สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน นาม 5 รูป 28 ให้ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์25 KB
วันที่แก้ไข26 มิถุนายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน นาม 5 รูป 28 ให้ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ _มีผู้ที่ค้นตำราจากพระไตรปิฎกว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธ พระไตรปิฎกเล่ม 17 ข้อ [508] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น เป็นเวลาเช้า ท่านพระสารีบุตรนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปสู่พระนครสาวัตถีเพื่อบิณฑบาต ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีแล้วกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต เข้าไปยังป่าอันธวัน เพื่อพักกลางวัน ถึงป่าอันธวันแล้ว นั่งพักกลางวัน ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง. ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่พักผ่อนแล้วเข้าไปยังพระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี. ท่านพระอานนท์ได้เห็นท่านพระสารีบุตรว่า อาวุโสสารีบุตร อินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก สีหน้าของท่านหมดจด ผ่องใส วันนี้ท่านพระสารีบุตรอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร? ท่านพระสารีบุตรตอบว่า อาวุโส ดังเราจะบอก เราสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมเข้าปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่. อาวุโส เรานั้นไม่ได้คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าปฐมฌานอยู่ หรือว่าเข้าปฐมฌานแล้ว หรือว่าออกจากปฐมฌานแล้ว. แท้จริง ท่านพระสารีบุตรถอนทิฏฐิคืออหังการ ตัณหาคือมมังการ และอนุสัยคือมานะออกได้นานแล้ว ฉะนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงไม่คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าปฐมฌานอยู่ หรือว่าเข้าปฐมฌานแล้ว หรือว่าออกจากปฐมฌานแล้ว. พระอานนท์เป็นสายเจโตใช้ภาษาก็เป็นภาษาแบบฤาษีเทวนิยมอยู่ วันนี้เป็นวันที่ 9 มิถุนายนแรม 11 ค่ำเดือน 7 วันเสาร์ วันนี้เป็นวันบูชาพระบรมสารีริกธาตุตอนเย็น 6 โมงเย็น ทำวัตรเช้านี้ก็เลยอธิบายสัญญาเวทยิตนิโรธก็แล้วกัน ผู้ที่ไม่ค่อยจะมีพื้นฐานนักก็หากระไดมา ปีนกระไดฟังหน่อย ขออภัย

สัญญาแปลว่าการกำหนด เป็นเจตสิกของเรา ทุก

อ่านต่อ

คนก็ฝึก ศาสนาพุทธฝึก จิตของเราส่วนของจิตของเรานี้ทำงานอย่างนี้ ต้องฝึก ถ้าไม่ฝึกสัญญาไม่เก่งสัญญาต้องทำงาน มันจะกำหนดรู้อันนี้แตงโม อันนี้กล้วย อันนี้เป็นมะระ สัญญาทำงานทั้งนั้น เจออะไรสัญญากำหนดรู้ทันที เพราะฉะนั้นสัญญากำหนดรู้นี้ มันเป็นตัวทำงานที่จะให้เราได้เรียนรู้ ในฐานนามธรรม นามธรรมเป็นการฝึกปรือ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ดูเหมือนจะข้อ 7 ท่านตรัสถึงรูปธรรมนามธรรม รูปธรรมคือมหาภูตรูป 4 แล้วก็มีนามธรรมอีก 5 มีมหาภูตรุป 4 อุปาทายรูปอีก 24 ปฏิบัติธรรมนั้นลืมตาปฏิบัติ แต่ที่เข้าใจกันผิดไปทั่วคือ ไปหลับตาปฏิบัติ หากถึงขั้นสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็ต้องไปนั่งหลับตาสะกดจิตเข้าภวังค์ ซึ่งผิดไปคนละฟากฝั่งเลย คนละฟากฟ้าหนึ่ง ไม่ใช่ที่เป็นอย่างที่คิดอย่างที่เข้าใจ ต่อมา การใช้สัญญานั้น พระสารีบุตรบอกว่า ท่านพระสารีบุตรตอบว่า อาวุโส ดังเราจะบอก เราสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมเข้าปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่. อาวุโส เรานั้นไม่ได้คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าปฐมฌานอยู่ หรือว่าเข้าปฐมฌานแล้ว หรือว่าออกจากปฐมฌานแล้ว. แท้จริง ท่านพระสารีบุตรถอนทิฏฐิคืออหังการ ตัณหาคือมมังการ และอนุสัยคือมานะออกได้นานแล้ว ฉะนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงไม่คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าปฐมฌานอยู่ หรือว่าเข้าปฐมฌานแล้ว หรือว่าออกจากปฐมฌานแล้ว. ของศาสนาพุทธไม่มีเข้าไม่มีออกฌาน ทำนิโรธทำดับได้ โดยไม่ต้องเข้าต้องออก สามารถฝึก ชำระกิเลสดับกิเลสได้โดยที่กิเลสมันดับได้ แวบหนึ่ง สองแวบ ดับได้นานขึ้น มีทั้ง ขุททกะ ขณิกะ สภาพทำได้เป็นตัวๆ ทำได้เป็นกำหนดเวลาได้เร็วขึ้นและนานขึ้นด้วย ทำได้แข็งแรง ทำได้ละเอียดทำได้ครบทำได้มาก ทำอะไร ทำลายตัวกิเลสไง ก็เป็น คุณสมบัติของการประพฤติปฏิบัติธรรม ที่เราสามารถปฏิบัติได้ดีขึ้นเจริญขึ้น ท่านไปขยายความไปเป็นฌาน ฌานก็ไม่ได้หลับตา ฌานต้องปฏิบัติลืมตาคือศาสนาพุทธ อย่างพวกชาวอโศก อาตมาพาให้ปฏิบัติฌานสมาธิจนเกิดนิโรธ ก็ลืมตาทั้งนั้น ฌานคือ เป็นพลังอุณหธาตุ สร้างพลังงานหนึ่งขึ้นมาในจิตและมันก็เผา ฌาปน แปลว่าเผา ฌาปนกิจ คือกิจการงานเผา เผาศพ ฌาปนะ ฌานะ แปลว่าไฟ แปลว่าเพลิง อุณหธาตุที่ไปทำลาย พลังงานไฟราคะโทสะโมหะ เมื่อทำฌานก็เอาสัญญากำหนดรู้ความรู้สึกของเรา ในขณะกระทบสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อกระทบเสร็จเวทนาเกิด องค์ประชุมของรูปนามคือการเรียนรู้ เราเป็นเจ้าของจิต จิตของเราก็มี ปสาทรูป โคจรรูป ปสาทรูปก็คือประสาท มีประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย มันทำงาน โคจระ คือมันทำงานแล้วไม่อยู่เฉยๆแล้ว บางทีเรากระทบแต่ไม่โคจระไม่รู้เรื่อง เฉยๆ จิตมันไปคิดอะไรโน่น แสงกระทบ retina แต่ประสาทมันมีไม่ได้เสีย แต่โคจระไม่ทำงาน อาการจิตที่จะทำงานร่วมรับรู้รับคิด ตากระทบแสง แสงเข้าประสาทตาแล้ว แต่ความคิดไปอยู่กับอะไรก็แล้วแต่ คนเดินผ่านไปมาก็ไม่เห็น ของอยู่ข้างหน้าก็ไม่เห็น นี่คือสัมผัส ยิ่งไม่สัมผัสแม้มีปสาทรูป โคจรรูปก็ไม่รู้เลย ก็มีแค่คิดอยู่ในสัญญา ซึ่งไม่เป็นทิฏฐะ ไม่เป็นปัจจุบันไม่เป็นปัญญา ทิฏฐิ ปัญญาต้องมีปัจจุบัน มีภายในภายนอกร่วมรับรู้ สัญญากับปัญญาต่างกัน ปัญญาจะต้องรู้ภายนอกภายในครบ จึงจะเรียกว่าปัญญา เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจความหมายละเอียดพวกนี้ไม่ได้ปฏิบัติ ธรรมะไม่ได้ เช่น ไปนั่งหลับตาสะกดจิตแล้วทำฌานทำสมาธิหลับตา แล้วทำจิตให้ว่างอุเบกขาอยู่ในภพ โดยไม่ลืมตาไม่รับรู้ทวารภายนอกเลย รู้แต่ในจิตข้างใน เสร็จแล้วจิตก็ดับเป็นอุเบกขาแบบสมถะ ดับเป็นอุเบกขาสมถะ เคหสิตอุเบกขาเวทนาได้แล้ว เสร็จแล้วนิ่งเขาก็บอกว่านิ่งแล้วเสร็จแล้วเดี๋ยวปัญญาจะเกิดตาม นี่คือการไม่รู้ธรรมะ อธิบายผิด ตัวที่จะเกิดตามหลังจากการนั่งหลับตาสนิทได้ มีแต่สัญญาเท่านั้นไม่มีปัญญาเกิดเลย เพราะปัญญาต้องมีภายนอก แต่อานาปานสติหลับตาแล้วก็ไม่รับรู้ภายนอก เหลือแต่ลมหายใจเข้าออก ท่านเรียกว่ากาย ถ้าคุณไม่รับรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกคุณอยู่ในภพภายในหมดเลย คุณก็ไม่มีกาย เมื่อปฏิบัติธรรมไม่มีส่วนกายไม่มีธรรมะ 2 ไม่ใช่ของศาสนาพุทธเลย ออกนอกรีตนอกทางไป ฉะนั้นปัญญาไม่มี มันวนอยู่ในสัญญา ก็จะมีแต่ทิฏฐิ 62 ทําในพรหมชาลสูตร นั่งหลับตาสมาธิไม่มีอะไรเจริญเท่ากับอยู่ในกะลาครอบ ไม่ออกไปจากกะลาเลย ไม่มีอาโลกะ ไม่มีแสงสว่างเลย ไม่มี อาโลกสัญญาเลย ฝันอยู่คนเดียว อยู่ในสิ่งที่คุณมีคือคลังสัญญาคือความคิดความฉลาดภูมิธรรมเท่าที่มี คนก็เอาภูมิธรรมเท่าที่มีรับรู้ได้ไม่ครบง่ายๆหรอก อย่างเช่นพระพุทธเจ้าท่านดึงสัญญาเก่าได้ครบ ท่านก็เคยทำมาเดิมตั้งแต่เก่าสำเร็จครบสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เมื่อมาประสูติอุบัติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ถึงวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ท่านก็นั่งระลึกถึงภูมิ ที่เป็นสัมมาสัมโพธิญาณของท่านขึ้นมา เหมือนกับคุณเองคุณมีสมบัติอยู่ในเซฟ คุณก็เปิดเซฟ ออกมาเอาสมบัติออกมา แต่ถ้าในเซฟของคุณไม่มีสมบัติของคุณในนั้นเปิดเซฟออกมา มันก็ไม่มีอะไรข้างใน บ่จี๊ ทรัพย์สินเงินทองคุณก็ไม่มี นิโรธของโลกุตระนั้น หาก ไม่มีภูมิธรรมที่เป็นโลกุตรธรรม คุณก็วนอยู่ในโลกียธรรม เพราะฉะนั้นการนั่งปฏิบัติธรรมหลับตา นิโรธจะเก่งให้ตายอย่างไร นั่งมาตายมาเยอะแล้ว แล้วก็บอกว่านั่งหลับตาบรรลุเป็นอรหันต์กัน เป็นอรหันต์เก๊ทั้งนั้น สายหลับตา นั่งแล้วบอกว่าบรรลุธรรมด้วยการหลับตา อรหันต์เก๊ทั้งนั้น เพราะปฏิบัติธรรมไม่ได้เข้าทางพระพุทธเจ้าเลย ไปนั่งหลับตาเข้าฌานได้แล้ว จึงค่อยยกจิตเข้าสู่วิปัสสนา มันเป็นคนละสิ่งคนละอย่างคนละเรื่อง เป็นการเข้าใจผิด ในพระไตรปิฎกเล่ม ที่บอกว่ารูป 28 นาม 5 ตามปฏิจจสมุปบาท พอถึงข้อ 14 ก็จำแนก รูป 28 นาม 5 การปฏิบัติธรรมต้องปฏิบัติที่ที่รูป 28 นาม 5 นาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ การปฏิบัติธรรมต้องทำใจในใจให้โยนิโส ให้ถ่องแท้ให้ละเอียดลออให้แยบคาย ให้ลงไปถึงที่เกิด โยนิโส แปลว่าอย่างนั้น ให้ลงไปถึงที่เกิดที่ฐานจิตที่เกิดที่ตั้งของจิต กิเลสก็จะตั้งอยู่ตรงนี้แหละ คุณจับอาการของจิตได้ว่าจิตของเราคืออันนี้ คุณก็รู้ หทยรูป มันเป็นนามธรรม แปลตามพระอภิธรรมเขาเรียนกันว่า หทยรูป อยู่ที่หัวใจ ห้องที่ 4 มีน้ำหล่อเลี้ยงสีน้ำเงินอยู่ อธิบายกันอย่างเป็นรูปธรรม เป็นรูปวิมานเลยทั้งๆที่มันไม่มีรูป เป็นนามธรรม แต่เขาก็ว่ากันไป เพราะฉะนั้น ผู้ที่สามารถอ่านจิตตัวเองได้ รู้จิตตัวเองเป็น นี่แหละคือนามธรรม อยู่ในกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก คือคูหาสยังของใครของมัน เสร็จแล้วคุณเข้าใจแล้วก็ทำ การทำใจต้องมีสติสัมโพชฌงค์ตื่นเต็ม มีสติตื่นเต็มๆทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสนอกสัมผัสในรู้พร้อมหมด มีสติสัมโพชฌงค์แล้วก็วิจัย กาย รูปนามเลย จากกายก็เป็นเวทนา วิจัยเวทนา ในเวทนาจะมีตัวจิต เข้ามาเป็นตัวการเรียกอกุศลจิต เข้ามาเป็นเหตุปรุงแต่งจิต อันเกิดกิเลส เป็นเวทนาสุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ ตัวเหตุ ทำให้สุขทุกข์คือตัวตัณหาหรืออุปาทาน พยัญชนะก็บอกว่าตัณหาคือตัวเคลื่อนไหว อุปาทานคือแกนของจิต เป็นกิเลสตัวเดียวกัน กามุปาทานคือตัณหาถ้ามันเคลื่อนไหวเป็น Dynamic ก็เป็นตัณหา ถ้ามันนิ่งอยู่ก็เป็น กามุปาทาน หากเคลื่อนไหวก็เป็นตัณหา ก็อ่านตัวกามนี้ให้ได้ มันมีตัวกามอยู่ก็ฆ่ามัน ถ้ามันเคลื่อนไหวแล้วก็รู้ได้ดี ถ้าหากมันนิ่งอยู่ก็ตีไม่แตกรู้ได้ยาก จึงปฏิบัติชนิดที่ไม่มีผัสสะไม่มีอาการเคลื่อนไหว มันจะทำลายกิเลสได้ยาก ทำลายกิเลสไม่ออก ทำอย่างไรไม่ถูกตัวมันด้วย ดีไม่ดีมันทำตัวหายตัวไปเลยไม่มีตัวตนเลย ทำเป็นตัวไม่มีตัว ท่านเรียกว่าแปลงกายนิรมาณกาย เสร็จแล้วก็อาทิสมานกาย เป็นกายที่มองไม่เห็น นิรมาณกายคือกายที่ทำเอง ทำให้มันไม่เห็นจิต เป็นองค์ประกอบ นิรมาณกาย แล้วก็เป็นอทิสมานกาย เป็นกายที่มองไม่เห็นไม่รู้จะทำอย่างไรกับนามธรรมจิตของตัวเองที่มองไม่เห็นที่ทำให้มองไม่เห็นเองก็เลยโง่ เสร็จแล้วโง่ด้วยกันก็เลยเป็น สัมโภคกาย เลยไปนั่งทำจิตแบบนั้น เสพติดแบบนั้นบนโลกร่วมกัน ไปทำแบบนั้นกัน พวกนี้พวกกายนอกรีตทั้งนั้นเลย นิรมาณกาย อทิสมานกายสัมโภคกาย มันไม่ใช่นามกาย นั่นแหละคือพวกธรรมกาย สำนักธรรมกายนี่แหละทำการวิปริต 3 นี้ทั้งนั้น ทั้ง นิรมาณกายเป็นเทวดาเฟส 2 เฟส 3 เฟส 4 มีวิมานอยู่นั่นอยู่นี้ ฤาษีลิงดำ 9 วิมานชั้น 5 วิมานชั้น 6 วิมานชั้น 7 ฤาษีลิงดํา สายนั่งแล้วปั้นวิมานธรรมเจโต มันเป็นการยึดติดคนละทางกัน แต่มันออกนอกทางน่าสงสาร ขออภัยยกตัวอย่างธรรมกายหรือฤาษีลิงดำก็ดี สายฤาษีลิงดำสายอาจารย์มั่น มีพวกนี้ผสมกัน ฤาษีลิงดำนั้นเด่นไปทางวิมาน ทางธรรมกายก็วิมานมหาวิมาน เป็นพวกนิรมาณกาย แต่กลับอีกที อาทิสมานกายนั้นไม่เห็น แต่ดันไปเห็นอีก ฤาษีลิงดำก็เช่นกันแต่เห็นแบบสุภกิณหา แต่ทางด้านธรรมกายเห็นอย่างอาภัสรา เปลี่ยนรูปพรหม 2 สาย วิมานพรหม เป็นพรหมนอกรีต พระพรหมคือลักษณะสะอาดจากกิเลส มันไม่มีรูปร่างตัวตน ไม่มีสีสันเส้นแสงอะไร รู้ด้วยอาการของกิเลส แล้วทำให้กิเลสออกไปหมดให้จิตใจสะอาดเกลี้ยงได้เลย พรหมที่เป็นแสงสีรูปร่างตัวตนเส้นแสงสีสาย เลยเกิดเป็นลมแสงสว่างมีรัศมี พรหมปาริสัชชาพรหม มหาพรหม 1 รูปพรหม 1.1 ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ เป็นลูกน้องของมหาพรหม 1.2 ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ 1.3 ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ สามเส้านี้ ของพรหม เขาอธิบายกันเป็นรูปร่างตัวตนเป็นชั้นอะไรไป พวกนี้นอกรีตทั้งนั้น เขาเรียก ปฐมฌาน ฌาน นั้นที่มีรูปร่างตัวตนผิด แต่หากอธิบายลักษณะนามธรรมก็ดีไป แต่เข้าใจไม่ได้ก็เป็นรูปธรรม เป็นรัศมีแสงสว่าง ความมืด มาอธิบายความเป็นพรหม เอาแสงมาอธิบาย 1.4 ชั้นที่ 4 ปริตรตาภาภูมิ เป็นแสงสภาพจิตที่นั่งเห็นแสง คุณหลับตาปั๊บ มันไม่มีแสงอะไรหรอก มันก็จะเห็นแต่ความมืด แต่คนที่ปิดตาลงแล้ว มีแสงสี แวบ สีม่วงสีแดง อะไรอุปาทานทั้งนั้น คนไม่มีอุปาทานอะไร ปิดตาแล้วก็มีแต่มืดแต่มืด หากมีแวบก็เป็นเศษอุปาทานหากยิ่งเข้าใจผิดว่านั่งหลับตาแล้วจะเกิดเห็นแสงสีใส แดงเขียวอะไรมันยังไม่ใสก็เพ่งให้มันใส ยิ่งใสยิ่งอาภัสรา หรือสายมืด ทำให้ดับดำมืดได้เป็นสุภะก็เป็นสายสุภกิณหา ก็มีแค่สองสาย ความเป็นพุทธไม่ได้มีแสงไม่มีสีไม่มีมืดไม่มีสว่าง มีแต่กิเลสกับกิเลสลดลงไป จางคลายลงไปมีแต่ประภัสสร มีแต่เจริญ มีแต่สะอาด มีแต่รู้อย่างเต็ม กิเลสหมดไปได้เรื่อยๆ การอธิบายเทวดา 6 ชั้นพรหม 16 ชั้น อรูปพรหมอีก 4 ชั้น เขาก็ไปอธิบาย หากอธิบายเข้าหาสาระธรรมก็ได้ แต่ไปอธิบายเป็นความแสงสว่างความเป็นความมืดความเป็นภพ เป็นการปฏิบัติไม่ตรงกับธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นมิจฉาทิฎฐิเป็นสิ่งที่ปั้นสร้างขึ้นในจิตเป็นตัวเป็นตน แล้วก็รวมเป็นภพ จากชาติก็เป็นภพต่อ ไม่เข้าใจความละเอียดความเป็นชาติ ไม่เข้าใจความละเอียดของความเป็นภพ จึงสัญญา (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) จึงสัญญากำหนดหมายอะไรผิดหมด ปฏิบัติธรรมนั้นสัญญาเป็นการกำหนดรู้ในสภาพของ เวทนา สัญญา สัญญาก็ออกมาเป็นตัวทำงานกำหนดรู้เวทนา กำหนดรู้เจตนา แทนที่จะเป็นเวทนา สัญญา สังขาร ก็เป็นเวทนา สัญญา เจตนา มโนสัญเจตนามีอยู่ 3 ชนิด 1. กามตัณหา 2. ภวตัณหา 3.วิภวตัณหา เราใช้วิภวตัณหาคือตัณหาที่จะทำให้ไม่เกิดภพ ตัณหาคือความต้องการเป็นความประสงค์ เป็นความปรารถนาที่จะให้จิตเราไม่มีภพ เป็นวิภวตัณหา เสร็จแล้วก็เรียนจาก กามตัณหา เป็นฐานภายนอกฐานเบื้องต้น กามตัณหา 5 คือกามคุณ 5 ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบสัมผัสแล้วก็เกิดเวทนา คุณก็วิจัยเข้าไปในเวทนา แล้วก็จัดการ วิจัยเวทนา เป็นกรรมฐาน ศาสนาพุทธมีกรรมฐานเดียวคือเวทนาเป็นกรรมฐาน แต่เขาออกนอกทิศนอกทางไปตามวิสุทธิมรรค เป็นกรรมฐาน 40 อันนั้นไม่ต้องทำเลย ทำอย่างนี้แหละ จะมีสมถะจิตแข็งแรง ที่เป็นสภาพโลกุตรธรรมกว่าไปนั่งแยกทำสมถะที่ 1 วิปัสสนาที่ 1 เสร็จแล้วก็ไปปนเปกัน แล้วก็นึกเอาว่าวิปัสสนา ถ้ายังไปนั่งหลับตาสะกดจิตแล้วยกจิตสู่นิพพานนั้นเป็นการขี้โม้ สภาวะจิตมันไม่มี นั่งหลับตาให้จิตสงบแล้วยกจิตสู่วิปัสสนานั้นมันหลงเลอะเทอะไปใหญ่เลย ผู้รู้เห็นแล้วก็บอกว่า ตลกมกจ๊กหลอกเด็ก อธิบายวิปัสสนาแบบอยู่ในภพ มันยิ่งกว่าตลกมกจ๊กผสมเชิญยิ้ม เมื่อเราอ่านจิต รู้จักสังกัปปะ 7 สังกัปปะ 7 นั้นลืมตา เมื่อลืมตาเกิดภาษาก็วิจัยมัน มีสติมีธรรมะวิจัย มีวิริยะ มันเกิดเป็นเวทนา มันเกิดเป็นอารมณ์ความรู้สึก ก็เจาะเข้าไปในเวทนา ในเวทนามันมีตัวเหตุทำให้สุขทำให้ทุกข์ สมใจก็เป็นสุขไม่สมใจก็ทุกข์ สุขกับทุกข์มันผีหลอก ผีหลอกเราจริงๆ ผีหลอกคือความสุข ผีจริงคือคุณทุกข์ ก็เพราะไปหลงสุขกัน เพราะฉะนั้นดับเหตุที่มันเป็นทุกข์เป็นอริยสัจจ์มันไม่ใช่สุข สุขมันคือผีแปลงตัวเป็นเทวดา เป็นกามเทพมาหลอกเรา เพราะฉะนั้นเหตุที่มันจะเกิดผีหลอก ก็คือ กาม ที่มัน เป็น เทพบุตรมาร แปลงตัว เป็นเทพบุตรมาร ชะๆ เอ็งเป็นผีแท้ๆชื่อว่ากามเทพ ที่จริงเป็นเทพบุตรมาร มันเป็นมารไม่ใช่เทพ เราก็จับตัวการนี้ได้ อาการกาม แล้วลดหรือกำจัด ชําระลงไปได้ ชำระได้แข็งแรงหมดเลย เร็วๆแข็งแรง แกร่ง ถ้ามันไม่ได้ก็ค่อยๆจางคลาย เราจะเห็น พระพุทธเจ้าท่านสอนถึงความจางคลายความเป็นขั้นตอนของการดับ 1. อนิจจานุปัสสี 2. วิราคานุปัสสี 3. นิโรธานุปัสสี 4 ปฏินิสสัคคานุปัสสี ทำซ้ำทำทวน อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำอย่างนิโรธานุปัสสี ทำซ้ำอีก ปฏินิสสัคคานุปัสสี ทำจนหมดเกลี้ยงไม่ต้องทำอีกจิตไม่มีกิเลสเข้ามาอีกแล้วไม่ต้องทำอีกแล้วไม่ต้องมีบทบาทของกิเลสมาอีกแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนัน ฐานธรรมะพระพุทธเจ้าฐานนิพพานนั้นคืออุเบกขา อุเบกขา 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ปฏิบัติธรรมนั้นต้องมีนามธรรม 5 ทำใจในใจ มีเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา แข็งแรงขึ้นไป มีจิตอุเบกขาสมบูรณ์แบบได้แล้ว ยิ่งแข็งแรง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ นี่คือคุณสมบัติที่พระพุทธเจ้าท่านขยายและบอกบัญญัติภาษาเอาไว้หมด ตรวจสอบตามคำสอนพระพุทธเจ้าแล้วมันลงตัวกันหมดเลย เอาบัญญัติมาเทียบสภาวะตรงหมดเลย ขออภัยที่ต้องพูดความจริง ทำไมอาตมารู้ว่าอาตมาเป็นอรหันต์ ทำไมอาตมารู้ว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ก็เพราะว่าตรวจสอบตามพยัญชนะ ก่อนจะรู้บัญญัติอาตมาก็รู้มาก่อน ถ้ายิ่งมีหลักฐานมาเป็นบัญญัติมาตรวจ มันก็ลงตัว เป๊ะ เปี๊ยบ แล้วเราจะไปหลงตัวเองได้อย่างไรมันตรงมันถูกต้องจิตใจเรามันมีอย่างนี้ เป๊ะ เปี๊ยบ เอาบัญญัติตัวไหนมาตรวจ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ก็เป๊ะ มหาภูตรูป 4 คือรูปธรรม อุปาทายรูป 24 เริ่มแต่ ปสาทรูปโคจรรูป ถ้าเกิดการสัมผัสก็มีการทำงาน มีผัสสะ ก็จะเกิดเวทนา ตามปฏิจจสมุปบาทก็มีตัณหา ฆ่าได้ก็หมดตัณหาไปเรื่อยๆ คือตัวสมุทัยอาริยสัจให้มันดับมันลด การปฏิบัติรูป เมื่อมีผัสสะก็เกิด ภาวรูป ภาวะจะมีสอง เกิดเทวธัมมา เป็นธรรมะ 2 ก็จัดการที่เวทนา ที่มันเป็นสอง แล้วก็ทำเวทนา 2 ให้มันเหลือเวทนา 1 ที่รู้ว่าเวทนาเก๊ กับเวทนาแท้ เวทนาแท้ รู้ความจริงตามความเป็นจริง เช่นแตงโมลูกนี้ไม่เล็กเลยนะ ลายทหารพรานเลย เราก็รู้สีรู้รูปเส้นสาย ตากระทบรูปก็กำหนดรู้ ถ้าจิตของเราเกิด มันสุขมันทุกข์นั่นเป็นอิตถีภาวะ ถ้ามันรู้ความจริงตามความเป็นจริงก็เป็นปุริสภาวะ แยกได้แล้วทำจิตให้เหลือปุริสภาวะ เป็นจิตที่เป็นหนึ่ง ไม่สุขไม่ทุกข์มันก็สำเร็จแล้ว ยิ่งทำให้เป็นปุงลิงค์ได้แล้วเพศชายได้แล้วเป็นเอกได้แล้ว แล้วก็อ่านลึกเข้าไปในจิตที่เป็นเอก ว่ามันสามารถทำให้จิตเป็นอุเบกขา ไม่มีการปรุงแต่งอะไรเก่งขึ้น เรียกว่านปุงสกลิงค์ คือ 0 จากหนึ่งก็ปลอดภัยแล้ว ไม่มีคู่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ได้แล้ว ถึงขั้นนี้ได้แล้ว ปุงลิงก์จิตเป็นหนึ่งได้ แต่เขาไม่ได้เข้าใจและไม่ได้ปฏิบัติตามแบบนี้ที่อาตมาอธิบาย เขาไปนั่งหลับตาสะกดจิตให้จิตเป็นหนึ่ง มันไม่ปรุงแต่งอะไรมันก็ไม่สุขไม่ทุกข์ แต่มันไม่เป็นธรรมชาติไม่เป็นธรรมดาของคน มันก็เลยเป็นพรหมลูกฟัก เก่ง คุณก็ได้แต่พรหมลูกฟัก เมื่อลืมตาคุณก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นอีก กิเลสมันก็เข้าครอบงำ หากคุณจะสะกดจิตได้เก่งมันมีประสิทธิภาพเหมือนกัน เมื่อสัมผัสแล้วก็เอาสมถะนี้ไปสู้ ก็เลยยิ่งหลอกตัวเอง ว่าตัวเองกิเลสลด เปล่า พลังงานของการฝึกแบบนั้นเป็นสมถะ เก่งแล้วเอาอันนี้มาใช้ได้ กระทบสัมผัสแล้วคุณก็ยิ่งแข็งด้าน ไม่ปรุงแต่ง แต่มันเป็นความแข็งด้านของจิต มันไม่ได้หมายถึงว่าจิตไม่มีกิเลสนะ คุณสามารถสะกดจิตให้จิตใจแข็งได้ สัมผัสแล้วกิเลสมันก็เข้าไม่ไหวมันแข็ง แต่คุณก็ไม่รู้ว่าคุณสู้ได้คุณอยู่เหนือมันได้ มันไม่เป็นโลกุตระ มันไม่ได้อยู่เหนือมัน แต่คุณได้สภาวะแข็งแรงเหมือนกัน มันหลง อย่างนั้นมันสู้ได้แต่มันไม่ถาวร มันไม่ดับที่เหตุ ศาสนาพุทธต่างกับเทวนิยมตรงที่รู้จักสมุ ทัย หยาบ กลาง ละเอียด รู้จักจิตเจตสิก รูป นิพพาน หยาบ กลาง ละเอียดหมดสิ้นสูญ ศาสนาพุทธจึงมีสุญญตา มีความสูญความหมดเกลี้ยงถาวร จะลืมตากระทบกับโลก โลกจะมีแรงโลกียะเท่าไร ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อำนาจโลกีย์ขนาดไหนก็อยู่เหนือโลกทั้งนั้น ไม่หวั่นไหวกระแทกกระทุ้งกระเทือนขนาดไหนก็ไม่หวั่นไหว ทำลายความมั่นคงของจิตที่ สะอาดบริสุทธิ์สมบูรณ์ถาวรนิรันดรนี้ไม่ได้ นี่คือสภาพความต่างของศาสนาพุทธกับศาสนาที่ผิดเพี้ยนหรือว่าออกไปนอกระบบเลย อย่างของศาสนาพุทธสมัยนี้ อยู่ในเมืองไทยนี้ก็ตาม ที่นิยมชมชอบยกย่องว่าเป็นเลิศ มันยังไม่สมบูรณ์บริบูรณ์ ด้วยโลกุตรธรรม สมบูรณ์หรอก ขออภัยที่ต้องพูด ชาวอโศกนี่แหละที่สัมมาทิฏฐิถูกต้องครบ เหลือแต่ปฏิบัติ มีคนที่ได้ครบเป็นอรหัตผลไปตามลำดับๆ ใครที่รู้ตัวว่าครบขนาดนี้สิ้นอาสวะมีอรหันต์ระดับหนึ่ง สิ้นอาสวะนี้เป็นอรหันต์ระดับหนึ่ง สิ้นอนุสัยเป็นอุภโตภาควิมุตสมบูรณ์แบบ สมเร็จจบเป็นบุคคลชนิดอุภโตภาควิมุต จากสัทธานุสารี ธัมมานุสารี สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตตะ มันเป็นฐานแท้ของบุคคล 7 เราก็รู้ว่าเราอยู่ในฐานะ ภูมิธรรมเราอยู่ในฐานไหนไม่ต้องหลง ทุกวันนี้เราก็พยายามตรวจสอบฐานโสดาบัน คนที่มีภูมิสูงกว่าโสดาบันแล้ว ก็ต้องพยายามรู้รายละเอียดของ ก็ต้องเข้าใจกลไกรายละเอียด พูดมาเป็นพยัญชนะของความเป็นโสดาบัน เช่นเรามีศีล 5 ได้ มีญาณ 7 รู้อาริยสัจ 4 จิตเข้ากระแส โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ จิตเข้ากระแส ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เที่ยงแท้แล้ว มีแต่ไปสู่ความตรัสรู้แต่ถ่ายเดียว เมื่อเกิดสัมผัส มีอิตถีภาวะก็จัดการให้เป็นปุริสภาวะเก่งสุดจบที่นปุงสกลิงค์ ภาคปฏิบัติก็ทำ 2 ให้เป็น 1 ปุงลิงค์ไปได้เรื่อยๆ หากปฏิบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้าเป็นลำดับ มันจะเป็นอัตโนมัติไปเลย มีสังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขนาปธาน ทำได้ครบ กิเลสหมดแล้ว ก็เป็น อปุญญาภิสังขาร เป็นอเสขบุคคล ไม่ต้องทำบุญอีกแล้ว มีแต่สั่งสมอเนญชาภิสังขารให้แข็งแรง มีอุเบกขาที่แข็งแรงมากยิ่งขึ้น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ได้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น เมื่อเราสามารถมีภาวะรูป เราจะรู้จัก หทยรูป คือ สภาวะ ตรงนี้แหละ คือที่ตั้งของจิต มันไม่มีสถานที่ ไม่มีรูปร่างเส้นแสงสี แต่คุณต้องจับ หทย ความเป็นจริงที่ตั้งอยู่ตรงนี้ ย คือพลังงาน ห คือความจริงที่มีบทบาทจริง ความจริง หทย ที่มีบทบาทอยู่ตรงนี้ มี ท คือความเคลื่อนไหวที่เป็นบทบาทเต็มตัวแข็งแรง ตัว ท.ทหาร พลังงานจิตที่แข็งแรงเต็มตัว หทย เป็น ทหาร ตัว ทห คือสภาวะสื่อ เมื่อรู้สภาวะตัวนี้ชัดเจนไปถึงสักกายะ อย่างไม่มีความลังเลสงสัยพ้นวิจิกิจฉา คุณทำอย่างเห็นของจริง มีวิปัสสนาและสามารถทำให้กิเลสลดกำจัดกิเลสเป็น กิเลสดับได้ นั่นคือคุณสามารถที่จะทำ ถูก หทยรูป แล้วก็รู้ว่า ชีวิตรูป คืออาการชีวิตของผี ของกิเลส มันยังมีชีวิตอยู่นะ เพราะฉะนั้นต้องจัดการฆ่าผีนี้ให้ตายหมดชีวิตดับสูญ คุณก็ต้องรู้ชีวิตรูป สิ่งที่ถูกรู้ ที่มันมีอาการมีชีวิตเกิดในจิต เราเรียกว่ามันมีชีวิตรูป มันไม่เกิดตลอดหรือเกิดชั่วคราว คุณก็ใช้สัญญากำหนดรู้ วิธีปฏิบัติพระพุทธเจ้านั้นไปทำให้สัญญามันสมบูรณ์ สัมผัสจริงเป็นปัจจัย แล้วทำปัจจุบันนี้ จนกระทั่งมันตายดับสนิท แม้แต่ พัสดุ ก็ตาม เพราะฉะนั้นในสัญญาก็ตาม หากดับกิเลสในปัจจุบันนี้ได้ กิเลสดับในปัจจุบันได้ภายนอก ในสัญญาก็จะดับได้ด้วย แต่ไปทำในสัญญาแล้วไปสัมผัสภายนอกไม่เก่งไม่เป็น ไปทำผิดลำดับเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ไปทำภายในและออกมาทำภายนอกจะยาก คุณทำมีดโกน แล้วมาสู้กับมีดโต้ สู้กับทวนกวนอู 80 ชั่ง ทวนกวนอูๆก็ซัดของคุณแหลก มีดโกนนึกว่าคมดี หากเจอทวนหนัก 80 ชั่ง ของกวนอูเข้าไปก็ไม่เหลือ ไม่ทันการณ์อะไร มีดโกน ด้ามมันสั้นนิดเดียว มีดโกนด้ามยาวด้ามหนัก 80 ชั่งมันมีไหม มันไม่มีหรอก ของภายนอกหรือภพภายนอกนั้น มันต้องทำก่อน หากไปหลงผิดทิศทางทำไม่ตามลำดับมันก็วกไปวนมา ต้องทำไปตามลำดับตั้งแต่กามภพ ที่อบายภพก่อน จนหมดเกลี้ยงไม่เกิดอีกอยู่เหนือมันแล้วก็ทำ กามคุณ ต่ออีก อยู่เหนือได้ก็ เป็นอนาคามี โลกอบาย โลกกามก็ยังอยู่ แต่จิตเราอยู่เหนือมัน มันทำอะไรเราไม่ได้ เหมือนผู้ใหญ่จับหัวเด็กไว้เราแข็งแรงจับหัวเด็กไว้ เด็กมันก็จะมาชกเราทำร้ายเราอย่างไร มันก็ทำอะไรเราไม่ได้เราอยู่เหนือ มันก็ไม่ได้หนีด้วยนะ ไม่ใช่ไม่เห็นกิเลสนะ กิเลสในโลกมีอยู่ตลอดเวลาไปห้ามมันได้ที่ไหน มันเป็นคนอื่นไม่ใช่ตัวเรา แล้วตัวเรา มันกระทบเราอยู่มันก็ทำอะไรเราไม่ได้ ไม่มีสะดุ้งสะเทือน ไม่มีหวั่นไหว ไม่มีเคลื่อนเลย แข็งแรง เราปฏิบัติธรรมตามคำสอนพระพุทธเจ้ามาทั้งหมด ชีวิตมีอะไรเป็นอาหาร มันยังเหลือกิเลสมันก็ต้องการอาหาร กาม อาหารพยาบาท นี่เป็นคู่แรก ฐานกามกับฐานพยาบาท สังกัปปะ 7 อ่านแล้ว ต้องวิเคราะห์วิจัยให้รู้จัก เริ่มที่จิตเกิดเรียกว่า ตักกะ เรียนรู้ตักกะนี้ ทำวิจัย ทำฌาน ต้องรู้วิตก วิจาร วิตกคือดำริ วิจารคือพฤติกรรมที่เห็นชัดขึ้นเรียกว่า วิจาระ ต้องแยก มโนปวิจาร ว่าเอ็งเกิดมา ยังเป็นโลกโลกีย์คือเคหสิต เพราะว่าเอ็งมาพร้อมกับกามหรือพยาบาท ต้องกำจัดกามหรือพยาบาทออก กำจัดแต่กามกับพยาบาท ไม่ได้ไปทำลายจิตตัวอื่นเลย ทำลายกามทำลายพยาบาทที่เป็นเจตสิก ให้จิตสะอาดเรียบร้อย อย่าไปทำเลอะเทอะ จะไปตัดหูด ดันเชือดเข้าไปถึงภายในผิวหนังเลย หรือกดหูดเข้าไป มันจะได้ออกที่ไหนต้องเอาเฉพาะหูด ก็เฉือนตัวบนตัวนอกก่อน เฉือนจนหูดหมดเหลือแต่ผิวหนัง อย่าไปเฉือนผิวหนัง ต้องทำเป็นลำดับ ตั้งแต่หยาบ รู้ว่าหูดเป็นอย่างนี้แยกหูดออกอย่างพ้นวิจิกิจฉา อย่าเฉือนผิวหนัง ผิวหนังมันธาตุดินน้ำไฟลมของเราแท้ๆ มันเป็นกายของเรา เพราะฉะนั้นคำว่ากาย กับคำว่าจิต จึงจะต้องรู้ว่า กายที่เป็นกายอย่างไร กายที่มีเวทนาอย่างไร กายที่ท่านให้พิจารณากาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ถ้าส่วนที่มันยังติดอยู่ในร่างกายนี้ ส่วนที่ไม่ได้เรียกว่า กาย เช่น เล็บ ที่มันเกินมา ผมก็ตามยาวเกินมาไม่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน