580224_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ ความมหัศจรรย์ของธรรมวินัย ๘.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580224 ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ ความมหัศจรรย์ของธรรมวินัย 8
พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 24 ก ุมภาพันธ์ 2558 ที่บวรราชธานีอโศก ก็จวนจะหมดเดือนแล้ว วันเวลาเคลื่อนไป เดี๋ยววันๆ แก่ไม่ทัน แต่ละวันไวเหลือเกินก็เลยคงที่ ใจเราไม่แก่ ร่างกายย่อมเสื่อมไปตามวัย เป็นรูปธรรม ที่สังเคราะห์กันก็เสื่อมไปๆ ร่างกายคนเราในภาษาไทยเรียกว่า ร่างกาย ที่จริงก็สมบูรณ์ดี เพราะคำว่า กายที่เป็นร่างของสัตว์โลก จิตนิยาม ในนิยามชีวิต 5 อย่าง อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ ตั้งแต่มีเกิดระเบิดของ Bigbang แตกตัวในมหาจักรวาล เอกภพนี้ ก็มีอะไรมากมายก่ายกอง เราไปจับหาความเป็นชีวะยังไม่ได้ เพราะว่ามันรวมแล้วมีพลังงานสูง จนกระทั่งชีวะเกิดไม่ได้ อย่างในดวงอาทิตย์ ไม่มีชีวะเกิดได้เลย พลังงานหรือสสารที่เรียกว่า รูป กับ นาม รูป นี่เบื้องต้นท่านแยกเป็นสสาร แต่ว่า นามนี่ เกี่ยวข้องกับความเป็นรูปด้วย ก็เลยมีคำอีกคำเรียกว่า กาย คำว่ากายคือองค์ประชุมของรูป นาม ถ้ามีแต่รูปเลย อย่างดวงอาทิตย์ ตัวมันเองไม่รู้ตัวมันเลย เพราะไม่มีนาม ไม่มีธาตุรู้ ไม่เป็นชีวะ โลกบางรูปก็มีพลังงานพีชะ แต่ก็ยังไม่พัฒนาสู่จิตนิยาม ที่เรียกว่า สัตว์ ที่มีตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว จนมีหลายเซลล์ จนโตถึงระดับเป็นสัตว์โลก มีอวัยวะร่างกาย จนโตเป็นมนุษย์ พระพุทธเจ้านับว่ามีอาการ 32 ตั้งแต่ ผม ขน เล็บ ฟัน ผิวหนัง นับเป็นแต่ร่าง ไม่ใช่กาย เป็นแต่รูป ไม่มีนามธรรมมาเกี่ยวข้อง เช่นผมนี่พอยาวมาเกินขีด นามธรรมก็ไม่เกี่ยวข้อง เล็บ ฟัน ประสาทมันก็มีส่วนหนึ่งที่เลี้ยงมันอยู่ ท่านเรียกว่าเป็นปสาทรูป แต่ปลายออกมาพลังงานก็ไม่มาทำงานร่วมด้วย เช่นผมตัดทิ้งได้ไม่มีอะไร เล็บ ฟัน ผิวหนัง ก็เป็นแต่รูป ถ้าเข้าใจคำว่ากายไม่รอบถ้วนเราจะไม่สามารถปฏิบัติธรรมถึงนิพพานได้ เร
อ่านต่อ
าจึงจำเป็นต้องเข้าใจกาย พิจารณา กายในกาย ตั้งแต่กายภายนอกหยาบๆ แล้วเราจะรู้ความเป็นกาย คือองค์ประชุม แล้วตัวรู้จริงๆ คือรู้โดยการเกี่ยวข้อง แต่อาการที่จะพิจารณาลึกเข้าไปต้องเรียนรู้ นามที่เกี่ยวกับรูป เป็นกาย เพราะถ้าไม่เกี่ยวกับรูปภายนอกเลยก็เป็นองค์ประชุมได้ ท่านเรียกว่า นามกาย มีแต่นาม แต่ว่าคำว่า นามกาย นั้น ก็ไม่ได้ขาดจากข้างนอกอีก ในการที่จะเรียนรู้ เบื้องต้นต้องเรียนรู้ตั้งแต่มีส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับภายนอก พาเราเห็น เราเรียกว่า ปสาทรูป คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ถ้าไม่มีประสาทร่วมด้วยไม่เรียกว่า กาย เพราะถ้าไม่มีนามมาเกี่ยวข้องไม่เจ็บไม่ปวดไม่รู้สึก การศึกษา ถ้าไม่ได้มีจิตเข้าไปร่วมด้วยก็ศึกษารู้ทุกข์ สุขไม่ได้ และทุกข์เป็นอาริยสัจ แต่สิ่งที่มันเกี่ยวนี่แหละพาทุกข์พาสุข ที่จริงดิน น้ำ ไฟ ลม แท่งก้อนไม่ใช่ของเราเลย ผมขนฟันเล็บผิวหนังแม้เป็นอวัยวะก็ไม่รู้สึกได้ มันก็ไม่เป็นเรายิ่งกว่า เพราะความเป็นเราของเรานี่เรายึด ยิ่งข้างนอกเป็นธนบัติ แผ่นดิน ยิ่งไม่ใช่ของเราเลย แม้กระทั่งทิ้งวัตถุสมบัติข้างนอกท่านก็บอกว่า กายไม่ใช่เรา ก่อนที่จะถึงกายไม่ใช่เรา ผมขนฟันเล็บผิวหนังก็ไม่ใช่กาย คุณไม่ทุกข์ไม่สุข ส่วนคนรักผม อย่างผู้หญิงนี่รักผมมากนะ ที่จริงมันไม่เจ็บไม่ปวดอะไร แต่หวงเหลือเกินนะ นี่คือภาระ ต้องแย่งชิงยึดหอบหวงแสวงหา โลภมาสารพัด การเรียนรู้พวกนี้จึงลึกซึ้งมาก พระพุทธเจ้าท่านว่า ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย หากไม่เข้าใจตรงนี้ก็ไม่สิ้นอาสวะเกลี้ยง แม้จะทำได้อาสวะบางอย่างหมดไปได้ เอาแต่รู้ใน ปฏิบัติไปพยายามจริงๆก็อาจทำให้อาสวะบางอย่างดับได้ แต่เมื่อไม่ออกมาเรียนรู้ของจริง ทำแต่ภายใน ก็จับอาการทุกข์ สุข ก็ได้แต่ได้ยาก ไม่ชัด เพราะความรู้ไม่เป็นเบื้องต้นท่ามกลาง บั้นปลาย เรียนรู้ไม่เป็นลำดับตั้งแต่หยาบ ไปถึงละเอียด ก็จะยาก เช่นเอาใบมีดโกน ถากละเอียดได้ แต่ว่ามาถากสิ่งหยาบทำไม่ได้ แต่ถ้าใช้มีดใหญ่ ถากหยาบก่อน จะมีปัญญาที่เป็นไปตามลำดับ ละเอียดไปเรื่อย เป็นปัญญา ที่พอถึงละเอียดก็จะมีปัญญาตัดได้ ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่โกรกชันเหมือนหุบเหวหรือขรุขระ แต่ว่าลาดลุ่มเหมือนฝั่งมหาสมุทธ ท่านเรียกอันนี้ว่าเป็นเรื่องของความอัจฉริยะ หรือภาษาบาลีอีกคำคือ อัพภูตธรรม อาตมาจะเน้น การปฏิบัติเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย สำคัญมาก เพราะทุกวันนี้ปฏิบัติกันผิด แม้อาจารย์ที่เขานับถือว่าอรหันต์ก็ไปนั่งดับ หลับตา เอาแต่เฉพาะนาม ให้ตัดร่างกายออกไป จะพูดกันเรื่องนามรูป หรือนามกายก็ยากไม่รู้เรื่อง รูปกายก็ไม่รู้เรื่อง จะเข้าใจแต่ร่างภายนอกไม่เกี่ยวกับนามเลย ถ้าเป็นรูปรูป ก็เป็นกายไม่ได้ วิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้าจึงลืมตาเปิดรับสัมผัสปฏิบัติ เปิดหู แม้กิเลสภายนอกหมดก็ลืมตาเห็นอยู่ กระทุ้งกระแทกอย่างไรก็ไม่มีปฏิริยากิเลสเกิด ผู้ที่จะมีนิโรธ ใช้สำนวนพระไตรฯว่า ต้องเป็นอนาคามีจึงเข้านิโรธได้ คือเข้าถึงผล บรรลุผล ดับกิเลสถึงนิโรธได้ต้องเป็นอนาคามี คือดับจากกามภพแล้ว ซึ่งแต่อบายนั้นก็ยังไม่ลึก โสดาบัน สกิทาคามีก็ยังไม่ถึงนิโรธ ดับได้เด็ดขาดถาวรไม่เวียนวนอีก เรียกว่านิโรธ ถ้าเข้าใจสภาพของกายไม่สมบูรณ์ก็จ ะเป็นการสร้างจิตให้ไม่มีกิเลส แล้วจิตตั้งมั่น หากมีแต่วิธีนั่งสมาธิก็ไม่เกี่ยวกับกาย ภายนอกก็ไม่มีกายสักขี ก็จะมีแต่กายวิญญาณที่ทำอาสวะบางอย่างดับได้ แต่ก็ไม่ได้สมบูรณ์ เหมือนเอาใบมีดโกนหั่นกิเลสภายในได้ แต่เอามาหั่นกิเลสภายนอกไม่ได้ ต้อ งเ ริ่มต้นแต่ภายนอกถึงเข้าหาในได้ละเอียด และทำได้อย่างมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย เป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก ที่นิยมกันทำกันมานี่เพี้ยนไปแล้ว มันมีมาแต่ยุคไหนๆ พระพุทธเจ้าถึงมาสอนว่า แบบนั้นของกล้วยๆ แต่ไม่มีประสิทธิภาพล้างอาสวะสิ้น แต่อย่างนี้สิจะล้างกิเลสสิ้น ถ้าทำไม่ถูกอย่างนี้ไม่สิ้น เป็นเรื่องอัศจรรย์ ต้องเรียนรู้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เป็นกายสักขี ต้องครบ รูปกาย นามกาย คำว่ารูปกายนี่กินความถึงมีนามด้วย รูปรูป รูปขันธ์ไม่มีกาย แต่ว่า รูปกาย มีนามมาร่วมแล้ว แต่ถ้ารูปกายไม่เกิดการสังขารกัน รูปกับนามมาอยู่เป็นองค์รวมแต่ไม่สังขารก็ไม่เกิดวิญญาณไม่มีการรับรู้เลย เหมือนขนมชั้น แปะกันอยู่เฉยๆ ในขณะที่รูป กับนาม ประชุมกันอย่างไม่มีตัวที่ 3 นั้น อาตมาแยกเป็น 1 . รูปรูป อันนี้ไม่มีนามแน่ 2 .รูปนาม มีนามมาร่วมแล้ว แต่ไม่เกิดวิญญาณ ไม่เป็นกาย 3 . รูปกาย ก็เริ่มมีนามมารับรู้แล้ว แต่เนื่องกับภายนอก เน้นภายนอก 4 . นามกาย อันนี้เป็นภายใน เน้นภายใน 5 . นามรูป อันนี้เป็นคำรวม นามธรรมจะรู้ทั้งรูปข้างนอก ในพระไตร.ล. 16 ข. 14 เราเรียก นาม ว่า เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรฯล. 16 ข. 230 ว่า กาย นี่เราเรียกว่า จิต มโน หรือวิญญาณ โผฏฐัพพะนี่จะเน้นนอก ข้างในเรียกว่าธรรมารมย์ ข้างนอกเรียกโผฏฐัพพารมย์ การทำใจในใจคือมนสิการ ในส่วนนี้ทั้งหมดที่เรียกว่านาม 5 ผัสสะเป็นตัวเชื่อม นามมี 5 แล้วรูป มีรูป 28 1 . มหาสมุทรต่ำไปโดยลำดับ ลาดไปโดยลำดับ ลึกลงไปโดยลำดับ ไม่ลึกชันดิ่งไปทันที เวลาปฏิบัติเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย มันเป็นลำดับที่ถ้าจะให้เนียนเรียบนี่ พระพุทธเจ้าว่าเป็นอัจฉริยะหรืออัพภูตธรรม เป็นธรรมะอันน่าอัศจรรย์ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน ถ้าพระพุทธเจ้าไม่เกิด ลำดับที่ละเอียดลออนี้ไม่เกิด ไม่มี ก็จะไปนั่งสมาธิ ไม่รู้กายสมบูรณ์ ปฏิบัติธรรมไม่มีทางบรรลุสูงสุด ต้องเข้าใจแต่กายในกาย ที่เป็นสักกายะ องค์ประชุมต้องไม่ขาดกาย คำว่า ไม่ขาดกาย คืออย่างไร ...พระพุทธเจ้าพาปฏิบัติมรรคองค์ 8 ปฏิบัติมรรค 7 องค์ สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ มีสุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส ถ้าปฏิบัติลืมตา ตีกรอบศีลว่าเอาแค่นี้นะ โทสะ ราคะก็เอาแค่นี้นะ ถ้าจัดกว่านี้ไม่เอา หรือจะเอาสัมผัสเสียดสี กามคุณ 5 ก็เกิดรสประมาณหนึ่ง เช่นเรื่องเพศก็เอาแค่ผัวเดียวเมียเดียว ส่วนข้อ 4 ก็อย่าพูดปด ข้อ 5 ก็เรื่องอบายมุขที่มันพาตกต่ำ อย่างจัดจ้านเรียกว่าอบายทั้งนั้น ที่เป็นสิ่งจัด กามก็ตาม อัตตาความใหญ่ก็ตามที่มากใหญ่จัดหนาเราก็ไม่เอา พอแล้ว คุณก็เร ิ่ มต้นปฏิบัติในกรอบนี้ก่อน ด้วยมรรค 7 องค์นี่แหละ ปฏิบัติเบื้องต้นต้องตีกรอบ ศีล 5 ต้องเป็นเวไนยสัตว์ จึงเรียนรู้ปฏิบัติได้ แต่ถ้าเป็นอเวไนยสัตว์ ก็เรียนรู้ปฏิบัติไม่ได้ แม้ท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทองก็ไม่อาจปฏิบัติเข้าถึงได้ ในวิโมกข์ 8 1 . รูปีรูปานิปัสสติ คือผู้มีรูปย่อมเห็นรูป นั่นหมายถึงผู้นี้ต้องมีทั้งรูปและนาม มีนามจึงรู้รูปได้ คนสามารถรู้จักรูปได้ ตาเห็น หูได้ยิน ก็ต้องสามารถรูปีรูปานิปัสสติ สามารถอ่านรู้รูปได้ รูปอันนี้หมายถึง สิ่งที่ถูกรู้ โดยธาตุรู้ของเรา สัมผัสแล้วองค์ประชุมเกิด เรียกว่า จิต มโน วิญญาณ ก็รู้ คำว่ากายจึงเน้นที่ธาตุรู้เป็นสำคัญ ละกิเลสเบื้องต้นตั้งแต่อบายก่อน ล้างกามภพต่อมา จนกามภพหมด ก็เป็นอนาคามี ถ้าลืมตาแล้วสัมผัส พลังปัญญามีสำนึกพอที่จะไม่เกิดสุขทุกข์ ละเมิดไม่ได้ เลวไม่เอา มีจิตหิริโอตตัปปะ ไม่เอา แต่มันระริกระรี้เป็นรูปราคะ อรูปราคะอยู่ จึงเป็นกิลมถะ ลำบากใจอยู่ที่เรายังเหลือเชื้ออยู่ แต่ก็เปิดทวาร สัมผัสทุกอย่าง แต่กิเลสที่เคยเกิด ที่จะต้องกระทำออกภายนอกไม่ทำเด็ดขาด ถ้าละเมิดอยู่ก็ยังไม่จริง ถ้าคุณกดข่ม ก็ไม่จริง แต่พลังที่เป็นปัญญา สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ รู้ด้วยปัญญา ที่ไม่ใช่ฉลาดเฉโก แต่ฉลาดปัญญาจะมีพลังงานไปสลายกิเลส เป็นความจริงที่ลืมตา มีกายตลอด เป็นอนาคามีก็ลืมตา แม้เป็นอรหัตตมรรค คือสำเร็จอนาคามีผล นั้น รูปราคะหมดแล้ว อรูปราคะก็หมดแล้ว เหลือแต่ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา หมดกิลมถะแล้ว จะเหลือแต่ทรถะ มันเป็นภาระ ส่วนมานะนั้นมีแต่ดีไม่ใช่มานะชั่ว แต่ถ้ายึดว่ามานะเป็นเราถือว่ายังชั่วอยู่สำหรับอนาคามี แต่ถ้าโสดาบันนี่ต้องพยายามให้มีมานะ เพื่อจะให้อยากได้อยากดี ไม่ใช่ได้ชั่วนะ ต้องมีมานะ แต่ถ้าระดับอนาคามีเหลือมานะน้อยลงแล้ว แต่ก็เป็นทุกข์นะเพราะมันจะลาดลุ่มเป็นลำดับ มานะของอนาคามีเหลือน้อยนะ แต่ท่านถือเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องใหญ่ แต่ถ้าเทียบกับทั่วไปแล้วมันถือเป็นภาระของท่าน เมื่อหมดมานะก็คืออุปกิเลส ยังยึดดี เอาดี มันถึงจะเป็นสุข ถ้าได้สมใจขนาดนี้อย่างนี้เป็นสุข ถ้าไม่ได้อย่างนี้ก็ทุกข์ บางทีก็ดีใจ อนาคามีถึงอรหันตตมรรคมีดีใจ แต่ไม่ออกมาถึงหยาบ อาจนอนไม่หลับ จะไปว่าเขานะ แต่คนอื่นไม่รู้ด้วยหรอก แต่ตนเองสิ ถ้าเผื่อว่า ตัวคนนี้ไม่ลึกซึ้งละเอียดนะ อาจมีภาวะของจริตของท่าน ลดรูปราคะ อรูปราคะได้ แต่มานะมีอยู่ อุทธัจจะก็จะแรงฟุ้งแรง แต่ไม่มีใครรู้ด้วยหรอก ติดอยู่ในใจถือดีอยู่ ปฏิบัติไปเถอะใครจริตอะไรก็จะรู้ จนกว่าจะลดมานะ หมดอุทธัจจะก็เหลือแต่ตรวจสอบด้วยอรูปฌานไป ก็คือเรียนรู้เวทนา 108 ให้บริบูรณ์ ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ทุกปัจจุบันเป็นตัวปฏิบัติให้เกิด อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แล้วให้เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) พิสูจน์ด้วย อดีต 36 เวทนาก็สูญ อนาคตอีก 36 ก็สูญ และทั้งอดีตและอนาคตก็สูญอีก 36 จนหมดอวิชชาสวะ ผู้ที่ทำถูกต้องมีระบบจะไม่ทิ้งกายเลย มีอิริยาบถ กาย วาจา ใจครบ มีอยู่ทุกปัจจุบันเป็นวิหารติด้วย แต่อาการจิตคุณก็ตรวจจนปฏิญาณตนได้ว่าเป็น กตญาณ สำเร็จเรียบร้อยหมดความยึดถือ เกลี้ยง ท่านใช้ศัพท์สองตัว คือ สิ้นตัณหาและทิฏฐิ สิ้นตัณหาคือ กามตัณหา ภวตัณหาก็สิ้น และสิ้นวิภวตัณหาด้วย แม้วิภาวตัณหาคือตัณหาอยากหมดภพด้วย แต่พระอรหันต์ที่ยังไม่ตายต้องทำงานรื้อขนสัตว์และจะพัฒนาตนสู่สัมมาสัมโพธิญาณ แต่ท่านหมดประโยชน์ตนแล้ว มีแต่ประโยชน์ท่าน ถ้าจะบำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้าก็จะรู้โลกวิทูต่อไปสั่งสมอย่างเป็นของจริง อะไรสงสัยอยู่ก็ไปเกิดเป็นได้ แม้สัตว์บางชนิด แต่อัศจรรย์ที่ไม่ทิ้งกาย อยู่ตลอด แม้จะบรรลุเป็นลำดับไปเรื่อยๆ จนหมดกิเลสภายนอกเป็นอนาคามีก็มีกายสักขี ครบหมด แม้เป็นอรหัตตผลก็มีกายภายนอก สั่งสมบารมีไปอีก แต่ถ้าไม่ออกมาภายนอกเลยไม่มีกายสักขี จึงต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ด้วยปัญญาอันยิ่ง อันนี้เป็นข้อแรกเลยของ ลักษณะธรรมของพระพุทธเจ้า [ 457 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยนี้ มี 8 อย่างเหมือนกันแล ที่พวกภิกษุพบเห็นแล้วพากันชื่นชมในธรรมวินัยนี้ 8 อย่าง เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมหาสมุทรลุ่มลึกลาดลงไปโดยลำดับ มิใช่ลึกมาแต่เดิมเลย สิกขาตามลำดับ กิริยาตามลำดับ ปฏิปทาตามลำดับ ใน ธรรมวินัยนี้ก็เหมือนกัน มิใช่แทงตลอดอรหัตผลมาแต่เดิมเลย ข้อที่สิกขาตาม ลำดับ กิริยาตามลำดับ ปฏิปทาตามลำดับในธรรมวินัยนี้ มิใช่แทงตลอดอรหัตผล มาแต่เดิมเลย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยนี้ เป็นข้อที่ 1 ที่ภิกษุ ทั้งหลายพบเห็นแล้ว พากันชื่นชมในธรรมวินัยนี้ ฯ [ 458 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมหาสมุทรตั้งอยู่ตามธรรมดา ไม่ล้นฝั่ง สาวกทั้งหลายของเราก็เหมือนกัน ไม่ล่วงละเมิดสิกขาบทที่เราบัญญัติ แล้วแก่สาวกทั้งหลาย แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต ข้อที่สาวกทั้งหลายของเราไม่ล่วง ละเมิดสิกขาบทที่เราบัญญัติแล้วแก่สาวกทั้งหลาย แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต แม้นี้ ก็เป็นความอัศจรรย์ ไม่เคยมีในธรรมวินัยนี้ เป็นข้อที่ 2 ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็น แล้ว พากันชื่นชมในธรรมวินัยนี้ ฯ [ 459 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมหาสมุทรไม่ร่วมกับซากศพที่ ตายแล้ว ซากศพที่ตายแล้วใดมีอยู่ในมหาสมุทร มหาสมุทรย่อมนำซากศพที่ตาย แล้วนั้นไปสู่ฝั่ง ซัดขึ้นบกโดยพลัน บุคคลนั้นใดเป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก มี ความประพฤติไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปิดบังการกระทำ มิใช่สมณะปฏิญาณว่า เป็นสมณะ มิใช่พรหมจารีปฏิญาณว่าเป็นพรหมจารี เน่าภายใน โชกชุ่มด้วย กิเลส ผู้เศร้าหมอง ก็เหมือนกัน สงฆ์ย่อมไม่ร่วมกับบุคคลนั้น ย่อมประชุมกัน ยกเธอเสียโดยพลัน ถึงแม้เธอนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง ถึงอย่างนั้น เธอ ชื่อว่าไกลจากสงฆ์ และสงฆ์ก็ไกลจากเธอ ข้อที่บุคคลนั้นใดเป็นผู้ทุศีล มีธรรม ลามก มีความประพฤติไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปิดบังการกระทำ มิใช่สมณะ ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ มิใช่พรหมจารีปฏิญาณว่าเป็นพรหมจารี เน่าภายใน โชกชุ่มด้วยกิเลส ผู้เศร้าหมอง สงฆ์ย่อมไม่ร่วมกับบุคคลนั้น ย่อมประชุมกันยกเธอเสียโดยพลัน ถึงแม้เธอนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง ถึงอย่างนั้น เธอชื่อว่าไกล จากสงฆ์ และสงฆ์ก็ไกลจากเธอ แม้นี้ก็เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยนี้ เป็นข้อที่ 3 ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วพากันชื่นชมในธรรมวินัยนี้ ฯ [ 460 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่น้ำใหญ่บางสาย คือ แม่น้ำ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ไหลถึงมหาสมุทรแล้วย่อมละนามและโคตรเดิมเสีย ถึงซึ่งอันนับว่ามหาสมุทรทีเดียว วรรณะ 4 เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ก็เหมือนกัน ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศ แล้ว ย่อมละชื่อและตระกูลเดิมเสีย ถึงซึ่งอันนับว่า สมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ทีเดียว ข้อที่วรรณะ 4 เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละชื่อและตระกูลเดิมเสีย ถึงซึ่งอันนับว่าสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรทีเดียว แม้นี้ก็เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยนี้ เป็นข้อที่ 4 ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วพากันชื่นชมในธรรมวินัยนี้ ฯ [ 461 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่น้ำบางสายในโลกที่ไหลไป ย่อมไปรวมยังมหาสมุทร และสายฝนยังตกลงมาจากอากาศ ความพร่องหรือความเต็มของมหาสมุทรย่อมไม่ปรากฏเพราะเหตุนั้น ภิกษุจำนวนมากก็เหมือนกัน ถ้าแม้ยังปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ความพร่องหรือความเต็มของนิพพานธาตุย่อมไม่ปรากฏ เพราะเหตุนั้น ข้อที่ภิกษุจำนวนมาก ถ้าแม้ยังปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ความพร่องหรือความเต็มของนิพพานธาตุย่อมไม่ปรากฏเพราะเหตุนั้น แม้นี้ก็เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยนี้ เป็นข้อที่ 5 ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้ว พากันชื่นชมในธรรมวินัยนี้ ฯ [ 462 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมหาสมุทรมีรสเค็มรสเดียว ธรรมวินัยนี้ก็เหมือนกัน มีวิมุตติรส รสเดียว ข้อที่ธรรมวินัยนี้มีวิมุตติรส รสเดียว แม้นี้ก็เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยนี้ เป็นข้อที่ 6 ที่ภิกษุทั้งหลายพบ เห็นแล้ว พากันชื่นชมในธรรมวินัยนี้ ฯ [ 463 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมหาสมุทรมีรัตนะมาก มี รัตนะมิใช่ชนิดเดียว รัตนะในมหาสมุทรนั้นเหล่านี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต ธรรมวินัย นี้ก็เหมือนกัน มีรัตนะมาก มีรัตนะมิใช่อย่างเดียว รัตนะในธรรมวินัยนั้นเหล่านี้ คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 ข้อที่ธรรมวินัยนี้ มีรัตนะมาก มีรัตนะมิใช่อย่างเดียว รัตนะ ในธรรมวินัยนั้นเหล่านี้ คือ สติปัฏฐาน 4 ... อริยมรรคมีองค์ 8 แม้นี้ก็เป็น ความอัศจรรย์ ไม่เคยมีในธรรมวินัยนี้ เป็นข้อที่ 7 ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้ว พากันชื่นชมในธรรมวินัยนี้ ฯ [ 464 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมหาสมุทรเป็นที่อยู่อาศัยของ สัตว์ใหญ่ๆ สัตว์ใหญ่ๆ ในมหาสมุทรนั้นเหล่านี้ คือ ปลาติมิ ... อสูร นาค คนธรรพ์ มีอยู่ในมหาสมุทร มีลำตัวตั้งร้อยโยชน์ก็มี สองร้อยโยชน์ก็มี สามร้อย โยชน์ก็มี สี่ร้อยโยชน์ก็มี ห้าร้อยโยชน์ก็มี ธรรมวินัยนี้ก็เหมือนกัน เป็นที่อยู่ อาศัยของคนใหญ่ๆ คนใหญ่ๆ ในธรรมวินัยนั้นเหล่านี้ คือ โสดาบัน ผู้ปฏิบัติเพื่อ ทำให้แจ้งซึงโสดาปัตติผล สกิทาคามี ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกิทาคามิผล อนาคามี ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล อรหันต์ ผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็น อรหันต์ ข้อที่ธรรมวินัยนี้เป็นที่อยู่อาศัยของคนใหญ่ๆ คนใหญ่ๆ ในธรรมวินัย นั้นเหล่านี้ คือ โสดาบัน ... ผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นอรหันต์ แม้นี้ก็เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมี ในธรรมวินัยนี้ เป็นข้อที่ 8 ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วพากันชื่นชมในธรรมวินัยนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมีในธรรมวินัยนี้ 8 ประการนี้แล ที่ภิกษุทั้งหลายพบเห็นแล้วพากันชื่นชมในธรรมวินัยนี้ ฯ อาตมา ว่า...ในวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา เขาบอกว่าเป็นวันที่เสียตัวของผู้หญิง แล้วผู้ชายนี่มักบอกว่าต้องพิสูจน์ความรักว่าจริงว่าแท้ ด้วยการเสียตัว ..อาตมาก็ว่า เป็นความหลอกแท้ๆ เลย เขาบอกว่าเขาฉลาด เขาหลอกให้ผู้หญิงเสียตัวให้นี่เขาว่าเขาฉลาด แต่แท้จริงเป็นความโง่ของความโกง เพราะถ้าเสียตัวขึ้นมาความรักก็ไม่บริสุทธิ์แล้ว ด่างแล้ว แล้วคนเห็นความไม่สะอาดมาเป็นความสะอาดนี่โง่ไหม? แล้วบอกว่า พิสูจน์ความรักต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์แต่แท้จริงพิสูจน์ความไม่บริสุทธิ์ของคุณนั่นแหละ คนที่ไปหลอกคนเช่นนี้คือคนโง่ มันเหมือนคำว่า หยาบละเอียดจังเลย โอ้โห นี่มัน น้อยมาก จังเลย หรือว่า มัน ร้อนเย็นจังเลย นี่ก็ยากแล้ว การพิสูจน์ความสะอาดบริสุทธิ์ด้วยการทำให้เกิดความไม่สะอาดบริสุทธิ์นี่ใช้ไม่ได้ วันวาเลนไทน์ต้องพยายามรักษาความสะอาดบริสุทธิ์เอาไว้ต่างหาก ทั้งหญิงและชายอย่าไปหลอกกันนะ จะพากันโง่ซ้ำซ้อน คำว่า วรรณะนี่อยู่ในศาสนาพราหมณ์ แต่ว่า พุทธกับพราหมณ์ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำให้ในพุทธเองก็มีวรรณะมีชั้นลำดับไปด้วย คนจะให้ทุกอย่างเท่ากันหมด ไม่มีหรอกนอกจากนิพพานเท่านั้นที่สูญ และทั้งพลังงานและสสารทั้งหมด ไม่มีสูญจริง จะมีทศนิยมตลอดเวลา แม้ตนเองไม่มีแรงทำทศนิยมให้ตนก็ต้องถูกสิ่งอื่นทำให้มีทศนิยม ยิ่งตนเป็นสวะลอยไปก็ยิ่งถูกเตะไปเตะมา เหมือนอุกาบาต อย่างน้อยเราต้องเข้าสู่วงจรจึงไม่ถูกเตะมาก สิ่งมหัศจรรย์คือพระพุทธเจ้าท่านล้มล้างชั้นวรรณะ สิ่งที่ไม่เท่ากันก็ไม่เท่ากัน แต่นิพพานเท่านั้นที่เท่ากัน สูญเท่ากันได้ แม้หญิงหรือชายก็นิพพานได้ ถ้ามีอะไรอย่างอื่นมาก็ไม่เท่ากันแล้ว ถ้ามีสองแล้วไม่เท่ากัน จะเท่ากันได้ต้องสูญเท่านั้น แต่รู้สมมุติว่าจะไม่เท่ากันตลอด โสดาบันเสมอโสดาบัน สกิทาคามีเสมอสกิทาคามี อนาคามีเสมออนาคามี อรหันต์เสมออรหันต์ แต่โสดาบันก็ไม่เท่ากับสกิทาคามี ต้องรู้ คนทำหน้าที่ใดก็ทำไป คนกวาดขยะก็ทำไป แต่จะไม่ไปริสยาคนเป็นอย่างอื่น อาตมาแบ่งเป็น นักผลิต นักบริการ นักบริหาร นักบุญ (คือผู้ชำระกิเลสได้) คุณก็ทำหน้าที่ไป มันก็มีชั้นลำดับแน่ แต่มีสิทธิ์สูญได้ นักผลิตก็สูญได้ เราต้องการนักผลิตมาก นักบริหารไม่ต้องมากหรอก ใช้สมอง สังคมใดนักบริหารมาก กรรมกรน้อย สังคมนั้นบรรลัย ถ้าสังคมใดมีกรรมกรมาก นักบริหารน้อย สังคมนั้นเจริญ จนกระทั่งเกิดการบริหารโดยไม่บริหาร เพราะแต่ละคนก็ทำหน้าที่ ต่างประสานกันตามหน้าที่ที่บริบูรณ์ โดยไม่ริสยากัน นักผลิตต้องรวย เพราะต้องมีทุนในการผลิต เป็นเจ้าของวัตถุมากที่สุด ส่วนนักบริการคือพวกทำงานเชื่อมต่อ เอาผลผลิตไปขายไปทำต่อ ผู้ผลิตนี้หนัก ผู้บริการนี้เบากว่า ผู้ผลิตต้องมีรายได้สูงสุด ผู้บริการก็ลดลง ผู้บริหารนี่ไม่เอาเงินเลย ยิ่งนักบุญแล้วสูงสุดไม่เอาอะไรกับใครนี่คือสัจจะ ถ้าผู้ใดเข้าใจ ชัดเจนตนเองจะรู้ แต่ละฐานะก็มีองค์ประกอบตามฐานะ คนเข้าใจรายละเอียดนี้ไม่ได้ ก็เป็นพวกวัตถุนิยมไม่เข้าใจจิตวิสัย พวกนี้สุดโต่งให้เสมอภาคกันหมด ให้มีเงินเท่ากันมีลำดับเท่ากัน พวกนี้โง่ไม่เสร็จ ยาก ยึดมั่นถือมั่น ไม่เข้าใจลักษณะลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล พวกนี้ส่วนใหญ่หลงปัญญา ไม่เข้าใจรายละเอียด แล้วตัวคนพวกนี้นี่แหละที่บอกว่าเสมอภาค นั้นให้ไปเป็นนักผลิตก็ไม่ทำหรอก แล้วทำไม่เป็นด้วยมีแต่คิด คิดแล้วก็เอามาระบายทางปาก จนทุกวันนี้สังคมชักอวิชชาก็ถูกพวกนี้ครอบงำไปเป็นทาสพวกวาทกรรม สังคมแย่ลงทุกที ในอนุปาทิสเสนิพพาน กับสอุปาทิเสสนิพพาน อนุปาทิสเสนิพพาน คือกายแตกตาย คือปรมัตถ์องค์ประชุมแตกแยกกันเด็ดขาดแล้ว แต่ไม่เกี่ยวกับร่างนะ มีแต่นามกายแตกนะไม่เหลือ ไม่มีขันธ์เหลือ คือเหลือศูนย์ในขันธ์ 4 (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) แต่รูปจะเหลืออยู่ก็ได้ ส่วน สอุปาทิเสสนิพพานนั้น ในเถรวาทหมายถึงว่า กิเลสตายไปบางส่วน เป็นโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ แต่อาตมาว่า สอุปาทิเสสนิพพานก็คืออรหันต์ที่กิเลสตายแล้ว แต่ยังเหลือรูปนามขันธ์ 5 อยู่ มหาสมุทรมีรสเดียว คือรสเค็ม รสของธรรมวินัยคือ รสไม่สุขไม่ทุกข์