580228-เอื้อไออุ่นศิษย์เก่าศาลีอโศก.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580228 เอื้อไออุ่นศิษย์เก่าศาลีอโศก
พ่อครูว่า...วันนี้ วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ ศาลีอโศก เป็นวันสุกดิบของงานประเพณีชาวอโศก ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 39 ของงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ซึ่งมีอีกงานคืองานปลุกเสกพระแท้ๆ ของพุทธ ที่เดิมจัดอยู่ที่ศีรษะอโศก แต่เว้นวรรคให้มาจัดที่บ้านราชฯ เขาก็กำลังเตรียมจะจัดต่อไป แต่ปีนี้ ก็จะจัดปลุกเสกฯครั้งที่ 39 ที่บ้านราชฯ เราได้ประโยชน์จากการปลุกเสกฯและพุทธาภิเษกฯ อาตมาเจตนาตั้งชื่อเลย เพราะทุกวันนี้พุทธล้มเหลว กลายเป็นออกนอกขอบเขตพุทธไปหมดแล้ว เราก็เลยจะมาปลุกเสกฯ พุทธาภิเษกฯ ก็คือสร้างคือทำขึ้นมาให้เป็น ถ้าปลุกเสกฯเป็นสำนวนไทย ส่วนพุทธาภิเษกก็เป็นบาลี คือปลุกเสกให้เป็นพระแท้ๆ ของพุทธ โดยเอาคำสอนของพระพุทธเจ้า อนุสาสนีย์ของพระพุทธเจ้ามาอธิบายให้คนปฏิบัติจนสร้างคนให้เป็นพระแท้ๆ ของพุทธให้ได้ คือมีอาริยธรรมของพระพุทธเจ้าให้ได้ อาตมาพาทำมา ทั้งเป็นรูปธรรม รวบรวมคน ตั้งแต่มีคนไม่กี่คน จนมาเป็นจำนวนพัน ก็เข้าใจพากเพียร แต่ก็อีกหลายคน และมากคนที่รู้สึกเบื่อหน่าย ลดความสำคัญก็ไม่เอาใจใส่ ก็ไปล่า ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หรือว่าขี้เกียจเอาดื้อๆ ก็ไม่มา อาตมาเสียดายชีวิต คนทุกคน เสียดายแทนชีวิตคน คนที่เขาไม่มีภูมิปัญญา เป็นอเวไนยสัตว์ ฟังธรรมะที่อาตมาอธิบายก็เข้าใจไม่ได้ อเวไนยสัตว์คือสัตว์ที่สอนไม่ได้ แล้วเข้าใจไปคนละทาง เข้าใจผิดก็ได้แล้วเอามายัดใส่พุทธ ทำให้เพี้ยนไป เพราะฝีมือคนพวกนี้ทำให้พุทธเพี้ยนไป โดยเฉพาะอเวไนยสัตว์ที่ฉลาด คือฉลาดโลกีย์ แต่ว่าไม่สามารถรู้ในโลกุตระได้ ไม่บรรลุธรรม เป็นบัวเหล่าที่สี่ เป็นบัวใต้โคลนตม บางคนเป็นป.เอกเลย แต่เขาก็ปฏิบัติไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าบุคคลเหล่าที่ 4 คือ ปทปรมะบุคคล คือมีธรรมโดยบท คือมียอ
อ่านต่อ
ดธรรม แต่ได้แค่บท ไม่ได้สภาวธรรม บุคคลปทปรมะ ท่านถึงแปลว่า ผู้ที่ท่องจำธรรมะได้มาก พูดสอนอยู่ก็มาก แต่ตนเองไม่ได้บรรลุธรรม ปทปรมะไม่ได้หมายถึงคนไม่รู้ แต่รู้มาก แต่อเวไนยสัตว์ แต่ผู้ที่รู้ได้ก็ต้องเริ่มจากผู้ไม่รู้ ก็มาจากอเวไนยสัตว์ ก็พากเพียร มีเหตุปัจจัยมากขึ้นเรื่อยๆ พอเหตุปัจจัยครบพร้อมก็สามารถเป็นได้ ของพระพุทธเจ้ามีลำดับขั้นตอน ในมหาจัตตารีสกสูตร ก็คือมรรคมีองค์ 8 ส่วนมหานิทานสูตร นั้น มีเรื่องกาย ที่เขาส่วนใหญ่เลยเข้าใจว่า กาย คือ Body คือโครงร่างซึ่งผิดเลย เพราะกายคือต้องมีทั้งสองสภาพ มาร่วมกันทำงานร่วมกัน ระหว่าง นามกับรูป ในพระไตรฯล. 16 ข. 230 พระพุทธเจ้าตรัสว่า กาย นี้คือจิต มโน หรือวิญญาณ ผู้ใดไปยึดถือเข้าใจว่า กายคือภายนอก แยกกายกับจิตออกจากกันเลย คำว่าแยกกายแยกจิตไปจากกันเลยไม่ใช่ ที่จริงคือแยกความเป็นจิตในความเป็นกายได้ เกือบทั้งนั้นเลยเขาเข้าใจว่า กายคือ Body แม้ในพจนานุกรมของเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ก็แปลเช่นนี้ แต่ก็ยังมีพจนานุกรมไทย-บาลี แปลกายว่า คือหมวดของเจตสิกคือ เวทนา สัญญา สังขาร แม้แต่ในของเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ก็มีแปลเช่นนี้ คือหมวดของเจตสิก 3 (เวทนา สัญญา สังขาร) แต่ในพระไตรฯพระพุทธเจ้าว่า กายคือ จิตคือมโนคือวิญญาณ อาตมาเป็นว่าเป็นจุดสำคัญมาก อาตมาเสียดายเวลาของคน โดยเฉพาะในไทยที่เป็นพุทธ ที่เอาเวลาไปทิ้งไม่ได้ปฏิบัติศาสนาพุทธ แต่ก็มีอีกมากที่แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธไปแล้ว เอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาประกาศก็ไม่เข้าใจแล้ว กลับหาว่าเราเป็นพวกมาทำลายศาสนาพุทธอีก แต่ใครจะว่าอาตมาหลงคลั่งใคล้ในศาสนาพุทธก็แล้วแต่ แต่อาตมาก็ว่าอาตมาได้ประโยชน์จริง แต่ในไทยนี่ในทะเบียนก็ว่านับถือพุทธแต่เขาก็ไม่เอาถ่าน ที่เขาไม่เอาก็เพราะมันไม่มีปาฏิหาริย์ของผู้บรรลุ คำว่าปาฏิหาริย์ของศาสนาพุทธก็ไม่เหมือนกับที่เขาหลงใหล อย่างที่ว่าเหาะเหินเดินน้ำดำดินได้ ทายใจคนได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าเบื่อหน่ายเกลียดชังระอา แต่ที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญคืออนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ เช่น 1 . เห็นสัตว์แล้วเมตตา ไม่ปรารถนาจะฆ่าสัตว์เลย ช่วยได้ก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็วาง 2 . เห็นของคนอื่นที่ไม่ใช่ของเรา เราไม่เอา ไม่เป็นขโมย ไม่ทุจริต นี่คือปาฏิหาริย์ แต่ทุกวันนี้เขาไม่เอาโดยตรงก็โดยอ้อม หลอกตนเองว่าสุจริต ได้โดยหลักสังคม จะได้เปรียบก็เอา ดีไม่ดีช่วยคิดหลักที่จะได้เปรียบด้วย เอามาจากคนพื้นฐานที่ไม่มีสิทธิ์จะไปกำหนดอะไรเลย ซึ่งคนพวกนี้เป็นหลักของสังคม ยืนอยู่บนฐาน ศูนย์ แต่ผู้คิดกฎเกณฑ์คือขรก.หรือนายทุนที่ตั้งเกณฑ์เอาเปรียบจากคนพื้นฐาน ที่ต้องจำนน ก็เสียเปรียบมากขึ้นทุกวันๆ แต่ของพระพุทธเจ้ามีปาฏิหาริย์นอกจากไม่เอาของเขาแล้วยังให้อีก ไม่เอาเปรียบ สังคมขายเท่านี้เราขายให้ต่ำกว่าราคาสังคม เป็นหลักการของเราเลย เป็นพฤติกรรมกุศล ถ้าไม่เอาเปรียบนี้ก็ยังไม่ใช่ แม้เท่าทุนก็ไม่มีบาปหรือบุญ แต่ถ้าต่ำกว่าทุนได้คือผู้มีกำไรชีวิต มีประโยชน์ต่อสังคม ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ใครทำได้คือปาฏิหาริย์ ใครไม่พูดปด ใครไม่มีกามรุนแรงระดับหนึ่งนี้คือปาฏิหาริย์ แต่ทุกวันนี้เขาทำกันจัดจ้านรุนแรง อย่างอภิมหาบรมอบายมุขแล้ว พุทธสอนมา แต่ชาวพุทธไม่เอากันแล้ว คนที่ถือเป็นปราชญ์ที่เขานับถือกันทั่วโลกก็ยังไม่ชัดเจนว่าอบายมุขคืออะไรทั้งที่พระพุทธเจ้ากำหนดไว้อย่างยุคของท่าน แต่ยุคนี้จัดจ้าน กว่า อบายมุข ท่านกำหนดไว้ ว่ามันเป็นสิ่งหยาบสิ่งมากเกิน จัดจ้านเกินไป ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่จัดจ้านเกิดก็อบายมุข ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขที่จัดจ้านเกินไปก็คืออบายมุข ซึ่งมีสิ่งที่ต่างจากยุคพระพุทธเจ้ามากมาย เมื่อไม่เข้าใจก็ไปกันใหญ่เลย ชาวอโศกอาตมาพาทำกันมา เมื่อถึง มิ.ย.ปีนี้ก็ครบ 45 ปีแล้ว พระพุทธเจ้าท่านประกาศศาสนา 45 พรรษาท่านก็เลิกแล้ว อาตมายังไม่ได้ตั้งหลักเลย แต่ก็มีหลักอยู่ อาตมามั่นใจว่า โลกุตรธรรมได้หยั่งลงสู่หมู่มนุษย์เพียงพอจะสืบสานต่อไปในอนาคต อาตมาจึงประกาศว่าเมืองไทยคือชมพูทวีป ที่แต่ก่อน อยู่ที่อินเดีย เขามีอาการ 32 ครบ มีสุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส สติมันโตคือตื่นเต็ม ไม่ใช่ภาวะหลับ ยิ่งไปนอนหลับใหลติดหลับใหลก็ไม่ใช่ชาคริยาไม่ใช่สติมันโต การมีสติมันโน สุรภาโยคือที่อยู่ของผู้ปฏิบัติพรหมจรรย์ได้เป็นอิธพรหมจริยวาโส ตายไปแล้วไม่ครบชมพูทวีป ชาวอโศกก็อยู่กันไป จนบางคนตายไปแล้วหลายศพ บางคนไปไหนไม่รอดก็บอกว่าให้ที่นี่เผาให้ แต่บางคนก็ไปไหนรอดก็บอกว่าเผาที่นี่แหละ นี่คือปาฏิหาริย์ ที่มา 7 วันนี่มาติวกันอย่างสำคัญนะ ผู้ที่มาแต่เก่าก่อน เขาเข้าใจยาก เขาไม่เห็นความสำคัญในธรรมะ ไปกับโลกเขา ขนาดเด็กของเรา เรียนมาตั้งแต่ประถม มัธยม จบไปแล้วยังถูกโลกครอบงำได้อยู่ก็มี ผู้มาได้ต้องมีบารมีและพากเพียรสะสม อาตมาก็พยายามเน้นให้เห็น ให้ชัดเจน พยายามเท่าที่สามารถ ก็พยายามจะเก่งนะ โลกทุกวันนี้เพราะไม่มีโลกียธรรม ส่วนโลกียธรรมนั้นก็บานไปออกไปเรื่อยๆ เขาก็มีชั้นเชิงที่อยู่เหนือคนอื่นได้ใช้โลกาธิปไตย และอัตตาธิปไตย ส่วนพระพุทธเจ้ามาเรียนรู้ล้างโลกาธิปไตย และอัตตาธิปไตยได้ เขาก็พอรู้นะ ใช้ภาษาโลกวิสัย หรือวัตถุวิสัย หรือจิตวิสัย อัตตาวิสัย เขาก็แยกได้ แต่ไม่รู้สภาวะ และความโหดร้ายของความหลงโลก และจิต คนจิตวิสัย เขาเอาแต่จิต หลงจิต เสพติดจิต คาร์ลมาร์กก็ว่าเช่นนั้น แล้วพวกนี้ทำชีวิตให้สูญคุณค่า แต่เขาไม่มีภัยทางโลก ส่วนคนโลกาธิปไตย ใช้มันทั้งโลกและจิต เขาไม่รู้จิตเท่ากับคนหลงจิตด้วยซ้ำ แต่เขาก็ใช้เรื่องจิตเอามาผนวกเท่าที่เขามีปัญญา เพื่อใช้เชิงชั้นหลอกให้เนียน เพื่อให้เป็นมหาอำนาจ ประชาธิปไตยอยู่ในโลกทุกวันนี้ ศาสนาพุทธแยกชัดว่าเป็นโลกาธิปไตยและอัตตาธิปไตย และการปฏิบัติไม่ได้หนีโลก แต่ปฏิบัติให้อยู่เหนือโลกได้ หมดอวิชชา(ไม่รู้) และมันอาจพอรู้ แต่โมหะ ไม่แม่นไม่ชัดว่าอย่างนี้คือ ราคะ โทสะ โมหะ จนหมดก็มีสิ่งที่เหลืออีกที่จะต้องตรวจสอบ เป็นอรูปฌาน ทำให้รักษาผล ทำให้สมบูรณ์แข็งแรง อย่าง นิจจัง ทุวัง อาตมาเอามาให้ศึกษา เป็นความครบสมบูรณ์ เมืองไทยเมืองพุทธแท้แต่มิจฉาทิฏฐิจากศาสนาพุทธ จึงไม่เห็นความสำคัญของโลกุตรธรรม แต่ออกนอกขอบเขตพุทธ เป็นโลกียธรรม แม้แต่กัลยาณธรรมของที่พระพุทธเจ้าสอนก็ไม่มีแล้ว กลายเป็นเดรัจฉานวิชาไปแล้ว ทุกวันนี้สู้กันรุนแรง เพราะว่าอะไร? รุนแรงเพราะผู้ผิดรวมหัวกันได้เป็นใหญ่ในสังคม ความผิดไปยึดบัลลังก์ได้ก็เลยรุนแรง เพราะคนมีปัญญาก็รู้ว่าผิด ก็พยายามแก้ไขปรับปรุงต่อสู้ อาตมาว่ายังไม่หยุดนะ อาตมาว่าเขารู้นะ แต่มีมานะ อติมานะ จะเอาชนะให้ได้ อุปกิเลส 16 เต็มบ้องเลยทุกตัว 1 . อภิชฌาวิสมโลภะ (เพ่งเล็งอยากได้) 2 . พยาปาทะ (ปองร้ายเขา) 3 . โกธะ (โกรธ) 4 . อุปนาหะ (ผูกโกรธ) 5 . มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน) 6 . ปฬาสะ (ยกตนเทียบเท่า, ตีเสมอท่าน) 7 . อิสสายะ (ริษยา ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี) 8 . มัจฉริยะ (ตระหนี่) 9 . มายายะ (มารยา, มารยาทเสแสร้ง) 10 . สาเฐยยะ (โอ้อวด, การโอ่แสดง) 11 . ถัมภะ (หัวดื้อ, เชื่อมั่นหัวตัวเองมาก) 12 . สารัมภะ (แข่งดี, เอาชนะคะคาน) 13 . มานะ (ถือดี-ยึดดี จนถือสา) 14 . อติมานะ (ดูหมิ่นท่าน) 15 . มทะ (มัวเมา) 16 . ปมาทะ (ประมาทเลินเล่อ) (พตปฎ.เล่ม 12 ข้อ 93 ) อาตมาว่าอาตมาชัดเจนนะ เป็นจิตพวกนี้จริง มวลชัดเจน น่าสงสารเมืองไทย ที่มีกรณีเช่นนี้อยู่ ที่เขาทำก็เป็นบาป เวรภัยของเขา เป็นกัมมัสสกะ เป็นกรรมของเขา ทุกกรรมกิริยาการเคลื่อนไหวของเขา ใครทำไม่ว่าจะส่งเสริมผนึกกัน ได้บาปด้วยกัน ถ้าไทยแก้ไขเรื่องศาสนานี้ไม่ได้ไทยพัฒนาได้ยาก ถ้าไม่ใช้เหตุปัจจัยนี้ทำการปฏิรูป ปฏิวัติให้ได้ก็ยาก สิ้นหนทาง ขอยืนยัน อาตมากล้าพูดว่าเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วนะ สำหรับผู้ทำงานชุดนี้ แต่ไม่ใช่โอกาสสุดท้ายสำหรับผู้ทำในอนาคต คือแก้ไข ถ้าแก้ไขธรรมะไม่ได้ ก็แก้ไขทางโลกไม่ได้ ทุกวันนี้เขามีความรู้โลกียะมากมาย จบดร. มาเท่าไหร่ แล้วทำงานมาก็เต็มบ้านเต็มเมือง มาออกกฎเกณฑ์หลักอะไรมาก็ได้ แต่คนไม่ยอม เขาเอาอธรรมมาสู้แล้วคุณจะทำอย่างไร จะออกรธน.มาดีอย่างไรก็ตาม แต่ว่าความฉลาดเฉโกคนทุกวันนี้มันระดับอภิบรมมหาศรีธนญชัยเลย มันหน้าด้านด้วย จะเอาซะอย่างก็ทำเลย ถ้าไม่แก้ปมนี้ หน้าด้านเท่านี้ยังน้อยไป ฉลาดเฉโกอย่างนี้ยังน้อยไปเขาจะจัดจ้านกว่านี้อีก ขอให้พวกเราสำนึกให้ดี ทุกวัยอย่าหลงระเริงเลย เกิดมาแต่ละชาติ ด้วยอจินไตย คนที่จะได้มาสัมผัสศาสนาพุทธเป็นคนมีกุศลแล้ว มีบารมีขั้นหนึ่ง อย่าเสียโอกาส คนมี เจ็ดพันกว่าล้านคนในโลก อาตมาว่านับถือพุทธไม่ถึงพันล้านแน่ สักห้าร้อยล้านจะถึงหรือไม่? ก็ไม่รู้ ทั่วโลกนี่ ในประเทศไทย 67 ล้านคนนี่จะตั้งใจแสวงหา พบสัตบุรุษ ไม่มีสัมมาทิฏฐิ ในข้อ 10 ยิ่งกว่ากามนิตหนุ่มที่ฟังธรรมะพระพุทธเจ้าคืนเดียวนะ แต่อาตมาบรรยายมา 40 กว่าปี ก็ยังไม่รู้ว่าคือโลกุตรธรรม ชาวอโศกที่ฟังแล้วปฏิบัติตามมาได้ก็นับตัวคนได้ งานสำคัญแต่ละปี เดี๋ยวนี้ไม่เกินสองพันคน แต่ก่อนมีถึงสองพันคน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ถึงแล้ว มันไม่ง่าย คนที่ไม่มานี่อาจอ่อนศรัทธา แต่ไม่ได้หมดศรัทธา เพราะโลกียะมันแรง ดึงออกไป เพราะสนามแม่เหล็กโลกุตระมีน้อย อัตตราก้าวหน้าโลกียะมันสูงกว่า เราก็พยายามเผยแพร่ออกไป เราทำไปไม่ได้เพราะต้องการเรี่ยไร บริจาค เรามีกติกาของเราชัดเจนว่าต้องมาฝึกฝนศึกษาให้เข้าใจอย่างน้อย 7 ครั้ง เราทำมาแต่ต้นจนปัจจุบันก็ทำ เป็นนัยสำคัญที่จะยืนยันว่า สัจธรรมนี้เพื่อความบริสุทธิ์ไม่ใช่เพื่อลาภ ยศ เพื่ออามิสอะไร แม้ที่สุดบรรยายออกไปนี่ ไม่ได้ต้องการให้คนมาเป็นบริวาร แต่ว่ามีมากขึ้นก็ดี เรารู้ แต่จิตไม่กระสันอยากจะมีจนต้องโฆษณาเลียบเคียงและเล็มก็ไม่เอา ที่มาได้นี่มีบารมี แต่เสร็จแล้วเราก็เผินไป น่าเสียดายจริง ไปไตร่ตรองดีๆ ทบทวนดูที่อาตมาได้บรรยายไป ศาสนาพุทธสอนมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย นี่คือข้อแรกของความมหัศจรรย์ของธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ตอนนี้ศิษย์เก่าชาวอโศกจบออกไปก็หลายพันคน ก็สร้างโรงเรียนมา 20 รุ่นแล้ว จบ ป.เอก ป.โท ก็หลายคนแล้ว เป็นนักธุรกิจก็มีมาก รวยด้วยบางคน อาตมาไม่ได้เรียกร้องให้มาช่วยกันหรอก ก็พูดผ่านๆ ไป งานเราก็มีมากมาย เป็นประโยชน์คุณค่าด้วย ที่ปฐมอโศกก็มีผู้หญิง กวาดใบไม้ อยู่กวาดเป็นสิบๆ ปีแล้ว ตอนนี้ก็แก่แล้วก็กวาด ที่บ้านราชฯ มีคนแต่ก่อนกวาดที่สันติฯ แต่ตอนนี้ไปกวาดบ้านราชฯ เป็นอัมพฤก ษ์ ด้วย ก็กวาดทำไป ก็เป็นประโยชน์สาระแก่ชีวิต นอกนั้นก็มีคนทำขยะ ที่จะเอามาใช้ทำสื่อสาร อาตมาบอกว่า 3 อาชีพกู้ชาติ ว่าขยะจะกู้ชาติได้ เพิ่งจะเห็นผล ไม่ใช่แค่รายได้ แต่ลึกซึ้งกว่านั้นอีก ไปตามอ่านในแสงสูญ ฉ.ขยะเอ๋ย ในอนาคตจะมีขยะมากมาย อาหารขยะคือขยะจริงๆ เขาขายกันทั่วโลก คนไม่รู้ทัน นอกนั้นก็แฝงมามากมาย เป็นขยะพิษ สำคัญคือคนไม่พูดถึงขยะทางจิตวิญญาณเลย ที่ซับซ้อนหนักหน้ามากอาตมายังตามไม่ค่อยทัน แต่อาตมารู้วิธีตัดวงจร คำว่าตัดวงจรคือเราไม่ตกในวงจร ยกตัวอย่างอโศกเราตอน พ.ศ. 2540 เศรษฐกิจล่มสลาย เกิดคนฆ่าตัวตายไปมากเลย แต่อโศกเราไม่เป็นอะไรเพราะเรามีเงินกองบุญที่ฝากไว้ส่วนกลางไม่มีดอกเบี้ย ใช้หมุนเวียนในพวกเราเอง เราไม่มีเงินกู้ ไม่มีหนี้ มีแต่เงินหนุนเงินเกื้อ ไม่ว่าจะวงจรอะไร เช่น เอดส์ เราตัดวงจรได้ เรื่องสมสู่พวกนี้ การตัดวงจรโลกีย์นี่คือการหลุดพ้น คำว่าหลุดพ้น ยิ่งตัดระดับโลกธรรม เรื่องกาม วงจรก็ขาดเรียกว่าหลุดพ้น วิมุติ เรื่องกามคุณ 5 ตัดวงจรได้ก็เป็นอนาคามีภูมิก็หมดปัญหา โลกจะจัดจ้านอย่างไรก็ไม่กระทบเลย ศาสนาพุทธไม่ต้องหนี อยู่ในวงจรเดียวกัน แต่ตัดวงจรที่ไปติดยึดอย่างอสังสัคคะ หมดสวรรค์หมดนรก เราตัดออกหมดความจำเป็นไม่เกี่ยวข้อง ก็คือผู้บรรลุมีวิมุติก็หลุดพ้นวงโคจร จากวัฏฏะ ซึ่งมีวิธี ตัดตั้งแต่วงโคจรระดับต่ำคืออบายมุข แล้วมาในกามภูมิ อย่างลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล อย่างมหัศจรรย์ทำได้แล้วไม่ขรุขระ แล้วปรมัตถสัจจะของพระพุทธเจ้านี้ได้แล้วยั่งยืน เสถียร ซึ่งโลกนี้ต้องการความเสถียร และของพระพุทธเจ้านี่เที่ยงแท้ ทางเทวนิยมเขาถือว่าพระเจ้านี่เที่ยง ก็ยังไม่เท่าของพุทธ ของพุทธมีพระเจ้าในโลกอบาย โลกกาม โลกธรรม โลกอัตตา แล้วทำให้ตนเองเป็นพระเจ้าได้ด้วย สัมผัสได้ แล้วเป็นพระเจ้าที่เที่ยงจริงๆด้วย นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสัง หิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ถ้าไม่สามารถทำอันนี้ได้ก็ไม่เที่ยง ที่เที่ยงแท้อย่างเดียวคือพระเจ้านิพพานอันเดียว นอกนั้นพระเจ้าอื่นไม่เที่ยง แปรไปตามเหตุปัจจัยยุคสมัย แต่ของพุทธนี่องค์ประกอบยุคสมัยเป็นอย่างไรก็เที่ยงไปกาลนาน ขอสักชาติได้ไหม ขอชาตินี้แหละมาลองดูจะกว่าจะตายกันไปสักชาติหนึ่งนี้ ขอสักชาติได้ไหม? แล้วไม่ต้องกลัว คุณจะอยู่กับโลกเขาไปอีกไม่รู้กี่ชาติ แต่ชาตินี้มาเจอโลกุตระกันแล้ว ใครจะกล้าตัดใจ ขอสักชาติหนึ่งมาช่วยกันศึกษาพากเพียรกัน ชาตินี้ถ้าเราไม่เอา แม้คุณจะมาลองปฏิบัติ ทำไปแล้วไม่กี่ปี ก็จับได้ว่าหลอกก็ไปเลย ไม่ต้องอยู่หรอกไปเลย อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร มันน่าเสียดายชีวิต _ ทำไมหนูมักจะเห็นว่าผู้ใหญ่ลำเอียงที่จะเข้าหาเด็กที่ดีๆ แต่ว่าหนูแม้จะทำดีไม่มากเท่าเขา แต่ก็รู้สึกน้อยใจเหมือนกัน ทั้งที่พยายามเข้าหาผู้ใหญ่แล้วแต่เขาก็ทำเหมือนไม่เห็นเสียอีก ตอบ.... ผู้ที่มีอาการน้อยใจก็หมาตัวหนึ่งถ้าน้อยใจน้อยๆ ก็หมาตัวน้อย ถ้าหมาตัวใหญ่ก็เป็นหมาน้อยตัวใหญ่ ใจเว้าใจแหว่งใจไม่ดีก็เราทำเองทั้งนั้น และถ้าทำดีไม่ได้ดีก็คือทำดียังไม่มากพอ จงทำต่อไป มันมีหลายประเด็น คือ 1 . เราทำไม่ดีแต่หลงว่าเราทำดี เราทำไม่มากก็นึกว่าเราทำมาก เราก็ทำไปเผื่อพอตรวจสอบให้ดี ถ้าเราทำดีก็ไม่เสียหายหรอก เป็นของเราแล้ว ใครไม่เห็นก็เป็นของเรา ไปเสียใจทำไม 2 . แต่ถ้าเราเห็นแก่ตัวเองกับเห็นแก่ผู้อื่นอะไรดีก็ต้องได้ทุกคนว่าเห็นแก่คนอื่นดี เราจะไปเห็นแก่ตนเองทำไม ก็ทำเพื่อเห็นแก่คนอื่น ก็อย่าไปคิดให้โง่เลย จ่ายความโง่ออกไปให้น่าอายทำไม และมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราอย่างเดียว อาเขาไม่ได้เห็นความดีของเรา อาก็โง่เอง ตาไม่ดี ก็ต้องเห็นใจอาเขานะ ไปเห็นคนชั่วว่าดีก็ตาถั่วอีกต่างหากมาเข้าใจให้ชัดเจน แล้วอย่าไปน้อยใจ เว้าใจ แหว่งใจ หลวงปู่ทำงานมา 45 ปี ทำไมเขาไม่เห็นเลย ถ้าน้อยใจก็ไม่มีเหลือใจแล้ว นี่ยังยิ้มได้เลย คนน้อยใจคือคนโง่ทุกคน ถ้าใครฟังเข้าใจก็เลิกน้อยใจเลย น้อยใจก็คือหมานะ “ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก...ในที่สุด” จำไว้เลย เราจะใช้โศลกนี้ไปอีกหลายปี เพราะมันจบแล้ว เป็นโศลกจบ
_ จุดหมายปลายทางชาวอโศกคือ? ตอบ... คือนิพพาน คือหมดสุขหมดทุกข์หมดเห็นแก่ตัว แล้วทำงานเพื่อผู้อื่นเต็มที่ จุดหมายปลายทางคือ เบิกบานแจ่มใส มัธยัสถ์ สุภาพ สงบ หมดความอยาก สิ้นความเสพ คำว่าสุภาพนี้ไม่ใช่ไม่เสียงดังนะ แต่เสียงดังได้ สุภาพคือ สภาพที่ดี จะเป็นคนประมาณออกไปได้ดีไม่ว่าจะกิริยาแสดงอารมณ์ สงบคือหมดกิเลส หมดความอยากคือตัณหา หมดความเสพคือหมดอัสสาทะ ไม่เหลือเชื้อเสพติ ด แลบลิ้ม เลี ยเลย นี่คือจุดหมายปลายทางของชาวอโศก
_ ทำไมคนเราต้องมีความจริงด้วยแล้วความจริงจะเกิดได้อย่างไร เราจะรับกับความจริงได้อย่างไร? ตอบ... หลวงปู่พยายามสอน ความจริง กับความจำ ต้องเข้าใจก่อน ความจริงคือทุกคนรู้ร่วมกันได้สัมผัสร่วมกันได้ไม่ใช่เอาความจำออกมาคนเขาไม่รู้ด้วยหรอก แม้คนที่มีความจริงในใจสูงสุดก็ต้องใช้สิ่งที่คนเข้าใจได้ และของพระพุทธเจ้าจะสัมผัสความจริงได้ต้องมีทวาร 5 สัมผัสกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แล้วเกิดสภาพนั้น ก็เป็นความจริง ต้องพิสูจน์แล้วพูดกับคนไหนที่มีปัญญาก็รู้เรื่อง ส่วนความจำนั้นเอามาพูดก็ของใครของมัน คุณกำหนดเองทั้งนั้น ดีไม่ดีพูดอีกอย่างกำหนดอีกอย่างคนอื่นก็งงสิ ความจริงอีกอย่างคือสิ่งที่ปรากฏภายนอก เป็นสภาพเป็นเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย องค์ประกอบ เราสองคนก็มีความจริงของสองคนสมมุติร่วมกัน สามคนสี่คน ร้อยคนพันคนก็สมมุติร่วมกัน อันนี้คือสมมุติสัจจะ ส่วนสมมุติข้างในคือกิเลส เราล้างกิเลสหมดก็มีมีความจริงภายใน ก็เหลือแต่สมมุติภายนอก ปรมัตถสัจจะของอรหันต์นั้นไม่มีความจริงหรือไม่จริง ท่านว่า สัญญา ย นิจจานิ ความจริงไม่มีหรอกในโลก พระอรหันต์มีแต่จริงไปกับสมมุติของคนโลก ก็สมมุติว่าอะไรดีที่สุดก็จริง แต่ไม่เที่ยงหรอก แล้วแต่กลุ่มไหนจะสมมุติกันไป สังคมแต่ละสังคมก็ยึดต่างกัน
_ คนเรามีเพื่อนแล้วเพื่อนจากไปทำไมเรายังติดยึดกับเขา แล้วเราจะทำอย่างไร? ตอบ... โง่!!! พระพุทธเจ้าสอนว่าไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา แม้เนื้อหนังก็ไม่ใช่เราของเรา แม้แต่จิตก็ยึดไม่ได้ แล้วไปยึดคนอื่นอีก จะได้หรือ? แม้เนื้อหนังเราก็ไม่ใช่เราของเรา แล้วไปยึดเพื่อนก็โง่สิ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสเล่นๆ ถ้าไปยึดก็ห่วงหาอาวรณ์ เพราะไม่มีอะไรไม่พรากจากกัน ก็ถ้าเพื่อนเขามีสิ่งดีน่าทำ เราก็ทำให้เป็นที่เราได้แต่ถ้าสิ่งไม่ดีเราก็ไม่ต้องไปจดจำไปทำ เพื่อนก็ผ่านมาผ่านไป ถ้าคุณจะเสียดายเพื่อนที่ดี เราเสียดายพระพุทธเจ้าไม่ดีกว่าหรือ ท่านดีกว่าเพื่อนเราอีกมากมาย ท่านมีสิ่งดีอะไรเราทำให้ได้ตามที่ท่านทำได้สิ นี่แหละอย่าเผิน ต้องลึกซึ้ง
_ มีเด็กเกิดใหม่ในแวดวงเครือญาติ กิริยาอาการเหมือนญาติที่ตายไปสามปี ถามว่าทำไมถึงเกิดมาไวนักขัดกับหลักที่พ่อครูสอน ตอบ... คุณแน่ใจหรือว่าญาติคนนั้นมาเกิด แค่อาการเหมือนก็เดาว่าใช่นะคนในโลกเจ็ดพันกว่าล้านคน แล้วที่ไม่มาเกิดอีกนับไม่ถ้วนเลย เป็นอจินไตย คนมาเกิดเพราะวิบาก แม้วิบากจะเป็นคนชั่ว เขามาเกิดเร็วก็เพราะวิบากเขา จะมาเกิดเพื่อใช้หนี้วิบาก อย่านึกว่าเกิดมาได้ร่างเป็นคนจะดีได้ บางคนเกิดเป็นคนแล้วใช้ร่างนี้ทำชั่วมากขึ้นอีกก็ได้
_ สัตว์คือสัตว์ดังนี้มีประมาณเท่าไหร่หนอจึงเรียกว่าสัตว์ ตอบ... คำว่าสัตว์นี้เรียกทุกอย่างที่เป็น จิตนิยาม พระพุทธเจ้าสอนให้เราเรียนรู้สัตว์ที่เป็นภัย สัตว์ชั่ว ทางจิตวิญญาณ ความเป็นจิตวิญญาณก็คือจิตนิยาม แต่สัตว์ชั้นต่ำ ไม่กี่เซลล์นี้สอนไม่ได้ จะรู้จักกรรม ธรรมะต้องเป็นสัตว์ชั้นสูงขึ้นมา จิตวิญญาณต้องพัฒนามาเชื่อกรรม วิบากได้ แต่คนทุกวันนี้ไม่เชื่อกรรมวิบากมีอีกมากมาย ไปสร้างกรรมวิบากชั่วอีกมากมาย เราต้องมาล้างสัตว์ชั่วทางจิตวิญญาณออกไปให้หมด หมดสัตว์ชั่วก็เป็นสัตว์บริสุทธิ์เป็นพรหมสัตว์ ไม่มีจิตนิยามตัวชั่วนี้อีก
_ เคยได้ยินที่เขาว่า ศาสนาพุทธเป็นมะเร็งของประเทศ หลวงปู่คิดอย่างไร? ตอบ... คงหมายความว่าศาสนาพุทธทุกวันนี้เป็นมะเร็ง เป็นพิษทางจิตวิญญาณ อาตมาไม่เคยได้ฟังมาก่อน แต่อาตมาก็ว่า ฟังตามคำพูดนี้แล้ว คล้อยตามอยู่นะ เห็นด้วยอยู่ มันระบมสุด ปวดสุด ทำให้สังคมเจ็บปวดเพราะไม่มีประโยชน์คุณค่าต่อสังคมเลย ก็อย่ารอรั้ง มาช่วยทำให้เกิดสิ่งดีงามขึ้นในสังคม
_ ทำไมนอนกับกินไม่ยักเบื่อ แต่ทำงานนี้รู้สึกเบื่อทำไม? ตอบ... จะยังเป็นคนไหมนี่ เพราะมันสุดโง่แล้ว ทำไมชีวิตเรามีแต่กินกับนอนเท่านั้นหรือ จะทำงานอะไรก็ขี้เกียจ ไปคิดให้ดี ชีวิตคือการงาน ไม่เมื่อยก็เพียร เทวดามาถามพระพุทธเจ้าว่าเอาสั้นๆ คนบรรลุแล้วข้ามโอฆสงสารคือคนอย่างไร? พระพุทธเจ้าตอบว่า เราไม่พักเราไม่เพียร คือคนที่มีอายุ มีอิทธิบาทอยู่ก็สร้างสรรการงานที่ดีให้กับโลก แต่คนไม่มีอายุก็คือคนเน่าตายแล้ว ชีวิตคือการงาน ถึงเวลาพักก็พัก ตื่นมาก็ไปทำงานโปรดคน การงานคือสิ่งที่เป็นเครื่องหมายของมนุษย์ที่มีชีวิต มนุษย์คือผู้มีจิตสูง ต้องให้พัฒนา ถ้าล้างกิเลสไปจะเห็นเลยว่า ไปขี้เกียจทำไม ชาวอโศกไม่ได้เอาเงินเอาอามิสจ้างแต่เพราะรู้ประโยชน์คุณค่าในชีวิตจึงทำงานได้ คนที่คิดได้ รู้ตัวว่าตนขี้เกียจ นี้ดีแล้วเมื่อรู้ตัวแล้วก็ปรับปรุงตัวเสีย
_ นร.ที่กำลังจบม. 6 แล้วเลือกเรียนต่อมหาวิทยาลัยอโศก เช่น ว.นบ. หรืออื่นๆดีไหม? ตอบ... ดี ถ้าอยู่กับอโศกนี่ไม่ต้องกังวล จบดร.ได้ก็มี ไม่ต้องห่วงทุนรอนด้วยเราไม่มีปัญหาเลย ขอให้ทำให้ดีก็เถอะ ไม่ได้พูดล่อนะ
_ ความจริงกับความบริสุทธิ์เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร? ตอบ.... เป็นคำแทนกันได้ จริงๆแล้วความจริงก็คือสมมุติสัจจะ ปรมันถสัจจะคือส่วนตัว เราไม่หมดอวิชชาก็คือโง่ อรหันต์หมดอวิชชาก็ไม่มีความจริงภายในมีแต่อยู่กับความจริงสมมุติโลกเขา