580226_ธรรมาฯ ศาลีอโศก พุทธต่างจากศาสนาอื่นตรงไหนในเรื่องรัก.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580226 ธรรมาฯ ศาลีอโศก พุทธต่างจากศาสนาอื่นตรงไหนในเรื่องรัก
พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ ศาลีอโศก ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 4 ปีมะเมีย ปีนี้เป็นปีมีเดือน 8 สองหน ขึ้น 15 ค่ำเดือน 4 จึงเป็นวันมาฆบูชา ตรงกับวันพุธที่ 4 มีนาคม ซึ่ งเป็นมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญของชาวพุทธแท้ๆ ยิ่งมาในเมืองไทย มีวันวิสาขบูชา และอาสาฬหบูชา(เดือน 8 ขึ้น 15 ค่ำ) มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ครบ พระพุทธเจ้าเทศน์ให้ปัญจวัคคีย์ฟัง เป็นธรรมะบทแรก โกณทัญญะก็บรรลุพระโสดาบัน แล้วขอบวชเลย พระพุทธเจ้าก็เลยบวชให้ทันที เป็นเอหิภิกขุ ก็เลยกลายเป็นพระรัตนตรัยครบ อาสาฬหะ แปลว่าเพ็ญเดือน 8 ส่วนวันวิสาขบูชาก็คงรู้กันนะว่าเป็นวันอะไร? เป็นวันที่สำคัญ มีพระมหาบุรุษระดับจอมพระบรมมหาศาสดา เป็นวันยิ่งใหญ่กว่าวันวาเลนไทน์ ก็ไม่ทราบรายละเอียดของนักบุญวาเลนไทน์นะ เป็นวันประหารนักบุญวาเลนไทน์ ก็ถือเป็นวันยิ่งใหญ่ของชาวคริสต์ วันนี้จะพูดถึงความรักบ้างปีนี้ขึ้น 15 ค่ำเดือน 4 จะเป็นมาฆบูชา (อธิกมาศ) ทุกปีจะเดือน 3 จะเป็นมาฆบูชา ในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ซึ่งพุทธนั้นสอนความรักอันยิ่งใหญ่คือ คนที่มีความรักแบบไม่เห็นแก่ตัว (อัตตา) รักแบบไม่เห็นแก่ของๆ ตัว (อัตนียา) แต่คนเราไม่ได้ศึกษาอ่านอาการจิตที่เป็นอัตตา อัตตนียา ก็จะอ่านไม่ออก อาการมันเคลื่อนไหว ที่เป็นสภาวะ ไหวให้รู้ อ่านอาการให้เห็น (อาการเป็นภาษาบาลีและไทยด้วย) อาการเป็นนามธรรม รู้ได้ด้วยญาณปัญญา อยู่ที่จิตเรา ถ้าอาการทางกาย วาจา ก็เห็นรูปร่างก็รู้ไม่ยาก ท่านเรียกว่าวิญญัติ(กระดุกกระดิกเคลื่อนไหวทางกายกับวาจา) ส่วนทางมโน ท่านเรียกว่าอาการ ไม่เรียกวิญญัติ เราต้องอ่านอาการที่เรียกว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เขาเรียกว่าอาการ ต้องรู้ลักษณะ เราจะต
อ่านต่อ
้องอ่านให้ออก ไม่ใช่เดา อาการอย่างนี้คือเวทนา อาการอย่างนี้คือสัญญา คือสังขาร คือวิญญาณ จะต่างกันท่านเรียกว่า ลิงค หรือเพศ คือความต่างกัน อย่างเพศหญิงและชาย มีเครื่องหมายต่างกันเรียกว่านิมิต มีความต่างกัน เช่น ขาว กับ ดำ , แรงกับ เบาก็มีอาการลักษณะต่างกัน แม้แต่แรงมาก กับแรงลดลงมา ไม่มากเท่าก็มีช่วงต่างกัน เราก็รู้อาการที่มาก กับไม่มากเท่า ช่วงที่ต่างกันเรียกว่าเพศหรือลิงคะ คือความแตกต่าง ศาสนาพุทธต้องอ่านอาการเหล่านี้ให้ออก เราจึงจะอ่าน กิเลส กับ จิต ออกจากกันได้ อกุศลจิตเราก็จับได้ จิตตัวปัญญาจะเข้าไปรู้อกุศลจิต ตัวปัญญาคือกุศล ส่วนกิเลสคืออกุศลจิต ถ้าเรารู้ความต่างของกุศล อกุศลนี้ไม่ได้ เราก็แยกจิตกิเลสอกุศล กับจิตสะอาดไม่ใช่อกุศลไม่ออก แยกไม่ได้ เราจะไปกำหนดว่าอันนี้คือปัญญา อันนี้คือกุศล อันนี้คือจิตสะอาด อันนี้จิตไม่สะอาดไม่ดี เป็นอกุศลโดยเฉพาะคือกิเลส ต้องแยกให้ออก ถ้าแยกไม่ออกปฏิบัติธรรมไม่ได้ ศาสนาที่มิจฉาทิฏฐิ ไปเรียนนั่งหลับตาดับสะกดจิตจะแยกไม่ออก จะไม่รู้จัก อาการ ลิงค นิมิต อุเทส แม้แต่คำอธิบายก็จะไม่มีใครอธิบายให้ฟัง อาจารย์ก็อธิบายไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านอธิบายแยกแยะไว้ละเอียดมาก แยกรูป แยกนามอย่างชัดเจนมาก อาตมาจะเอาจากมหานิทานสูตรมาอธิบายในงานนี้ พระพุทธเจ้าแยกไว้ชัดมากคมมาก ความรัก เป็นอาการจิต ที่เราแสดงออกมา เราจะนิยามกำหนดความหมายของความรักว่าอะไร? ความรักคือการเกี่ยวข้องสัมพันธ์แล้วดูดดึงเอามาเป็นเราเป็นของเรา นี่คือความรักของคนอวิชชา คนทั่วไป ถ้ารักอะไรแล้วก็อยากได้มาเป็นเราเป็นของเรา เมื่อเราสัมพันธ์กับอะไร เช่นกับก้อนดินก้อนหินสัมผัสแล้วก็อยากได้มาเป็นเราเป็นของเรา คือความรักของคนอวิชชาหรือคนโง่ มันเป็นความเห็นแก่ตัว เป็นความรักที่เลว ยิ่งแคบที่สุดเลย รักแบบของเราใครอย่าแตะ เราจะต้องสงวนเป็นของเราคนเดียว และไม่รักคนอื่นแล้ว นอกจากยึดเป็นเราเป็นของเรา และก็ยังหวงแหนไม่ให้คนอื่นมาแตะต้องเลย แม้จะเป็นประโยชน์กับใครก็ไม่ให้ นี่คือความเห็นแก่ตัวอย่างจัดจ้านมาก ความรักมิติที่ 1 เป็นเมถุน คือเห็นแก่คนๆ เดียวที่เรารัก จะช่วยเหลือเกื้อกูลก็เห็นแก่คนเดียว จนเกือบจะไม่เห็นแก่คนอื่นเลย เป็นความรักที่เลวที่สุด แคบที่สุด ศาสนาไหนก็ตรงกัน ถ้าเผื่อแผ่เกื้อกว้างออกไปได้อีก ความรักมิติที่ 2 เห็นแก่ลูก ก็ยังไม่กว้างนัก มิติที่ 3 ไปสู่ปู่ย่าตายยาย ญาติกันก็ยังกว้างดีขึ้นตามลำดับ แต่ก็ยังแคบ มิติที่ 4 ไปถึงมิตรสหายคนอื่นที่ไม่ใช่ญาติ เป็นสังคมนิยม ก็ดีขึ้นอีก จากมิตรสหายถึงสังคม ชุมชนก็ดีขึ้นอีก มิติที่ 5 เป็นชาตินิยม รัฐนิยม มิติที่ 6 สากลนิยม(จักรวาลนิยม) ก็รักเผื่อแผ่กว้างไปทั่วโลก มิติที่ 7 เทวนิยม (ปรมาตมันนิยม) รักทั่วจักรวาลเลยเป็นความรักของพระเจ้า ศาสนาพุทธรู้จักจิต รู้จักอัตตาความเห็นแก่ตัว ตั้งแต่แคบๆ อาการจิตที่หวงแหน อยู่แคบๆ ศาสนาพุทธอ่านอาการเหล่านี้ในใจออก ศาสนาพุทธแตกต่างจากศาสนาอื่นตรงนี้ ตรงที่อ่าน จิต เจตสิกแล้วขยายเป็น รูป-นิพพาน เป็นพยัญชนะบ่งบอกอาการ ผู้ที่มีสัญญากำหนดรู้ รู้จิต รู้เจตสิกต่างๆ เจตสิก 52 แบบ จิต 89 แบบ ศาสนาพุทธอ่านอาการเหล่านี้ออก มีญาณอ่านรู้อาการจิต ที่เป็นนามธรรม มีสัญญากำหนดแตะกระทบ แล้วอ่านอาการรู้ไม่ใช่เดาเอา ไม่ใช่ตรรกะ แต่อ่านอาการของจริงออกเลย นี่คือปรมัตถสัจจะ ปรมัตถธรรม เป็นสภาวะของศาสนาพุทธ แล้วมีทฤษฎีสอนให้รู้ด้วย วิจัยเหตุที่เป็นตัวการกิเลส เลือกเฟ้นแยกอกุศลได้ แล้วกำจัดตรงนี้ไม่ใช่ดับจิตไปหมดเลยมั่วๆปนเปดับไปทั้งอันเลยไม่ใช่ นี่เป็นนัยสำคัญ เป็นประเด็นหลักของศาสนาพุทธ มีวิธีปฏิบัติเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายเลย มีวิธีศึกษาของเขตว่าไปสัมผัสทางทวาร 5 กับอะไรแล้วเกิดอาการ กระทบสัมผัสแล้วเรามีสัตว์ เราจะไปฆ่าเขาทำลายเขา แต่เรามีศีลนะเราจะทำไม่ได้เราก็กำจัดอาการจิตอกุศลเรา โทสะของเรา เรากระทบสิ่งของคนอื่นแล้วเราอยากได้เราก็ต้องกำจัดกิเลสตรงนี้ เรื่องคู่ครองหญิงชาย พระพุทธเจ้าก็อนุโลมให้มีคู่เดียว แต่ไม่ใช่ว่าเห็นแก่คู่ตนอย่างเดียวต้องเผื่อแผ่คนอื่นด้วย เรื่องเพศ เรื่องคู่ก็ตามท่านบอกว่าคนเดียวก็พอแล้ว ก็เฉลี่ยคนอื่นบ้าง อย่าไปรักแบบไม่ให้เผื่อแผ่ใครเลย เบื้องต้นท่านให้คู่เดียว แต่กระทบคนอื่นแล้วเรามีอาการจิตที่รักแบบกาม ไม่ใช่ความรักแบบเผื่อแผ่ แต่เป็นความรักราคะที่อยากได้มาเป็นคู่เสพสุข เราต้องอ่านออก แล้วเราก็ต้องฆ่ากิเลสตัวนี้ หรือข้อ 4 เราจะพูดออกไปนี่โกหกนะ เราต้องอ่านอาการจิตที่มันปรุงเป็นวจีสังขารในจิต เรารู้เลยว่าจิตเราจะโกหกเราต้องกำจัดจิตตัวนี้ ข้อ 5 เราไปติดอบายมุขอะไร อยู่ในโทรศัพท์ในคอมพิวเตอร์เป็นอบายมุขมากมาย เราต้องรู้ว่าเป็นเรื่องเหล ว ไหลเลวร้าย แม้แต่ศีล 5 เราตัดกิเลสได้รับรองสังคมไหนก็เจริญเป็นสุข ถ้ายิ่งสูงขึ้นเป็นสกิทาฯ อนาคาฯ ก็ยิ่งเจริญมากอีก ความรักมิติที่ 1 – 7 นี่ พุทธรู้และละมาได้ จะมีความรักที่เผื่อแผ่กว้างขึ้น แต่ศาสนาเทวนิยมเขาก็พยายามเผื่อแผ่ แต่เขาไม่เรียนรู้ความเห็นแก่ตัว อาการจิตเห็นแก่ตัว selfishness แต่ของพุทธให้ปฏิบัติจนเกิดญาณปัญญาอ่านอาการเห็นแก่ตัวออก เห็นว่าอาการลดลง ศาสนาพุทธรู้จัก รู้แจ้งรู้จริงอาการกิเลสนี้ นี่คือความแตกต่างของพุทธที่รู้ปรมัตถสัจจะ มีทฤษฎีโพธิปักขิยธรรม 37 แยกแยะกายในกาย ในสติปัฏฐาน 4 กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นโลกุตรธรรม 4 อย่างแรกเลย ขันธ์ 5 ท่านเรียกว่าองค์ประชุม แต่ธาตุนี่เป็นตัวเอง ธาตุดินก็เป็นดินของมันเอง ธาตุเวทนาก็เป็นเวทนาเองไม่ประชุมกับใคร แม้แต่รู้ใน จิต เจตสิก รูป นิพพาน จิตตัวไหนถูกรู้จิตตัวนั้นเป็นรูป ตัวที่ไปรู้นี่คือนาม ชัดเจนหมด มีในศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นไม่มีรายละเอียด ศาสนาพุทธมีครบ จนฆ่ากิเลสได้หมดเป็นอรหันต์หมดเห็นแก่ตัว กิเลสตายสนิทตายสูญ เที่ยงแท้ถาวร ตายแล้วตายเลย ไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงความตายนี้ได้ตายไม่กลับฟื้นเลย การสร้างความรักมิติที่ 8 ก็เรียนรู้ปฏิบัติมาตั้งแต่มิติที่ 1 – 7 มาถึงมิติที่ 8 ก็ปฏิบัติให้ถึงนิพพาน เป็นมิติที่ 9 เป็นอรหันตนิยม ส่วนมิติที่ 10 เป็นโพธิสัตว์ภูมิของพระพุทธเจ้า หลวงปู่ให้พวกเราเรียนความรัก 10 มิติ ม. 1 เรียนมิติที่ 1 และ 2 ม. 2 เรียนมิติที่ 3 และ 4 ม. 3 เรียนมิติที่ 5 และ 6 ม. 4 เรียนมิติที่ 7 และ 8 ม. 5 เรียนมิติที่ 9 และ 10 ม. 6 เรียนรวบทุกมิติ ครูที่สอนความรัก 10 มิตินี้ก็คงจะยากหลวงปู่ก็เลยมาสอนเอง ถ้าเรียนรู้ความรัก 10 มิตินี้ได้ ถ้าเข้าใจ ทำได้จริงชัดๆ รับรองปฏิบัติได้ปร๋อเลย เพราะเกี่ยวกับความรักที่วิเศษ ความรักมิติที่ต่ำๆ ก็แคบเห็นแก่ตัวจัดเลย ท่านเลยบอกว่า ความรักแบบนี้เป็นทุกข์ แต่ไปถูกหลอกว่าเป็นสุข เด็กๆ นี่ไปมีแฟนบอกว่ามีความสุข มันไม่ง่ายที่จะเห็นทุกข์ เพราะมันมีสัญชาติญาณที่จะสืบต่อเผ่าพันธุ์กัน แต่ศาสนาพุทธเรียนรู้ที่จะลดอาการเหล่านี้จะไม่ต้องสืบพันธ์ คนเลยหาว่าหลวงปู่มาสอนไม่ให้มีคู่ไม่ให้แต่งงาน สืบพันธ์นี่ แล้วจะเป็นประโยชน์แก่โลก จะสบาย แต่คนไม่เชื่อง่ายๆ แต่จริงที่สุดสบายที่สุด เป็นประโยชน์ต่อโลกด้วย ไม่ต้องเสียเวลาไปเทียวไล้เทียวขื่อ เสียเวลา แรงงานทุนรอน เมื่อไม่ทำเราก็ได้สิ่งเหล่านี้กลับมา ขนาดเมืองจีนคุมกำเนิดให้มีลูกได้คนเดียวนะ ทั่วโลกมีประชากรกว่า เจ็ดพันล้านคนแล้ว คนที่มาว่าอาตมาว่าสอนแบบนี้คนก็สูญพันธ์หมดสิ อาตมาก็เลยตอบว่า คุณอย่าไปห่วงเลยเพราะไม่ง่ายคนจะมาหยุดเรื่องนี้หยุดความสืบพันธ์ได้นี่มันเป็นสิ่งเหนือสามัญกว่าสัตว์ทั้งหลาย มันไม่ง่าย ก็ลองเอาคุณนี่แหละมาปฏิบัติให้ได้ก่อนเลย เพราะมันเป็นสิ่งเหนือสามัญพาพ้นทุกข์ได้จริง ศาสนาอื่นก็พอรู้ อย่างศาสนาเชน ก็รู้ว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ดีก็หนีสิ่งเหล่านี้ กดข่มลืมทิ้งเขาก็ทำได้ ไม่สืบพันธ์ุได้เขาก็ถือว่าเขาเป็นคนวิเศษนับถือกันว่ามีคุณวิเศษ เป็นอุตริมนุสธรรม แต่ของพุทธทำได้ยิ่งกว่าคือรู้จักเหตุ กิเลส ทำให้จางคลายได้ ดับได้ไม่ถาวรก็รู้ จนมันดับไม่เหลือไม่เกิดเลย และศาสนาฤาษีที่เขาเลิกกามคือวิธีหนีโลก เขาได้นะเขาไม่สืบพันธ์ก็ไม่มีภาระไม่ทุกข์เบาง่าย แต่ไม่มีประโยชน์ต่อโลก เขาทนต่อเหตุปัจจัยที่มากระทบไม่ได้ ไม่มี นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) อรหันต์ได้คุณวิเศษนี้ทุกองค์ และฤาษีก็กดข่มได้จนชั่วชีวิตเลย แต่ไม่ได้รู้แจ้งเห็นจริงเหมือนของพุทธ ทำไมหลวงปู่ยืนยันก็เพราะหลวงปู่มีสิ่งเหล่านี้ ประชากร โลกตอนนี้มี 7200 ล้านคน และคาดว่า ปี ค.ศ. 2050 จะเพ ิ่ มอีก 2000 ล้านคน ชาวพุทธนั้น เป็นพวกที่หมอดูดูไม่แม่น เพราะเป็นผู้ที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่พระพุทธเจ้านี่ทายแม่นกว่าเพราะศาสนาพุทธมีสถิติที่รู้ถึงเหตุคือตัวจิต จึงคำนวณได้แม่นกว่า และทำให้สถิติหมอดูเพี้ยนไปได้เลย ถ้าเข้าใจความรักแบบพุทธ จะเป็นความรักเกื้อกว้าง รักสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ไฟ ลม จะรู้ความพอดีที่จะอยู่ได้ แล้วจะช่วยได้รู้ว่าอะไรสำคัญ เป็นต้นว่า คน กับช้าง เราจะช่วยคนก่อน คนกับช้างกำลังต่อสู้กัน ถ้าให้ดีเราจะช่วยทั้งสองอย่างเราจะช่วยคนกับช้างไม่ให้ฆ่ากัน แต่ถ้าจำเป็นเราก็เข้าใจว่าคนสำคัญกว่า ยิ่งคนมีประโยชน์ต่อโลกด้วยก็ยิ่งต้องช่วยคน จะมีสัปปุริสธรรม 7 รู้หมู่กลุ่ม แม้ระดับประเทศ ระดับโลก จะรู้ว่าจะช่วยได้พอเหมาะอย่างไร อะไรสำคัญควรปฏิวัติ ปฏิรูปก่อน พุทธรู้ดี และรู้ว่าอะไรสำคัญหลักหรือรอง เพราะศาสนาพุทธรู้จักโลก มีโลกวิทู รู้จริงๆ และมีโลกุตรจิต รู้องค์ประกอบ ใช้โลกธรรม เป็นอุปกรณ์การทำงานได้ แต่ศาสนาพุทธไม่ต้องใช้โลกธรรม หรือกาม อัตตา โดยตนเองจะต้องเอาไปใช้เองแต่จะจัดสรรให้สังคมได้ใช้อย่างทั่วถึง ตนเองจะไม่ต้องไปรับมาเลย ไม่แย่งกับโลกเลย เอามาเสพ เอามาบำเรออัตตาก็ไม่เอา ทำฟรี ช่วยโลกโดยไม่ต้องไปเอาโลกธรรม กาม อัตตา เลย นี่คืออาริยบุคคลของพุทธ เรียกว่ามี โลกุตระ(เหนือโลก) โลกวิทู(รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ(เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) เป็นคุณสมบัติแท้ๆ จิตถึงอรหันต์แล้วเป็นเช่นนี้ทุกองค์ แต่จะมีความสามารถช่วยได้ต่างกันไป แต่เหนือโลกได้ทุกคน มีโลกุตรจิต เหนือโลกธรรม กาม อัตตาได้เหมือนกันทุกองค์ และหน่วยโลกุตระจิต ก็มีสองอย่างคือเจโตกับปัญญา ท่านก็มีเหมือนกันหมดเลย ในเจโต เช่นพระพุทธเจ้าท่านว่าพระมหากัสสะกับเราก็เหมือนกันเลย เท่าเทียมกับเราคือจิตเจโตหมดกิเลสเหมือนกัน แต่ท่านโลกวิทูไม่เท่า โลกานุกัมปาก็ได้น้อยกว่าพระพุทธเจ้า คนมีอาริยธรรมไปตามลำดับ ถ้ามีจริงจะมีประโยชน์ต่อโลกตนเองก็ทุกข์น้อย ภาระน้อย นี่คือการสร้างคนให้ชาติให้โลก ทีนี้ก็ขอพูดอธิบายว่า ศาสนาสอนให้เป็นคุณค่าเช่นนี้ทุกศาสนาแต่ไม่เหมือนกันที่บางศาสนาสอนให้สุดโต่งเข้าป่าเข้าถ้ำ แบบนี้เห็นแก่ตัวไม่มีคุณค่าต่อโลก คนส่วนใหญ่ก็ไม่เอา แต่ว่าก็มีคนเห็นว่าเป็นคุณวิเศษ เหนือคนอื่น ก็ไปนับถือกัน ซึ่งศาสนาแบบนี้ไม่ใช่พุทธ เพราะพุทธต้องเป็น พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ความรู้ของคนทั่วไปทางโลก อย่างฤาษีนี่เขาก็ว่าไม่เกิดประโยชน์คุณค่าและไม่สมบูรณ์ด้วย จึงเอามาสอดคล้องกับทางโลกว่าไม่เห็นแก่ตัว ศาสนาใหญ่ๆ เขาก็พยายามทำนะ แต่พุทธนี่ยากเพราะ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34 ) จิตที่บรรลุธรรม จะมีคุณสมบัติ แววไว มีประโยชน์ต่อโลกต่อสังคม แบบสอดคล้องกับความเห็นความต้องการของโลกด้วย เพราะคนก็ต้องการคนไม่เห็นแก่ตัว แต่ว่ามันยากนะ ถ้าไม่มีการสืบต่อมาจากสัตบุรุษ ศาสนาพุทธรู้เองไม่ได้ ต้องรับมาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ มา แล้วท่านก็ถ่ายทอดสู่คนอื่น จะมารู้เองโดยไม่ได้เรียนจากพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย ศาสนาพุทธรู้เองไม่ได้ หลวงปู่มาฟื้นฟูศาสนาพุทธ เพราะมันเสื่อมไปมาก อัตราก้าวหน้าของมิจฉาทิฏฐินี้สูงระดับยกกำลัง แต่อัตราก้าวหน้าโลกุตระเป็นระดับ บวก
ต่อไปเป็นการตอบคำถาม?
_เมื่อคืนลมแรงมาก ผมนอนแล้วก็มุ้งเปิด ยุงก็กัด ผีก็กลัว แล้วศาลีฯนี่ก็เป็นป่าช้ามาก่อนผัสสะเต็มเลย ก็เลยถามว่าทำอย่างไรจึงจะสู้กับผัสสะได้ ตอบ...เพราะผู้ที่มีผัสสะเป็นปัจจัยแล้วเรียนรู้เหตุที่เกิดความกลัว ความรัก ความโกรธ ความเห็นแก่ตัวนี่แหละ พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ที่เราเกิดอาการเพราะไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่สัมมาปฏิบัติ แล้วถ้าทำได้จะเห็นความจริง จะตามเห็นความไม่เที่ยงของกิเลสมันไม่คงที่หรอก เห็นความไม่เที่ยงเป็นอนิจจานุปัสสะ มันมีอาการ ลิงค นิมิต อุเทส ตามเห็นแล้วจะเห็นความจางคลายของกิเลส เป็นวิราคานุปัสสะ อย่างเปิดทวารทั้ง 6 ไม่ใช่ไม่รู้หรือดับ แต่พุทธทำอย่างมีแสงสว่างแจ้งอาโลกา รู้ว่าจิตสว่างมีปัญญา เห็นชัดแจ้ง มี จักขุ ปัญญา วิชชาแสงสว่าง ศาสนาพุทธรู้จริงแล้วทำทวน จนมันเที่ยงแท้สมบูรณ์ถาวร จะเริ่มตรงไหนก็เริ่มตรงศีล ข้อไหนที่เราทำ แล้วเห็นกิเลส ลดกิเลส จนดับกิเลสได้เราจะหายกลัวหายรักหายโกรธได้จริง
_ทำไมคนเราถึงต้องมีกิเลสด้วย แล้วกิเลสราคะหมดได้เมื่อไหร่ แล้วกี่ชาติจะหมด ตอบ...ทำอย่างไรก็ตอบไปแล้ว ทำไมคนเรามีกิเลสเพราะอวิชชา โง่ ไม่รู้วิชชาของพระพุทธเจ้า คนเราเกิดมามีกิเลสติดมาทั้งนั้น มาจากสัตว์เซลล์เดียวก็มีอวิชชามาเรื่อยๆ จนมาพบศาสนาพุทธจึงล้างอวิชชาได้ ต้องพัฒนาตนจนเป็นเวไนยสัตว์ แล้วทำโพธิปักขิยธรรม 37 จึงหลุดพ้นได้ จะกี่ชาติจะกิเลสหมด ก็แล้วแต่ภูมิปัญญา ความหมั่นเพียร
_ถ้าเราไม่มีความรักมิติที่ 1 แล้วจะมีความรักมิติอื่นไหม ตอบ...ไม่มีเพราะความรักมิติที่ 1 นั้นแคบ ต้องทำการสลายความแคบจึงมีความรักที่สูงขึ้น ความรักคนคู่นั้นมันลึก แต่จริงๆ แล้วคนเราก็ไม่ใช่ว่าเห็นแก่คู่ตนอย่างเดียว ก็จะเห็นแก่คนอื่นด้วย ก็ต้องประมาณเอง เราจะเห็นแก่รักคู่ตนและเห็นแก่ส่วนรวมก็ประมาณเอา แต่ถ้าเห็นแก่คู่ตนอย่างเดียวจนไม่ช่วยส่วนรวมนี่ก็แคบมากเป็นรักมิติ 1 แน่ ต้องทำให้ได้ก่อน
_ทำไมคนเราต้องมีความรัก แล้วรักเพื่ออะไร ตอบ...ก็เพื่อเห็นแก่ตัว ทำไมต้องมีก็เพราะโง่ อวิชชา
_ผมอยากรู้ว่า การส่งกระแสจิตข้ามประเทศแบบรู้เรื่องกันเลยได้ไหม? ตอบ...ไม่ได้หรอกถ้าได้คอมพิวเตอร์ขายไม่ออก และมันยากมาก อย่าไปทำเลย ไม่ต้องไปสนใจ เพราะถึงเก่งส่งได้มันก็ไม่ได้อะไรมาก มันยาก และไม่เที่ยงด้วย ไม่มีหลักคำนวณกำกับเลย ไม่เหมือนวัตถุที่มีตัวควบคุมนะ เปลี่ยนยาก แต่จิตนี่เปลี่ยนแปลงง่ายกว่ามาก ถ้าอยากจะได้ความสามารถแบบนี้ ก็ให้ล้างกิเลสหมดก่อนแล้วทำฤทธิ์แบบนั้นจะได้นาน
_ธงสีน้ำตาลแล้วมีวงกลมตรงกลางหมายถึงอะไร ตอบ..สีน้ำตาลหมายถึงแผ่นดิน เป็นสีย้อมน้ำฝาด สีกรัก วงกลมหมายถึงสุญญตา
_ทำไมคนเราต้องมีทุกข์ ทำอย่างไรหมดทุกข์ได้ ตอบ..เพราะไม่เรียนรู้ทุกข์อย่างสัมมาทิฏฐิแล้วล้างเหตุแห่งทุกข์
_ทำไมเพื่อนหนูไม่ยอมฟังเหตุผลของหนูเลย หนูอยากแสดงความคิดเห็นของหนูบ้าง ตอบ...ก็ต้องปฏิบัติตนให้น่าเชื่อถือ ก็อย่าไปอยากได้เลยว่าคนจะมาเชื่อถือเรา เราก็พัฒนาตนเองไปจนดีคนก็จะเชื่อเอง หลวงปู่นี่ไม่ได้อยากได้ให้เขาฟังเรานะ แต่ว่าได้ก็ดี เราไม่ต้องอยากให้ใครมาฟังเหตุผลเรา เราทำของเราให้ดีจนเขายอมรับนับถือจะมาฟังเองถ้าได้อย่างนี้เป็นของจริง ผีคือจิตวิญญาณในตน ไม่มีที่ออกมาเพ่นพ่านหลอกคน จิตคนตายไปก็ไปรับวิบากในนรก ผีต้องตกนรก เหมือนติดคุกออกมาไม่ได้ คนติดคุกความผิดเบาๆ ยังออกมาไม่ได้เลย แล้วผีที่ตกนรกใครจะให้ออกมา เทวดาก็ออกมาไม่ได้เพราะเสพสุขเป็นภพในตน คนที่เห็นผีนอกตัวได้นี่โง่จัด อัตตาจัด หลงจัดเลย
_อธิศีลคืออะไร? ตอบ...ผู้ที่ตั้งศีลไว้แล้วทำได้ เช่นศีลข้อ 1 เราทำได้แล้วมีจิตเมตตาก็เลื่อนสูงขึ้นเป็น ไม่กินเนื้อสัตว์ หรือศีล 5 เรื่องเพศเราก็ทำได้คู่เดียวแล้วก็เพิ่มอธิศีลเป็นศีล 8
_ถ้าผมจะทำอะไรลงไปแล้วไม่คิด จะผิดหัวข้อธรรมใด ตอบ...หัวข้อประมาท ทำไปโดยไม่ระมัดระวัง กาย วาจา ใจ ก็อยู่ในข้อประมาท ต้องฝึกตน กายกรรม วจีกรรม แม้แต่คิดก็รู้ก่อน รู้วจีสังขาร
_อัตตาแปลว่ากิเลสตนเห็นแก่ตัว ปฏิบัติลดอัตตาต้องเริ่มที่ปฏิบัติศีล แล้วลดกิเลสไปตามลำดับ
_ทำอย่างไรถึงให้ความรักเที่ยงแท้ยาวนา ตอบ...มีแต่จะล้างออก หลวงปู่สอนโลกุตระ ไม่ได้อย่างทางโลกโลกีย์ เครื่องชี้วัดความก้าวหน้าของโลกุตระคือ ชาวพุทธปฏิบัติแล้วบรรลุมรรคผล นี่คือความก้าวหน้า คนไม่รู้ว่าทำไมต้องทำดีนี้โง่มากๆ เพราะคนเราหากไม่ทำดีก็ต้องไปทำชั่วใช่ไหม? คนเราก็ต้องทำดีสิ
_หนูอยากทำดี แต่บางเรื่องหนูทำผิดพลาดใหญ่ แต่ว่าสมณะก็ไปบอกคนอื่น ทำให้หนูไม่อยากทำดีแล้วอยากออกไปทำดีข้างนอกแล้ว คิดถูกไหม ตอบ..การที่เราทำผิดแล้วคนอื่นบอกแทนนี่ก็ดีแล้ว เราไม่ต้องบอกเอง แต่ถ้าแน่จริงต้องตนบอกเอง เพราะคนที่บอกความไม่ดีเราโดยอยากให้เราปรับปรุงคือผู้หวังดีต่อเรา อยู่ในวงการนี้ชาวอโศกจะไม่มีความคิดชั่วที่จะไปบอกความผิดเพื่อให้ถล่มทลายกัน ใครทำคนนั้นชั่ว ในหมู่ของชาวอโศกคือสังคมมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี
_หลวงปู่เล่นกับเพศเดียวกันแล้วรู้สึกหวั่นไหวไหมคะ (เคยไหมคะ) เพราะที่นี่เป็นที่ๆ เด็กๆ มากินมานอนร่วมกัน ถ้ามีอย่างนั้นคนๆ นั้นจะต้องดูตัวเองอย่างไร? ตอบ...เล่นกับเพศเดียวกันเล่นๆ หัวๆ ก็ไม่รู้สึกหวั่นไหวอะไร แต่ไม่คิดไปเล่นในแง่ไม่ดีไม่เคยทำ เพราะเป็นสิ่งที่ชั่ว ถ้ามีอาการต้องบอกคนอื่นให้รู้ ถ้าเป็นมากต้องให้ รพ.รักษา ถ้าเป็นแท้เลย เพศกระเทย จิตวิตถารนี่ที่นี่ไม่อบรมนะ เพราะจะทำให้มารวนกัน เนื่องจากที่นี่เป็นที่คนมากินมานอนร่วมกันอยู่
_ถ้าเกิดเหตุการณ์รัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นอย่างรัฐบาลที่แล้วจะไปชุมนุมอีก ไหม? ตอบ...ถ้าเหมาะสมก็ไป ไม่เหมาะสมก็ไม่ไป ตอบตายตัวไม่ได้