580220-พุทธชีวศิลป์(๒๙) เรื่อง จิตวิเคราะห์ในธาตุความเพียรทั้ง ๗.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580220 พุทธชีวศิลป์( 29 ) เรื่อง จิตวิเคราะห์ในธาตุความเพียรทั้ง 7 วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ บวรราชธานีอโศก พ่อครูว่า....วันนี้วันที่ 20 ก.พ. 58 แล้ว เรื่องราวทุกวันนีก็มีสิ่งที่เข้มข้นมากขึ้น และก็มีสิ่งที่น่าสลดใจมากด้วย เราก็จะมาศึกษาสัจธรรมกันให้ดีๆ นี่มีข่าวคราวออกมาไม่ล่าสุดวันนี้ เรียบร้อย ล่าสุด ทุกอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ผ่านไปก่อน คืออาตมารู้เข้าใจดี ว่าสังคมสงฆ์หมู่ใหญ่ทำอะไรขึ้นดีได้ยากแล้ว มันก็เป็นไปตามสัจจะที่เป็น เราก็ไปพูดมากก็ไม่ดี มันเป็นระดับประเทศ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร มันกลืนไม่เข้า คายไม่ออก เราก็เอาส่วนที่เราทำให้ดีไปเถอะ จริงๆ ก็น่าเห็นใจว่าเป็นโครงสร้างที่ผุพังมาก พยายามประคอง บูรณะกันก็คงยาก ก็คงได้แต่เห็นใจกัน ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรก็ได้ แต่ว่าที่เราตั้งหลักกันได้แล้วเราก็มาสร้า งสรรสิ่งดี เรานานาสังวาสกัน ยิ่งเราเห็นว่าเสาเรือนใหญ่พังลง เราก็จำเป็นจะต้องมีสิ่งเข้าไปทดแทน เข้าไปช่วยค้ำจุนให้ประเทศไทย สังคมไทย สังคมมนุษยชาติอยู่ได้ พวกเราก็พากเพียรก็แล้วกัน สัจธรรมพพจ.เป็นอุภยัตถะ เป็นประโยชน์สองส่วน (ตน-ท่าน) บอกข่าวอีกอย่าง พรุ่งนี้จะมีครูที่จะมาสอนทางวิทยาศาสตร์ จะมาสอนเด็กนร. 08 . 30 - 16 . 00 น. ก็จะสอนเรื่องการวิจัยทางห้องปฏิบัติการเอาเครื่องไม้เครื่องมือมาด้วยนะ ก็อยากให้ทางว.นบ.เราไปร่วมเรียนด้วย เป็นกรณีพิเศษ วันนี้อาตมาก็ตั้งใจเอาสิ่งที่ได้รับมาจาก สมณะพอจริง สัจจาสโภ ผู้ที่ก็ตั้งใจศึกษา เป็นครูเก่า รู้จักการทำวิจัยทำอะไรได้ดี ก็เลยฟังธรรมาถึงวันนี้ก็เลยเอามาเรียบเรียงดู ให้หายสงสัย ที่จริงท่านเข้าใจดีแล้ว ท่านเองท่านไม่มั่นใจก็เลยถามมา ก็ลองตั้งใจฟังดีๆ 580218 ประเด็นธรรมะ จาก ส.พอจริง สัจจาสโภ พ่อครูเทศน์ที่สีมาอโศก เม
อ่านต่อ
ื่อคราวสัญจร หลังงาน ว.บบบ. ความตอนหนึ่ง สรุปได้ว่า “ตาก ระทบรูป” เกิดวิญญาณ ครบ รูปนาม เป็น 3 เส้า เรียกว่า โลก เป็นรอบที่ 1 เป็นระบบทำงานแล้ว 1 วงจร อยู่ในตัว เป็นอัตภาพของตัวเอง ยังไม่ออกไปเกี่ยวข้องกับใครเลย เป็นอารัพภธาตุ อารัมภธาตุ นิกกมธาตุ พอเกิดมีอันอื่น เป็นจุดที่ 4 เ ป็น ปรักกมธาตุ ก็จะเริ่มต้นแตกตัว จากอัตตาของตนเอง แตกตัวเป็น 4 5 6 และ 7 8 9 ถ้าจบไปหา 0 ถ้าเกิดไปหา 10 ทิศทางไปหา 0 เรียกว่า โลกุตระ (พ่อครูว่าก็เรียกลำลองได้)เป็นอันเริ่มต้น ทิศทางไปหา 10 เรียกว่า โลกียะ เรื่อง ธาตุความเพียร 7 นี้ ได้ฟังมาหลายครั้ง ก็ยังสับสน ยังไม่รู้-เข้าใจ แจ่มชัดอะไร จึงอยากจะเรียนถาม จากกรณีตัวอย่างดังต่อไปนี้ “นาย ก. มองเห็น นาย ข. ทำงานไม่เรียบร้อย เกิดอาการไม่ชอบใจ อึดอัดขัดเคือง โกรธขึ้นมาทันที (กิเลสโทสมูล-อรติ-ปฏิฆะ-โกธะ) คิดอยากจะด่า...” จากกรณีตัวอย่าง โคจรรูป = นาย ข. ปสาทรูป = ตา นาย ก. มองเห็น วิญญาณ = นาย ก. รู้พฤติกรรม การทำงานของ นาย ข. เป็นจักขุวิญญาณ อายตนะ = มองเห็น เป็นการทำงานร่วมกัน ระหว่าง โคจรรูป (อยตนะภายนอก) กับ ปสาทรูป (อายตนะภายใน) องค์ประกอบทั้งหมดนี้ เรียกว่า กาย ในขณะเดียวกัน มันก็เป็น ผัสสะ เรียกว่า จักขุสัมผัส ด้วย ความต่าง ของ กาย และจักขุสัมผัส นั้น อยู่ที่ สภาวะ สภาวะของ กาย คือ การจัดองค์ประกอบ ได้ครบ 3 เส้า เรียกว่า โลก เป็นระบบขึ้นมาแล้ว 1 วงจร นั่นคือ นาย ก. มองเห็น นาย ข. ทำงานไม่เรียบร้อย ก็รู้ว่า พฤติกรรม การทำงานของ นาย ข. นั้น ไม่เรียบร้อย ก็รู้ว่า พฤติกรรม การทำงานของ นาย ข. นั้น ไม่เรียบร้อย เพียงแค่นี้ โลกของ นาย ก. ได้เกิดขึ้นแล้ว แต่เป็น โลกส่วนตัว (อัตภาพ) ยังไม่เกี่ยวข้องกับ นาย ข. สภาวะของ จักขุสัมผัส คือ อาการที่ใจ ถูก กระทบ สิ่งที่มากระทบใจ คือ ข้อมูลใหม่ ที่เป็นองค์ประกอบของ กาย นั่นเอง ส่วนใจที่ถูกกระทบ นั่นคือ ข้อมูลเก่า ที่ใจ ยึดเป็นอุปาทาน หรือ สมาทาน นั่นเอง นั่นคือ นาย ก. ตกลงกับ นาย ข. ว่า งานนั้น ทำอย่างนี้ “ข้อตกลง” นี่แหละที่ นาย ก. ยึด อยู่ที่ว่า ยึด แบบใด ถ้านาย ก. ยึดแบบ เอาเป็นเอาตาย ไม่มีข้ออนุโลมเลย ไม่ดูความรู้ ความสามารถของ นาย ข. เลย ต้องได้ตามสเปคนี้เท่านั้น การยึดแบบนี้เรียกว่า อุปาทาน ถ้า นาย ก. ยึดแบบ มีบทอนุโลม และดูทั้งความรู้ความสามารถ พร้อมด้วยเหตุปัจจัยอื่น ทำให้รู้จัก และเข้าใจ นาย ข. ด้วย จึงพร้อมที่จะปรับ เปลี่ยน ไปตามเหตุปัจจัยได้ ยึดแบบนี้เรียกว่า สมาทาน ทันทีที่นาย ก. มองเห็น และรู้ดังกล่าว ก็สะดุดใจ ตรงนั้น ตรงนี้ นี่แหละ ใจ มันถูกกระทบ แล้ว เป็นจักขุสัมผัส เมื่อ ใจ ถูกกระทบ ก็มี ปฏิกิริยา ไม่ปกติ หวั่นไหว ตรงนี้เรียกว่า สังขาร เป็น กายสังขาร เพราะปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น เป็นการผสมส่วนของข้อมูลเก่า ( ข้อตกลง-ทิฏฐุปาทาน-อุปาทาน) กับ ข้อมูลใหม่ (ตา+รูป+จ ั กขุวิญญาณ) ด้วยการ คิด เปรียบเทียบ เกิดเป็น อาการ ไม่ชอบใจ อึดอัดขัดเคือง โกรธขึ้นมา นี่คือ กิเลส สายโทสมูล ตั้งแต่ อรติ ปฏิฆะ และ โกธะ ก็คิด อยากจะ ด่า นาย ข. ตรงนี้คือ ตัณหาเป็นอันว่า กิเลส ตัณหา อุปาทาน ได้เกิดขึ้น ครบพร้อมแล้ว โดยมี อุปาทาน เกิดก่อน กิเลส เกิดตามมา ตัณหา ก็เกิดตามมาอีก ปัญหา อยู่ที่ว่า อารัพภธาตุ อารัมภธาตุ นิกกมธาตุ มันอยู่ตรงไหน? โดยหลักการพ่อท่านก็เทศน์ไว้แล้ว ดังกล่าวข้างต้น หากจะ วินิจฉัย ชี้เฉพาะลงไปเป็น “ตัวชี้วัด” ของธาตุทั้ง 3 ก็จะได้ ดังนี้ 1 . อารัพธาตุ คือ ส่วนที่เป็น จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส และ กายสังขาร (คิด ปรุงแต่ง เปรียบเทียบ) 2 . อารัมภธาตุ คือ ส่วนที่เป็น กิเลสโทสมูล (อรติ ปฏิฆะ โกธะ) 3 . นิกกมธาตุ คือส่วนที่เป็นพลังงาน ของกิเลสโทสมูล (อรติ ปฏิฆะ โกธะ) ที่มีความพร้อมที่จะปะทุออกมา กิเลส โทสมูล (อรติ ปฏิฆะ โกธะ) นี้แหละ คือ ตัวตนที่แท้จริง ของ นาย ก. ที่เรียกว่า อัตตา ยังเป็นโลกส่วนตัวอยู่ ไม่มีใครรู้ด้วยเลย รอบของวงจรแรก 1 2 3 จบที่กิเลส โทสมูลนี้ ยังไม่ถึงตัณหา องค์รวมทั้งหมดนี้แหละ คือ สภาวะ ตักกะ ที่แปลว่า เริ่มคิด
หากจะเขียน แผนภูมิ เพื่อจะเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น จะเป็นดังนี้ ตักกะ ตักกะ รูป นาม _โคจรรูป _วิญญาณ _ปสาทรูป _กาย _ภาวรูป _ผัสสะ(จักขุสัมผัส) _หทยรูป _สังขาร(กายสังขาร) _ชีวิตรูป _อุปาทาน(ทิฏฐุปาทาน) _อาหารรูป _กิเลส(โทสมูล)
_อารัพธาตุ (จุดที่ 1 )
_อารัมธาตุ(จุดที่ 2 )
_นิกกมธาตุ(จุดที่ 3)
เริ่มคิด 1 ครั้ง มีองค์ประกอบของ รูปนาม ดังแผนภูมินี้ วงจรของโลกส่วนตัว (อัตตา) ได้เกิดขึ้นมา 1 รอบแล้ว ( 1 2 3 ) วงจรที่ 1 จบแค่นี้ วงจรที่ 1 ( 4 5 6 ) สภาวะ วิตักกะ ที่แปลว่า คิดยิ่งขึ้น นี้ เกิด จุดที่ 4 คือ ปรักกมธาตุ ขึ้น ธาตุนี้ จะเริ่มแตกตัว จาก อัตตา (กิเลสโทสมูล-อรติ-ปฏิฆะ-โกธะ) ที่เป็นโลกส่วนตัวไปสู่อันอื่น มีทิศทางที่แน่นอน เป็น มโนสัญเจตนา ในนี้จะมี “ตัณหา” คือ อยากแสดงบทบาท ต่อ นาย ข. เป็น 2 ทาง คือ อยากด่า นาย ข. เป็นทิศทางโลกียะ อยากปรับความเข้าใจ กับ นาย ข. เป็นทิศทางโลกุตระ จุดที่ 5 คือ ถามธาตุ เป็นธาตุที่มีกำลังขับเคลื่อนไปตามทิศทางที่ตั้งไว้ 1 . ทิศทางโลกียะ เมื่อ อยากด่า เกิดขึ้น พลังตัณหาตัวนี้ ที่ได้รับแรงหนุนจาก กิเลสโทสมูล (อรติ ปฏิฆธ โกธะ) และอุปาทาน(ทิฏฐุปาทาน) ก็จะทวีมากขึ้นเป็นรอบๆ เรียกว่า สังกัปปะ 2 . ทิศทางโลกุตระ เมื่ออยากด่า ก็รู้ว่า บาปได้เกิดขึ้นแล้ว จะต้องกำจัดบาป ตัวนี้เสีย เพื่อจะได้ บุญ เกิดขึ้นแทนที่ด้วย สมถะ หรือ วิปัสสนา ก็ได้ _สมถะ หรือวิกขัมภนปหาน ได้แก่ กดข่ม ทำลืมๆ ฯลฯ พลังตัณหา ก็จะหยุดพักยก ไม่ทำงาน สักระยะหนึ่ง _วิปัสสนา ได้แก่ การพิจารณา เห็นภัย และโทษของ อาการอยากด่า (ตัณหา) ว่า มันน่ากลัว มันเป็นภัย นำโทษมาให้ ก็จะเกิดอาการเบื่อหน่าย หน่ายแหนง ต่อ อาการอยากด่า จึงปล่อยวาง ตามลำดับ จาก ฌาน 1 2 3 และ ฌาน 4 ในที่สุด พลังตัณหา (อยากด่า) ที่ได้รับแรงหนุนจาก กิเลส(โทสมูล-อรติ ปฏิฆะ โกธะ) และอุปาทาน (ทิฏฐุปาทาน-ยึดเอาเป็นเอาตาย) ก็จางคลายลง จนอาการอยากด่า หมดไป อาการอยากปรับความเข้าใจ ก็เกิดขึ้นมาแทนที่ เป็นพลังทวีขึ้นเป็นรอบๆ เรียกว่า สังกัปปะ สภาวะ สังกัปปะ จึงเป็นผลสรุปของ วิตักกะ จุดที่ 2 ฐีติธาตุ เป็นจุดที่สะสมความแข็งแรง ลงเป็นฐานตั้ง ตั้งแต่ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ตามทิศทางที่ได้ปฏิบัติมา 1 . ทิศทางโลกียะ เมื่อ พลังของ ตัณหา ที่ได้รับ แรงหนุนจาก กิเลสโทสมูล (อรติ ปฏิฆะ โกธะ) และ อุปาทาน (ทิฏฐุปาทาน) ก็จะสะสมลงไปที่ อัปปนา ที่อัปปนา ก็จะตรวจสอบว่า อยากด่า แน่นะ เมื่อแน่ใจว่า อยากด่า จริงๆ พลังของตัณหา(อยากด่า) ก็จะถูกสะสมลงไปในอัปปนา ทันที จากนั้น ก็จะควบแน่น เป็นพฤติของอาการอยากด่า พลังของตัณหา (อยากด่า) ก็เพ ิ่ มขึ้นๆๆ ด่าแน่ๆ เรียกว่า พยัปปนา และแล้วก็จะปักมั่น ลงไปเลยว่า ยังไงๆ ก็ต้องด่า เรียกว่า เจตโสอภินิโรปนา เป็นฐานตั้งที่แข็งแกร่ง เป็น พลังอันสูงสุด ของตัณหา (อยากด่า) 2 . ทิศทางโลกุตระ เมื่อกำจัด อาการอยากด่า ได้แล้ว จะด้วย สมถะ หรือวิปัสสนา ก็ตาม ได้ผลสรุปเป็น สังกัปปะ ว่า ไม่อยากด่า แต่อยากปรับค ว ามเข้าใจกับ นาย ก. เมื่อ ปรับจิตได้แล้ว จิตก็จะแข็งแรงขึ้น เข้มแข็งขึ้น จากนั้น ก็จะไปสะสมที่อัปปนา ที่อัปปนา ก็จะมีการตรวจสอบว่า อยากปรับความเข้าใจกับนาย ข. จริงหรือเปล่า ไม่มีนัยอื่นแฝงอยู่นะ บางที บางครั้ง ผู้ปฏิบัติอาจสังเกตเห็นว่า รู้ภัย รู้โทษ มีหลักฐาน ความจริง ยังไม่ถูกจุดตรงประเด็นได้ชัดเจน เพียงพอ อาจเป็นเพียงองค์รวม เท่านั้น ไม่ใช่ตัวตัณหา ที่แท้จริงได้ ขอให้สังเกตดูดีๆ ผู้ปฏิบัติจะต้องย้อนกลับไปตรวจสอบดู ขั้นตอนการปหานด้วยสมถะหรือวิปัสสนา อีกครั้ง ย้ำไปย้ำมาอยู่นั่นแหละ เมื่อแง่มุมปรับไป ถูกเหลี่ยมลงล็อคเข้า แรงยึดก็จะคลายลง ตามฐานะของฌาน ฌาน 1 ได้ ขณิกสมาธิ หมายความว่า อยากปรับ ความเข้าใจ กับ นาย ข. อยู่สักระยะหนึ่ง แล้วก็กลับไปอยากด่าอีก ก็ปรับไปปรับมา อยู่อย่างนี้ เป็นช่วงๆ เป็นขณะๆ ไป เป็น ตทังคปหาน ฌาน 2 , 3 ได้ อุปจารสมาธิ หมายความว่า อยากปรับความเข้าใจกับนาย ข. ตั้งมั่นได้ยาวนานขึ้นเรื่อยๆ หลายช่วง หลายขณะ มากขึ้นเรื่อยๆ อาการอยากด่าก็เบาบางจางคลายลงไปมากขึ้นๆ จนเข้าเขตวางเฉยได้บ้างแล้ว เป็น ตทังคปหาน ที่มีประสิทธิภาพชั้นสูง ฌาน 4 ได้ อัปปนาสมาธิ หมายความว่า ตัดรอบ ปล่อยวาง อาการอยากด่า ได้เด็ดขาด เป็นสมุจเฉทปหาน นับเป็นจิตที่เข้าสู่การตั้งมั่นได้ถาวรแล้ว ที่อัปปนา ก็จะตรวจสอบว่า อยากด่าหมดแน่นะ ไม่มีแอบแฝงแน่นะ อยากปรับความเข้าใจกับ นาย ข. จริงๆ นะ เมื่อแน่ใจแล้ว ก็จะสะสมลงไปใน อัปปนา ทันที จากนั้น ก็จะทำทวน ทำซ้ำ ทำย้ำ ลงไปอีก เกิดผล สงบ จากอาการอยากด่าอีก (ปัสสัทธิ) ทำบ่อยๆ มากๆ (อาเสวนาภาวนา พหุลีกัมมัง) เป็น ปฏิปัสสัทธิปหาน ก็จะได้พยัปปนา ปรับความเข้าใจกับ นาย ข. แน่ๆ ซึ่งย้ำความแข็งแกร่ง ตั้งมั่นให้อัปปนาสมาธิอีก เมื่อสลัดตัดเด็ดขาด ได้โดยไม่มีเยื่อใยของตัณหา(อยากด่า) ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ถึงพาอาศัยกันแล้ว สลัดออก เป็น นิสสรณปหาน ก็จะได้ เจตโสอภินิโรปนา ปักมั่นลงไปเลยว่า ยังไงๆ ก็ต้องปรับความเข้าใจกับ นาย ข. ก็ยิ่งย้ำความแข็งแกร่งให้ อัปปนาสมาธิ ตั้งมั่นยิ่งๆ ขึ้น จนถึงที่สุด พอถึงจุดนี้ ตัณหา ได้ปรับขั้วมาเป็น วิภวตัณหา ได้สมบูรณ์แล้ว จาก อยากด่า มาเป็น อยากปรับความเข้าใจกับ นาย ข. ได้สมบูรณ์แล้ว ที่จุด อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา จึงเป็นจุดสะสม การปรับจิต ของ เจโต ให้เข้มแข็ง โดยการทำงานของ ปัญญา ตั้งแต่ ตักกะ วิตักกะ และสังกัปปะ นับเป็นประสิทธิภาพของจิต พัฒนาของ มุทุภูตธาตุ (รู้เร็ว-ปรับได้ไว) วงจรที่ 2 จุดที่ 4 5 6 ได้เกิดขึ้นมาอีกแล้ว จุดที่ 7 อุปักกมธาตุ เป็นจุดเกิดที่สมบูรณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นที่ จุดที่ 7 นี่คือ วจีสังขาร วจีสังขาร คือ ภาษาที่จะพูดเกิดขึ้นในใจ หรือ ใจ คิดจะพูดคำนั้น คำนี้ แต่ยังไม่ได้พูดออกมา ภาษาที่จะพูดนั้น เป็นถ้อยคำตามฐานะของผู้ปฏิบัติแต่ละคน รวมทั้ง น้ำหนักของเสียง แรง-เบา แค่ไหน และสำเนียง อ่อน-แข็ง ปานใด ทั้ง 3 อย่าง (ภาษา+เสียง+สำเนียง) รวมกันเป็นคำพูด ดังนั้น จึงสรุปง่ายๆว่า วจีสังขาร คือ คำพูดที่อยู่ในใจ นั่นเอง วจีสังขาร นี้ จะเป็นไปตามทิศทางที่ได้ปฏิบัติมา 1 . ทิศทางโลกียะ ก็จะมีคำด่าว่า ...ไอ้ … 2 . ทิศทางโลกุตระ ก็จะมีคำที่เชื่อมโยงไปถึง นาย ก. ปรากฏขึ้น เช่น คำทักทายว่า … ต่อมา ก็เป็นคำที่ใช้ปรับความเข้าใจกันว่า... เป็นต้น บางคนก็คิดแล้วคิดอีก จึงพูด บางคนคิดปั๊บ พูดปั๊บ แล้วแต่กรณี เป็นอันว่า สังกัปปะ 7 ได้เกิดขึ้น พร้อมกับธาตุความเพียร 7 และองค์ธรรมอื่นๆ อีกดังกล่าวแล้ว เป็นการทำงานของ กายในกาย ที่ไม่ทิ้งกาย นั่นคือ มี กาย อยู่ องค์ประกอบมีครบพร้อมอยู่ (นาย ก. มองเห็น พฤติกรรมการทำงาน ของ นาย ข. ก็รู้อยู่ ในปัจจุบัน นั้น) เป็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จากนั้น กายในกาย ก็ทำงาน ตามกระบวนการของสังกัปปะ 7 มีธาตุความเพียร 7 และองค์รวมอื่นๆ ร่วมด้วย ดังนั้น กายในกาย จึงเริ่มนับจาก วิญญาณ – (จักขุวิญญาณ นาย ก. รู้พฤติกรรมการทำงานของ นาย ข.) เป็นต้นไป วิญญาณ จึงเป็นทั้ง องค์ประกอบของ กาย และจุดเริ่มต้นของ กายในกาย ที่วิญญาณ นี่เอง จึงเป็นจุดที่สำคัญมาก เพราะเป็นจุดที่เชื่อมต่อ ระหว่าง กาย กับ กายในกาย และ กายในกายทั้งหมด ก็คือ จิต-เจตสิก ทั้งสิ้น จึงอาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิญญาณ เป็นจุดเชื่อมต่อ ระหว่าง กาย กับ จิต ก็ได้ แล้วก็จะได้เรียนเรื่อง จิตสังขาร ต่อไป ถึง วจีสังขาร อีก ถึงตรงนี้ ประเด็นคำถาม ก็เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งจะได้ถามต่อไป ตรงนี้ ขอสรุป ความสัมพันธ์ ระหว่าง สังกัปปะ 7 และ ธาตุความเพียร ออกมาเป็นแผนภูมิ เพื่อการเรียนรู้ จ ะได้ง่ายขึ้นดังนี้
ในแผนภูมิ จะเห็นภาพการทำงานได้ชัดขึ้น เมื่อ สังกัปปะ 7 เสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของ วาจา กัมมันตะ อาชีวะที่จะดำเนินไปตามองค์มรรค ตามวิถี ที่กำหนด อยู่ที่ว่า ทิศทางนั้นจะสัมมา(โลกุตระ) หรือมิจฉา(โลกียะ) เท่านั้นเอง ….จบ
คำถาม 1 . การขยายความ จากโครงสร้างที่พ่อท่านเทศน์ สั้นๆ นี้ พอจะเข้าข่าย สัมมาทิฏฐิ บ้างหรือไม่? มีส่วนใดบ้างที่ไม่ถูก จะต้องปรับอย่างไร จึงจะถูก โปรดตรวจสอบให้ด้วย เพราะเรื่องนี้ ยิ่งฟัง ยิ่งสับสน จึงเรียนถามมาเพื่อความชัดเจน เมื่อชัดเจนแล้ว จะไม่ต้องกังวลในการเดินเส้นทางนี้ พ่อครูว่า ....ตอบได้ว่า เข้าข่ายสัมมาทิฏฐิแน่ ฉายหนังได้ละเอียด 150 เฟรมต่อวินาทีเลย และไม่สับสนหรอก ดีมากที่เรียบเรียงมา แต่ที่คุณเองรู้สึกสับสนเองก็คือ มันได้รู้ความรู้นี้แล้ว เขียนออกมาก็เป็นความรู้ของตน มันได้รู้อันนี้แล้วจะมีปฏิภาณไหวพริบที่จะรู้เพิ่มเข้าไปอีก ตัวที่จะรู้เพิ่มจะเข้ามากวนสิ่งที่เรารู้นี้แล้ว เพราะยังไม่แน่ใจว่าที่รู้นี้ถูกต้องหรือไม่ สับสนหรือกังวลตรงนี้ ก็ตอบให้ว่าถูกต้องแล้ว ที่บอกว่าจะได้วิจัยต่อไปนี่คือตัวไม่จบ แสดงว่าคุณมีภูมิธรรมรู้ต่ออีก คำตอบที่ทำมาให้นี้ดีแล้ว ถูกแล้ว
2 . จากรณีตัวอย่าง ที่ยกมานั้น อยู่ในระดับ จิตสำนึก (conscious) เป็น วีติกมกิเลส ใน กามภพ ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ แสดงว่า วีติกมกิเลส เป็น กิเลสที่แสดงออกครบพร้อมทั้ง กาย วาจา ใจ (สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ที่เป็นมิจฉาทั้งหมด) อย่างนั้นดอกหรือ? เมื่อประสบกับเหตุการณ์ เฉพาะหน้า จะแยกว่า เมื่อไร เป็น วีติกมกิเลส เมื่อไร เป็น ปริยุฏฐานกิเลส เมื่อไร เป็น อนุสัยกิเลสได้อย่างไร? ตอบว่า...เมื่อได้ทำให้กิเลสลดลงได้แล้วนี่คือ วีติกมกิเลส(แปลว่าล่วงพ้นได้แล้ว) ส่วน กิเลสตัวที่กำลังเผชิญนี่ก็คือ ปริยุฏฐานกิเลส เป็นข้อแรกของญาณ 7 พระโสดาบันเลย เป็นปัญญาที่รู้แล้วว่าตนเองได้ทำสำเร็จมา ก็กำลังเผชิญกิเลสตัวต่อมา ส่วนเมื่อทำลายปริยุฏฐานกิเลสให้ผ่านไปได้เป็นวีติกมกิเลสได้อีก ก็จะเหลืออนุสัย ตัวปลาย ตัวเล็กละเอียดได้ ถ้าเข้าใจที่อาตมาอธิบายว่า ของพุทธเอาอนุสัยมาล้างได้จริง เพราะเอาอบาย เอากาม ที่เป็นตัวแรกๆ ออกได้จริง กิเลสชั้นลึกๆ ก็จะขึ้นมาปรากฏ โดยมีเหตุปัจจัยกระทบกระแทกกระทุ้ง อะไรทำได้แล้วก็เฉย ก็จะมีตัวต่อไปให้ฆ่า ก็จัดการอีก จนกว่าจะถึงตัวปลายก็ฆ่าอีก จนกว่าจะหมด แล้วจะรู้ว่า ยังเหลืออะไรอีก มีอนุสัยตัวต่อๆ ไปอีก ถ้าใครปฏิบัติถูกก็จะรู้ว่ามีอีก
3 . ความจริง กับ ความจำ จากรณีตัวอย่าง นาย ก. มองเห็น นาย ข. ทำงานอยู่ก็รู้ แล้วกิเลสไม่ชอบใจก็เกิดขึ้น กิเลส ไม่ชอบใจ (อรติ) ที่เกิดขึ้น ขณะนี้ คือ ความจริง ถ้าเวลาผ่านไปแล้ว นาย ก. ก็ระลึกย้อนว่า เคยไม่ชอบใจ (อรติ) เคยไม่ชอบใจ คือ ความจำ แค่รู้เรื่องที่ผ่านมา ถ้ารู้เรื่องที่ผ่านมาแล้วก็ยังเกิด อาการไม่ชอบใจ (อรติ) ขึ้นมาอีก ในขณะที่ระลึกถึงเรื่องที่ผ่านมานั้น อันนี้เป็น จริง หรือ จำ ? ตอบ...เป็นความจำ สภาพที่เราระลึกขึ้นมานี่ จะเรียกว่าความเคลื่อนไหว ขึ้นมาดูใจในใจ ไม่ใช่วิญญัติของกาย วาจา ที่เป็นองค์รวมทั้งหมด ถ้าคนอวิชชา ระลึกขึ้นมาจะเป็นภวตัณหา ที่ระลึกขึ้นมาเอง เราก็ไม่รู้ตัว ดีไม่ดี ระลึกมาแล้วก็แค้นเพิ่มอีก แต่พวกเราศึกษาแล้วก็สังวร ระลึกมาแล้วจะรู้ว่าไม่น่าทำ จะเป็นราคะหรือโทสะ เราจะพิจารณาอีกว่าเราไม่น่ามีอีกเลย เราไม่น่าโง่ไปมีอีกเลย ทำให้มันอ่อนแรงหรือลดลงได้ แต่คนอวิชชาก็ไม่ระลึกเช่นนี้ดีไม่ดีเสริมแรงกิเลสเพิ่มอีกก็ซวยเพิ่ม
4 . ภาษา กับ สภาวะ สภาวะ = คือ “ขณะที่รู้ตัวว่า กำลังโกรธ” ภาษา = มันเป็น สติ สัมปชัญญะ สัญญา ญาณ หรือปัญญา หรือว่ามันเป็นองค์รวมแยกกันทำหน้าที่แต่ละอย่าง ถ้าเป็นเช่นนั้น พอจะบอกได้ไหมว่า สภาวะตอนใด เรียก ภาษาว่าอะไร? ตอบ....คำว่า สภาวะคือ มี ส. ที่คือการประกอบ มาเติม กับคำว่า ภาวะ ที่คือความปรากฏ ภาษาก็ใช้เรียกความปรากฏนั้นๆ เช่น ลูกนี้ เราไปเห็นก็ถ้าไม่มีภาษาก็สื่อไม่ได้ แต่ว่าถ้าเรียกว่าแตงโม คนก็รู้จัก ส่วนสิ่งจริงที่ปรากฏก็คือสภาวะ ส่วนภาษาก็ใช้เรียกสภาวะ ถามว่า สภาวะที่รู้ตัวว่าโกรธ ก็คือความปรากฏนั้นก็เป็นภาวะ ตรงกับภาษาบัญญัติคำนั้น แต่คุณไม่รู้ภาษาเลยก็เรียกมันไม่ถูกเท่านั้น อย่างเราไม่เคยเห็นลูกนี้เลย พอเห็นก็คิดว่าลูกอะไร? ไม่มีภาษาบัญญัติ มันก็เป็นความปรากฏกับภาษาบัญญัติที่ปรากฏเท่านั้น
5 . คำว่า “เวทนา” แปลว่า “ความรู้สึก” หมายความว่า สุข ทุกข์ อทุกขมสุข โสมนัส โทมนัส อุเบกขา แล้วคำว่า “รู้สึกว่า” ชอบ แล้วคำว่า “รู้สึกว่า” สวย แล้วคำว่า “รู้สึกว่า” จะคิดไม่ดี แล้วคำว่า “รู้สึกว่า” มันกระแทกใจกันเกินไป แล้วคำว่า “รู้สึกว่า” รับรู้อยู่นะ แล้วคำว่า “รู้สึกว่า” เจ็บมือ ปวดฟัน แล้วคำว่า “รู้สึกว่า” ได้ยินอยู่นะ และรู้สึกอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย รู้สึกเหล่านั้น จัดอยู่ใน เวทนา ด้วยหรือเปล่า? เมื่อฟังพ่อท่านเทศน์ว่า เวทนา จะหมายเอา ตัวไหน จึงจะถูก? ถ้าได้ยินคำว่า เวทนา ก็หมายเล็งเอาที่ สุข ทุกข์ อทุกขมสุข , โสมนัส โทมนัส อุเบกขา เป็นหลัก นอกนั้นก็เป็นองค์ประกอบ ที่นับเนื่องในกลุ่มเวทนา โดยอนุโลม ทำอย่างนี้ได้หรือไม่? ตอบ...มันก็คืออาการของเวทนา เจตสิกนั่นแหละ หลากหลาย ที่จริงมันมีความรู้สึกทั้งนั้น มีเวทนา สัญญา สังขาร และสังขารคือองค์รวม ท่านก็ให้พิจารณาตัวเวทนา ที่เกิดจากการกระทบสัมผัสแล้วมันก็ปรุง ถ้ามันปรุงชอบ ไม่ชอบ เฉยๆ ก็คือสังขาร เราก็แยกแยะว่าเหตุอะไรมันปรุงกัน แล้วเกิดเวทนาเช่นนั้น คนอวิชชาก็เกิดเวทนาทันที แต่ว่าคนมีวิชชาก็พยายามไม่ให้มันปรุง จนมันคลายมันเลิก คนที่ศึกษาจึงจะทำได้ ขนาดศึกษารู้ชัดแล้วก็ยังปฏิบัติได้ยากเลย แม้ปฏิบัติได้ แต่ไม่มีภาษาเรียก ก็เหมือนอาตี๋ซ่อมรถได้แต่ก็ไม่รู้จะบอกอย่า งไร แต่ถ้า ปฏิบัติได้แล้วรู้ภาษาบัญญัติด้วยก็จะยิ่งดี มันก็เป็นความรับรู้ทางจิตทั้งนั้น ถ้าเรียนปริยัติ จากเวทนาก็มาหาจิต ตัวเวทนาที่สุข ทุกข์ มันก็มีเหตุ ที่คือจิตที่มี ราคะ โทสะ โมหะ เราก็จับอ่านอาการจริงเลย มันอยากก็ไม่ให้มัน มันก็ดิ้น ถ้าให้มันก็บำเรอกิเลส เราก็จัดการมัน พอจัดการได้ก็ไม่มีเวทนา สุข ทุกข์ มันก็เบาลงๆ ดับเหตุ ทุกข์ก็ดับ สุขก็ไม่มี ถ้าคุณดับเหตุได้แล้วจริง พอมันสัมผัสแล้ว ตอนนี้มันก็ยังรู้สึกว่าอร่อยมันก็เหลือเศษ มันก็เป็นความจำหรือคุณยังล้างไม่หมดเหลือเศษ ถ้าคุณเกิดชอบเกิดยินดีแล้ว มันสัมผัสแล้วก็ยินดียังชอบอยู่ แต่ถ้าไม่มีสัมผัส คุณก็ไม่เคยคิดเคยโหยหามันเลย นั้นแหละคุณขาดแล้ว แต่ถ้าสัมผัสแล้วก็ยังอาลั ยอาวรณ์ก็คือยัง ไม่เด็ดขาด จนกว่าจะสัมผัสแล้วก็เฉย รู้ความจริงตามความเป็นจริง สวยก็สวย เพราะคือเพราะ อ่านละเอียดมีปัญญาอ่านเวทนาตัวแท้ได้
6 . สงัดจากกาม และอกุศล เกิด ฌาน 1 มี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา แสดงว่า ฌาน คือผล (ไม่ใช่มรรค) จากการกำจัด กาม และอกุศล ไม่ใช่ ฌาน เป็นตัวกำจัดกามและอกุศล แล้ว กาม และอกุศล ใช้อะไรกำจัด? ตอบ...ฌานคือเพ่งรู้เพ่งเผา คุณทำได้แล้วเกิดผลสำเร็จจากฌาน แล้วฌานก็มีทั้งผล และมรรคด้วย ปฏิบัติอยู่นั่นแหละคือกำจัดได้ ได้ผลไปเรื่อยๆ ก็คือฌาน แต่ไม่ควรไปตีขลุมว่า คือผลของฌาน แต่ตัวฌานคือตัวปฏิบัติเต็มๆ ไม่ใช่ผล แต่คุณไปเข้าใจว่าคือผล เท่านั้นเอง นี่คือข้อเขียนของท่านพอจริง สัจจาสโภ(คือผู้แกล้วกล้าอาจหาญในสัจจะ) ก็ใช้เวลาไปเกือบหมดเวลา
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น
_ มิ่งหมาย วันนี้มีคำถามว่า สภาวะเช่นนี้ใช่หรือไม่? วันที่ 24 ได้ไปที่สวนส่างฝัน ตอนท้าย ท่านฟ้าไท ได้กล่าวถึงว่าที่สวนส่างฝันมีคนอยู่ประจำแค่ 2 คนก็ทำงานได้มากมาย ท่านก็แนะนำว่าจะต้องสร้างสปายะ 4 (บุคคล สถานที่ อาหาร ธรรมะ) ซึ่งดิฉันว่าบ้านราชฯมีครบพร้อม พอเข้ามาก็จะเกิดการขัดเกลา แต่ไม่ขัดแตกขัดแยก ดิฉันไปอ่านเจอของดร.ยุค ประเทศไทยก็ส่งคนไปเรียนอเมริกาประเทศเดียว ส่วนจีนส่งคนไปเรียนหลายประเทศ เอามาปรับใช้กับประเทศตนก็เกิดการเจริญพัฒนา ส่วนคนไทยมีแต่อันเดียว เหมือนคำของพระอ. 1 ว่า น้ำขุ่นที่ไหลดีกว่าน้ำใสที่นิ่ง ที่บ้านราชฯมีการเคลื่อนที่มาก ดิฉันก็ว่าดีกว่าที่จะนิ่งๆ นะ ทำให้มองเห็นตนเอง แทนที่จะโต่งก็เกิดความเป็นกลางขึ้นมา ใจดิฉันก็เป็นกลางได้มากขึ้น เพราะไม่ได้มาเพื่อ โลกธรรม หรืออามิสอะไร? ตอบ...ขยาย ที่ว่า สัปปายะ 4 1 . เสนาสนสัปปายะคือความพร้อมองค์รวม ที่อยู่ที่พักที่อาศัยที่ทำมาหากินที่ทำงานก็พร้อมตามประสาเรา 2 . บุคคลสัปปายะ คือมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มีทั้งผู้ขัดเกลา มีครูบาอาจารย์และผู้เพ่งโท ษ ครบ แล้วผู้เพ่งโท ษ ที่เป็นมิตรดีนี่ก็ไม่ได้เหมือนกับคนภายนอก แม้เพ่งโท ษ แต่ก็ปรารถนาดี เป็นแม่ที่ดุลูก แต่ปรารถนาดีได้ แม้วจีกรรมที่ต่อว่ากันก็ใช้ได้นะไม่จัดจ้าน แต่ก็ดีมีสัลเลขธรรมใช้ได้ 3 . อาหารสัปปายะ แม้กวฬิงการาหารก็ครบพร้อมดี แม้ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร ก็รู้ตัวเองได้ พอสังเกตได้ ต้องอ่านของตนเป็นหลัก มีผัสสะให้อ่าน อาหารทางผัสสะนี่แหละสำคัญ ถ้าเรียนผิดจะไม่รู้จักผัสสะ เพราะไปดับหมดแต่ต้นทางแม้ผัสสะก็ดับมัน แม้แต่วิญญาณาหาร พวกเราปฏิบัติธรรมก็มีอาหารทางวิญญาณ ของเราลดกิเลสก็เป็นอาหารทางวิญญาณที่ลดกิเลส 4 . ธรรมะสัปปายะก็มีครบทุกอย่าง ที่เราได้ศึกษาเรียนรู้ปฏิบัติจริงถึงโลกุตรธรรม เราก็เรียนรู้โลกียธรรมก็ได้ด้วย ทำจะไม่ทำอกุศลเลย ทำแต่กุศล และทำจิตให้ผ่องใสสะอาดขาวรอบ - ท่านเมฆิยะ เห็นป่ามะม่วง แล้วก็อยากเข้าป่าเพื่อทำความเพียรแต่ผู้เดียว ก็ทูลขอพพจ. ถึง 3 ครั้ง พพจ.ตรัสห้ามถึง 2 ครั้ง แล้วก็ให้ไปในครั้งที่ 3 ท่านเมฆิยะก็เลยทำความเพียรในป่ามะม่วงแต่เพียงผู้เดียว จนเกิด กามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก ก็เสียทีกิเลสก็เลยมาหาพพจ. ซึ่งพพจ.ก็ตรัสถึงธรรมะที่จะทำให้ถึงเจโตวิมุติได้แข็งแรง … 1 . ต้องมีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี 2 . ทำให้เราเป็นผู้มีศีล จนมีผู้เห็นโทษภัยประมาณน้อยก็ไม่ประมาท แล้วก็ยังมีอานิสงส์อีก 10 อย่างของ กถาวัตถุ 10 (อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ วิริยารัมภะ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ) พ่อครูว่า คำว่า เกิด ดับ ที่สู่แดนธรรมพูดอันสุดท้ายนี่ มีพวกที่ใช้ปัญญาตรรกะ เหตุผล ก็นึกว่าตนเองเห็นความเกิดความดับแล้ว จิตเกิดดับ ที่แท้จริง คือกิเลสมันเกิด แล้วมันก็ดับ แต่ว่ามันก็ยังเกิดได้อีกคือมันดับไม่สนิท จนกว่าคุณจะดับได้สนิท ทำจิตเกิดที่เป็นอกุศลนั้นดับจนไม่เกิดอีก นี่คือการเห็นจิต เกิด ดับ ที่แท้จริง ไม่ใช่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive