สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน แยกเวทนาในเวทนาใน อาหาร 4.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน แยกเวทนาในเวทนาใน อาหาร 4 พ่อครูชู เห็ดดอกใหญ่ขึ้นมา เรียกเห็ดตีนแรด..
อาหาร 4 1. กวลิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) 2. ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) 3. มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) 4. วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ กำหนดรู้นาม-รูป อันเป็นปัจจัยให้ตั้งอยู่แห่งสังขาร เพื่อการเกิดในภพใหม่ คือมีปัจจัยเกิดชาติชรามรณะ ทุกข์ และความคับแค้น) (ปุตตมังสสูตร พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 241-244)
หากใครรู้อาหาร 4 และปฏิบัติธรรมลดกิเลสในอาหาร 4 ได้นี้ก็เป็นอรหันต์ได้ ไม่ต้องมากเลย กวฬิงการาหารคือ อาหารคำข้าว กินเข้าไปเลี้ยงกายขันธ์ สัมผัสอาหาร ก็สามารถเกิดกิเลสได้ครบทุกทวาร มันมีกามคุณ 5 อาหาร คือคำข้าว คือเบญจกามคุณ จากตาหูจมูกลิ้นกาย ใจจะเกิดกิเลสในทางทวาร 5 คือกามคุณ การปฏิบัติธรรมต้องมีสัมผัสภายนอกเป็นเบื้องต้น แล้วก็เรียนรู้กิเลส ฆ่ากิเลส กำจัดกิเลสให้ได้ พอได้แล้ว กาม ยิ่งกามหยาบๆ ที่เขาปรุงแต่ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ปรุงแต่งกันไม่รู้จักจบ อาหารปรุงแต่งรส รูป เต็มไปหมด เมืองไทยนี้ขึ้นชื่อนะ ที่หลอกเขา อาหารไทยจะเป็นที่ 1 ของโลกแล้วตอนนี้ มันบ้าปรุง คนไทยไปเมืองนอก ไปถึงบอกว่าแกง น้ำซุป ก็เลยบอกว่าทำไมรสมันจืดจาง ไม่นัวไม่เค็มเปรี้ยวเผ็ดอะไร น้ำแกงสู้ต้มยำกุ้งไม่ได้ ต้มยำกุ้งก็เลยไปดังทั่วโลกทั้งเปรี้ยวเผ็ดหวานมันเค็ม ปรุงรสตามที่ลิ้นชอบ ใครหนักรสไหน คนไทยรู้ดีมาก ทำแบบจืดนั้นง่าย ถ้าหากปรุงรสต่างๆนี้ให้สุดเลย ก็หลอกกันไป ก็มาเรียนรู้ที่เป็นอบายมุข มันแรงเกินไปจัดเกินไปมากเกินไป ก็ลดลงๆ เรียกว่ารสชาติ มีรูปก็ชวนกิน มีกลิ่นชวนกิน มีสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง ก็ชวนกิน ที่จริงอาหารไม่มีเสียง แต่ว่า ร้าน
อ่านต่อ
อาหารก็เลยเอาดนตรีไปประกอบกินข้าวเคล้ากับเสียงเพลง ที่จริงอาหารมันมีเสียงประกอบน้อย แต่อย่างไรก็ครบหมด เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสหมด อาหารจึงเป็นหนึ่งที่เอามาปฏิบัติธรรมเป็นโภชเนมัตตัญญุตา ในการประมาณเมื่อมีสัมผัส 6 การปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธต้องมี สัมผัส 6 แล้วเป็นอปัณกปฏิปทา 3 หลักปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าถ้าอยู่ในกรอบ 3 อย่างนี้ไม่ผิด แต่ถ้าไม่อยู่ใน 3 อย่างนี้ เป็นการปฏิบัตินอกรีต 1. ต้องมีการสังวรสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ถ้าเอาแต่ปิดทวารนั้นมันผิด ปฏิบัติธรรมกับอาหารคุณจะตื่นหรือหลับ ชาคริยา หากคุณหลับก็ไม่มี สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา มันเป็นการปฏิบัติที่ผิด ก็เรียนกันมารู้กันมา อธิบายกันมาแต่เขาโง่ ปฏิบัติกันแค่นี้ กลายเป็นนั่งสะกดจิตหลับๆตื่นๆ ก็ง่ายๆตื้นๆ ปฏิบัติในภพ แต่ของพระพุทธเจ้าต้องตื่นลืมตาพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ขาดจากกายไม่ได้ พระพุทธเจ้าเห็นความเสื่อมของศาสนาออกนอกรีตไป ไปเข้าใจอานาปานสติว่า จะต้องนั่งสมาธิ แล้วก็กำหนดลมหายใจอานาปานา แปลว่า ลมหายใจเข้าออก ให้รู้ลมหายใจเข้าออก หากขาดจากลมหายใจเข้าออกแล้วไม่มีกายแล้ว ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเพราะไม่มีกาย มันออกนอกรีตแล้วก็ไม่เข้าใจ การนั่งหลับตาสะกดจิตไปเล่นลมหายใจเก่งมาก ออกนอกรีตตรงที่ว่า นั่งหลับตาแล้วลมหายใจข้างนอกไม่มี มันมีแต่ว่าไม่รู้จักแล้วไม่มีความรับรู้ต่อมันแล้ว ไม่สำคัญมั่นหมายกับมัน แล้วก็เล่นกับลมหายใจข้างใน ลมขึ้นบนลมลงล่าง ขยายลมใหญ่ลมเล็ก อธิบายไปเป็นคุ้งแควเละเทะไปหมด หากขาดความรับรู้ลมหายใจเข้าออกที่มีภายนอกอยู่ นั่นคือไม่มีดินน้ำไฟลม ไม่มีมหาภูตรูป 4 ที่มีข้างนอกสัมผัสด้วย มันผิดจากศาสนาพุทธ นั่งเหลือแต่ลมหายใจนั้นมันเกือบหมดแล้วนะ แต่กลับไปหลงยินดีว่านี่แหละคือการปฏิบัติสมาธิ สัมมาสมาธินี้ไม่ได้หมายความว่าสะกดจิต ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องหรี่จิต แต่สมาธิหมายถึงจิตที่ตั้งมั่นตกตะกอนแข็งแรงจากการเรียนรู้จิตที่มีอกุศล แล้วทำให้กิเลสมันตาย กิเลสตายจิตใจก็สะอาดสั่งสมลงเป็นจิต ส่วนที่สะอาด จิตสะอาดสั่งสมตั้งมันแข็งแรงขึ้น เรียกว่าเป็นสมาธิ ในขณะปฏิบัติจิตรู้จักจิตรู้จักกิเลส แยกมโนไปวิจาร 18 ว่านี่คือกิเลส เอากิเลสออกได้ดับกิเลสไปได้เกิดจิตที่สะอาดสั่งสมลง จิตก็ยิ่งแคล่วคล่อง มีมุทุภูตธาตุ มีกายปาคุญญตา กายคือหมวดของจิตเจตสิก 3 คือ เวทนา สัญญา สังขาร คือกาย พยัญชนะก็ถูกต้อง แต่ความเข้าใจของชาวพุทธ แม้แต่พระเจ้าบอกว่ากายก็คือดินน้ำไฟลมไม่มีจิตใจร่วมด้วยเลย นี่คือออกนอกธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว หลุดไปเพี้ยนไปไกล การปฏิบัติธรรมะพิจารณากายในกาย กายนอกกายก็ผิดไปหมด เพราะว่ากายมีแค่ดินน้ำไฟลม ไม่มีจิตใจร่วมด้วย คำแรกของโลกุตรธรรมพิจารณากายในกายก็ไม่เหลือแล้ว เพราะคำว่ากายคำเดียวนี้ผิดไปแล้ว อาตมานำมูลกรรมฐาน 5 ที่พระบวชเริ่มต้น ต้องหัดพิจารณามูลกรรมฐานให้รู้กายรู้จิต เดี๋ยวนี้ไม่เข้าใจกันแล้ว อุปัชฌาย์อาจารย์ที่สอนไม่รู้แล้ว ไปพิจารณากรรมฐาน 5 ว่าให้พิจารณาไตรลักษณ์ เห็นกายไม่เที่ยงเป็นทุกข์อนัตตา พิจารณา เวทนา จิต ธรรม เป็นไตรลักษณ์ ซึ่งไม่ใช่ ท่านให้พิจารณามูลกรรมฐานคือตั้งแต่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้พิจารณาว่าเมื่อใดเป็นกายเมื่อใดเป็นจิต เล็บเรา ผมเรา ส่วนใดที่เป็นกายส่วนใดไม่ใช่กาย แต่เขาไม่เรียนกันแบบนี้ เขาให้เรียนรู้ว่ามันไม่เที่ยงเป็นทุกข์มันไม่มีตัวตนเป็นไตรลักษณ์ อาตมาพยามอธิบาย แต่มันไม่ง่าย ใครที่คิดว่าตัวเองเข้าใจดีแล้ว... มีอยู่ไม่กี่คน ใครเข้าใจไม่เต็มที่ ...มีมากเลย ขนาดอาตมาพูดฉ่ำปากเลยนะนี่ มันก็ยังไม่ได้ง่ายเลย ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข. 230 มีในพระไตรปิฎกเขาอ่านแล้วก็จะงงกัน ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต ทั้ง 4 นี้ ย่อมปรากฏ ฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้างหลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชน ผู้มิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ ตลอดกาลช้านาน ฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงจะเบื่อหน่ายคลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นไม่ได้เลย ฯ อย่างคุณเข่ง ใจแก้วนี้ แต่ก่อนที่มากับตอนนี้ ที่เห็นนี้เปลี่ยนไปไหม...เปลี่ยนไปมากเลยในร่างกายนี้ มหาภูตรูปนี้ ก็เป็นภาระเป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ต้องกินข้าว ต้องหาอาหาร ต้องออกกำลังกาย ต้องดูแลรักษา ให้มันมีธาตุเข้าไปเลี้ยงที่แข็งแรง แต่ก็เป็นวัตถุ ง่าย แต่เรื่องจิตสิ มันรู้ยากเห็นยากแล้ว บริหารให้เป็นอาริยะยาก พัฒนามันทำมัน มนสิการ หรือมนสิกโรติ ทำให้มันเจริญได้ยาก มันเป็นเรื่องที่จะทำให้ถ่องแท้จะทำให้ละเอียดลึกซึ้ง โยนิโสฯ ให้ลงไปถึงที่เกิด อะไรคือลงไปถึงที่เกิด ที่เกิดคือปภวะหรือสัมภวะ คุณจะต้องมีการทำจิต ต้องมีการทำจิตหรือมนสิการเป็นสัมภวะ ในมูลสูตร 10 แต่เขาแปลโยนิโสมนสิการคือพิจารณาให้ถ่องแท้แยบคาย เขาทิ้งคำว่ามนสิการ การทำในใจของเรานี่แหละตรงนี้ที่จะทำให้เกิดให้ตาย เพราะมันมีกิเลสเกิดต้องทำให้กิเลสตายตรงที่ใจนี้ สัมภวะ เป็นแดนเกิดแดนตาย คุณจะต้องทำให้ตายให้ได้ ถ้าอันนี้ให้ตาย ทำให้กิเลสตาย แล้วจิตสะอาดจิตอาริยะก็จะเกิดตรงนี้ คือความเกิดความตายที่พระพุทธเจ้าให้เรียน ทางร่างกายนั้นไม่ได้ยากอะไร การเกิดและตายมันจัดการของมันเองอยู่แล้ว คนที่ยังไม่อยากตายทางร่างกายอยู่แล้ว แต่ทางจิตใจนี้สิ เราต้องเรียนให้ละเอียดลงไป คุณจะต้องรู้จักสมุทัย คุณจะต้องมีผัสสะเป็นสมุทัยเป็นเหตุ สมุทัยนี้ ไม่ใช่ตัณหาในอริยสัจ 4 แต่เป็นสมุทัยในการปฏิบัติ การปฏิบัติที่ไม่มีผัสสะเป็นเหตุเป็นการปฏิบัติที่ออกนอกรีตศาสนาพุทธแล้ว นี่คือมูลสูตร สูตรต้นรากต้นแบบ ต้องเริ่มต้นมีฉันทะเป็นสำคัญ ปฏิบัติธรรมไม่มีฉันทะไม่มีความยินดีปฏิบัตินั้นไม่ง่าย จะมาเรียนปรมัตถ์อย่างที่พวกเราเรียนนี้ไม่ง่าย ต้องมีความฉันทะมีความตั้งใจยินดีมีความเสียสละ หลายคนรักโลกธรรมลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่มีฉันทะพอเลยไม่มา ขนาดมีงานอโศกรำลึกยังไม่มาเลยเพราะติดงาน ติดงานที่เป็นโลกียะ แล้วงานที่มาเอาโลกุตระนี้ไม่ใช่งานสำคัญหรืออย่างไร ปีหนึ่งมีหนเดียว เราก็ต้องพยายามจัดให้มันเป็นวิธี ปลุกเสกฯ พุทธาภิเษกฯ มหาปวารณา รวมกันมาฟังธรรม มาปฏิบัติประพฤติไปด้วยกัน เป็นกลวิธีเป็นอุบายโกศล วิธีให้มาศึกษาฝึกฝนปริยัติปฏิบัติปฏิเวธ ก็เขาไม่เห็นความสำคัญ ขาดบาทขาดสลึง กลัวจะพร่องก็ปลีกมาไม่ได้ ชีวิตคุณจะอยู่กับแบบนั้นตลอดกาล ก็เอาเถอะ ใครจะเห็นความสำคัญกับธรรมะก็มา คนเห็นความสำคัญของสาระในสาระก็มา เมื่อเราเองสามารถเรียนรู้เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรม เขตสำคัญคือ รู้จักเวทนาในเวทนา 1. มีธาตุรู้คือปัญญา 2. มีสิ่งที่ให้ธาตุรู้มากำหนดรู้ มีธาตุรู้ที่กำหนดรู้คือสัญญา สิ่งที่กำหนดรู้คือรูป แยกแยะ กาย เวทนา จิตได้ กายคือ ต้องมีวัตถุพร้อมข้างนอกพร้อม แล้วก็มีจิตร่วมด้วย ความมีรูปนาม เราสำคัญที่รูปนาม ธาตุรู้เมื่อรู้แล้วแยกแยะ สิ่งที่ถูกรู้เป็นรูป เช่น นี่มะระมีลูกสีเขียว กล้วยน้ำว้าสุกก็เป็นลูกเหลืองๆอย่างนี้ เราก็เห็นรูปร่างอย่างนี้ แต่นามธรรม เวทนาความรู้สึกของเรา 1. ธาตุรู้เวทนารู้แท้ ว่ามันเป็นอย่างนี้ เห็นแต่รูปเฉยๆ ได้กลิ่น ได้สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งหรือรับรสว่ามันเป็นอย่างนี้ ใครมาสัมผัสทางลิ้น ว่ารสมะระอย่างนี้ คนไหนมาสัมผัสก็รสเดียวกันหมด เพราะว่ารสนี้มันเป็นของอันนี้ ส่วนอีกอันหนึ่งเป็น รสเก๊ อันนี้ชอบ ขมกำลังดี เข้าท่า แต่อีกคนก็ว่าไม่ไหวไม่เอา อีกคนหนึ่งก็ว่าขมน้อยไปนะ สวยแต่รูปจูบไม่หอม สู้สะเดาไม่ได้ คนติดรสอันนี้ก็เกิดความชอบความชัง ความชอบไม่ชอบคือรสเก๊ แต่รสจริงก็เป็นของมัน มะระมันก็เป็นการขมอย่างนี้ เอาสะเดามาแข่งมันก็เป็นของมัน แต่คุณชอบหรือไม่ชอบคุณกำหนดของมันเอง อันนั้นคือตัวปลอม ตัวเก๊ที่จะต้องไม่ให้มีในจิต อาตมาว่าอาตมาอธิบายชัดแล้ววนเวียนซ้ำซากน่าเบื่อไหม อาตมาเห็นสังคมเขาน่าสงสาร ศาสนาอื่นเขาไม่ได้สอนอย่างศาสนาพุทธ เขาหลงกีฬา การละเล่น หลงการบันเทิงเริงรมย์ เขายกค่า แล้วเป็นส่วนมากในโลกด้วยเล่นกีฬา เอาค่านักกีฬาสูง เต้นร้องรำแสดง ยิ่งทำโป๊ กามเก่งก็ยิ่งค่าตัวสูง มันยิ่งเป็นการเสื่อมมากแต่เขาหาว่าเป็นการเจริญ เมืองไทยก็กำลังเอาอย่างเขา จนกลายเป็นดารามีค่าตัวแพง sexy girl ,sexy model เขาทำ เสร็จแล้วก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดนี้มันน่าอายปากกัน แต่เขาพูดกันอย่างโก้ไปตามโลกเขาใหญ่ น่าสังเวชใจ อาตมาก็ขออนุโมทนากับพวกคุณก็มีสาวแส้บ้าง มีแต่สาวแก้ๆ ที่จริงแก่ๆ สาวแส้มีบ้างแต่น้อย ก็หลงโลกเขาอยู่ อาตมาแสดงสัจธรรมก็ได้บ้าง มีน้อยแต่เป็นของแท้เป็นแก่นเป็นเนื้อหาสาระของศาสนาพุทธ อาตมาก็ดีใจภูมิใจที่ทำแล้ว ยังมีคนสนใจใส่ใจรื่นเริงในธรรม พูดให้ขัดเกลากิเลสออกล้างออก ก็ยังรื่นเริงในธรรมยังสดชื่น ยังไม่รำคาญไม่ง่วงเหงา หรือไม่ชอบ ก็ยังพอใจยินดี อาตมาก็ต้องทำ ไม่เช่นนั้นก็รักษาธรรมะโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าไว้ไม่ได้ คนช่วยมาช่วยทำ อย่างรู้ๆ หาว่าผู้รู้ที่รู้ๆ แล้วเอาจริงเอาจังอย่างอาตมามันน้อยเหลือเกิน ก็พยายามทำขึ้นมา แต่ละท่านที่เข้าใจ ท่านก็ว่าท่านถูก ดีไม่ดีดีกว่าโพธิรักษ์ด้วย อาตมาก็ต้องเคารพความเห็นส่วนตัว อาตมาพูดไป เขาก็หาว่ายกตนข่มท่าน อาตมาก็ว่า ให้ตรวจสอบตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าสิ ชุดของพระไตรปิฎกที่เถรวาทใช้นี้เป็นของพระมหากัสสปะเป็นประธานในการสังคายนา ความเห็นจึงเอียงไปทางป่า อาตมาอธิบายสัจธรรมพวกนี้ พวกคุณเอียงโต่ง อาตมาก็เลยดึงออกมา ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาคนป่า แต่เป็นศาสนาคนเมือง การออกป่าเป็นความหลงผิด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรเล่มแรกเลย อัมพัฏฐสูตรท่านก็ตรัสไว้ ที่จริงมันเป็นแต่ก่อนพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าก็มาฟื้นใหม่ว่าปฏิบัติที่เป็นความเสื่อมสี่ประการในอัมพัฏฐสูตร แต่คนไม่กระดิกหู เขาก็ยังปฏิบัติธรรมออกป่ากัน อาตมาพาทำ พวกคุณออกป่าก็ไม่ แต่อาตมามีเสนาสนะป่าในใจนะ ไปสร้างป่าเอง อาตมาไม่เคยถูกจับกรณีบุกป่าเลย มีแต่สร้างป่าเอง เพราะว่าอาตมามีป่าในหัวใจยินดีในเสนาสนะป่า อาตมามีความเข้าใจว่าป่ามีความหมายอย่างไรในศาสนาพุทธ เรารู้ป่าแล้วจะออกป่าทำไม มาทำศาสนาในเมืองให้คนนั้นได้ศาสนา ป่ามันมีแต่สิงสาราสัตว์มันไม่รู้ธรรมะหรอก ...จบ 610608_พ่อครู เทศน์ ทวช. อโศกรำลีกครั้งที่ 37 สัปปายะ 4 ชี้ทางบรรลุธรรม