ้ อง เหนือกว่าดาราตุ๊กตาทอง แสดงอย่างจริงใจเลย คนที่เข้าใจยากก็ไม่เข้าใจ ความเป็นครูจึงยากมากในระดับโลกุตระ ต้องถึงก่อนแล้วอนุโลมมา เราอนุโลมมาต้องเผื่อพอ ยกตัวอย่างเหมือนช่วยคนตกบ่อ เราต้องรู้ประมาณเลยว่า เอื้อมไปได้ลึกเท่าไหร่ น้ำหนักข้างล่างจึงไม่ดึงเราลงไป เราต้องเผื่อพอ ถ้าเสี่ยงมากไม่มั่นใจถึง 70 หรือ 80 % ขึ้นไป เราไม่เสี่ยง เราถึงทำ อย่างที่เรามาทำนี่ด้วยประท้วงนี่ _ อ.กฤษฎา … แล้วจะจบอย่างไร มั่นใจแล้วที่มาทำ พ่อครูว่า … มาถึงวันนี้แล้ว ไทยเราทำได้เกินหน้าเกินตาชาวโลกเขานะ เราทำประชาธิปไตยอย่างสร้างอธิปไตของประชาชน ประชาธิปไตยคือการมาชุมนุมประท้วง คนก็ไม่เข้าใจกันดี เขาสอนกันว่าการเมืองคือการแสดงอำนาจ แย่งอำนาจ ใครมีอำนาจคนนั้นเป็นนักการเมือง แล้วการแสดงอำนาจอยู่ที่ใคร ถ้าเราเบ่งอำนาจกลับกลายเป็นอัตตาธิไตยคือตัวกูมีอำนาจ ถ้านักการเมืองทำเช่นนี้ คนนี้ไม่ใช่นักการเมือง คำว่าอำนาจนี้จะบอกว่าการแสดงอำนาจนั้นถูก แต่ ประชาธิปไตยคือให้ประชาชนออกมาแสดงอำนาจ รวมกันเป็นจำนวนมากนี่คืออำนาจ แล้วเป็นอำนาจของประชาชนไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง อธิบายว่า คนเดียวก็ออกมาประท้วงได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ออกมาประท้วงคนเดียว เรือตรีฉลาด วรฉัตร แกมาคนเดียวเลย จนกระทั่งคนสร้างคอกให้แกอยู่เลย แม้ท้วงผิดๆก็ช่าง ก็ไม่ผิดกฎหมาย ความเข้าใจของเขาผิดแต่เขาไม่ผิดกฎหมาย คือเขาโง่นะ หรือแม้เขาถูกต้องออกมาคนเดียวก็ต้องฟังเขา อย่างคุณฉลาดก็ไม่มีใครวินิจฉัยว่าแกถูกหรือผิด เป็นสิทธิเสรีภาพ ย ิ่ งมากย ิ่ งแสดงประชาธิปไตย เราก็นัดกันมาหลายครั้ง ประเด็นก็เข้าใจกันดี แต่ก่อนก็พยายามรวมตัวกันได้มากแล้วก็ไม่ได้มากขนาดคราวนี้ เขาบอกว่า เป็นล้านเลยในวันที่ 24 พ.ย. 2556 มาแสดงตัว 1 คน 1 เสียง เหมือนกับที่ฝ่ายโน้นเขาก็ทำ 1 คน 1 เสียงให้ไปเลือกตั้ง แต่เราออกมานี่ไม่ใช่เลือกผู้แทน แต่เราออกมาแสดงสิทธิ์เลย เรื่องอะไรก็เรื่องไล่คุณออกไง ไม่ให้คุณทำงาน แต่เขาก็แย้งเถียง แล้วไปดันให้ไปเลือกผู้แทนซึ่งเป็นอำนาจขั้นที่ 6 แต่นี่ผู้เป็นเจ้าของอำนาจรัฐโดยตรงออกมาเลย เขาเรียกพวกเราที่ออกมาว่า กบฏ แสดงว่าพวกคุณไม่รู้เรื่องรัฐธรรมน ูญ เลย ทั้งที่ในรัฐธรรมนูญมาตราต้นๆเลย ให้อำนาจเป็นของประชาชน แม้แต่การประท้วงโดยสันติ ปราศจากอาวุธ รัฐธรรมนูญก็ให้สิทธิ์หมดเลย ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะถูกข้อหากบฏ แต่ผู้ที่จะต้องเลิกเพราะทำผิดหน้าที่ ทำผิดกฎหมายอยู่ตลอด ทำผิดรัฐธรรมน ูญ แล้วก็ไม่ยอมรับ คุณนั่นแหละคือผู้ไม่ชอบธรรม ถ้ายังดันทุรังต่อต้าน คุณนั่นแหละคือกบฏ คือผู้ที่รักษาการณ์อยู่นั่นแหละ ที่จริงต้องขอลาออกไปแล้ว ถ้าเป็นประเทศอื่นเขาไม่หน้าแข็งขนาดนี้หรอก ออกไปนานแล้ว ไม่มีความรู้รัฐศาสตร์เลย ไม่รู้หน้าที่เลย ว่าเราต้องทำถูกต้องอย่างไร แล้วก็หน้าด้านพูดว่าเราต้องรักษาประชาธิปไตย แต่คุณทำผิ ด ประชาธิปไตยเสียเองแล้วนี่ เราเลยต้องมาไขความจริง ไขความรู้ให้มากๆ ประชาชนจึงได้รับความรู้ ถ้าสื่อสารมวลชนได้เผยแพร่อย่างไม่อคติ ประชาชนไทยจะได้รับความรู้มากกว่านี้เลย เราก็ช่วยกันอยู่ไม่กี่เจ้า แต่เมื่อทำมากๆเข้า เขาก็จำเป็นต้องรู้ สื่อสารจำเป็นต้องรู้ เพราะประชาชนแสดงตัวตนมากๆ มีพฤติกรรมรัฐศาสตร์ถูกต้องมากๆ สื่อสารก็ต้องเรียนรู้ ทั้งที่สื่อสารตกอยู่ใต้อำนาจแห่งความกลัว กลัวเสียลาภ เสียยศ เพราะไปรับสินจ้างรางวัลมาก็เกรงใจเขา กลัวเสียโลกธรรม แม้ข้าราชการต่างๆ ก็มีอำนาจสั่งการปลดได้ ก็ด้วย ก็เลยตกอยู่ในอาณาจักรแห่งความกลัว เขาฉลาดหาทางเอาเปรียบได้เปรียบ อำนาจเงิน อัดเข้าไป เป็นง่อยเลย ให้ผีโม่แป้งเลย จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน