571207_วิถีอาริยธรรม สันติฯ พ่อครู+ส.เพาะพุทธ เรื่อง สุญญตวาทะ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571207_วิถีอาริยธรรม สันติฯ พ่อครู+ส.เพาะพุทธ เรื่อง สุญญตวาทะ
ส มณะ เพาะพุทธว่า … วันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ที่ บวร สันติอโศก เมื่อคราวก่อนพ่อครูได้เทศน์เกี่ยวกับคำว่า บริบูรณ์ คือการ สั่งสมเหตุปัจจัยไปสู่สัมบูรณ์ ต่อไป ในครั้งก่อนพ่อครูได้พูดถึง สัพพกาโย คือ การกำหนดรู้กองลม ตามภาษาในพระไตร ปิฎก แต่พ่อครูว่าน่าจะแปลว่า กำหนดรู้กาโย มากกว่า กองลม กายต้องประกอบด้วยรูปและนาม พ่อครูได้ไปร่วมสนทนา 60 ปี โทรทัศน์ไทย มีเนื้อหาสาระตอนหนึ่งน่าสนใจ คือ การตั้งโทรทัศน์ช่องแรกของประเทศไทย ไม่ได้รับการยอมรับจากนักแสดงนักร้องโดยทั่วไป ซึ่งทำไม?วงการบันเทิง จึงต่อต้านการเกิดของโทรทัศน์ ซึ่งตามปกตินักแสดงน่าจะดีใจที่ได้มีช่องทางแสดง แต่ว่ากลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเหตุว่าเขามองว่าทีวีจะมาแย่งลูกค้าของเขา และเมื่อไม่ได้รับการยอมรับจากวงการบันเทิงสมัยนั้น อ.จำนงค์ รังสิกุล ที่เป็นหัวหน้าของช่อง 4 บางขุนพรหม จึงพยายามให้พนักงาน ทำงานให้เป็น แต่ละคนทำได้หลายอย่าง เช่น พ่อครูแม้ว่าจะมีงานอื่น เมื่อมาทำงานช่อง 4 เป็นงานเสริม ก็ได้ทำอะไรเยอะมาก ไม่ได้ทำอย่างเดียว หรือท่านอื่นที่มาร่วมเสวนา ก็แต่ละคนทำหลายอย่าง ทำทดแทนบรรดานักแสดงที่ไม่มาร่วมกับช่อง 4 ตนเองก็เลยต้องมาเป็นนักแสดงมืออาชีพไปโดยปริยาย ทำให้บ่มเพาะความรู้ความสามารถขึ้น และจากหนังสือ ค้าบุญคือบาป พ่อครูบอกว่า วิบากของท่านประการหนึ่งคือ การไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมกระแสหลัก ส ิ่ งเดียวที ่ ทำให้บ้านต่างจากโลงศพคือ ประตู บ้านของข้าต้องมีประตูเพื่อที่ข้าจะได้เข้าไปในตัวตนข้าได้ และบ้านของข้าต้องมี หน้าต่าง เพื่อที่จะได้มองออกไปในโลกกว้างได้ นี่คือ ปรโตโฆษะ และ โยนิโสมนสิการ สองอย่างนี้ เป็นเหตุปัจจัยแห่ง สัมมาทิฏฐิ
หน้าต่า
อ่านต่อ
ง คือหน้าที่มีความต่างไปจากตน การฟังความเห็นอื่น มีปรโตโฆษะ ทำให้เราเบาสบายมากกว่าปิดหน้าต่าง ถ้าเราปิดประตูหน้าต่าง ก็เหมือนอยู่ในโลงศพ ได้ฟังพ่อครูกล่าวถึง พระปรมาภิวาทะ จะนำมาอ่านในสองบทสุดท้าย
6 . ปกครองคนด้วยแบบ ขาดทุน ปรมัตถ์นี้คือบุญ แน่แท้ ชำระกิเลสคุณ ใหญ่ยิ่ง โลกวัดมิได้แม้ ฉลาดด้วยปริญญา 7 . วาทะนี้กว่าพื้น ปุถุชน ทั้งขาดทุนทั้งจน สุขได้ สละชี้อัศจรรย์คน อาริยะ ประหลาดแน่แต่จริงไซร้ เพราะแท้ พุทธธรรม
พ่อครูว่า...เดือนนี้เป็นเดือนแห่งพระเจ้าอยู่หัว เราคงจะใส่เสื้อเหลืองกัันทั้งเดือน ไม่ว่ากัน แต่ซักด้วยนะ หากไม่มีหลายตัว พระปรมาภิวาทะ หมายถึง วาทะอันยิ่งใหญ่ ยิ่งยอด ยิ่งเลิศ มีคุณเซียง(เป็นกลาง) อ่านบทประพันธ์นี้แล้ว ก็ยกย่องมา ชมเชยว่าเป็นบทกวีที่ดีมาก ซึ่งอาตมาก็แต่งด้วยความจริงใจ ซึ่งพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ มีคุณธรรมโลกุตระ มีแนวลึก มีพระกรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณยิ่งใหญ่ ท่านยังมีวาทะที่ยิ่งยอด วิเศษสุดเลย คือ แบบคนจน ที่ต้องทึ่งอึ้ง คำสวรรค์
เนื้อแท้คือ จิตที่ลดความโลภ เป็นสัจจะเลย เป็นปรมัตถ์ที่เป็นบุญ คุณงามความดี ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่เท่ากับ การลดละกิเลส ไม่ใช่แค่กดข่มด้วย แต่มีพลังไฟฌานที่สลายกิเลส แล้วมีปัญญาสำทับว่า กิเลสต้องตายอย่างไม่ฟื้นเลย แบบ นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) เป็น อุภโตภาควิมุติ เป็นความจริง ความแจ้ง ในความจำ และความจน นี่คือความจริงที่ควรแจ้ง แล้วแจ้งแล้ว ก็ต้องจำว่าคือ ความจน เป็นความย ิ่ งใหญ่คือ ความจนมหัศจรรย์ เป็นสิ่งที่เปรียบเทียบไม่ได้ นัตถิอุปมา จะเข้าสู่โลกุตระต้องรู้ กาย คือ องค์รวมของนามและรูป และเน้นไปนามธรรมด้วย และวิญญาณนั้น ต้องเรียกตอนเกิด ปัจจุบันขณะ ต้องมี ผัสสะ 3 เป็นการรู้โดยส่วนตน เป็นวิสามัญนาม เมื่อ ไม่มีผัสสะ วิญญาณไม่เกิด ในปฏิจจสมุปบาท มีไว้ว่า เมื่อมีอายตนะจึงมีผัสสะ จิตเป็นสามัญนาม ส่วนวิญญาณเป็นวิสามัญนาม และในส่วนลึกละเอียดส่วนใน เรียกว่า มโน ตัวแกนจิตจริงๆคือ มโน จึงมีคำว่า มโนบุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐม มโนมยา รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ ตั้งแต่ภายนอก จนถึงนามธรรมภายในจิต ต้อง ใช้สัญญาในการกำหนดรู้ กำหนดหมายทั้ง ดึงเอาความจำ และ กำหนดรู้ในปัจจุบัน และจะ กำหนดหมายในอนาคต เป็นวิสัยทัศน์ เป็นอนาคตังสญาณ ก็ต้องใช้สัญญา เร ิ่ มตั้งแต่ ปฏิบัติกายในกาย จนถึงจบสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็ต้องใช้สัญญา ตราบจนนิพพาน สอุปาทิเสสนิพพานก็ต้องใช้สัญญากำหนดรู้ จุดนิพพาน จุดประเสริฐสุด ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วเอามาประกาศ คำว่ามี และไม่มี ทำให้สายปัญญาฟุ้งเฟ้อ สายตรรกะก็เอาไปคิด เพราะที่จบสุดคือ ความไม่มี แต่คนจะต้องศึกษาความไม่มีให้ได้ แต่ลืมตัวไปว่าคุณจะ ต้องมีธาตุรู้ ไปศึกษาตามหาความไม่มี แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรแท้ๆ ที่จะทำให้ไม่มี พวกตรรกะเฟ้อก็ไปเข้าใจผิด อาตมาก็อ่าน บทความของ อ.บูรพา เมื่อเช้านี้ อาตมาก็ขออภัยที่เอามาเป็นประโยชน์ …. สมถะกรรมฐาน....การปฏิบัติสมถะกรรมฐาน เป็นการทำสมาธิแบบเดียวกับสมาธิภาวนา คือกำหนดด้วยการให้อุบายกรรมฐานทำให้กายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ กายรู้สึกเบา และหายไป ลมหายใจหายไป ความคิดหายไป โดยผู้ปฏิบัตินั้น รู้ตั้งแต่กายเบา ลมหายใจเบา ก็รู้ว่าลมหายใจเบา และเบาลงจนกระทั่งหายไป ก็รู้ว่าลมหายใจไม่มี แล้วหายไป ความคิดน้อยลงมันก็รู้ว่า ความคิดน้อยลง ความคิดหมดไปมันก็รู้ว่า ความคิดหมดไป
คำว่ารู้นั้นคือ ไม่มีอะไรให้รู้ จิตว่าง เพราะว่าจิตรู้ แต่ไม่มีอะไรให้รู้ อาการนี้เป็นอาการที่เราทำสมถะกรรมฐานเบื้องต้น หลังจากนั้น ถ้ารู้ตื่น แต่ไม่มีอะไรให้รู้ ต้องใช้วิธีการผลักให้เกิดรู้ขึ้น ในความว่างนั้น เมื่อถึงระดับหนึ่ง จะเกิดอาการผุดรู้ เกิดเป็นความรู้ขึ้นมาในความว่างนั้น แรกๆ จะเป็นธรรมะหรือไม่ ย่อมไม่เป็นไร จะเป็นสิ่งใดก็ได้ เพราะเมื่อมีอาการ เราก็เกิดปัญญา เพราะการรู้ในช่วงแรกเรียกว่าวิปัสสนาขั้นโลกิยภูมิ ขั้นสมมติบัญญัติโลก ซึ่งจะเป็นธรรมะต่างๆ ออกมาหลั่งไหลให้เรารู้ ให้เราเข้าใจธรรม ยังมีสมมติบัญญัติอยู่
พ่อครูว่า...นี่เป็นบทความที่เน้นไปสู่ นัตถิกทิฏฐิ ซึ่งเป็นทิฏฐิในทิฏฐิ 62 ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็น สุญตวาทะ คำว่ารู้จนไม่มีอะไรให้รู้
ส.เพาะพุทธว่า...ความว่างแบบนี้ พ่อครูเคยวิเคราะห์ว่า คำว่าว่างไม่ได้แปลว่าว่างจากทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ว่าคือว่างจากกิเลส ไม่ใช่ว่างจากทุกส ิ่ งทุกอย่าง เราทำให้อัตตาสูญได้ ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีอัตตาเลย แต่มีอรหัตตา ไว้อาศัยทำงานรับใช้โลก ในพระไตร ปิฎก ว่า ศาลานี้ว่างจากช้างจากม้า แต่ไม่ว่างจากคนมาฟังธรรม คำว่าว่างไม่ได้หมายถึง ว่างไปหมด ที่ท่านบอกว่าถึงระดับหนึ่ง จิตจะมีการผุดรู้นั้น ก็เป็นธรรมชาติจิต ถึงจะกดข่มไว้อย่างไร แต่จิตก็ต้องตื่นรู้สู่วิถี นานเท่าใดก็ตาม
พ่อครูว่า … ถ้ายังไม่ปรินิพพาน แยกธาตุวิญญาณได้ ก็ยังต้องกลับมาตื่นรู้อีกจนได้ จะกดไว้อย่างไรก็ตาม
ขั้นแรกในการฝึก อาการจะปรากฏทำให้เราเข้าใจนานๆครั้ง ต่อไปเมื่อจิตมั่นคงจะปรากฏบ่อยขึ้นๆ เราจะรู้ธรรมมากขึ้น จิตทรงตัวรู้ ธรรมะลักษณะนี้ไประยะหนึ่ง เป็นภูมิวิปัสสนาไประยะหนึ่ง แม้ในธรรมะนั้น มันจะมีธรรมะที่เป็นพระนิพพานอยู่บ้าง แต่ว่าผู้ปฏิบัติยังไม่ถึงอาการพระนิพพานจริง หากจิตมีกำลังแล้วกลับมาดูตนเอง จึงปรากฏสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิต ต่อมาเมื่อจิตข้ามไปสู่โลกุตรภูมิ ถ้าเป็นสมมติบัญญัติก็ทิ้งไว้บนโลกหมด จิตไปดูแค่อาการที่เกิดดับขึ้นภายในจิตตนเอง ผู้ปฏิบัติจะไปตามแนวทางนี้เช่นเดียวกันหมด แต่ทั้งนี้ หากเราไปข้ามขั้นตอนสู่โลกุตรภูมิ จิตจะทรงตัวอยู่ไม่ได้ เพราะในโลกุตรภูมิมันไม่มีสมมติบัญญัติมาคอยเลี้ยงให้รู้เหตุผลแบบนี้ เป็นอาการที่จิตกลับไปดูปรากฏการณ์ความคิดที่เกิดขึ้นภายในจิตตัวเอง เป็นจิตสมมติบัญญัติ เป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์เหมือนฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ที่ไม่มีสมมติบัญญัติมารองรับ ไม่รู้ว่าอาการฟ้าแลบมันมีสมมติบัญญัติยังไง ฟ้าแลบอย่างนี้ดีใจเสียใจ ต่อเมื่อมีสมมติบัญญัติเข้ามาบัญญัติอาการปรากฏการณ์ที่มันเกิดในจิตแล้ว จึงรู้มีสมมติบัญญัติมา ว่าบัญญัติความดีความรู้แบบนี้ ดีใจไหม พอใจไหม ชอบใจไหม ต้องอาศัยสมมติบัญญัติมาตีความและบัญญัติ
จิตเริ่มปรุงตรงนี้ ปรุงตรงที่มีสมมติบัญญัติ ถ้าเป็นอาการเฉยๆ ก็ไม่มีอาการปรุง เพราะเป็นแค่เพียงอาการเฉยเหมือนฟ้าแลบ ไม่รู้หรอกว่าจะดีใจหรือเสียใจ ชอบหรือไม่ชอบ เมื่อมีสมมติบัญญัติเข้ามาบัญญัติจึงจะนำไปสู่อารมณ์จิตถูกลากไปดีใจไปเสียใจ ต่างๆนี้ มีจิตพิจารณาตรงนี้เห็นปรุงยังไง เรานั่งดูตรงนี้ตลอด ก็จะเห็นปรุง จะทำให้ปรุงน้อยลง ถ้าเราเข้าไปยับยั้งได้เร็ว การปรุงจะน้อยลง จิตที่มันไม่ปรุง ไม่แต่ง ไม่ว่าจะปรุงให้พอใจก็ดี หรือไม่พอใจก็ดี ต่างๆ เหล่านี้การปรุงของจิตมันคว้าทัน ไม่ปรุงเสร็จเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์เฉยๆ นานไปปรากฏการณ์เฉยๆ นี้จะไม่มีอารมณ์จิต ไม่ถูกลากไปดีใจ ไม่ถูกลากไปเสียใจ แต่เป็นเพียงปรากฏการณ์เฉยๆ เรียกว่าจิตจะนิพพาน เมื่อเข้าใจตรงนี้แล้วจิตพิจารณาในนิพพาน จิตเข้าไปอยู่ดูอาการแล้วคว้าทันการปรุงแต่งจิตจะปรุงไม่ออก อาการพระนิพพานก็อยู่กับเรานาน อาการแรกที่มันมีอยู่ที่มันเกิดในจิตไม่มีสมมติบัญญัติ ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์เหล่านี้ จะรู้สึกต่อเมื่อมีสมมติบัญญัติขึ้นมาบัญญัติรู้ว่าอย่างนี้ชอบ อย่างนี้ไม่ชอบ รัก เกลียด เพราะมีอุปาทาน สัญญาเข้ามาแต่งตลอด เมื่อเราข้ามตรงนี้ ก็จะเห็นที่สุดของการปฏิบัติ จากเดิมที่เรารู้ศีล สมาธิ ปัญญา กับกิเลสต่างๆ อย่างหยาบให้พอรู้ผิดรู้ชอบเท่านั้น แต่ท้ายสุดจะไปสู่ปัญญา พระนิพพาน หลุดพ้นต่อไป .
พ่อครูว่า … ขออภัยที่อาตมาต้องบอกว่าเอาบัญญัติมาเขียน ไม่ได้มีตัวจริงแห่งปัญญา แล้วก็เป็นแต่สมถะกดข่ม ไม่ได้เกิดไฟฌาน ไฟปัญญาญาณเลย ที่จะมีพลังล้างกิเลส ให้มันลดละจางคลายจนหมดไป แล้วก็ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีแม้นิดแม้น้อย ตรวจสอบถึงอรูปฌาน ทำทุกปัจจุบันให้ศูนย์ได้ สั่งสมเป็นอดีตที่แข็งแรง แล้วพยากรณ์ได้ว่า อนาคตก็ต้องสูญแน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลง ที่นำมาอ่านให้ฟังว่า ท่านก็มีความลึกละเอียด แต่เป็น สุญญตวาทะ แต่อย่างที่อาตมาอธิบาย ต้องมี ธาตุรู้ รู้กาย รู้ เวทนา รู้จิต รู้ธรรม รู้ด้วยอาการ ลิงค ความต่างของแต่ละอาการ มีกุศล และอกุศลอย่างไร มีเหตุให้ปรุงแต่งจนเป็นอารมณ์เวทนา แล้วยึดเป็นเราเป็นของเรา หรือแม้ อ.บูรพาว่าไม่เอาชอบหรือชัง เอาแต่เฉๆย แต่ไม่รู้ว่าเฉยๆแบบเคหสิตะ กับเนกขัมสิตะ ต่างกันอย่างไรก็ไม่ทราบ จริงๆเหมือนกันที่เฉยๆ แต่ เคหสสิตะไม่ได้ดับเหตุ แต่ว่า เนกขัมสิตะคือดับเหตุ ดับเหตุ แล้วก็เกิดผลได้ นี่คือ นโหติ คือ ความไม่มี ที่เป็นผลสำเร็จ มีโลกนิโรธ ตัวอัตตานี่คือ ตัวให้เกิดความวน เมื่อไม่มีอัตตาแล้ว ตั้งแต่ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา เรารู้หมด แล้วทำสำเร็จคือให้มีก็ได้ไม่มีก็ได้ เป็นมโนมยัง ถึง ที ่ สุดแห่งความไม่ลึกลับ อรหัตตา เหลือขันธ์ 5 ให้ท่านอาศัย เกิดทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ 6 ประการ ปวดขี้เยี่ยว เจ็บป่วย วิบากกรรมไล่ทัน ทุกข์เพราะหางานมาทำ ทุกข์เพราะเกิดแก่เจ็บตาย ทุกข์นี้คุณไม่ได้มีน้อยใจเสียใจ ไม่มีทุกข์ที่จิต ท่านรู้ว่าควรอาศัยจิตแบบไหน นอกจากพูดแล้วทำได้ด้วย ผู้ไม่ลึกลับในจิต เจตสิก รูปนิพพานแล้ว จึงยอมรับว่าเมื่อเราไม่ปรินิพพานก็รู้ว่า อะไรที่เรามี แล้วอะไรที่เราไม่มี ที่ทำความดับสำเร็จ แม้วัตถุสมบัติก็ไม่มี อาการจิต เศษธุลี อโศกะ วิรชะ ก็ไม่มี แม้จะเล็กเท่าธุลีหมอง (อโศกะ) หรือ ระชะ (ธุลีเริง) ก็ไม่มี มีก็ได้ไม่มีก็ได้ ถ้ามีก็มีอย่างวิเศษ ความโศกเราไม่เหลือเลย แต่วิรชะ นั้นมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ แล้วแต่เราจะประมาณ เรากำหนด มุทุตา ลหุตา ชรตา ได้ เราเอาเบาหรือแรงเท่านี้ ก็เรากำหนดได้ อยู่กับ วิการรูป 3 และประมาณ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ได้ ปรุงแต่งกับภายนอกได้ เพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่น ทำโดยประมาณเป็น หรือจะมีแต่วจีสังขาร ท่านก็ปรุงมากหรือน้อย ก็แล้วแต่ท่านจะดำริ เมื่อเช้าคุยกับเทวดาว่า เรือที่อยู่ที่บ้านราชฯที่มันพังลง อยู่บนเนินน่ะ มันยอดนะ จะสื่ออัตตาได้ สื่อตถตาได้ มันเป็นเรือเอี้ยมจุ๊นลำใหญ่เลย แต่มันทรุดเสื่อมให้เห็นคาตาเลยนะ หัวมันพังลงมาเลย อนิจจัง ชรตา อนัตตา ตถตา เลย ตกลงก็จะใช้เป็นอุปกรณ์แสดงศิลปะชนิดหนึ่งเลย มันอยู่ติดถนนเลย เขียนป้าย โดยใช้คำว่า อนิจจตา ชรตา อนัตตา ตถตาเลย ให้ช่วยกันโหวตดู จะใช้คำไหน?
คะแนนตถตามาอันดับหนึ่ง ได้ 25 คะแนน ส่วนคะแนนอนัตตามาอันดับสองได้ 24 คะแนน อนิจจตา มาอันดับ 3 ได้ 23 คะแนน ส่วนชราตามาที่ 4 คือ 18 คะแนน
สรุป ได้ป้ายติดเรือนี้ว่า ตถตา …. จบ