591018_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปรากฏการณ์พลังความดีของในหลวง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข1 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

591018_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปรากฏการณ์พลังความดีของในหลวง โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 18 ตุลาคม 2559 แรม 2 ค่ำเดือน 11 นร.ว.นบเรียนมาถึงทุกวันนี้ เราเริ่มเปิดเรียนเดือนกรกฎาคม 2557 จะเข้าปีที่ 3 แล้ว ถ้าครบ 5 ปีจะต้องจ่ายใบปัญญาบัตร ก็มีผู้ที่ใส่ใจรับฟังเรียนรู้ที่อาตมาเอามาเทศน์ก็พอได้ไม่ขี้เหร่นัก ไม่โหรงเหรง ในแต่ละคราวๆ การเรียนรู้ธรรมะ ทุกวันนี้ อาตมาเห็นความไม่ใส่ใจของมนุษยชาติทั่วโลกเลย ไม่ใส่ใจเรื่องของคุณธรรมความเป็นมนุษยชาติ กิเลสมันเจริญ เรื่องของมนุษยชาติเรื่องของสังคมเรื่องของประเทศ มีจิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าเป็นคำสัตย์จริง ที่จริงที่สุด แต่คนก็ไม่ค่อยใส่ใจศึกษา ได้แต่ท่องจำออกไปสอบไปเรียน แต่ไม่ซาบซึ้ง ไม่ชัดเจน ในความหมายที่ชัดเจนตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อาตมาทำงานมา 46 ปีแล้ว ก็ยิ่งเห็นความสำคัญ ไม่ใช่ว่าเหนื่อยหน่ายท้อแท้ รู้สึกระอา ควรวางมือควรเลิกก็ไม่ แต่กลับยิ่งเห็นว่าจะทำอย่างไรจะประพฤติปฏิบัติอย่างไรมันถึงจะดีกว่านี้ ให้มนุษยชาติได้รับรู้เห็นถึงความสำคัญเอาใจใส่ หันมาเอาสิ่งนี้ อาตมารู้ตัวเองว่าเราไม่เก่ง พยายามทำงานมาตั้ง 46 ปีแล้ว ก็ไม่น้อยเลย เผยแพร่มีโทรทัศน์ถ่ายทอดออกไป สู่สังคมภายนอก ก็ไม่รู้สึกว่า เขาจะเห็นความสำคัญ ว่าน่าสนใจ จะหันกลับมาสนใจมากขึ้นอย่างมีรูปธรรม อย่างเห็นเลยว่า มีคนสนใจเข้ามาเยอะ ไม่ถึง แต่ในหลวงทรงเผยแพร่ โดยการกระทำของพระองค์ พระจริยวัตรของพระองค์เอง ท่านเผยแพร่ด้วยการกระทำ แต่อาตมาเผยแพร่ด้วยการพูด การบรรยายขยายความที่ละเอียดลึก แต่ไม่ค่อยได้ผล สู้พระโพธิสัตว์อย่างในหลวงไม่ได้ พูดด้วยความจริงว่าพระองค์เป็นโพธิสัตว์ อาตมาก็เป็นพระโพธิสัตว์แต่อาตมาทำงา

อ่านต่อ

นสู้ท่านไม่ได้ ท่านทรงงานมา 70 ปี มีผลเลิศให้เห็น ให้คนด้วยศรัทธาได้เข้าใจในแนวลึกมากเลย อย่างเป็นธรรมะ เป็นคุณธรรม ที่คนรักบูชาในหลวงก็ด้วยคุณธรรมที่ท่านทรงประพฤติ คำสอนด้วยการประพฤติการกระทำ นั่นคือธรรมะที่พระองค์ประพฤติปฏิบัติด้วยพระจริยวัตรตลอดที่พระองค์ทรงมาตลอด 70 พรรษา เป็นธรรมะทั้งนั้น ธรรมะที่พระองค์ประพฤตินั้นเป็นของมนุษย์ธรรมดา และเป็นธรรมะหรือเป็นพฤติกรรมของสังคม ที่ควรจะต้องทำอย่างนั้น เช่น ท่านตรัสว่า ท่านเป็นนักบริหาร บริหารอยู่ในพระหน้าที่ของพระองค์ บริหารบ้านเมืองจริงๆ มีผลที่ยอดเยี่ยม ทำให้คนเข้าใจ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยแต่ประเทศอื่นๆก็เข้าใจ นี่คือประชาธิปไตยอันยิ่งใหญ่ ประชาธิปไตย 2 ขา ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่ประชาธิปไตยเฉยๆ เป็นประชาธิปไตยขาเดียว เรื่องนี้อาตมาเห็นความลึกซึ้งมาก แต่ขยายความไม่ออก ไม่เก่ง ไม่สามารถขยายถึงความวิเศษ ของประชาธิปไตยที่ผู้บริหารมีจิตวิญญาณ นอกจากจะมีพฤติกรรมภายนอกได้อย่างมีจิตวิญญาณ เป็นหลัก มโนปุพพังคมาธัมมามโนเสฏฐามโนมยา บริหารด้วยพระจิตวิญญาณอย่างนั้น จึงเกิดผลออกมาอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นผู้บริหารที่เข้าใจชัดเจน แล้วเคารพนับถือชัดเจนมากอีกองค์หนึ่งคือ กษัตริย์จิกมี่ เคเซอร์ นัมเกล วังชุก กษัตริย์ภูฏาน พระองค์ทรงชัดเจนว่า การบริหารประเทศต้องเอาแบบนี้ อย่างที่ในหลวงของเราทำ แล้วทำก็ทรงประกาศตามพระราชดำรัสที่เราเอามาเปิดออกอากาศมาบริหารแบบคนจน ท่านตรัสถึงการบริหารประเทศด้วย เพราะมีรัฐมนตรีประเทศเกาหลีมาทูลถาม ว่าจะบริหารประเทศอย่างไร ท่านก็ตรัสตอบว่าให้บริหารแบบคนจน ชัดๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แล้วท่านก็กลับขยายความว่าบริหารแบบก้าวหน้าที่เขามุ่งไปสู่ความร่ำรวย แต่พระองค์ท่านไม่ตรัสถึงคำว่าร่ำรวย ตรัสถึงคำว่าก้าวหน้านั้นเป็นการถอยหลัง และเป็นการถอยหลังอย่างน่ากลัวด้วย การก้าวหน้าแบบนั้นมันไม่ดี ซึ่งนักรัฐศาสตร์ นักวิชาการผู้รู้ปราชญ์ทั้งหลายในประเทศ ที่ทำหน้าที่บริหารเป็นข้าราชการ ข้าราชบริพารทั้งหลายแหล่ น่าจะซาบซึ้งอันนี้ แล้วได้เอาอันนี้มาขยายความ แล้วก็นำมาปฏิบัติ สนองพระราชดำรัส ศึกษาจริงให้เข้าใจชัดเจน ท่านพยายามตรัส 1 เศรษฐกิจพอเพียง 2 แบบคนจน 3 ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา 3 วลีนี้ ให้บริหารอย่างเศรษฐกิจพอเพียง ประพฤติแบบเศรษฐกิจพอเพียง บริหารแบบคนจน ประพฤติแบบคนจน บริหารกันอย่างขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ประพฤติอย่างขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ถ้าผู้ใดเข้าใจและกระทำได้ ประพฤติอย่างเป็นผู้ขาดทุนอยู่ในสังคม ผู้นั้นประพฤติอย่างผู้ขาดทุน ผู้นั้นถึงจุดหมาย ขาดทุนนั้นคือคนอย่างไร? - ขาดทุนนั้นคือคนที่ทำงานได้ค่าแรงงานน้อยกว่าควร -ทำงานลงไปแล้วเสร็จ ให้ผู้ที่ให้แก่คนที่จะได้รับประโยชน์ไป ให้เขาได้รับประโยชน์ได้มากกว่าที่เราเอาคืนมา นั่นคือขาดทุน -แล้วเราประพฤติอย่างนั้นเราก็อยู่ได้ด้วย คนฟังแล้วฟังยาก ฟังแล้วไม่ค่อยขึ้น นึกไม่ออกว่าจะอยู่อย่างไรถ้าเขาไม่ลึกซึ้งพอ แล้วเขาไม่รู้ว่าคนที่ขาดทุนนี้คืออย่างไร? เป็นความผิวเผินของเขา ว่าขนาดนี้เขาได้กำไรมากแล้ว เขากำไรมากแล้วเขายังไม่ค่อยพอเลย เขายังรู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยพอ ด้วยจิตใจของเขา นี่คือจิตขี้โลภ จิตใจเห็นแก่ได้มากๆเห็นแก่ตัว มนุษยชาติเป็นอย่างนั้นมีลักษณะจิต อย่างนี้ เรียกเต็มๆว่า อภิชฌาวิสมโลภะ มีอัตตาพุ่งเพ่งไปข้างหน้า โดยที่ไม่มองเข้าหาตัวเอง มีความตะกละตะกรามด้วยความโลภ คนที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะ จริงๆ จนเข้าใจคุณสมบัติวิเศษ เป็นคนที่มีชีวิตขาดทุนได้ ลองมองย้อนเข้ามาหาตัวเองสิ ชาวอโศกทั้งหลาย ทุกวันนี้ในชีวิตของพวกเราแต่ละคนๆ เราทำงานใช่ไหม? ก็ทำงาน เราทำงานแล้วเรารับเอาสิ่งแลกเปลี่ยนคืนมาให้แก่ตัวเอง มากกว่าควรไหม? ก็ไม่ อาตมาก็เห็นอย่างนั้น พวกเราทำสำเร็จ พวกเราประพฤติปฏิบัติมีกรรมกริยา ทำการงานทุกวันก็ไม่ได้เกียจคร้าน วันเสาร์วันอาทิตย์ก็ไม่ได้หยุดเหมือนข้างนอก จริงๆแล้ว วันเสาร์วันอาทิตย์นั้นงานหนักด้วย แทนที่จะได้หยุดพักผ่อน แต่งานกลับมากกว่าวันธรรมดาด้วยซ้ำ ทำเสร็จเป็นรูปธรรมแล้วเป็นวัตถุ เป็นรูปร่างเลย ก็ไม่ถึงขนาดนั้น แต่เราก็มาสะพัดออกไป มันเป็นการสะพัดแรงงาน ไม่ได้อยู่ที่เอามามากเป็นรูปแล้วสะพัด แต่เป็นสิ่งที่เราควรจะได้เอามา แต่เราไม่เอา การที่เราไม่เอานั่นแหละ คือการสละออกไป ไม่โลภ เช่นยกตัวอย่างรูปธรรมชัดๆ เราไปทำงานค้าขาย เราทำอาหารขายอยู่ในตลาด อยู่อุทยานบุญนิยม เราขายในราคาตลาดมันควร 20 บาทหรือ 35 บาท ต่อชาม แต่เราเอาเพียง 15 บาท ชามละ 20 บาทอย่างสูง ข้างนอกนั้นบางที 50 บาทด้วย จำนวนที่เราไม่ได้เอาเท่าเขา นั่นแหละ คือการขาดทุน เป็นขั้นต้นง่ายๆ

เป็นบุญนิยมคือ ค้าขายขาดทุน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ก็คือ 1. ต่ำกว่าราคาตลาด 2. เท่าทุน 3. ต่ำกว่าทุน 4. แจกฟรี ของเราก็ชัดเจนแนววิธีคิด เราขายต่ำกว่าราคาตลาด ก็เป็นหลักฐานบ่งบอก เห็นอยู่ การขายเท่าทุน ถ้าคิดไปอย่างละเอียดแล้ว เราขายต่ำกว่าทุนนะ ถ้าไปเอาในรูปของสามัญปกติ วันหนึ่งๆคนของเราไม่พอ ก็เลยออกไปทำงานที่อุทยานบุญนิยม โดยมีคนน้อย ทั้งที่ควรจะมีคนมากกว่านี้ ถ้ามีคนมากกว่านั้นจะขายได้ดีกว่านี้ แต่มันมีความจำกัดก็เลยได้เท่านั้น ถ้ามีคนมากพอแล้วช่วยกันบริหารช่วยกันทำ ช่วยกันดูแล ช่วยกันสร้างสรรค์ ให้เป็นร้านค้าที่ครบวงจร ตามที่ร้านเขาทำกันอย่างทางโลก ของเราทำการด้วยใจสมัครไม่ได้มีการตลาดการจัดการ ให้ครบพร้อม ให้เห็นแล้วน่าเข้ามาอุดหนุน กลับไม่ได้ไปเร่งรัดในจุดนั้น แต่รวมๆแล้วแม้แต่รูปธรรม เราขายต่ำกว่าราคาตลาด เราขายเท่าทุนนี้ แท้จริงแล้ว เราขายต่ำกว่าทุน เพราะร้านอย่างนี้ราคาค่าตัวคนทำงานตามธรรมดานั้นจะแพง เขาทำงานอยู่กับร้านเงินเดือนควรจะแพงกว่า แต่เราไม่ได้ตั้งราคาเลย เราก็ประมาณเอา อัตราเงินเดือนควรจะแพงกว่า แต่เราก็ทำขนาดนี้ ก็เลยให้ เป็นเหมือนเราให้ราคาของชาวบุญนิยม * แต่แท้จริงเราขาดทุนให้แก่ทางทุนนิยมอีกเยอะ* (พ่อครูไอ ...บอกว่าร่างกายสมบูรณ์ขึ้นอ้วนขึ้น แต่ไอมากขึ้น ไม่แห้งผอมเหมือนแต่ก่อน ตอนนี้น้ำหนักเกือบ 55 กก.แล้ว ชั่งตอนเช้าๆนะ) อาตมาก็พยายามทำร่างกายให้แข็งแรงให้หนุ่มแน่นขึ้น เจริญขึ้นเรื่อยๆ ไม่พยายามให้มันทรุด เพราะจะต้องพากเพียรทำงานที่ยาก ทำงานมา 40 กว่าปีคนก็ยังไม่เข้าใจ ที่อาตมาทำงานอธิบายนี้ เพื่ออธิบายให้เข้าถึงความ เป็นกิเลสเป็นหลัก แต่คนไม่ค่อยใส่ใจเรื่องกิเลส ไม่ค่อยอยากรู้กิเลส 1.ให้รู้กิเลส 2.ให้พยายามกำจัดกิเลส ทำอย่างไรจะพูดอย่างไรให้กำจัดกิเลสได้ 3. ผลของการรู้กิเลสและกำจัดกิเลสได้ มันเป็นชีวิตอย่างไร? ชีวิตของคนเป็นสุขสงบดี เจริญอย่างไร? มันเป็นความเจริญที่น่าได้ น่ามี น่าเป็นไหม?หรือว่าเราควรจะเจริญอย่างโลกๆ ชีวิตมีกิเลสหนาขึ้น มีลาภยศสรรเสริญมากขึ้น มีความสุขด้วยกัน มีความสุขด้วยอัตตาพอกพูนทวีขึ้น มันเป็นความสุขของคนที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะอย่างที่อาตมาพาทำที่เรียกว่า โลกุตระ เขาก็ทำอย่างสามัญ แล้วสำนักธรรมะเกือบหมดเลย ทั้งหมดไม่ได้สอนอย่างอาตมา เช่น เขาสอนให้ปฏิบัติถึงนิพพานเพื่อจะทิ้งลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่ไม่ได้สอนอย่างอาตมา เขาสอนให้ไปนั่งหลับตา แล้วก็ทิ้ง เรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ ให้ห่างไกลอย่าไปยุ่งเกี่ยว ง่ายๆ แล้วก็ สะกดจิต ไว้ว่าอย่าไปคิด อย่าไปอยากได้อยากมี สะกดความอยาก สะกดตัณหาเฉยๆ เป็นวิธีการชั้นเดียวตื้นๆ กดข่มไว้ ไม่ได้มาทำอย่างอาตมาพาทำ ที่มีการทำอาชีพในการทำงาน มีการพูด มีการสังเคราะห์จิต ด้วยสังกัปปะ 7 มีสังเคราะห์จิต Anyalyze แต่เขาสอน Hypnotize ทั้งนั้นเลย แม้แต่สำนักสอนศาสนา เป็นวิทยาลัยของศาสนาพุทธ เช่นมหามกุฏราชวิทยาลัย ก็แยกเรื่องโลก แต่เรื่องปฏิบัติธรรมต้องมานั่งหลับตาอีกแหละ เขาแยกให้มี 2 ส่วน ส่วนทางโลกๆก็รู้ เราอย่าไปขี้โลภ อย่าแย่งชิงเขาหยาบคาย แต่ก็ยังมีฐานของลาภ ยศ สรรเสริญ มีชั้นวรรณะแบบทางโลกเขา เป็นแต่เพียงมาประยุกต์ ไม่ได้ต่างกันหรอก มียศชั้นสรรเสริญ มีเงินเดือน อำนาจทางสังคม ผู้ใดจะเป็นพลเมืองของศาสนา ผู้ใดจะเข้าสู่ระดับราชการ ทางศาสนาก็มีเหมือนข้าราชการ ก็ไปอยู่ในทำเนียบของผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่ ที่ตั้งขึ้นมาทุกปี เหมือนกัน แล้วเขาก็ไม่เข้าใจ ฝ่ายที่เป็นผู้ปฏิบัติที่เขาบอกว่าเป็นพระปฏิบัติ กับพระบริหาร ถ้าพระบริหารก็คือทำแบบโลกๆ เป็นพระปฏิบัติเขาก็ไปนั่งหลับตาอย่ามายุ่งมารู้กับอาชีพอะไร ไม่เอาการงานอะไร เป็นนักปฏิบัติประพฤติปฏิบัติหลับตาหยุดนิ่ง นั่นคือการพากเพียร ให้หนีให้หยุดอย่าไปยุ่งอะไร ปฏิบัติเฉยๆไม่ต้องไปคิด นั่งหลับตา ก็อย่าให้มีความคิดให้นั่งนิ่ง อ่านหนังสือไทยโพสต์ คอลัมน์ศาสนาเขาสิ ของ อ.บูรพา บอกว่าอย่าให้มีความคิด ถ้ามีความคิดแล้วไม่เป็นสมาธิ สมาธิต้องไม่มีความคิดและ เขาเข้าใจไปอย่างนั้นเลย เขาไม่ให้คิด ไม่คิดแล้วจิตจะเป็นสมาธิ แล้วจะเกิดปัญญา ปัญญาจะขึ้นมาเอง ถ้าคิดขึ้นมาแล้วมีผลนั้นไม่ใช่ปัญญา ซึ่งไม่ใช่เลย แต่ปัญญาของพระพุทธเจ้านั้นเกิดจาก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ เป็นพลวัตของ 6 องค์นี้ ปัญญาจะเกิดอย่างนั้น ไม่มีสอนไว้ที่ไหนว่าปัญญาจะเกิดจากการนั่งนิ่ง แต่ท่านก็ตรัสว่าจิตเป็นสมาธิแล้วจะเกิดปัญญา แต่เป็นปัญญาที่เกิดจากสัมมาสมาธิ ท่านก็ตรัสในมหาจัตตารีสกสูตร เวลาปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติมาทั้ง 7 องค์ แล้วจะเกิดผลไปตามลำดับ ปฏิบัติอาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ ปฏิบัติสังกัปปะ 7 แล้วก็ทำอาชีพทำอาชีวะ สัมผัสแล้วมีอะไรทำให้เราเกิดมิจฉาอาชีวะ 5ทำให้เกิดมิจฉากัมมันตะ 3 มิจฉาวาจา 4 (โกหก หยาบคาย ส่อเสียด เพ้อเจ้อ) มิจฉาสังกัปปะ 3 คือ กาม พยาบาท วิหิงสา ก็ทำมิจฉาให้เป็นสัมมาให้ได้ในการปฏิบัติอย่างลืมตา มีสัมผัสเป็นปัจจัย การไม่มีสัมผัสเป็นปัจจัยนั้นไม่ใช่การปฏิบัติของพุทธเลย การปฏิบัตินั่งหลับตา ไม่มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธเลย อาตมาพูดเหมือนคนบ้า เขาไม่ได้คิด ไม่ได้ทำแบบนี้เลย เขาฟังไม่ได้ เขาว่าโพธิรักษ์นั้นสุดโต่งเกินไป หลายคนที่เป็นครูบาอาจารย์ทางธรรมะของศาสนาพุทธก็บอกว่าเข้าใจ ปฏิบัติจะต้องมีการอาชีพ การกระทำการงานต่างๆ มีการพูด ตามมรรคมีองค์ 8 มีการวิจัยวิจารณ์ต่าง ก็เข้าใจ แต่ก็จะต้องทำอย่างพอสมควร ทำสัมมาชีพก็คืออย่าไปทุจริต สัมมากัมมันตะก็คืออย่าไปทุจริต สัมมาวาจาคืออย่าไปทุจริต สัมมาสังกัปปะก็อย่าไปทุจริต ก็เท่านั้น ไม่ได้มีความลึกซึ้งละเอียดลออ อย่าไปทำผิด ตามที่ตนเองนึกว่าผิด ไม่ได้ลงลึก มิจฉาอาชีวะ 5 เริ่มต้น กุหนาคืออะไร ทุจริตแบบกุหนา คือ หยาบสุดแล้ว การโกงประเทศชาติ ทั้งข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง แต่ก็ไปโทษแต่ข้าราชการการเมือง แต่ข้าราชการการประจำโกงกันตะพึดตะพือ หาทางโกงกินอยู่อย่างนั้น ซึ่งมันล้มเหลวเลย สัมมาชีพนั้นแม้แต่ข้าราชการก็ไม่ได้เป็นตัวอย่าง ขอให้ไปสำรวจว่ามีกรมกองไหนที่ไม่มีการทุจริตในราชการ ของประเทศ นี่คือความล้มเหลวของคุณธรรมมนุษยชาติและประเทศ ส่วนเอกชนนั้นโกงได้ก็เป็นโกงทั้งนั้น ไม่มีใครบังคับ ส่วนข้าราชการนั้นเดี๋ยวเขาไล่ออก ส่วนเอกชนก็ทำไปตามประสาโกงกันส่วนมาก แล้วคนสอนศาสนาก็ไม่เน้นจี้ สู่พฤติกรรมของมรรคองค์ 8 ที่เป็นหัวใจศาสนา แต่ไปพูดถึงสังคมองค์รวม พฤติกรรมสังคม ว่าจะไปเป็นโลกๆบานปลายไปจนกระทั่งไม่ควรแล้ว มันหยาบแล้ว ปรุงแต่งหยาบเกินไป ไม่ว่าจะเป็นอาชีวะกัมมันตะ พฤติกรรม หรือวาจา ยิ่งแนวคิด การที่จะระมัดระวังความคิด รู้จักวิธีทำสังกัปปะ 7 จิตมีสติสัมปชัญญะ แล้วมีผัสสะเป็นปัจจัย ก็เกิดสภาพของสังขาร สภาพรูปนามปรุงแต่งกันขึ้น ผู้ที่ปฏิบัติธรรมเป็น ก็รู้จักสังขาร กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขารอ่านสังขารเป็น ผู้ที่อวิชชาก็ไม่รู้จักสังขาร เมื่อไม่รู้จักสังขารก็จับจิตวิญญาณไม่เป็น ไม่รู้จักจิตวิญญาณ ต่อจากนั้นไปก็แยกนาม แยกรูปไม่ออก ยิ่งเลยไปถึงอายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ อย่าไปพูดถึงเลย ไม่รู้เรื่อง ระบบปฏิกิริยาลูกโซ่ของปฏิจจสมุปบาท เป็นเหตุปัจจัย เป็นปัจจัยอาการของกรรม การกระทำของเราก็ไม่รู้เรื่อง อาตมาพยายามเอามาอธิบายให้เกิดความรู้ วิชชา รู้สังขาร สังขารมี กายสังขาร อธิบายไปถึง จิตสังขาร แต่ก็ยังไม่ได้ลงลึกถึงจิตสังขาร อย่างเอาเจตสิก 52 เจตสิกอื่นๆ แต่ไม่ได้ลงลึก อยู่แค่กายสังขาร ก็อธิบายถึงจิต มโน วิญญาณ แล้วเกิดการเรียนรู้วิจัยไปถึงสังขาร เรียนรู้วจีสังขาร พวกเราก็ไม่งง พวกเราไม่งงว่า สังขารก็คือเรียนรู้วิญญาณ แล้วแยกวิญญาณเป็นนามรูป ก็คือ อยู่ที่กายสังขารอยู่ทั้งนั้น กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณ แล้วแยกวิญญาณเป็นนามรูป จากนามรูปก็มีอายตนะ มีผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะอายตนะก็ไม่มี เมื่อหมดผัสสะอายตนะก็ไม่ตั้งอยู่ในที่ใด อายตนะจะเกิดก็ต่อเมื่อมีเหตุปัจจัยคือผัสสะ อายตนะเกิดโดยไม่มีผัสสะไม่ได้ อายตนะเกิดก็เกิดเวทนา แล้วแยกเวทนา เมื่อมาเรียนรู้ดูที่เวทนาเพราะเวทนาเป็นกรรมฐานหลักของศาสนาพุทธ คนที่ไม่เรียนรู้เวทนาก็ไปเรียนรู้แบบโบราณแบบฤาษี มีกรรมฐาน 40 ตั้งแต่สูตรแรกของพระสูตรคือพรหมชาลสูตรก็บอกว่า เว้นผัสสะเสียแล้วจะรู้สึกได้นั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติอย่างมีเวทนาเป็นกรรมฐานให้อ่านความรู้สึก ไม่ใช่เอากรรมฐานคือกสิณ ให้จิตจดจ่อ กสิณ ดินน้ำลมไฟ แม้แต่กสิณลมหายใจเข้าออก พระพุทธเจ้าก็สอนอานาปานสติ คือลมหายใจเข้าออก ถ้าเรียนรู้เป็นองค์รวมของกาย จะต้องมีสติเรียนรู้ลมหายใจคือกาย ที่ยังมีสัมผัสนอกเป็นกาย ตาหูจมูกลิ้นก็ไม่รับรู้แล้ว แต่ยังเหลือที่ลมหายใจอยู่ ที่ต้องรับรู้อยู่ พระพุทธเจ้าอธิบายอานาปานสติควบคู่กับสติปัฏฐาน 4 เขาก็พิจารณากายไม่เป็น จึงพิจารณา กายสังขารังปัสสัมภยัง คือทำให้กายสงบระงับไม่ได้ 1. กายสังขารังปฏิสังเวที ต้องเรียนรู้ความเป็นกายสังขาร มันมีภายนอกด้วยและภายในด้วย สัมผัสปรุงแต่งกันอยู่ แม้จะมีลมหายใจก็ยังมีข้างนอกและข้างใน ถ้ายังสัมผัสภายนอกทั้ง 6 ทวาร ก็ยิ่งมีกายสังขารให้เราสัมผัสได้ชัด ปฏิบัติได้ดีที่สุด เพราะจะเห็นมากเห็นครบ เขาก็ไม่เข้าใจ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ในอานาปานสติก็เน้นการวิจัยลึกถึงกายสังขาร จิตสังขารให้สงบรำงับ ปัสสัมภยัง ทั้งกายสังขาร และจิตสังขาร ทำให้สงบ สงบของพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้กดข่ม Hypnotize แต่เป็นการสงบอย่าง Analyze สงบอย่างมีวิตก วิจาร วิจัย แต่เดี๋ยวนี้เพี้ยนไปหมด เหมือนกับในสมัยพระพุทธเจ้า ท่านก็ต้องอนุโลมให้เขามาก เพราะคนไม่มีพื้นฐานศาสนาพุทธ ก็ต้องพูดอย่างอนุโลม ตีทิ้งอย่างเช่นอาตมาพูดนี้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสท่ามกลางที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ไม่มีตำราหลักฐานของศาสนาพุทธเลย มีแต่เรื่องสะกดจิตล้วนๆ เป็นเทวนิยมล้วนๆ ท่านก็ต้องประนีประนอม แต่ของอาตมานี้ยังมีของศาสนาพุทธอยู่ ก็พูดได้อย่างไม่ไว้หน้า ถ้ามีพื้นฐานกันอยู่แล้ว แต่ไปหลงผิด ไปหลงผิดระบบที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า แล้วคิดเอามิจฉาทิฏฐิเป็นมิจฉาปฏิปทา อาตมาก็เดินเข้ามาสู่สัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ เอาพระสูตรไหนมายืนยันก็ยังบื้อ ดื้อตาใส หรือโง่ตาใส

_ช่วงงานเจ ณ จุดล้างจาน มีชายคนหนึ่งเล่าว่าตนเคยฟังธรรมะพ่อครูมานานมาก แต่ปัจจุบันนี้ ปฏิบัติเกี่ยวกับสายของท่าน อสิตะ แล้วเขาเชื่อว่า สายของเขาบรรลุธรรมได้ แต่เขาให้ค่าว่า สายของพ่อครูบรรลุเร็วกว่า ดิฉันไม่ได้เห็นว่า เทวดา 6 ชั้นเป็นขั้นตอนที่ต้องอาศัย ดิฉันก็ถามว่าเทวดาคืออะไร ผีคืออะไร เขาก็บอกว่าผีคือกิเลส เขาว่า เป็นความรู้ที่ได้จากพ่อครู ดิฉันจึงบอกว่า มันยากที่จะอธิบายเพราะเราเข้าใจต่างกัน แล้วเล่าต่อว่าเช่นคำว่า กาย พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าคือจิต มโน วิญญาณ เขาก็พูดต่อว่า ไม่ใช่ Body ใช่ไหม? คุณเนียนใจเลยตอบว่า ใช่ เห็นเขามีกิริยาว่าไม่เข้าใจ ดิฉันจึงตัดบทว่า มีในพระไตรปิฎกเล่ม 16 พ่อครูเคยตอบว่าเรามีพระพุทธเจ้าคนละองค์กัน เขาก็นิ่ง แล้วก็ลากลับ เพราะเขาเข้าใจว่าตนเองก็บรรลุธรรมได้จึงไม่เปิดใจรับฟังผู้อื่น ไม่มี ปรโตโฆษะและจะทำโยนิโสมนสิการก็จะยาก ขอพ่อครู อธิบายเขตแบ่งแยกโลกียะกับโลกุตระให้ฟังอีกครั้งหนึ่งค่ะ (งานเจปีนี้ ผู้ใหญ่มาล้างจานล้างใจมาก กว่าเด็กและมีผู้ใหญ่มาสนใจคุยธรรมะด้วย) ตอบ... การแบ่งโลกียะกับโลกุตระนั้นแบ่งได้ตรงที่เวทนา เวทนา 108 โดยเฉพาะเวทนา 18 18 ที่เป็นเคหสิตตะ กับ 18 ที่เป็นเนกขัมมะ แบ่งโลกียะกับโลกุตระได้ตรงนี้ ถ้าไม่สามารถอ่านเวทนาตรงนี้ แล้วแยกเวทนาตรงนี้ออก แยกเป็นเคหสิตตะ กับ เนกขัมมสิตตะ ไม่ออกก็แยกโลกียะกับโลกุตระไม่ได้ ผู้มีปัญญาผู้มีจิตใจ วิตก วิจาร วิจัย มี Analyze ออก ก็แยกกาย คือจิตมโนวิญญาณ ก็คือนามธรรม ส่วนที่จะปฏิบัติก็คือเวทนา ในพรหมชาลสูตร หากไม่มีเวทนาก็ไม่มีกรรมฐานที่จะปฏิบัติ กรรมฐานคือเวทนา 108 ก็ต้องเข้าใจอาการของเคหสิตตะ อาการโลกียะ ถ้าทำให้จิตเจตสิก ไม่ว่าจะเกิดอาการตั้งแต่ เวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 ตั้งแต่ตากระทบรูป แล้วเกิดเวทนา3 เวทนา 5 เวทนา 3 มีสุข ทุกข์ เฉยๆ แล้วสุขมาก หรือน้อยทุกข์มาก หรือน้อย แล้วรู้ลึกถึง อุเบกขา รู้น้ำหนักเวทนาต่างๆเป็นอินทรีย์ เป็นเวทนา 5 สุขินทรีย์ (นอกและใน) ทุกขินทรีย์ (นอกและใน) แล้วก็อุเบกขินทรีย์ จาก สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ จาก 6 ทวาร ก็รู้อาการเวทนาทั้งหมด ตั้งแต่ เวทนา 2 กายิกเวทนากับเจตสิกเวทนา แยกอย่างละเอียดไป แต่ที่จริงคืออธิบายทั้งนอกและใน จะเป็นโสมนัสหรือโทมนัส สุข ทุกข์แล้วมีอินทรีย์เท่าไหร่แล้วเกิดทางทวาร 6 นี้แหละ ไล่ภายนอกคือสุข ทุกข์ อุเบกขา ส่วนภายในก็มีโสมนัส โทมนัส พระอนาคามีไม่มีสุข ทุกข์ ภายนอกเป็นกามภพ ตากระทบรูป หูกระทบเสียงไม่มีอาการสุข ทุกข์ มีแต่โทมนัส โสมนัสภายใน สำหรับอนาคามี ถ้าไม่สามารถอ่านภายในออกแล้วแยกเคหสิตตะ กับ เนกขัมมสิตตะ ว่ามีอาการต่างกันอย่างไร ถ้าแยกกันนี้ไม่ได้ก็ไม่รู้จักโลกียะกับโลกุตระ ต้องอ่านใจในใจ แล้วก็ทำการมนสิการ ให้จริง ให้ถ่องแท้ ให้ชัดเจน ให้โยนิโส ให้ลงไปถึงที่เกิด ลงไปถึงจุดอาการเกิดของมัน ว่านี่แหละคือตัวการ มันเป็น เคหสิตตะ ทำให้เกิดสุขเกิดทุกข์แบบโลกียเป็นแบบนี้ ทำให้อาการมันลดลง แม้แค่วิกขัมภนปหานแค่กดข่มก็รู้ แต่วิธีที่คุณปฏิบัติแล้วเกิดปัญญาเป็นวิปัสสนาญาณ ดูแล้วว่าหลายครั้งหลายคราวแล้ว มันไม่เคยอยู่กับร่องกับรอยเลย มันไม่เคยเป็นอย่างเดิมเลย มันไม่เที่ยง แล้วก็พาเราทุกข์ตลอด คนไหนที่เข้าใจว่าทุกข์นั่นแหละคือสุข สุขนั่นแหละคือตัวหลอกตัวสำคัญ มันทำให้เราทุกข์ สุขมันคือของเก๊ ทุกข์ท่านบอกว่าเป็นอาริยสัจ เป็นของจริง ส่วนสุขนั้นคือของเก๊เป็นสุขัลลิกะ นรกคือของจริง คนที่ปฏิบัติ ไม่ได้เรียนรู้ปฏิบัติให้จิตลดความติดยึดได้ตายไปแล้วก็ลงนรกทั้งนั้น สวรรค์จะเกิดเมื่อมีผัสสะเป็นปัจจัย ก็ชอบใจ ถ้าสุจริต ถ้าไม่ได้ก็แย่ง ไม่ขอไม่ซื้อก็แย่งขโมย ปล้นเอา ได้มาก็สุข ได้สมใจก็สุข ก็สุข ณ บัดนี้ แต่ถ้าจิตเฉยๆไม่มีผัสสะทางตาหูจมูกลิ้นกายมันก็มีแต่ อนุสัยคือนรก ถ้าจะบอกว่าสุขแล้วคุณมีผัสสะตรงไหน มีแต่อนุสัยอยากได้ แต่มันไม่มี ให้อยากได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กายมันก็ไม่มีให้ เมื่อตายแล้วไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็มีแต่จะดิ้นเอาตัณหาก็คือนรก แส่หาด้วยตัณหา พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีแต่แส่หาด้วยตัณหา คืออาการของจิต พระไตรปิฎกเล่ม 9 ข้อ [51] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใด มีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น

ผู้ใดไม่ได้เรียนรู้อย่าง ชานโต ปัสสโต แต่กลับไม่ได้รู้ไม่ได้เห็นเป็น อชานโต อปัสสโต ก็เป็นความดิ้นรนแส่หาของคนมีตัณหาทั้งนั้น เพราะอัตตายังมีเที่ยง คุณจะต้องเป็นอย่างที่คุณเข้าใจ ถ้าได้อันนี้มาได้สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย คุณก็จะได้อาการอย่างนี้ ได้มาแล้วสมใจ ตามสมมติตามที่ยึดถือ ตามที่มีอุปทานยึดติดไว้ คุณก็จะเป็นสุข แต่ทำไม่ได้คุณก็จะเป็นทุกข์ ถ้าคุณไม่ได้เรียนรู้จนกระทั่งมี ชานโต ปัสสโต มีวิชชา เมื่อไม่รู้จิตใจของคุณก็จะมีแต่แส่หาหรือสรุปว่ามีแต่ตัณหา ดิ้นรนไปตามตัณหา จิตใจที่มีแต่ภายในไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายจะมีแต่ดิ้นรนมีแต่ตัณหา ก็ดิ้นรนไปสินั่นแหละ คือ สภาพที่คือนรก เขาสอนธรรมกันก็เป็นสังคมศาสตร์ แต่อย่างอาตมาสอนนี้มันมีน้อยคน จนเขาไม่นึกว่าการสอนอย่างนี้เป็นการสอนศาสนา แล้วเขาก็ว่า อาตมาสอนแบบสุดโต่ง แล้วที่เขาว่าเช่นนั้นคือเขาฟังไม่รู้เรื่อง แล้วอาตมาก็เอาภาษาของศาสนามาใช้ เป็นการเข้าถึงสภาวะปรมัตถ์ เขาก็ว่าอาตมาพูดลึกไปสุดโต่งไป ที่จริงนี่เขาชมอาตมา แต่เขาเข้าใจว่า เขาติอาตมา เขาว่าพูดอย่างนี้คนไม่รู้เรื่องพูดทำไม อาตมาก็พยายามพูดให้เกี่ยวกับการกระทบข้างนอก เช่นมีลาภ ยศ สรรเสริญ มีทำอาชีพไปโกงกินอย่างไร ก็พูดถึง แล้วก็พาพวกเราทำงานสังคม พาทำงานอาชีพ ไม่ให้มี กุหนา ลปนา อย่างต่ำก็มี เนมิตกตา ที่แปลว่าเสี่ยง แต่ถ้าในพระไตรปิฎกว่าตลบตะแลง คือการปฏิบัติที่ยังไม่ได้ว่าจะได้ ใครก็ตามที่ปฏิบัติอาชีพแล้ว แต่คุณยังทำไม่สำเร็จ เช่นคุณไม่กุหนา ลปนาแล้ว ไม่โกงไม่ล่อล่วง ไม่โลภ ไม่โทสะจัด แล้วมาทำอาชีพเลี้ยงชีพชอบ อย่างน้อยก็เอาหลักการพื้นฐานมายืนยันว่า 1 ไม่ได้เลี้ยงชีพด้วยการฆ่าสัตว์ 2 ไม่ได้เลี้ยงชีพด้วยการเอาของที่ไม่ใช่ของของตน โดยวิธีการที่ทุจริตขี้โกงที่ขโมยใช้เล่ห์เหลี่ยมที่จะเอามาให้ได้โดยทุจริตเราก็ไม่ทำ 3 มีชีวิตก็ไม่ได้มีราคะจัดจ้าน 4 ไม่ไปโกหก 5 ไม่ไปมีอบายมุข ในชาวอโศกไม่ไปเสพอบายมุข เสพสนุกสนาน ชาวอโศกไม่ใช่แค่ขั้นสุราที่ไม่มี แต่ขั้นเมรยะเราก็ไม่มี การจะสนใจ พอใจ ยินดี เพลิดเพลินได้เต้นแร้งเต้นกา ได้เสพสัมผัสอย่างทางโลกเขา ก็ไม่มีในชาวพวกเรา จริงๆแล้วคุณภาพของชาวอโศกมีรูปลักษณ์ที่ชัดเจน ขั้นระดับสังคมอนาคามีภูมิ ยิ่งเราบอกว่าเราเป็นชาวสาธารณโภคี เป็นคนที่ไม่ยึดติดในบ้านช่องเรือนชาน ทรัพย์สินศฤงคาร เป็นอนาคามี อโศกเราทำได้ จึงเป็นสังคม อนาคาริกชน มันเป็นระดับคุณภาพแบบคอมมูน ที่ชาวคอมมิวนิสต์เขาทำไม่ได้ แต่เราทำได้อย่างประชาธิปไตย อย่างอิสระเสรีด้วย เป็นสังคมคอมมิวนิสต์แบบเปิด คุณมาเอง คุณไม่เอาคุณก็ไปเอง ออกไปออกมาได้ ไม่มีม่านไม้ไผ่ ไม่มีม่านเหล็ก เดินออกเข้าได้ ถ้าเข้ามาก็อยู่ในหลักเกณฑ์ ถ้าไม่เข้ามาจะไปสำมะเลเทเมาจะบ้าบอข้างนอกก็แล้วแต่อิสระ แต่ถ้ามาในนี้ก็อยู่ตามหลักเกณฑ์ของที่นี่ เหมือนกับคุณไปอยู่ในประเทศไหนก็ต้องเอาตามกฎหมา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน