สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน อานิสงส์ของคนที่ให้คู่ครองไปบวช.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน อานิสงส์ของคนที่ให้คู่ครองไปบวช _ญาติธรรมท่านหนึ่งอยากให้พ่อครูเทศน์เรื่อง อานิสงส์ของคนที่ให้คู่ครองไปบวช อานิสงส์ของคนที่ยอมให้คู่ครองไปบวช จะใจเต็มหรือใจไม่เต็มก็ตาม แต่ยอมให้ไปบวช ถ้ายิ่งใจเต็มให้ไปบวชมันก็ยิ่งดีใช่ไหม ถ้าแม้ว่าใจไม่เต็มแต่เอาเถอะไปบวชก็ยอม อย่างนี้นะ พูดถึงเรื่องนี้ต้องพูดถึงตัวเองบ้างอาตมา ก่อนจะมาบวช ก่อนจะมาทำให้เต็มตัว ขออนุญาตแฟนเลย ก็บอกว่า พี่จะมาทางนี้แล้วนะ เขาก็ไม่ขัดข้องเลย อาตมาก็ประพฤติปฏิบัติ ก็เลยตกลงกัน ดังนั้นก็เอาไดอารี่มาเขียน เดือนนี้พบกันอาทิตย์ละกี่วัน ต่อมาก็พบกันนานขึ้นอีก ห่างกันไป ปักษ์หนึ่ง เดือนหนึ่งพบกันกี่วัน เสร็จแล้วก็ประพฤติ เสร็จแล้วก็ไม่ถึงเดือนละกี่วันหรอก อาทิตย์หนึ่งไม่กี่วัน ตามที่ตกลง แล้วก็ค่อยพบกันน้อยลง เขาก็บอก ตามสบายเลย หากเขาอยากพบเมื่อไหร่ก็จะมาหา จากวันนั้นก็ไม่ได้กำหนดเลยก็ค่อยห่างไปๆ เป็นเวลา 6 ปี อาตมาก็ออกมาทางนี้มาบวช เขาก็รออยู่ถึง 6 ปีไม่ไปมีแฟน เดี๋ยวนี้เขาไปอยู่อังกฤษ มีลูกคนนึง ลูกก็แต่งงานกับฝรั่งไป ผู้ที่มีอานิสงส์ หรืออานิสงส์ที่ได้จากการยอมให้คู่ครองมาบวช อาตมาว่าเป็นเรื่องของโลกุตระเป็นอานิสงส์สูงมาก การมาบวชก็แสดงว่า เป็นผู้ชายจะให้มาบวช เราก็มีบวชสิกขมาตุเป็นผู้หญิง แต่ที่อื่นเขาไม่มีโดยทั่วไปก็มีแต่ผู้ชาย ก็แสดงถึงการยอมปล่อยวาง โลกีย์ก็มีคู่ ปล่อยวางคู่ให้ไปประพฤติพรหมจรรย์ ก็แสดงถึงว่าจิตจะต้องมีจิตใจดี จิตใจดีเป็นกุศลแน่นอน ถึงขั้นเป็นโลกุตระก็ที่สุด ยิ่งเข้าใจเห็นว่าโลกุตระหมายถึงอะไร โลกุตระหมายถึงลดความเป็นตัวตน ความเป็นของตัวของตน ลดจริงๆ จิตใจยึดถือเป็นของตัวของตนเป็นของฉันไม่ให้ใครเลยไม่ยอม นั่นคือตัวตน การลดตัวตน เป็นโลกุตระ ถ้าการจ
อ่านต่อ
ำยอม ข่มใจก็เป็นแบบสมถะ ถ้าแบบมีปัญญารู้ว่าไปเถอะด้วยความรู้ความเข้าใจ ความกดข่มจะน้อยลง หรือมีปัญญารู้ว่าไปแล้วก็ดีแล้ว ไม่มีการหวงแหนไม่มีการหน่วงเหนี่ยวเลยอานิสงส์ก็จะสูง จริง ตามที่จิตของเรามีคุณภาพคุณธรรมตามที่อธิบายตามระดับให้ฟังนี้ บอกไม่ได้ว่าอานิสงส์กี่เปอร์เซ็นต์ แต่มีมากมีน้อยตามลำดับนี้ นี่เป็นความรู้ของอาตมาที่เข้าใจกุศลอกุศล แม้แต่ในระดับโลกุตระก็มีกุศลโลกุตระ มีคำว่าบุญนั่นแหละที่เป็นโลกุตระ ถ่ายเดียว หากยังไม่ฆ่ากิเลสไม่เรียกว่าบุญ ทำให้กิเลสลดลงน้อยลงไม่ขาดลงไปก็เรียกว่าส่วนแห่งบุญทีละส่วน คำว่าได้ส่วนบุญไม่ได้หมายความว่าได้ไป คำว่าได้ส่วนบุญหมายความว่าเสียไป เสียไปจริงๆ ได้บุญครบก็คือ หมดไม่ได้อะไรเหลือเลยไม่มีอะไรค้างเลยไม่มีสมบัติ ไม่มีอะไรตามมาจากการใช้พลังงานบุญหรือ ประกอบพลังงานบุญให้เป็นไฟฌาน สลายไฟราคะโทสะโมหะ เช่น สลายไฟราคะตัวนี้ หมดเกลี้ยงไม่เหลืออนุสัยเลย คุณก็หมดบุญหมดบาปหมดอนุสัยเป็น ปุญญปาปปริกขีโณ เพียงแต่ความเข้าใจในเรื่องบุญไม่ถูกต้องสมบูรณ์ในนิยามของมัน เข้าใจว่าบุญเป็นสมบัติเข้าใจว่าทำบุญได้ผลแล้ว เราก็จะมีสมบัติที่เป็นกุศลขึ้นมา รองรับตัวเราอีกไม่มี มีแต่ความสบายมีแต่ความว่าง มีแต่ความสูญ จิตไม่มีกิเลสกวนเลยคืออาการนิพพาน อาการว่างจากกิเลสตลอดกาลคือนิพพาน พระอรหันต์มีนิพพานตลอดเวลา จิตท่านบางจากกิเลสตลอดเวลา ไม่มีกิเลสเลยคือพระอรหันต์ เวลาใดก็ไม่มีกิเลสเข้าเลยนั่นคือสภาพของความเป็นนิพพาน เป็นจิตว่าง จิตว่างจากกิเลส แจ่มใส จิตใจยิ่งมีปัญญาเต็ม ยิ่งเป็นคนมีสติเต็มสัมปชัญญะเต็ม สัมปชานะเต็ม นั่นคือจิตว่าง ไม่ใช่จิตไม่มีอะไร แล้วเข้าใจผิดว่าจิตว่างคือไม่ได้พูดอะไรเลย ถ้าดับไปเลยเรียกว่านิโรธ เป็นภาษาไวพจน์ของนิพพาน แปลว่าดับนิโรธแปลว่าดับ อะไรดับ ก็กิเลสดับ เฉพาะกิเลสดับ แต่จิตใจยิ่งดียิ่งแจ่มใสนะ นิโรธไม่ใช่ดับปี๋ ไม่รู้ ธาตุรู้หายไปหมด ดับเวทนาดับสัญญา เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธไม่รับรู้อะไรเลย อันนั้นมันเป็นอสัญญีสัตว์ คือ ไม่มีแม้แต่สัญญาจะไปรับรู้ด้วยอะไรเลย เวทนาก็ไม่รู้เพราะตัวกำหนดรู้อยู่กับสัญญา สัญญีแปลว่าผู้มีสัญญา คนนี้ดับสัญญาไม่มีการกำหนดรู้เลย เวทนาก็ไม่รู้ สังขารก็ไม่รู้ วิญญาณก็ไม่รู้ ธาตุรู้ไม่มีอะไรเลยเหมือนคนถูกวางยาสลบ ไม่รู้ตัวเลยในภายนอก แต่จิตใจฟุ้งซ่านภายในก็อีกเรื่องหนึ่ง ไม่รับรู้แล้วร่างกาย ทิ้งความรับรู้ภายนอกหมด อสัญญีเป็นอย่างนั้น นอกจากผู้ที่จะฝึกสมถะ อสัญญีทั้งภายนอกและภายในดับ ความไม่รับรู้ทั้งทวารทั้ง 5 ภายนอก เป็นพรหมลูกฟัก นิ่งหมด ภายในก็ไม่ปรุงแต่งฝึกที่เป็นอสัญญีสัตว์ที่สมบูรณ์แบบเรียกว่าพรหมลูกฟัก ตัวจะแข็ง เพราะว่าร่างกายไม่รับรู้จิตที่พอมีพลังงานเบาจะไปขับเคลื่อนกล้ามเนื้อก็ไม่มีเลย ตกอยู่ในสภาพนั้น หากพลิกตัว ล้มลงไปขาก็แข็งอยู่อย่างนั้น แต่อาตมาไม่เคยฝึกไปได้ถึงขนาดตัวแข็งยังงั้น ดับความรู้สึกไม่รับรู้ได้ขนาดนั้น แต่ขนาดแข็งเป็นพรหมลูกฟัก อาตมาก็ไม่เคยทำได้ขนาดนั้น แต่ทำอยู่เยอะ อยู่มาก อยู่นาน ทำไม่รู้กี่ปี แต่ก่อนนี้ ตอนเข้าใจใหม่ๆ เรียนรู้ธรรมะก็นึกว่าเป็นอย่างที่เขาพาเป็น สงบก็จะต้องหนีไม่ยุ่งเกี่ยว จะต้องเป็นนั่งให้จิตดับจิตสงบเข้าใจสามัญง่ายๆอย่างนี้ เรียกว่าความเป็นสมาธิหรือความเป็นสมถะ เจโตสมาธิเขาหมายถึงอย่างนี้ ความรู้ทั่วไปของสมาธิศาสนาพุทธเป็นแบบนี้ ซึ่งไม่มี สมาธิของพุทธนั้นดับเฉพาะกิเลส ยิ่งมีนิโรธ ยิ่งมีกิเลสดับ เป็นนิพพานจิตประภัสสรยิ่งสว่างไสวยิ่งตื่นยิ่งรับรู้ได้เร็ว เป็นมุทุภูตธาตุ เร็วไว แววไว จิตใจปรับเปลี่ยนให้เป็นอย่างนี้อย่างนั้นได้ง่ายเป็นอมตะบุคคล เป็นบุคคลที่จะให้จิตใจเป็นอย่างไรตามบารมี จะให้เกิดหรือให้ดับเป็นต้น จิตใจสามารถทำอย่างนั้นสั่งการอย่างนั้นได้ นี่เป็นความรู้ของศาสนาพุทธ ของพระพุทธเจ้าซึ่งรู้จิตเจตสิกต่างๆอย่างแท้จริง จิตที่ทำได้อย่างคล่องแคล่วอย่างมีสติตื่นเต็มๆ อย่างนี้แหละเรียกว่าเป็นสมาธิ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาไม่รู้เรื่อง สมาธิของพระพุทธเจ้าจึงไม่เข้าไม่ออก ไม่มีการเข้าสมาธิออกสมาธิ มีแต่การปฏิบัติจิตให้ลดละไป ฐานนิพพานคืออุเบกขา อุเบกขามีคุณสมบัติ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี่เป็นจิตตื่นทั้งนั้นเลย เป็นอุเบกขา เป็นฌานที่ 4 เป็นอุเบกขาเจตสิก เป็นฐานของฌานที่ 4 ลืมตาสมาธิของพระพุทธเจ้านี้ยิ่งบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา จะสัมผัสอะไรอยู่ก็บริบูรณ์บริสุทธิ์อย่างนั้นอยู่ตลอด ปริโยาทาตา มีจิตมุทุภูตธาตุ คล่องแคล่วว่องไวรวดเร็ว มีทั้งเจโตและปัญญา มีความรู้สูงทำได้ดีเปลี่ยนแปลงได้ดีปรับ เปลี่ยนแปลงอนุโลมปฏิโลมกับอะไรต่ออะไรที่เราทำงานกับสังคม ก็เป็นความสามารถของ มุทุภูตธาตุ เพราะฉะนั้นจึงร่วมกับมนุษย์สังคมโลกที่มีผู้อยู่รวมกันร่วมกัน มีสัปปุริสธรรม 7 อนุโลมปฏิโลมกับเขาได้อยู่อย่างสบาย กัมมัญญตา ทำกรรมการงานที่เหมาะสมเหมาะควรทุกอย่าง รวมแล้วจิตก็จะประภัสสรอยู่ตลอดเวลา ผ่องใสผ่องแผ้วตลอดเวลา นั่นคือสมาธิหรือฌาน หรือเป็นนิโรธ นิโรธก็ไม่ได้แปลว่าดับอย่างเดียว นิโรธเป็นการผ่องใสสว่างรับรู้เต็ม ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเข้าใจคำว่าสมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ได้ แม้แต่คำว่านิโรธก็เข้าใจผิด แต่เข้าใจว่าเป็นการดับอย่างไม่มีสัญญาเป็นอสัญญีสัตว์ ที่จริงคำว่าอสัญญีสัตว์ไม่ได้แปลว่าไม่มีสัญญาเหมือนกับคำว่า คล้ายคำว่า ถ้าปุญญาภิสังขาร มันเป็นอภิสังขาร เป็นการปรุงแต่งชั้นโลกุตระ อภิสังขาร 3 เป็นโลกุตระ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อภิสังขาร คือการปรุงแต่งอย่างโลกุตระ ปุญญาภิสังขารคือการฆ่ากิเลสได้ ทำใจในใจให้มีมนสิการ โยนิโสมนสิการ ทำใจในใจกำจัดกิเลสได้เรียกว่าเป็นปุญญาภิสังขาร ที่อยู่ในภาค เสขบุคคล ได้ส่วนบุญไปเรื่อยๆ หมดอนุสัยคือหมดบุญหมดบาป เป็นอปุญญาภิสังขาร ไม่มีบุญแล้ว บาปก็ไม่มี จึงไม่ได้หมายความว่า อุปญญาภิสังขาร คือคนไม่เป็นบุญเลยก็เป็นบาป ตีความวน โลกีย์วน แต่โลกุตระไม่วนกลับ ได้แล้วได้เลย กิเลสขาดเป็นสมุจเฉทก็ได้ไปเรื่อยๆ สั่งสมความสงบรำงับไปเรื่อยๆ เป็นปฏินิสสัคคะไปเรื่อย เจริญรุดหน้าไปเรื่อย หากเข้าใจโลกียะโลกุตระที่หยุดวนไม่ได้ก็กลับไปกลับมา เป็นโลกียะเป็นการปรุงแต่งอย่างเป็นบาป ผู้ที่ยังเข้าใจความเป็นจริงสภาวะละเอียดลึกซึ้งพวกนี้ไม่ออกก็จะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นความถูกต้องแล้ว ปุญญาภิสังขาร ยังเป็นเสขบุคคลชำระกิเลสไปตามลำดับถึงขั้น อปุญญาภิสังขารก็เป็นอเสขบุคคล ไม่มีบุญไม่มีบาปบุญหมดเกลี้ยง พระอรหันต์เป็นคนไม่มีบุญ เป็นคนหมดบุญ เป็นคนไม่มีบุญ บาปก็ไม่มี จึงสัพพปาปัสสอกรณัง หากยังเหลือกรรมกิริยาอยู่ก็มีแต่กุศล กุสลัสสูปสัมปทา เพราะว่ามีสจิตตปริโยทปนัง เพราะท่านไม่ต้องชำระกิเลสอีก ท่านได้สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ คือชำระกิเลสในสันดานจนหมดเกลี้ยงหมดแล้วสนิท อานิสงส์ในการครองคู่แล้วปล่อยให้คู่ครองไปประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ที่เป็นคู่ครองไปประพฤติพรหมจรรย์แล้วยิ่งเป็นอรหันต์ ก็อนุโมทนาสาธุด้วย ก็ยิ่งดี เป็นอานิสงส์สูงสุด นี่คือ เรื่องของอานิสงส์ ของการให้คู่ครองไปบวช ไม่ต้องพูดถึงคู่ครองไปเป็นโพธิสัตว์เป็นพระพุทธเจ้าก็ยิ่งสูงสุด อย่างเช่นอาตมา คู่ครองให้ไปบวชอานิสงส์ก็ต้องสูง ยกตัวอย่างตัวตนเลย 610609_พ่อครู เทศน์ ทวช.อโศกรำลึก ครั้งที่ 37 นาม 5 รูป 28 ให้ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ