180225 มาฆบูชาปี18-พ่อท่าน-ม.ธรรมศาสตร์.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันนี้เป็นวันที่ตรงกันหรือว่าตามที่เราได้นับกันก็เหมือนเหมือนกันกับวันนึงในสมัยเมื่อ 2,000 กว่าปีมาแล้วที่มีเหตุการณ์สำคัญพระพุทธเจ้าของเราได้มีเหตุการณ์สำคัญอันหนึ่งขึ้นหาด้วยเลิกประจำโลกก็คือมาฆฤกษ์มาฆ่าภาษาบาลีคำนี้มันหมายความว่า 3 หมายคำว่า 3 พระจันทร์ก็เต็มดวงมาฆฤกษ์เต็มออกมามาฆะเต็มเนี่ยหมายความว่าพระจันทร์กันเองแหละแต่มีพระจันทร์เต็มรูปคำว่ามาแปลว่าพระจันทร์คำว่ามาเนี่ยแต่เราพระจันทร์มาฆะหมายความว่าพระจันทร์เต็มคละตัวนี้แปลว่าเต็มแล้วก็ก้อนแต่ว่าแท่งมาฆะ เต็มพระจันทร์เต็มดวงรอบปีทางโบราณทางอินเดียเขานะเขาถือว่าวันนี้วัน 15 ค่ำเดือน 3 เนี่ยเป็นเรื่องที่มีพระจันทร์เต็มดวงที่สุดกว่าทุกๆรอบ 22 เดือนก็ถือว่าวันนี้เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงที่สุดไม่รู้จะเต็มแค่ไหนไม่รู้นะแต่เขาคิดกันว่าอย่างนั้นเราเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงที่สุดเขาถึงเรียกว่ามาคะเส้นตรงกับเดือน 3 หาราชินีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่สมัย 2000 กว่าปีมาแล้วนั้นมันก็เกิดขึ้นโดยที่มีความพร้อมหรือความเต็มอย่างหนึ่งในจำนวนที่แสดงถึงความเต็มของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือมีพระสงฆ์ 1,250 รูปมาประชุมพร้อมกันมาเฝ้าพระพุทธเจ้าเมื่อพระพุทธเจ้าได้ประกาศศาสนาออกไปแล้วแล้วก็มีพระสงฆ์มารวมกันเมื่อใดเกิด พระธรรมพระสงฆ์พอสมควรจำนวนที่มานั้นไม่ได้นัดหมายมากันเองมาฟังพระพุทธองค์ในวันนั้น 1,250 รูปมีจำนวนเท่านั้นและพระสงฆ์เหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้นนอกจากเป็นพระอรหันต์แล้วยังเป็นพระโดยพระพุทธเจ้าบวชให้โดยส่วนตรงหัวเองเรียกว่าเอหิภิกขุคือบวชให้เองหัวท้ายโดยง่ายๆไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมากมายไม่ได้ใช้หมู่ 2 ไม่ได้ใช้ญัตติไม่ได้ใช้แม้แต่ไตรสรณคมน์ ไม่ได้ใช้ใช้ง่ายๆเธอจงสำเร็จเป็นองค์พระมาแค่นั้นเองไม่มีอะไรมากแต่จะบอกว่าเออผมขอบวชท่
อ่านต่อ
านก็ให้บวชด้วยแค่นั้นเองก็เสร็จผ่านมาแล้วพระพุทธเจ้าก็ได้เทศน์โปรดในวันนั้นแทบโหลดซึ่งโปรดพระอรหันต์ย่อคำสอนของท่านทั้งหมดลงในวันนั้นด้วยให้เข้าใจได้ง่ายๆสั้นๆคือโอวาทปาฏิโมกข์หากเป็นคำสอนย่อประวัติ ปาฏิโมกข์ซึ่งเรื่องย่อแล้วก็ได้ความว่าให้ละชั่วประพฤติดีทำให้บริสุทธิ์ถึงจิตจนให้บริสุทธิ์ทั้ง 7 ชั่วใดที่เรารู้ว่าเรามีก็กลับเสียเปลี่ยนเสียทำให้ดีขึ้นดีขึ้นดีขึ้นจนกระทั่งบริสุทธิ์เป็นที่สุดถึงจิตบริสุทธิ์ผ่องใสถ้าดอกไม้เอาแต่อย่างธรรมดาพื้นๆและชั่วและประพฤติดีทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใสเป็นตัวตัวตัวตัวตัวตัวไปไม่เกี่ยวข้องกันนั้นมันไม่ได้ มันไม่ได้ที่จริง 3 อันนี้มันเกี่ยวข้องกันเขาเคยแบ่งกันเคยมีอาจารย์ต่างๆแบ่งบอกว่าละชั่วประพฤติดีอย่างนึงทำจิตที่บริสุทธิ์ผ่องใสได้อย่างนึงจนกระทั่งเข้าใจว่าศาสนานี้ต้องทำให้ถึงบริสุทธิ์จิตบริสุทธิ์ผ่องใสแล้วก็ทำตัวจิตบริสุทธิ์ผ่องใสอย่างเดียวก็ได้โดยไม่ต้องไปทำชั่วไม่ละชั่วไม่ประพฤติดีอย่างนี้เป็นต้นเขาไปอธิบายกันซึ่งความจริงแล้วก็คือละชั่วนั่นแหละแต่อันเดียวกันกระทำดีพระชั่วนั่นแหละคือเป็นอันเดียวกันกระทำดีและการกระทำดี นั่นแหละอันเดียวกันด้วยไปจนกระทั่งถึงดีที่สุดความดีที่สุดที่ลงตัวสูงสุดก็คือจนจิตของเรานั้นบริบูรณ์ผ่องใสไร้โรคโลภะโทสะโมหะในจิตที่ไปจิตทำหน้าที่เต็มเปล่าเป็นจิตที่ทำหน้าที่ได้ครบถ้วนของจิตโดยไม่มีเศษเสี้ยวของโลภะโทสะและเข้าใจเวลาอย่างจิตดูจิตก็รู้จิตในจิตว่าจิตไม่มีเศษเสี้ยวของโลภะโทสะอะไรผสมอยู่เลยอ่าเป็นจิตบริสุทธิ์จริงๆในปัจจุบันจึง ต้องใช้เป็นจุดเต็มๆจิตที่รู้มีความรู้เต็มรับรู้ได้อย่างเต็มที่ของจิตไม่มีราคีของสรรพสิริได้เป็นเพื่อนหรือว่าไปผสมผเสอยู่ในจิตจึงเรียกว่าจิตบริสุทธิ์ผ่องใสเพลงเดียวกันเพราะฉะนั้นการละชั่วประพฤติดีจนจิตบริสุทธิ์ผ่องใสจึงเป็นเรื่องเดียวกันจึงเป็นเรื่องเดียวกันหมายเอาจิตบริสุทธิ์ผ่องใสนั้นเป็นสิ่งตัดสิน ว่าเป็นที่สุดว่าเป็นบริบูรณ์พระชั่วชั่วใดดีใดก็ตามแต่ในโลกนี้ถ้าชั่วในโลกสมมุติก็เป็นแต่เพียงสมมุติเลิกชั่วแล้วทำดีในโลกก็เป็นแต่เพียงเปลี่ยนทางของสมมุติในโลกเท่านั้นเองเพราะงั้นก็พูดได้จะทำสิ่งใดก็เป็นเรื่องของการเปลี่ยนทางสำหรับการที่ทำเรื่องของกายกรรมวจีกรรมหรือมโนกรรมเจรจากระทำอยู่กับโลกนั้นก็เป็นเพียงเปลี่ยนทางเท่านั้นเอง ตลกเขาว่าอย่างนี้ดีเราก็พยายามรู้ว่าอย่างนี้โลกเขาก็ว่าดีอย่างนี้โลกเขาก็ชั่วแล้วก็รู้ว่าเอออย่างนี้เราเขาก็ว่าชั่วอย่างไหนที่มันดีที่สุดเข้าไปจนกระทั่งถึงเกี่ยวกับด้านเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับด้านรัฐศาสตร์ความเฉลี่ยแล้วก็ควรจะให้พอดีมากไปก็กลายเป็นโรคจากน้อยไปก็กลายไม่ขายว่าไม่ใช่โรคเอาเลยอะอย่างนี้ต้องใช้วิจารณญาณใช้จิตพยายามพิจารณาให้มากที่สุดในด้านเศรษฐศาสตร์หรือในด้านการลงตัว หรือพอดีหรือมัชฌิมาหรือสมดุลหรือสัมมาใช้ภาษาอะไรเรียกก็เหมือนกันสมดุลแล้วพอดีหรือว่าถ่วงเรียกว่าไม่มากไปไม่น้อยไปมัชฌิมากับปานกลางสัมมาก็เป็นไปโดยงามโดยชอบสิ่งเหล่านี้ภาษาเป็นภาษาเรียกเท่านั้นเองแต่ว่าโดยเนื้อหาสาระของมันแล้วเหมือนกันเหมือนกันทั้งทางโลกทางธรรมเราก็ประมาณอย่างนั้นให้เป็นเนื้อหาสาระเราได้อธิบายถึงเรื่องความดีทั้งเรื่องสมมุติถึงเรื่องผลไม้ต่างๆเราได้เคยพูดกันมา สำหรับหมู่เราที่ได้เคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้วซึ่งก็คงจะได้เข้าใจมากบ้างน้อยบ้างตามฐานะของแต่ละบุคคลหาแม้วันนี้เราก็จะได้พูดอีกถึงเรื่องของความเคยชินและความยึดถือโดยจิตของเราได้เคยยึดถือมาตามที่เราเคยก่อเกิดมาเป็นมนุษย์หรือก่อเกิดมาเป็นสัตว์โลกจนกระทั่งพัฒนามาเป็นมนุษย์เราจะยึดถือมาเรื่อยๆแม้แต่ความเกี่ยวพัน แม้แต่ความเกี่ยวพันในด้านการสมสู่ซึ่งเป็นเรื่องรากเหง้าของการสร้างโลกเป็นรากเหง้าของการสร้างโลกที่มันจะเกิดการพัฒนาเกิดการก้าวหน้าเกิดการขยายเผ่าพันธุ์ของด้านรูปประธรรมหรือของด้านมวลมวลสัตว์มวลมนุษย์มูลสัตว์โลกหมุนมนุษย์พยายามอธิบายอย่างลงไปให้เห็นให้เข้าใจถึงสรรพคุณเลสหรือว่าตัวรากเหง้าของการยึดถือในการที่จะพยายามทำปฏิกิริยากันหรือพยายามที่จะ ตู่กันทำการแตกพันธุ์แตกพืชแตกมวลแตกรูปประธรรมเพิ่มจำนวนรูปธรรมขึ้นนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการก่อเกิดทางด้านรูปธรรมเหมือนกันและเราก็จะต้องรู้ในความจริงในโลกเพราะโลกนี้ต้องการเผ่าพันธุ์ของรูปประธรรมต้องการมวลต้องการคนหรือไม่ถ้ายุคใดสมัยใดปางใดไม่ต้องการเผ่าพันธุ์ไม่ต้องการคนไม่ต้องการมวลสารที่เป็นมนุษย์เพราะว่ามนุษย์ มากแล้วล้นแล้วเดือดร้อนแล้วแย่งกันแล้วเป็นไปโดยยากแล้วเราก็อย่าไปสร้างมนุษย์ออกมาแล้วโดยแท้จริงแล้วทุกยุคทุกสมัยโลกที่จะเกิดพระสมาสพระพุทธเจ้านั้นยกนั้นสมัยนั้นจะไม่ต้องการมนุษย์ไม่ต้องการมนุษย์และมนุษย์จะมากมากจนกระทั่งต้องลดมวลต้องลดจำนวนมันมากมันจึงเบียดเบียนมันมากมันจะเกิดทุกข์มันมากมันจะเกิดการแย่งชิงเห็นแก่ตัวและโล ขึ้นเกิดการโทสะได้เพราะฉะนั้นเมื่อมันมากความที่จะอยู่กันอย่างปรองดองอยู่กันอย่างสันติหรือว่ามีความช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นไปโดยดีเป็นพี่เป็นน้องเป็นภราดรภาพเป็นสันติภาพจึงหดหายถอยลงเมื่อถอยลงจึงจำเป็นต้องการครูต้องการผู้นำต้องการผู้ที่ชักจูงให้รู้ความจริงว่าโลกเรานั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือสันติสิ่งที่ดีที่สุดคือการไม่เห็นแก่ตัวคือความอยู่กันอย่างพี่อย่างน้องเรียกว่า ตะพาบจะต้องกระทำให้ได้ก็ทำให้เกิดและหลักใหญ่จุดใหญ่ที่จะเกิดได้ก็เพราะเรารู้ความจริงของชีวิตหรือความต้องการของจิตซึ่งเป็นรากเหง้าอันแท้จริงของมวลมนุษย์มนุษย์ไม่รู้จักความต้องการอันแท้จริงมนุษย์นึกว่าเราจะต้องการไปหมดตามที่โลกของเขาสร้างขึ้นมาเป็นสมมติสัจจะต้องการไอ้โน่นต้องการไอ้นี่แม้ที่สุดมนุษย์ก็ต้องการเหมือนสัตว์อย่างอื่นคือสืบพันธุ์อยู่นั่น ความยึดถือเป็นความที่ได้เรียนรู้มาได้รับบอกกล่าวมาในโลกแม้แต่สัตว์มันก็ได้รับการบอกกล่าวในรัฐรับการยึดถือได้รับการรู้แล้วมันก็จะพยายามต้องการหรือแสวงหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้พยายามมาทำการเรียนรู้ความจริงและก็รู้จนกระทั่งถึงความจริงอันแท้จริงว่าไม่ใช่ไม่ใช่ความต้องการเป็นแต่เพียงการสั่งสมความยึดการสั่งสมความเชื่อไม่ได้เป็นการสั่งสมความยึดการสั่งสมความเชื่อ การครอบงำหรือการพยายามที่จะทำตัวอย่างทำแบบอย่างให้แก่กันและกันเอาไว้สัตว์โลกก็ทำเอาไว้ให้แก่กันและกันสั่งสมเอาไว้ทั้งในพลังงานที่เราเรียกว่าจิตวิญญาณให้รับทราบรับรู้รับยึดทรัพย์เห็นแล้วก็พยายามสืบสาวราวเรื่องต่อไปและสิ่งที่เรียกว่าจิตหรือวิญญาณนั้นมันก็จะทำงานโดยไปทำให้อวัยวะหรือรูปประธรรม ที่อยู่ในตัวนั้นปั่นโรงงานเรียกว่าเริ่มต้นตั้งแต่ทำอาการของธาตุมีตั้งแต่พอเริ่มคิดหรือเริ่มฝังเรื่องทำงานเราเรียกว่าอุณหภูมิธาตุหรือเตโชธาตุเรียกว่าถาดไฟปฏิกิริยามีอุณหภูมิเป็นความร้อนความเย็นจากนั้นอย่างนั้นซึ่งมีมากเหลือเกินที่จะนับจุดนั้นได้ขนาดอย่างนั้นมีอาการอย่างนั้นมีอุณหภูมิเท่านั้นเป็นแต่โชว์ธาตุหรืออุณหภูมิก็จะก็คือ ระดับของความร้อนความเย็นนั้นก็จะขยายตัวหรือหดตัวในขณะที่ขยายตัวหดตัวเคลื่อนไปเคลื่อนมาชิ้นเล็กที่สุดในบรรยากาศเราเรียกว่าลมธาตุลมหรือวาโยธาตุเป็นพลาสติกเป็นพาหะที่เริ่มต้นเคลื่อนไหวที่เริ่มต้นขั้นหมายเคลื่อนไหวเราเรียกว่าวายุหรือวายะวายะแถลงก็เป็นวายุทำไม่แรงเขาเรียกว่าไวยะและจากนั้นมากเข้ามากข้าวก็จึงจะเป็นธาตุน้ำธาตุน้ำธาตุน้ำได้จึงจะไปเป็นธาตุดินคือเป็น เป็นแก่งเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นตำแหน่งพอแน่นอนปักหลักได้เป็นโรงงานที่จะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้จริงจึงจะเกิดเป็นโรงงานแล้วก็เรียกว่าทอมในขณะที่เคลื่อนไหวอยู่อะไรอยู่เราก็เรียกเป็นธาตุค้นหาธาตุหรือแต่จะรู้ว่าหรือว่าอาโปธาตุเป็นธาตุน้ำเป็นกลุ่มเป็นก้อนที่เหลวไหลไปได้จนกระทั่งเกาะเป็นโรงงานแน่นเราเรียกว่าต่อนี่ในภาษาทางโลกเขาก็เรียกอย่างนั้นรายละเอียดเหล่านี้เป็นจริงมีจริงและเข้าใจได้เราจะเข้าใจได้เพราะทุกอย่างลงรวมลงเป็นสิ่งเหล่านี้หมดในคนก็คือรวมหมดทุกอย่างในโลกที่เป็นสาร พลังงานหรือเป็นรูปธาตุน้ำธาตุเข้ามารวมในร่างกายของเราเกิดอาการของธาตุทั้ง 4 นี้อยู่เมื่อรวมกันเข้าหลายๆต่อมและหลายกลุ่มหลายๆปมหลายๆก้อนจนกระทั่งทำหน้าที่ติดต่อกันมีแรงงานแรงเคลื่อนประสานกันไปทั้งหมดแล้วก็เรียกว่ามนุษย์จะเรียกว่าคนซึ่งมีมากไม่รู้กี่ล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านต่อมล้านล้านเซลล์ที่เป็นตัวเคลื่อนไหวตัวที่ทำงานอยู่เรื่อยไปดังนี้เราเรียกว่าการก่อเกิดของมวลซึ่งโดยมวลของวัตถุหรือรูปประธรรมที่มาเกาะกลุ่มกันเข้าไปเป็นร่างกายและ ให้มีสิ่งสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าพลังงานหรือวิญญาณหรือจิตเข้าไปทำงานเมื่อเข้าไปทำงานแล้วมันก็จะทำงานยึดถือตามที่มันเคยรู้เคยเรียนเคยสั่งสมเมื่อมันเริ่มต้นมีจุดเล็กจุดหนึ่งเชื้ออันเล็กอันนึงแล้วมันก็มาขยายออกขยายออกขยายออกตั้งแต่รูปเล็กๆวัตถุเล็กๆจนกลายเป็นวัตถุที่ใหญ่เต็มรูปเต็มร่างมันก็รู้แล้วแต่เป็นเรื่องของการขยายวัตถุหรือการขยายศาลโดยเพิ่มปุ่มเพิ่มปุ่มเพิ่มเติมขึ้นมาตามอำนาจของแกนแรกที่มีเชื้อแรกที่มี จากเล็กที่สุดมาขยายขึ้นมาจนกระทั่งโตเป็นคนเนี่ยก็มาจากแกนเล็กอันนั้นอย่างนั้นมีปุ่มมีปมอยู่ในนั้นพรั่งพร้อมที่จะบริบูรณ์ขึ้นมาถึงความเป็นคนนี้ผมมีพรหมอันนั้นอย่างนั้นเพราะฉะนั้นคนที่เกิดมาทุกๆคนเนี่ยก็มาจากสิ่งที่เล็กที่สุดแล้วก็ค่อยๆขยายเข้ามาได้รับอาหารหรือได้รับธาตุที่เอามาปะติดปะต่อการขยายขึ้นมาเป็นสูงสุดก็ได้ 2 แขน 2 ขา 1 หัวในร่างกายก็มีอะไรต่ออะไรต่างๆนานาที่ก็ค่อยขยายขึ้นมาตามลำดับตั้งแต่เล็กๆเด็กๆเด็กๆจนกระทั่งขยายขึ้นมาโตสุดก็คือย้ายมาจนกระทั่งรุ่นเล็กเราจะรู้ได้ว่าขนาด ยังไม่มีสิ่งบางสิ่งโตขึ้นมาจะมีอีกสิ่งบางสิ่งจนเต็มที่เป็นมนุษย์ก็เต็มที่เท่าที่มนุษย์จะมีได้ครบอวัยวะ 32 ทั้งส่วนนอกส่วนในที่จะมีก็เกิดมาจากจุดที่เล็กที่สุดที่มันได้มีมาแต่เดิมทั้งรูปประธรรมเต็มครบนามธรรมก็ทำงานได้เต็มครบเกี่ยวข้องกันเช่นเด็กๆเล็กๆยังไม่มีฮอร์โมนในด้านเพศก็เป็นเพศอีกลักษณะหนึ่งเป็นเพศได้เพียงแต่ว่าเขาก็มีความผูกพันกันในเรื่องของการเกาะเกี่ยวตามอารมณ์มีความรักความชอบความชังเท่านั้นเท่านั้น จนกระทั่งโตขึ้นมาเป็นหนุ่มเป็นสาวฮอร์โมนนั้นก็จะเกิดขึ้นอีกต่อมนั้นก็จะขยายตัวขึ้นอีกทำงานมากขึ้นจนกระทั่งเร่งเร้าเร่งรัดตามความเหมาะสมเต็มที่ของชีวิตที่เรียกว่าคนไม่เกินกว่าคนไม่เกินกว่าจำนวนที่เราได้ที่มันได้เป็นไปไม่ได้พัฒนามาสูงสุดแล้วไม่เกินกว่านั้นแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะเจริญกว่านั้นในเรื่องของชีวิตในโลกคนเป็นสูงสุดเมื่อเรียนรู้ผู้ใดได้เรียนรู้สิ่งที่สูงสุดแล้วก็จะรู้ความจริงอันสูงสุดว่ามีเท่านี้พัฒนามาแล้วกับพัฒนามาได้ถึงนี่แล้วก็จะก่อสร้างวัตถุ อื่นๆลอกเลียนคนแล้วก็จะพยายามใช้พลังงานให้เต็มพลังงานที่เต็มในคนคนก็เหมือนลูกโลกลูกหนึ่งมีพลังงานเต็มถ้ากำลังของโลกมีพลังงานความร้อนมีพลังงานความเย็นมีพลังงานความดิ้นอะไรก็เท่าโลกเพราะฉะนั้นผู้ใดที่เรียนรู้สิ่งเหล่านี้แล้วก็จะพยายามรวบรวมเอาพลังงานกลับคืนมาเอาไว้ติดต่อผู้ที่เรียนรู้ความจริงที่เอาพลังงานไปใช้ในทางโลกไม่ได้ใช้ในทางเกาะเกี่ยวผูกพันในอะไรหลายส่วนอะไรต่างๆเราก็จะเอาพลังงานนั้นคืนมาที่ร่างกายของเราการที่จะเอาพลังงานคืนมานั้นก็เป็นเพียง จะเก็บกวาดเฉยๆแต่แท้จริงแล้วเรามาล้างความยึดถือออกมันเป็นต้นทางวิทยาลัยเราจะได้พลังงานคือการที่จะได้พลังงานคืนเก็บเกี่ยวพลังงานคืนเป็นแต่เพียงภาษาหรือเป็นเพียงการกระทำโดยอ้อมแต่โดยตรงแล้วก็คือการละความยึดถือไปให้ได้ที่จิตลึกกำลังงานหรือพลังงานเราไปใช้นอกตัวเราแม้แต่ในตัวเรามันก็รวมกันไม่อยู่ตลอดมันยังไปอยู่ทั่วทั้งร่างแล้วก็ดึงมารวมไว้ที่จุดจุดเดียวพลังงานนั้น ถึงจะรวมตัวเต็มอย่างนี้ก็เป็นวิธีการที่สั้นกว่าแล้วไม่อ้อมคือการละความยึดถือคือการพยายามทำลายความไปที่ใช้อยู่ข้างนอกตัวพลังงานที่ไปใช้อยู่ข้างนอกตัวเอาคืนมาหรือว่าเลิกคืนมาเสียให้หมดแล้วมารวมอยู่ที่เราให้เป็นที่เราเรียกใช้ภาษาว่าสมาธิให้มันจะให้มันตั้งให้มารวมลงให้มาเป็นจิตของเราอยู่ที่เราผู้ใดทำจิตให้อยู่ที่ตัวเองให้รวมอยู่ที่ตัวเองได้ไม่ให้จิตมันรั่วไปข้างนอกหรือไม่ให้จิตของเรามันทำงานขยายอยู่ในจิตทำปฏิกิริยา ทำงานเวลาโกรธอย่างนี้จิตมันก็จะขยายทำงานมีปฏิกิริยาเหมือนกับจุดไฟมันก็จุดไฟจริงมันก็ทำงานมันก็ร้อนมันก็ขยายขยายขยายอะไรออกไปแม้แต่อยู่ในตัวแล้วนะมันขยายออกนี่มันก็สูญพลังงานลงไปได้หรือแม้แต่รักรวมตัวกันแน่นไปรักก็คือจิตมันรวมตัวกันแน่นไปนั่นเกินไปมันก็กดดันกันเข้าเกาะกันเข้าทำลายตัวลงไปเหมือนกันสูญเสียได้เหมือนกันเพราะฉะนั้นพลังงานที่ทำงานได้พอดีจะรวมตัวกันอยู่ก็รวมตัวกันอย่าให้มันแน่น เกินไปแล้วก็อย่าให้มันผลักดันกันเกินไปขยายออกมากไปมี 2 มุมอันนี้ใช้ภาษาพูดเท่านั้นใช้ภาษาอธิบายเท่านั้นโดยสภาพธรรมแล้วชี้ให้ดูไม่ได้แล้วแต่ใครจะสามารถเรียนรู้และอ่านออกว่าจิตของตนเองนั้นมีโทรศัพท์หรือมีโลภะมากน้อยขนาดไหนในการที่จะรู้ถึงจิตของตัวเองว่าไม่มีโทสะไม่มีการผลักดันไม่มีการเร่าร้อนก็จงรู้ที่จิตของเราจิตของเรามันรวมตัวนั่นกันเกินไปมันดูดเกินไปมันรักเกินไปมันไม่ยอมที่จะไปธรรมดาธรรมดาของการรับรู้เฉยๆ หอยยังมีการต้องการจะมีการโน้มน้อมที่จะเอามาให้แก่ตัวเองอันนั้นก็จะต้องรู้โดยตัวเราเองเหมือนกันเพราะฉะนั้นผู้ใดที่จะรวมกำลังหรือทำจิตให้มีแต่ความรู้เป็นการรู้รอบอยู่เฉยๆโดยไม่มีการรักไม่มีการชังไม่มีการชอบไม่มีการช่างได้พวกนั้นก็จะรู้ได้ด้วยตนกำลังปัญญาหรือกำลังความคิดโดยพลังงานนั่นเองโดยจิตตนเองจะใช้ให้มันคิดจะใช้ให้มันตรงจะใช้มันทำงานได้เต็มที่เต็มเหนี่ยวนั้นก็อยู่ที่กำลังจิตของเราที่เราจะสามารถรวมเอาไว้ได้ แล้วให้มันทำงานเต็มไม่รักมากไปไม่ชอบมากไปไม่ชังมากไปถ้าช้างมากไปมันก็ทำลายถ้ารักมากไปมันก็ทำลายจึงเป็นส่วนที่ทำร้ายทั้งคู่เพราะสิ่งที่จะทำงานได้โดยตรงและเป็นชีวิตที่ยังชีวิตอยู่ได้โดยกลางได้ประโยชน์สูงสุดที่จะไปในทางด้านดำเนินเราเรียกว่ายุคชนะหรือโยนชนะเรียกว่ายอดหรือปลายจะไปได้ไกลไปเล่นงานเขาเรียกว่าโยชนะอายุชนะเป็นชีวิตที่อยู่ เล่นนานหรือว่าชีวิตที่ไปได้ไกลคือความที่รู้จักคำว่ายุหรือคำว่ายะหรือสิ่งนั้นสิ่งนั้นหรือเรียกว่าโยสิ่งนั้นสิ่งนั้นเป็นตัวมันเองตัวของสิ่งนั้นเราเรียกว่าโยโย่นี่แปลว่าใดๆหรือแปลว่านั่นความแสดงความแสดงเป็นชีวิตฉันชอบช้างความแสดงในชีวิตนะไม่มีชีวิตเป็นที่สุดเพราะฉะนั้นอันใดที่มันยังมีพฤติกรรมมีชีวิตมีความเป็นไป และถึงรอบที่มันจะไม่มีก็รู้ในตัวมันเองถ้ารู้ความจริงที่สิ่งนั้นมันมีชีวิตก็ให้รู้ว่ามันมีชีวิตแล้วมันจะไปได้ขนาดนั้นหมดชีวิตในหัวช้างเรียกวรรณะชนะคำนี้เราจึงมาเรียกคนชนะในสิ่งที่มีชีวิตและเป็นสิ่งที่จะหมดชีวิตก็อยู่ที่คนสูงสุดแล้วก็หยุดทุกคนมีชีวิตสูงสุดก็คือคนมนุษย์ภาษามันเรียกว่ามนุษย์หรือเรียกว่าคนนี้เพราะฉะนั้นสิ่งอันใดที่เรียกว่ายุคที่เราเรียกว่า อันใดอันนั้นเนี่ยถ้าใครเข้าใจสิ่งใดสิ่งนั้นแล้วจนกระทั่งรู้แจ้งว่าเป็นความเป็นคนเป็นชนะหรือเป็นชนเนี่ยเป็นสิ่งที่มีชีวิตอย่างนั้นอย่างนั้นหรือว่าเคลื่อนไหวอย่างนั้นหรือเป็นไปอย่างนั้นอย่างนั้นของมันเองได้อย่างแท้จริงแล้วพวกนั้นก็เป็นผู้ที่รู้สิ่งนั้นชัดเจนที่สุดจะทำสิ่งนั้นให้มันเป็นตัวสิ่งนั้นให้มันเกิดการพอดีในความเป็นอันนั้นแต่ดีที่สุดเราเรียกว่าเป็นผู้ที่รู้ประโยชน์นะหรือประโยชน์เราเป็นผู้รู้ประโยชน์เป็นภาษาไทยของภาษาบาลีก็ปปลา ศิลปะตัวเดียวเนี่ยแล้วโยนชนะประโยชน์ชนะจะเป็นผู้รู้จักประโยชน์ชนะเป็นผู้ที่รู้ความเป็นไปของสิ่งนั้นแล้วก็ทำสิ่งนั้นให้บริบูรณ์เป็นไปดีที่สุดความเป็นคนที่สูงที่สุดเราเรียกว่าอริยชนหรือชนผู้ฉลาดที่สุดใช้ปัญญาถ้ารู้เรื่องจริงสูบดื่มเสพธรรมดาเหมือนกับชีวิตในโลกแต่รู้การกินรู้การสืบพันธุ์รู้การนอนรู้การขับถ่ายธรรมดาๆนั้นก็เหมือนสัตว์โลกทั้งหลายเพราะเป็นคนแล้วก็มีการสร้าง ค่านิยมหรือสร้างสิ่งที่เป็นไปเพื่อการก่อการสร้างทั้งรูปและนามมากยิ่งขึ้นกว่าสัตว์ธรรมดามากทีเดียวมากจนเทียบกันไม่ได้เลยสัตว์ธรรมดากับคนเนี่ยสร้างสิ่งสมมุติที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมไว้เพื่อที่จะให้รักให้ชังให้ชอบที่จะดูดไว้ให้มากกับช่างที่จะผลักออกไปไม่เอาไม่มีมากมากก็สัตว์ทั้งหลายสัตว์ทั้งหลายไม่เข้าใจแล้วก็ไม่มีพลังงานจิตที่จะไปยึดสมมุติหรือไปเรียนรู้สมมุติ มากมายได้เท่ากับคนเพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดไม่รู้สิ่งที่เพ้อสิ่งที่เกินจะเรียกว่ามันมากไปแล้วนะมันจนกลายเป็นการทำลายแล้วนะคนนั้นก็ไม่รู้จักเศรษฐศาสตร์ไม่รู้จักมโนเสฏฐาไม่รู้จักสิ่งที่เป็นไปโดยการเจริญหรือว่าการโตที่สุดกลายเป็นมโนมยากลายเป็นสิ่งที่มันฟุ้งเฟ้อแล้วฟื้นแล้วจนกลายเป็นตัวเราเองไปยึดเป็นตัวเราของเราแล้วเรียกว่า ยังหรือไม่ยานี่เป็นตัวของเราอันเป็นเราเพราะสัตว์โลกก็ยังมีความเห็นแก่ตัวยังอันเป็นตัวอยู่เหมือนกันในโลกเพราะฉะนั้นมนุษย์ชั้นที่เรียกว่าชนะหรือชนเนี่ยที่สูงที่สุดที่เรียกว่าอริยชนก็จะเป็นผู้ที่ปล่อยคืนเลิกเลิกสิ่งที่จะเป็นชนหรือเป็นชนะได้เป็นที่สุดจนกระทั่งเหลือแต่ตัวนะฉะเป็นไปโดยธรรมเมื่อเราหลงเกิดมาเป็นคนเป็นชีวิตแล้วก็ให้ชีวิตนี้มันเป็นชีวิตโดยเต็ม ไม่หลงอย่าไม่หลงอันเป็นเราไม่หลงความเป็นเราแต่เราดำเนินทุกอย่างให้เป็นเศรษฐาเพราะฉะนั้นเราจึงต้องพยายามเรียนรู้ตัวรากเหง้าของความยึดถือที่เรียกว่าจิตตัวร่างเงาของความคิดถึงจิตมันจะยึดเอาเป็นเราตั้งแต่ของหยาบคือวัตถุแล้วก็แม้ที่สุดมายึดในอารมณ์หรือหยุดในนามธรรมที่เป็นเรามันจะยึดเป็นเราโดยไม่รู้ตัวโดยคิดว่าเราดีเราถูกเราเก่ง เมื่อเรายึดเป็นเรามากเข้าเมื่อไม่สนใจหรือว่าไม่เป็นไปตามที่เราต้องการทำไมไม่เป็นอย่างนี้นะแล้วเราก็ทุกข์ร้อนโกรธคุณเคืองเป็นไปโดยลำบากใจนี่ก็ให้อ่านจิตที่มากพวกเราได้เป็นผู้ที่ได้เรียนรู้วัตถุเรียนรู้อบายเรียนรู้กับมันนานแล้วในชาตินี้เกิดมาเจออบายก็รู้ว่าสบายนั้นเป็นสิ่งไม่ดีโดยตนแล้วก็ได้ละได้วางได้มันจะละจริงก็วางได้จริงง่ายเรียนรู้โดยวัตถุเรียกว่าลาบเรียกว่ายศพวกเราก็ได้เรียนรู้กันมามากและก็ได้ละ ได้ง่ายขึ้นเดือนละเรียนรู้แล้วก็เหรียญละรู้แต่ว่าสิ่งที่เรียกว่าลาก็คือสิ่งที่แลกเปลี่ยนกันไปแลกเปลี่ยนกันมากยศก็คือข้าของการตั้งค่าให้แก่โลกโดยยศแล้วก็สิ่งที่เรียกว่ากามารมณ์หรือกามคุณที่เราจะต้องไปยึดสมมุติเมื่อสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายเราก็ได้เรียนรู้มาแล้วก็ได้หัดละมาเรียนรู้แล้วแหละก็เรียนละวัตถุใครยังเหลือเชื่อเราก็จะรู้เองอยู่ที่ตัวเราแม้ออกป่านี้ทั้งตาเราไปเห็นอะไรสวยอะไรไม่สวย ก็เกิดความชอบหรือเกิดความชังไม่ใช่สวยหรอกไม่เรียกว่าสวยก็ได้แต่ว่าต้องตาหรือไม่ต้องตาเราก็ต้องพยายามเรียนรู้อารมณ์ของจิตให้ชัดว่าไม่ต้องตาหรือไม่ต้องตาต้องตาก็หมายความว่าไปเชิงไปในเชิงชอบไม่ต้องตาตาเห็นนี่แหละแต่แล้วก็ไม่ต้องตาเท่าไหร่ก็เรียกว่าเชิงชังมีอำนาจในความผลักไสถ้าต้องตาก็มีอำนาจในการดูดดึงดูดมันมากไปแล้วแม้จะดึงดูดต้องตาหรือไม่ต้องตา ก็ควรจะรู้ให้ฉันด้วยว่าเมื่อเราไม่ชอบหรือเราไม่ชังแล้วชอบก็ไม่มีฉันก็ไม่มีแล้วเราก็จะต้องรู้ด้วยว่าสิ่งนั้นที่เราเห็นเราจะทำเป็นประโยชน์ชนะจะประกอบด้วยจะร่วมด้วยจะเป็นสหายหรือว่าจะร่วมประโยชน์จะเป็นสหายหรือจะร่วมประโยชน์ด้วยดีหรือไม่เราจะต้องพิจารณาอีกถ้าเราเห็นควรว่าควรจะกระทำไปยังไปให้มันเป็นกุศลอันถึงพร้อมหรือให้เป็นสิ่งที่ดีให้ถึงพร้อม ก็ควรดำเนินไปด้วยจะต้องตาหรือไม่ต้องการก็ตามนั่นเป็นชั้นสูงสุดเพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องตาแล้วค่อยทำไม่ต้องตาแล้วก็ไม่ทำก็ยังมีโน้มน้อมอยู่ไม่คิดโน้มน้าวเห็นแก่ตัวมีเชื้อของตัวอยู่อันนี้ลึกลึกเข้าไปอีกอ้าวฟังแล้วก็ไปอีกนะเห็นได้ชัดรู้ให้ชัดหูก็เหมือนกันได้ยินเสียงต้องหูหรือไม่ต้องหูพอใจในเสียงหรือไม่พอใจในเสียงเออเราก็จะต้องรู้อารมณ์ของจิตให้ชัดเสียงอย่างนี้คำพูดอย่างนี้คำพูดให้ความหมายเสียงก็ให้ความ ไม้เหมือนกันถ้าเราไปยึดในเสียงเป็นความหมายอย่างนั้นอย่างนี้ดังไปเบาไฟหรือว่าเสียงเป็นรูปร่างลักษณะของเสียงหรือว่าอาการของเสียงหรือว่ารถของเสียงมันเป็นอย่างนั้นอย่างนั้นแหลมไปใหญ่ไปถือไปอะไรตามแต่ที่ไม่รู้จะเอาภาษาอะไรไปเรียกมันหมดเป็นลักษณะของมันอีกมีอีกตั้งมากอย่างเราชอบหรือเราชังก็ตามเราจะต้องรู้สภาวะความจริงอันนั้นโดยเสียงอย่างนั้นเมื่อเขาเอามาประติดประต่อเพลงเมื่อเรารู้อย่างยาวว่าเพลงแล้วเราเลิกไม่ได้แล้ว ชอบไม่ฟังเพลงก็ดีแล้วเสียงเหล่านั้นยังมีเสียงอื่นอีกดังไปไม่ดังไปโดยหมวกกับกาละเทศะบางครั้งเราชอบหรือว่าเราต้องการที่จะอยู่เงียบๆแต่มีเสียงที่ดังๆมารบกวนเราก็เกิดไม่ชอบเกิดไม่พอใจเพราะเรายึดว่าเราจะต้องอยู่เงียบทำไมนะเสียงดังจึงเข้ามาทำไมนะถึงต้องมีเสียงดังมากวนเราอย่างนี้เป็นต้นเราก็จะต้องรู้ที่จิตของเราถ้าเราเกิดการผลักดันเกิดการไม่ชอบใจขึ้นมาเพราะเสียงนั้นก็เพราะเราเริ่ม มีมะยาอันเป็นเราไม่ยังเริ่มต้นขึ้นแล้วว่าเป็นเรานะเราอะไรเราจะต้องยึดอารมณ์ว่าจะต้องเงียบจะต้องไม่ได้ยินเสียงถ้าหลับตาก็ไม่เห็นรูปได้ง่ายแต่เสียงปิดหูได้ยากจมูกไม่ได้กลิ่นก็ยากรสทางลิ้นหุบปากเสียไม่แตะต้องก็ได้แล้วกายสัมผัสก็ยากอย่างน้อยที่สุดก็มีลมมีอากาศมีอุณหภูมิหรือมีสัตว์แมลงมีอะไรก็ตามแต่มันสัมผัสได้เพราะฉะนั้นเราจะห้ามสิ่งที่เกี่ยวข้องเมื่อเรามีตัวตนมีพลังงานรับรู้ที่เรียกว่าจิตวิญญาณนั้น ให้มันแตะต้องได้ยากที่สุดเพราะฉะนั้นเราตัดแต่งแต่อย่างอย่างหยาบแต่รูปรสกลิ่นเสียงหยาบๆเธอก็ไปปรุงเป็นรสเป็นรูปเป็นกลิ่นเป็นเสียงเป็นอะไรต่ออะไรต่างๆที่เขาบอกว่าอย่างนี้ต้องชอบนะอย่างนี้อย่าชอบนะอย่างนี้ต้องชังนะเราพยายามลดลงลดลงลดลงเพราะฉะนั้นเราจะเรียนรู้ไปจนกระทั่งแม้แต่ของที่เขาเกลียดเขาในโลกก็เป็นสมมติที่บอกกันโม้มันนอนเปลือกลงไปในโคลนในตมซึ่งแท้ๆจริงๆก็ขี่ของมันเองอยู่ในคอกอย่างเงี้ยมันก็นอนเปลือกของไปนอนกับมันเองกลิ่นอย่างนั้นอย่างนั้นมันก็ดมอยู่มันไม่ได้มีสมมติยึดว่าไอ้อย่างนี้เหม็นจริงหนอทนไม่ได้ไปแตะต้องเข้าที่ผิวกายแล้วก็น่าเกลียดน่าชัง มันไม่มีสมุดเหล่านี้มันก็ไม่มีการรังเกียจไม่มีการผลักดันตัวคนไปทำอย่างนั้นบ้างกลิ่นเหม็นอย่างนั้นที่เราเรียกว่าเหม็นนี่นะแล้วก็ไอ้ขี้โคลนหรือขี้อย่างนั้นมาแตะถูกเนื้อถูกสัมผัสกายเข้าเราก็เกิดการผลักดันช้างมีอารมณ์ชนิดหนึ่งเกิดขึ้นเราก็จะต้องเรียนรู้สมมุติเหล่านี้เข้าไปให้ละเอียดบางอย่างมีมากเหลือเกินฝังแน่นมานานเหลือเกินบางอย่างชอบมากเกินไปต้องการให้มีอยู่อย่าหายไปเป็นอย่างนี้อย่าหายไปอากาศอย่างนี้มาแต่ต้องสัมผัสกายอย่าหายไป หารูปอย่างนี้มาแตะต้องอย่าหายไปอย่างนี้ชังเหลือเกินแมวออกไปสักทีเถอะห่างไปสักทีเถอะอารมณ์ของจิตมีผลักดันมีดูดไว้อย่างนี้อย่างนี้เรียนรู้ให้ถึงจิตให้ละเอียดแม้ผล
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive