580222_วิถีอาริยธรรม สันติฯ ปฏิกโกสนาคือคัดค้านอย่างจัง(กรณีพระธัมชโย).doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580222 วิถีอาริยธรรม สันติฯ ปฏิกโกสนาคือคัดค้านอย่างจัง(กรณีพระธัมชโย)
วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ บวรราชธานีอโศก ส.เพาะพุทธว่า...พ่อครูได้มีกวีที่ อ.เป็นต้น นาประโคนประพันธ์ไว้ แล้วพ่อครูประพันธ์เสริมไปอีก 2 บท สำหรับตีพิมพ์ใน นส.เพาะพุทธเราคิดอะไร?
เทวดาตกสวรรค์ ( 1 ) โอ้อรเอยโอษฐ์อ้าง อวดองค์ โลกหลับใหลลุ่มหลง ลูบไล้ เงินง้างงัดงุนงง โง่งาบ หอบหาบหวงห่อนให้ โหดเหี้ยมห่าเหว ( 2 ) บนบ่าแบกบาปบ้า บอกบุญ ทำท่าทางทุ่มทุน เท่แท้ คนคงคิดแค้นคุณ โค่นโคตร โกยกอบเก็บกักแก้ กู่ก้องแกโกง ( 3 ) ระเริงรวยเร่าร้อน รุนแรง ปล้นเปลือกปลดเปลี่ยนแปลง เปล่าปลี้ ทั้งทุกข์โทษทิ่มแทง ท่วมทับ โขยงขยาดขยันขยำขยี้ ขยับเขยื้อนขยะแขยง ( 4 ) ไปโป้ปดแปดเปื้อน ปากปู รักเรี่ยราดรกรู แรดร้าย เสแสร้างแส่สร้างสู สาวโสด สดสวย เททับทุ่งทิ้งท้าย ทาสแท้ทานทุน ( 5 ) แถมถอดถอนเถื่อนถ้อย ถกถาม น้ำเน่าหนักนางนาม แน่เน้อ แกก่อเกิดกลกาม แก้เก่ง ฟาดฟัดแฟนฟุ้งเฟ้อ เฟื่องเฟื้องแฟบฟุบ ( 6 ) จึงเจียนจอดจบเจ้า จำใจ เลี่ยงเล่ห์ลึกลื่นไหล หลบลี้ ผลักผิดผรุสเผาไผ ผลผ่อน เปลืองเปรอะปรุงเปล่าปลี้ ปลอกปลิ้นเป็นไป ( 7 ) ท้ายทุกข์ทันท่วมแท้ ที่ทำ หยุดอย่ายาวย่ำยำ ยอกย้อน เสียสุดเสร็จสิ้นสำ- ส่อนเสื่อม อรอาจเอ่ยออดอ้อน โอ่อ้าง"ไอ"เอียน. "อ.เป็นต้น นาประโคน" 13 ก.พ. 2558 [นัยปก "เราคิดอะไร" ฉบับ 296 ประจำเดือน มีนาคม 2558 ] พ่อครูว่า..เราอยู่ในสังคมเราก็ต้องสดับตรับข่าวของสังคม ไม่ใช่เราเป็นคนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น เหมือนกับเราเองเป็นคนใจดำไม่ดูดำดูดีเพื่อนฝูง คนตกทุกข์ได้ยากเราก็เฉย ถ้าเราอยู่ในสังคมใดก็แล้วแต่ เราไม่เอาจไปเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเขาได
อ่านต่อ
้เลยเพราะสุดวิสัย เข้าไปแล้วเสียหาย เราก็จะต้องตาย ไม่ได้ประโยชน์สักอย่าง ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ควรไปเกี่ยวข้อง เราก็ขออยู่ส่วนของเรา เพราะสุดวิสัย แต่ถ้าเผื่อว่าเราก็พอได้ พอช่วยพอเข้าไปเกี่ยวข้องมีประโยชน์ ยิ่งจะเราเข้าไปมีประโยชน์โดยเราเสียสละบ้างถ้าถึงกาละ ต้องลงทุน ต้องเปลืองตัว เปลืองทุนรอนแรงงานเราก็ควรทำควรทำตามสมควร ยิ่งเราเองอยู่ในฐานะที่พอช่วยได้ สามารถทำได้ ก็ควรอย่างยิ่ง ใช้คำว่า ต้องช่วย ไม่ช่วยก็เลวเลย ไม่ใช่แค่ใจดำ เห็นแก่ตัวเกินไป เป็นมนุษย์ที่เห็นแก่ตัวจัด อาตมาพาทำร่วมกับสังคม ใช้สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 สำหรับคดีนี้ กรณีนี้ ที่พระในศาสนาพุทธมีความผิดถึงปาราชิก แล้วก็ถูกหมู่สงฆ์คณะใหญ่ตัดสินไม่ให้ผิด ก็เลยมีปฏิกิริยาประท้วง คว่ำบาตร ต่อต้าน มีลักษณะพวกนี้เลย เป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิด ขึ้น ฝ่ายอโศกนี่เป็นกลุ่มที่ประกาศนานาสังวาสกับสงฆ์กระแสหลัก เมื่อ 6 ส.ค. 2518 แล้วก็ถือว่าวันที่ 7 ส.ค. 2518 พอเราลาออกมาแล้ว มีหลักฐานยืนยันว่าสงฆ์หมู่ใหญ่รับทราบแล้ว มีหนังสือรายลักษณ์อักษร อาตมาประกาศต่อหน้าสงฆ์ 180 รูปที่วัดหนองกระทุ่ม โดยมีเราเป็นสงฆ์หมู่เล็กมีพระ 21 รูป กับเณร 2 รูป ประกาศแยกตัวเป็นนานาสังวาส ถูกต้องตามธรรมวินัยทุกอย่าง อาตมากล่าวลาแล้วก็ส่งหนังสือให้เจ้าคณะอำเภอและตำบล ก็มาร่วมด้วย อาตมาก็ให้เจ้าคณะอำเภอเซ็นรับรองแล้ว ก็ส่งไปถึงเจ้าคณะจังหวัด มีหลักฐานลายเซ็นผู้ว่ารับรองด้วย แล้วส่งไปถึงมหาเถรสมาคม ก็รับรองแล้ว แต่วันร้ายคืนร้าย เขาก็ดึงเราไปคืนสู่กลุ่ม อีก แล้วก็มาเอาเรื่องฟ้องร้องเอาความเราอีก ทั้งที่นานาสังวาสจะฟ้องร้องกันไม่ได้ถึง อุกโกฏนา จะทำได้ก็แค่ ปฏิกโกสนา แปลว่าคัดค้าน ประท้วง หรือท่านเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ท่านแปลว่าคัดค้านจังๆ แต่ปฏิกโกสนาทำได้แค่วาจา แต่จะทำถึงด่าสาดเสียเทเสียหยาบคาย หรือถึงขั้นผิดหลักธรรมกฎเกณฑ์จนไปฟ้องร้องไม่ได้จะ อธิกรณ์ กันไม่ได้นั่นเอง และมีหลักฐานว่า มหาเถรสมาคมนั้นให้เราแยกตัวแล้ว ก็คือเราไปขึ้นรถประจำทาง หรือรถไฟทางผอ.รถไฟก็ทำหนังสือถึงมหาเถรสมาคมว่า นี่พวกอโศกเป็นพระหรือไม่? มหาเถรสมาคมก็ทำหนังสือเป็นหลักฐานเลยว่า สันติอโศกไม่ได้อยู่ในการปกครองของมหาเถรสมาคม ชัดเจน แต่เขาก็ทำผิดเอง กลับคำ ดึงเราเอาเข้าไปรับอีก แล้วตัดสินความก็ไม่เอาจำเลยคือเราเข้าไปให้ความเห็นด้วย กลับบอกว่าหลักฐานครบพร้อมแล้ว ก็ไปตัดสินความกันเอง ก็เป็นการทำผิด แล้วการตัดสินความเราก็เอาทั้งพระมหานิกายและธรรมยุติมาร่วมกันพิจารณาอีก ก็ผิดหลัก คณปูรกะ เพร าะหลักพพจ.ว่าถ้าสงฆ์นานาสังวาสจะเอามาร่วมพิจารณาอธิกรณ์กันไม่ได้ ในเรื่องการฟ้องร้องกันนี่ทำไม่ได้ แต่ท่านก็ทำ ช่างกระไร จึงทำได้มากมายขนาดนี้ ทำผิดสารพัด แล้วท่านก็ประกาศ และแม้ประกาศปกาศนียกรรมก็ผิดอีก ยุคพพจ.มีประกาศนียกรรมเพียงครั้งเดียวกับ พระเทวทัตนะ ท่านประกาศแค่นานาสังวาส ไม่ได้จับสึกนะ ว่าเทวทัตก็ส่วนของเทวทัต เราก็ส่วนเรา แต่นี่มหาเถรสมาคมเอาเรื่องเราฟ้องร้องต่อศาลอีก เราไม่ยอมสึกนี่ ก็ฟ้องศาล เราก็ต้องยอมเพราะเราเป็นผู้น้อย ส.เพาะพุทธว่า..มีในพระไตรฯว่า ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ทำปกาสนียกรรมในกรุงราชคฤห์แก่พระเทวทัตว่า ปกติของพระเทวทัตก่อนเป็นอย่างหนึ่งเดี๋ยวนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง พระเทวทัตทำอย่างใดด้วยกาย วาจา ไม่พึงเห็นว่าพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์ เป็นอย่างนั้น พึงเห็นเฉพาะตัวพระเทวทัตเอง การทำปกาสนียกรรมในกรุงราชคฤห์แก่พระเทวทัตว่า ปกติของพระเทวทัตก่อนเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง พระเทวทัตทำอย่างใดด้วยกาย วาจา ไม่พึงเห็นว่าพระพุทธพระธรรม หรือพระสงฆ์ เป็นอย่างนั้น พึงเห็นเฉพาะตัวพระเทวทัตเอง ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใดท่านผู้นั้นพึงพูด ปกาสนียกรรมในกรุงราชคฤห์ อันสงฆ์กระทำแล้ว แก่พระเทวทัตว่า ปกติของพระเทวทัตก่อนเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง พระเทวทัตทำอย่างใดด้วยกาย วาจา ไม่พึงเห็นว่า พระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์ เป็นอย่างนั้น พึงเห็นเฉพาะตัวพระเทวทัตเอง ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้ ฯ [ 363 ] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูกร สารีบุตร ถ้ากระนั้น เธอจงประกาศเทวทัตในกรุงราชคฤห์ ท่านพระสารีบุตรทูลถามว่า เมื่อก่อนข้าพระพุทธเจ้ากล่าวชมพระเทวทัต ในกรุงราชคฤห์ว่า โคธิบุตรมีฤทธิ์มาก โคธิบุตรมีอนุภาพมาก ข้าพระพุทธเจ้า จะประกาศพระเทวทัตในกรุงราชคฤห์อย่างไร พระพุทธเจ้าข้า พ. ดูกรสารีบุตร เธอกล่าวชมเทวทัตในกรุงราชคฤห์แล้ว เท่าที่เป็น จริงว่า โคธิบุตรมีฤทธิ์มาก โคธิบุตรมีอนุภาพมาก ส. อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า พ. ดูกรสารีบุตร เธอจงประกาศเทวทัตในกรุงราชคฤห์เท่าที่เป็นจริง เหมือนอย่างนั้นแล ท่านพระสารีบุตร ทูลรับสนองพระพุทธพจน์แล้ว ฯ [ 364 ] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล สงฆ์จงสมมติสารีบุตรเพื่อประกาศเทวทัตในกรุงราช- *คฤห์ว่า ปกติของพระเทวทัตก่อนเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง พระ เทวทัตทำอย่างใดด้วยกาย วาจา ไม่พึงเห็นพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์ เป็นอย่างนั้น พึงเห็นเฉพาะตัวเทวทัตเอง ฯ พ่อครูว่า..ต้องบอกว่าเราไม่ได้อยากพูดนะ แต่พพจ.สอนในพรหมชาลสูตร ว่าสิ่งใดเราไม่ได้เป็นเราก็ต้องบอกว่าเราไม่เป็น สิ่งใดเราเป็นเราบอกว่าเราเป็น ต้องกล่าวตรงตามความจริง ต้องแจ้งต้องบอก ไม่อย่างนั้นจะคลุมเคลือ เข้าใจผิด ถ้าเราเพ่งโท ษ ผู้ถูกก็บาปนะ ก็ผิดสัจจะก็บาปก็ไม่ควร ในขณะนี้ก็ขอสรุปชัดๆว่า ที่เราจะพูดนี้เราก็จะพูดแต่ปฏิกโกสนา ตำหนิคัดค้านประท้วงอย่างจังๆ เราก็เป็นสังวาสเดียวกันเราเป็นพุทธเหมือนกัน หนีไปจากกันไม่ได้ แต่ท่านจะออกไปนอกฝั่ง ปาราชิก แล้วท่านก็ยังยืนหยัดยืนยันมั่วอยู่อย่างนั้น อาตมาลาออกมาตั้งแต่ 2518 อาตมาก็ประกาศคำหนักเหมือนกันนะ มาวันนี้เหตุการณ์ก็ยังยิ่งหนักหน้า แรง ยิ่งเป็นอกุศล เราตำหนิได้แต่เราไม่เกี่ยวกับการฟ้องร้องแต่อย่างใด ส.เพาะพุทธว่า...พ่อครูได้อธิบายเรื่องปฏิกโกสนา คือการกล่าวตำหนิท้วงติงคัดค้าน พ่อครูว่า..ขอให้ทราบว่าเราทำหน้าที่ตามขอบเขตที่พพจ.อนุญาต เราก็แค่พูดออกสู่สังคมกล่าวคัดค้านตำหนิ ปกิกโกสนา ไม่ถึงอุกโกฏนา ไม่มีด่าทอหยาบคายหรือเป็นการโกงการลำเอียงตะแบงผิดเพี้ยนแต่อย่างใด เป็นเรื่องที่เรามั่นใจว่าทำตรง
ขออ่านบทความในนส.เพาะพุทธแนวหน้าวันนี้... สปช.รับไม่ได้มติฉาวจ่อสอบ มส. ขัดลิขิตพระสังฆราช วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558, 06.00 น. จากกรณีมติการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) ครั้งที่ 5/2558 ซึ่งมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริ ญ กรรมการ มส. ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งมติในที่ประชุมยืนยันว่า พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ยังไม่ปาราชิกเพราะไม่ได้ฝ่าฝืนพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ลงวันที่ 26 เมษายน 2542 และได้คืนทรัพย์สินให้วัดไปแล้วนั้น สปช.เตรียมสอบมติ มส. ความคืบหน้าในเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดเผยว่า มติ มส.ดังกล่าว จะต้องถูกตรวจสอบ เพราะขัดและแย้งกับพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ที่รับรองโดยมติของ มส.เอง การมีมติไปหักล้างมติเมื่อปี 2542 เป็นการใช้มติที่ประชุมของ มส. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ผู้ที่มีมติคือกรรมการ มส. เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อีกทั้งในกฎหมายยังเขียนด้วยว่า มติจะมีผล ต้องเป็นไปตามพระธรรมวินัยด้วย มติดังกล่าวจึงต้องถูกตรวจสอบว่ามีการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่ เบื้องต้น ดูแล้ว มตินี้มีปัญหาแน่ เมื่อมีปัญหาออกมาโดย มส. ก็ต้องมีปัญหาที่จะต้องถูกตรวจสอบ กรรมการใน มส.หลายรูป ก็ถูกร้องเรียนว่า มีลักษณะทับซ้อนกับการใช้ดุลยพินิจในเรื่องพระธัมมชโย จึงต้องถูกตรวจสอบ ทางธรรมถือว่าปาราชิกแล้ว มติที่ออกมาบอกว่าไม่ขัดกับพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช แต่ดูอย่างไรก็ขัด อีกประการคือ บอกว่าพระธัมมชโยได้คืนทรัพย์สินให้วัดหมดแล้ว ไม่มีเจตนาถือไว้ จึงไม่ต้องปาราชิก กรณีนี้มันคนละเรื่องกัน เพราะการเอาทรัพย์สินที่เป็นของวัดมาใส่ชื่อตัวเอง ถือว่าขาดจากความเป็นพระแล้ว ยกตัวอย่างพระที่เสพเมถุน แม้ไม่ผิดกฎหมายก็ปาราชิก เรื่องเอาทรัพย์สินมาเป็นของตัวเอง แม้สุดท้ายเจ้าของทรัพย์จะยอมความ ไม่เอาผิด ทางโลกถือว่าพ้นผิด แต่ในทางธรรม ถือว่า ปาราชิก ไปตั้งแต่มีเจตนามาใส่ชื่อตัวเอง แม้ตอนหลังจะมาคืน แต่ความเป็นปาราชิกมันต่อไปไม่ได้ มันขาดไปแล้ว” นายไพบูลย์ กล่าว ยกพระลิขิต 10 พ.ค.42 ชี้ชัด นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ที่สำคัญคือ สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระลิขิตอีกฉบับเมื่อปี 2542 ว่าพระธัมมชโยได้ปาราชิกไปแล้ว เพราะไปบิดเบือนคำสอนของพระพุทธศาสนา ทำให้สงฆ์แตกแยก ซึ่งมติของ มส. ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ โดยพระลิขิตฉบับวันที่ 10 พฤษภาคม 2542 ลิขิตชัดว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย” การที่ทรงใช้คำนี้ เพราะเห็นว่าพระธัมมชโยขาดจากความเป็นพระไปแล้ว การปาราชิกก็มีผลทันทีตั้งแต่ตอนนั้น มติของ มส.จะมีปัญหาแน่
สอบตรวจทั้ง“มส.-ธัมมชโย” สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบ มส.นั้น นายไพบูลย์เปิดเผยว่า จะเป็นการตรวจสอบในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนการตรวจสอบพระธัมมชโย จะดูไปถึงพฤติกรรมที่ไปรับเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ที่ไปฉ้อโกงเงินของประชาชน และรับเงินไปนานแล้ว เมื่อมีเรื่องร้องเรียนในศาล ก็ไปพูดว่า ไม่รู้จักกับอดีตประธานสหกรณ์ฯ ทั้งที่ข้อเท็จจริงรู้จักกันแน่ และประชาชนไม่มีความประสงค์จะให้ แต่ยังถือไว้อีก นี่คือสิ่งที่เราจะตรวจสอบ เพราะเข้าข่ายกระทำปาราชิก เผยมีคนให้ข้อมูลแล้ว “พระธัมมชโยสำหรับผม ถือว่าปาราชิกไปแล้ว ตามมติของ มส. เมื่อปี 2542 การมาบอกว่า ฆราวาสไปตรวจสอบสงฆ์ไม่ได้ เป็นคนละเรื่องกัน ที่พูดนี้เป็นเรื่องธรรมวินัย แต่ไม่ใช่เรื่องการตรวจสอบทางกฎหมาย เพราะเจ้าอาวาสเป็นตำแหน่งทางกฎหมาย อย่างเรื่องวัดสระเกศที่ สตง.ไปตรวจสอบเรื่องเงิน ทำไมตรวจสอบได้ มันตรวจสอบได้ทั้งหมด และการที่เราตรวจสอบนี้ คือการตรวจสอบหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีปัญหาจึงต้องถูกตรวจสอบ เพราะจะต้องไม่มีการขัดกันในผลประโยชน์ มีผู้นำข้อมูลมาให้แล้ว” นายไพบูลย์กล่าวทิ้งท้าย ส.ศิวรักษ์จวกตะแบงพระวินัย ขณะเดียวกัน นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ “ส. ศิวรักษ์” นักเขียนและนักวิชาการอิสระ ฉายา “ปัญญาชนสยาม” ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sulak Sivaraksa ระบุตอนหนึ่งว่า การที่ มส.ลงมติ ว่า พระธัมมชโยไม่เป็นปาราชิกนั้น แสดงว่ากรรมการ มส. ที่ลงคะแนนให้ธัมมชโย น่าจะมีชนักติดหลังในทำนองเดียวกัน ในเมื่อลายพระหัตถ์สมเด็จพระสังฆราชชี้ชัดว่าบุคคลผู้นี้ต้องอทินนาทานป า ราชิก แล้วกรรมการ มส.ซึ่งอ้างว่าเคารพสมเด็จพระสังฆบิดร กลับไม่ทำตามมติสมเด็จพระสังฆราช โดยที่อ้างว่าเขาคืนเงินให้แล้ว เป็นอันหมดมลทิน นั่นเป็นเรื่องตะแบงพระวินัยอย่างชัดเจน ชี้กรณีเดียวกับ“กิตติวุฒโฑ” “แต่นี่ไม่ใช่คราวแรกที่ มส.มีพฤติกรรมเช่นนี้ เช่นเมื่อคราวกิตติวุฒโฑภิกขุสั่งรถวอลโว่เข้ามาโดยไม่ยอมเสียภาษี นี่ก็เป็นอทินนาทานปาราชิกเช่นเดียวกัน เพราะพระมีค่าเพียงแค่เงินบาทเดียว ฉ้อฉลเพียงบาทเดียวก็ต้องอทินนาทานปาราชิกหมดความเป็นภิกษุภาวะ คราวกิตติวุฒโฑ มหาเถรสมาคมก็ลงมติว่าเป็นนิคสักขีปาจิตตี และให้เอาเงินไปเสียภาษี เพื่อจบเรื่อง ดังกรณีธัมมชโยก็เช่นกัน อ้างว่าได้คืนเงินคืนทองไปแล้ว ยังสามารถคงความเป็นลัชชีไว้ได้ นี่เป็นตัวอย่างแห่งความอัปลักษณ์ของกรรมการมหาเถรสมาคม” ส.ศิวรักษ์ ระบุผ่านเฟซบุ๊ค หวั่นทำพระศาสนาสั่นคลอน ในเฟซบุ๊คของ ส.ศิวรักษ์ ยังระบุด้วยว่า ชีวิตพรหมจรรย์แปลว่าชีวิตอันประเสริฐ ต้องต่างไปจากชีวิตชาวบ้าน ซึ่งเป็นกามโภคี พระภิกษุสามเณรต้อง เจริญเนกขัมมปฏิปทา แม่นทั้งทางศีลสิกขาและเจริญจิตสิกขา เพื่ออบรมตัวเองให้เข้าถึงปัญญา จะได้แลเห็นสิ่งต่างๆ ตามสภาพความเป็นจริงที่แท้ ถ้าไตรสิกขาเป็นเพียงคำพูด โดยไม่ประพฤติปฏิบัติตามที่เนื้อหาสาระ พระศาสนาก็ย่อมจะสั่นคลอนและอาจถึงซึ่งความอับปางก็ได้ ภายในชั่วอายุของกรรมการ มส.ในบัดนี้นี่เอง ดร.เสรีแต่งกลอนเหน็บมส. วันเดียวกัน ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการชื่อดัง โพสต์ข้อความลงยัง เฟซบุ๊คส่วนตัว “ดร.เสรี วงษ์มณฑา” ซึ่งได้แต่งกลอนเหน็บมหาเถรสมาคมว่า
แร้งอยู่วัดสระเกศ ส่วนเปรตอยู่วัดปากน้ำ ช่วยกันทำระยำ ปล่อยธรรมกายให้ลอยนวล ไม่อยากจะเรียกพระ เพราะไม่ละกิเลสถ้วน มีโลภคอยชี้ชวน เป็นคนด้วนคุณธรรม ศาสนามิได้เสื่อม อย่าเพิ่งเอือมช่วยกันค้ำ ไล่พาลคนระยำ อย่าให้ทำเรื่องชั่วเลว
มวลชนทยอยไปวัดปากน้ำ จากนั้นใน เวลา 11.30 น. ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ได้มีมวลชนทยอยเดินทางเข้ามาภายในวัด โดยสวมใส่เสื้อสีเหลืองแสดงสัญลักษณ์ว่ามาร่วมกับหลวงปู่พุทธะอิสระ ซึ่งจากการสอบถามมวลชนที่เดินทางมาถึง ระบุว่า เดินทางมาตามการนัดหมายผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ภาษีเจริญ กระจายกำลังตรวจตราโดยรอบบริเวณวัด พร้อมกันนี้ ทหารก็ได้มีการตั้งด่านดูแลความปลอดภัยเช่นกัน นำดอกไม้จันทน์ถวายสังฆทาน ต่อมา เวลา 13.00 น. หลวงปู่พุทธอิสระ พร้อมคณะ เดินทางไปยังวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เพื่อยื่นหนังสือและสังฆทานที่ประกอบด้วย ดอกไม้จันทน์ รองเท้า ฟัก และอื่นๆ ต่อพระพรหมโมลี(สุชาติ ธมมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ(ตัวแทนเจ้าอาวาส) เพื่อทวงถามกรณีที่สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระบัญชาเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2542 ให้จัดการปัญหาวัดพระธรรมกายขั้นเด็ดขาด โดยมีพระลิขิตให้กรมการศาสนา จับพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) สึกเพราะปาราชิก ขาดจากความเป็นสงฆ์ “สุวพันธ์”เกาะติ ดวัดปากน้ำ เย็นวันเดียวกัน นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ไปถวายสังฆทานที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับมหาเถรสมาคม (มส.)ที่มีมติว่า พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดธรรมกายและประธานมูลนิธิธรรมกาย ไม่ปาราชิกขาดจากความเป็นภิกษุ ว่า มีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ไปที่วัดปากน้ำภาษีเจริญอยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย เพื่อทำหน้าที่ประสานงานและทำความเข้าใจกับทั้งฝ่ายของหลวงปู่พุทธะอิสระ และวัดปากน้ำภาษีเจริญ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้โทรศัพท์รายงานเหตุการณ์ให้ตนได้รับทราบแล้วทั้งนี้การที่มส.มีมติในกรณีของพระธัมมชโยนั้น ตนทราบข้อมูลเบื้องต้นจากข่าวของสื่อมวลชนเท่านั้น จึงได้สั่งการให้ พศ.รายงานผลประชุมของมส.โดยละเอียด ขณะเดียวกันกำลังรอ มส.ส่งรายละเอียดคำชี้แจงอย่างเป็นทางการต่อมตินี้ เพราะตนต้องการดูมติและความเห็นต่าง ๆ ประกอบกัน ห่วงวงการสงฆ์ขัดแย้ง เมื่อถามว่า กังวลใจหรือไม่ว่าเหตุการณ์นี้อาจสร้างความขัดแย้งในหมู่พระสงฆ์ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ตนก็รู้สึกกังวล แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พระสงฆ์และฆราวาสให้ความสนใจเมื่อถามต่อว่า เป็นห่วงหรือไม่ว่า เรื่องนี้จะทำให้ฆราวาสทั้งของ 2 ฝ่าย ขัดแย้งกันแล้วอาจขยายตัวไปถึงเรื่องอื่น ๆ ด้วย นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า คงต้องติดตามกันต่อไป เพราะเราไม่ควรวางใจหรือประมาทไม่ว่า จะเป็นเรื่องใดก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่คนมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน สนช.ชี้ ธรรมการทำสับสน ด้านนายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา อนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า เยาว ชน ในหลายภาคส่วนมีความกังวลและสับสนในวิธีสอนและคำสอนในพุทธศาสนาที่ แปลกประหลาดออกไปในรูปแบบต่าง ๆ เสมือนการแสดงโชว์และจัดอีเว้นท์ เช่น การเผยแพร่ของวัดพระธรรมกายและผู้ใหญ่ในสังคม นักธุรกิจ นักการเมือง ที่หันเหไปสนับสนุนและให้ความนับถือในคำสอนที่อาจบิดเบือน ผิดแปลกและโชว์อีเว้นท์ธุดงค์ที่ค่อนข้างแปลกประหลาด ในฐานะที่ตนเป็นกรรมาธิการที่รับผิดชอบด้านสังคม เด็กและเยาวชน อดเป็นห่วงไม่ได้ จี้มส.ทำตามพระลิขิต จึงขอเสนอต่อกมธ.และทุกองค์กรที่ รับผิดชอบในด้านการสังคมและศาสนา ทำความชัดเจนให้ปรากฏดังนี้ คือ 1. ให้มหาเถรสมาคมทำตามพระลิขิต ของสมเด็จพระสังฆราชฯ ให้ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ว่าปาราชิกหรือไม่ ถ้าปาราชิกทำไมมหาเถรสมาคมปล่อยปะละเลยมาถึงปัจจุบัน หรือถ้าไม่เพราะอะไร 2. ให้ส่วนที่เกี่ยวข้องสังคายนาคำสอนในพุทธศาสนาให้ถูกต้องและตรงกันตามคำสอน ของพระพุทธเจ้า 3. ให้ลงโทษขั้นเด็ดขาดกับพระที่ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ผิดหรือต้องคดีต่างๆ ให้ดำเนินไปโดยความรวดเร็วเป็นธรรมตามกฎหมาย 4. ให้มหาเถระชะลอการเสนอแต่งตั้งสมณะ พระที่ต้องหาหรือติดคดีความต่างๆ จนกว่าคดีจะสิ้นสุดและ 5. ให้มีพ.ร.บ.ความคุมสมบัติของวัดและที่ดินวัดให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการทุจริตมิชอบของบุคคลผู้แสวงหาผลประโยชน์"ผมและสังคมไทยฝาก ความหวังไว้กับคณะรักษาความสงบแห่งขาติ (คสช.) และรัฐบาลในยุคนี้ว่า จะทำสำเร็จเป็นรูปธรรมปราศจากการแทรกแซงเหมือนกับทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่สำเร็จ จึงนำมาซึ่งปัญหาเรื้อรังถึงวันนี้"นายภูมิสรรค์ กล่าว พ่อครูว่า...ตอนนี้มันจะเป็นจุดแตกจุดแยก ขออ่านอีกบทความ ของคุณจิตกร บุษบา มหาเถร+อัยการ...อุ้มมารศาสนา? เรื่องของ “ธัมมชโย” แห่งสำนักธรรมกายนี้ มีทั้งความลึกลับ ซับซ้อน ตัดตอน ซ่อนเงื่อน และเพื่อนอุ้ม คอลัมน์การเมือง เส้นใต้บรรทัด จิตกร บุษบา ต้นตอของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2541 มีการกล่าวหาธัมมชโยว่า ยักยอกเงินและที่ดินที่บรรดาญาติโยมบริจาคให้วัด และมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ใกล้ชิดสีกา บิดเบือนคำสอน และอวดอุตริมนุสธรรม กรมที่ดินตรวจพบการครอบครองที่ดินของธัมมชโยจริง กรมการศาสนาจึงได้เข้าแจ้งความต่อกองปราบปราม กล่าวโทษในคดีอาญา ม.137, 147 และ 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยร่วมกันยักยอกทรัพย์และเงินบริจาคของวัดพระธรรมกาย จำนวน 6.8 ล้านบาท ไปซื้อที่ดินเขาพนมพา ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร โดยโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อนายถาวร พรหมถาวร ลูกศิษย์ (จำเลยที่ 2) และนำเงินอีกเกือบ 30 ล้าน ไปซื้อที่ดินกว่า 900 ไร่ ใน ต.หนองพระ (จ.พิจิตร) และที่ ต.ท่าข้าม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ โดยโอนกรรมสิทธิ์ให้นายถาวรอีกเช่นเคย นอกจากนี้ ยังมีอดีตทนายความวัดพระธรรมกายและประชาชน ที่เคยเลื่อมใสศรัทธา ในวัดพระธรรมกาย เข้าแจ้งความดำเนินคดีพระธัมมชโย ฐานฉ้อโกงเงิน 35 ล้าน โดยแยกเป็นคดีความทั้งหมด 5 คดี ในที่สุด สำนักงานอัยการสูงสุดมีความเห็นให้ฟ้อง เรื่องจึงเข้าสู่กระบวนการของศาล มีการสอบพยานและการดำเนินพิจารณาคดี ตั้งแต่ปี 2542-2547 เหลือสืบพยานจำเลยอีก 2 นัด ในวันที่ 23 กับ 24 สิงหาคม 2549 เท่านั้น แต่แล้วอัยการสูงสุด “นายพชร ยุติธรรมดำรง” ก็มีคำสั่งให้อัยการฝ่ายคดีอาญา 5 ถอนฟ้อง!! ในวันที่ 21 สิงหาคม พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 ซึ่งเป็นโจทก์ โดยเรืออากาศโทวิญญู วิญญกุล อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 ก็ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาล อ้างเหตุในการถอนฟ้องว่า บัดนี้ ธัมมชโย หรือนายไชยบูลย์ สุทธิผล อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และพวก ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาตรงตามพระไตรปิฎกและนโยบายของสงฆ์แล้ว ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เป็นที่ยอมรับทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังได้ให้ความร่วมมือช่วยเหลือกิจการของศาสนา ทั้งของคณะสงฆ์ ภาครัฐ และเอกชนจำนวนมาก อีกทั้งธัมมชโยกับพวกก็ได้มอบทรัพย์สิน ทั้งที่ดินและเงินกว่า 959 ล้านบาท คืนแก่วัดพระธรรมกายแล้ว จึงเป็นการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ครบถ้วนทุกประการ ประกอบกับขณะนี้บ้านเมืองต้องร่วมกันสร้างความสามัคคีของคนในชาติทุกหมู่เหล่า เห็นว่าหากดำเนินคดีธัมมชโยกับพวกต่อไป อาจก่อให้เกิดความแตกแยก นอกจากนี้การดำเนินคดีต่อไปยังไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ จึงมีคำสั่งให้ถอนฟ้องในคดีนี้ จะเป็นความบังเอิญหรือเกี่ยวข้องกันอย่างไรก็ไม่ทราบ ก่อนหน้าที่อัยการจะถอนฟ้องเพียงเดือนเศษ ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2549 พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ได้ใช้สถานที่วัดพระธรรมกาย จัดงาน “รวมใจทุกศาสนา พัฒนาท้องถิ่นไทย ถวายองค์ราชา ครองราชย์ 60 ปี” โดยระดมเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั่วประเทศ 80,000 คน มาร่วมงาน ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาด้วย ในวงการสงฆ์กับการสอบเรื่องนี้ก็ซับซ้อนมิใช่เล่น มีการสอบสวนเอา ผิดกับธัมมชโยตั้งแต่ พ.ศ. 2541 โดยสมเด็จพระมหาธีราจารย์(นิยม ฐานนิสโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม (มรณภาพไปแล้ว) เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และเป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ซึ่งปกครองดูแลวัดมหานิกายในพื้นที่ภาคกลางทั้งหมด โดยเขตปกครองสงฆ์ วัดธรรมกายอยู่ในสังกัดเจ้าคณะภาค 1 คือ พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) เจ้าอาวาสวัดยานนาวา เจ้าคณะภาค 1 ต้องทำหน้าที่พิจารณาโทษ หรือลงนิคหกรรม (ให้สึกเพราะกระทำการละเมิดพระธรรมวินัย) ธัมมชโย 16 กันยายน 2541 พระพรหมโมลี ตัดสินว่า ธัมมชโย ไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหา (จาบจ้วง+ละเมิดพระธรรมวินัย) และไม่ยอมให้ฆราวาสฟ้องธัมมชโย ด้วย ทั้งๆ ที่มหาเถรสมาคมมีมติในเรื่องนี้ว่า ให้ฆราวาสฟ้องพระสงฆ์ได้ สมเด็จฯวัดชนะสงครามจึงสั่งปลดพระพรหมโมลีออกจากตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2543 และแต่งตั้ง พระเทพสุธี (เอื้อน หาสธมฺโม) วัดสามพระยา รองเจ้าคณะภาค 1 ขึ้นรักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 เพื่อให้ดำเนินการนิคหกรรมธัมมชโย แต่พระเทพสุธีขอลาออก สมเด็จฯ วัดชนะสงคราม จึงต้องตั้งลูกศิษย์คือ พระธรรมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าคณะภาค 15 ซึ่งถูกส่งไปจากวัดชนะสงคราม ให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม ให้มารักษาการเจ้าคณะภาค 1 เพื่อทำคดีนี้ 22 กันยายน 2543 พระธรรมโมลี เปิดศาลสงฆ์ ที่วัดสามพระยา รับฟ้องพระธัมมชโยรวม 3 ข้อหาคือ 1. บิดเบือนลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า 2. อวด อุตริมนุสธรรม และ 3. ลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ หลอกลวงประชาชน แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ อีกเลย โดยอ้างว่า ต้องรอให้คดีอาญาในศาลจบก่อน ในปี 2544 สมเด็จฯ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive