590829_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาผ่าจักรวาฬ.docx
เนื้อหาในไฟล์
590829_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหา ผ่าจักรวาล
พ่อครูว่า...วันนี้ วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม 2559 แรม 11 ค่ำเดือน 9 ที่ บวรราชธานีอโศก ปีวอก ไม่ใช่ปีวอกแวก พวกเราผู้ที่ตั้งใจมาเรียนอยู่เท่าที่เห็นๆ มีมากคน ไม่วอกแวก ผู้ที่มาเรียนวอกแวกบ้างก็มี แต่เวียนมาเรียนก็มี ผู้ที่ไม่ค่อยเวียนนานๆเวียนมาทีก็มี ส่วนผู้ที่ไม่มาแวะเลย คือไม่มาเลย ไม่มาแวะเลย ไปไหนๆ มาตรงนี้ผ่านก็ผ่านไปเลย ไม่เห็นว่าเป็นที่ๆควรแวะ ควรสนใจ ก็เยอะมากเลย สำหรับพวกเราที่ตั้งใจศึกษาชีวิตอย่างนี้ เป็นเรื่องที่น่าคิด น่าสำนึก ในการเกิดมาเป็นคน ว่าคนเราเกิดมาแล้ว ก็แสวงหา การแสวงหาลงทุน ก็คือการศึกษา การแสวงหาถึงขั้นลงทุน ก็คือมุ่งมาดปรารถนาจริง เอาชีวิตลงมาจมกับอันนี้เลย คนเหล่านั้นตั้งใจมามีชีวิตแบบพระพุทธเจ้า ก็มาบวชเลย ไม่เอาแล้วอาชีพทางโลก ทำมาหากินไม่มี ฝากชีวิตไว้ให้ฆราวาสเลี้ยงไว้ บิณฑบาตเลี้ยงตน นั่นคือผู้ที่มาบวชจริงๆ คนแบบนี้ทุกวันนี้มีน้อยลง แล้วทุกวันนี้ก็กลายมาเป็นบวชแล้ว ถูกหมู่ฝูงชักนำ ไปทำมาหากิน สร้างฐานะตนเอง ไม่ได้มุ่งพัฒนาตัวเองไปสู่การปฏิบัติพากเพียรเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นพระบ้าน หรือพระป่า ที่จริงศาสนาพุทธไม่มีพระป่า การออกมาปฏิบัติในป่า แสวงหาอาจารย์ในป่า เป็นสิ่งที่ผิด ศาสนาพุทธตรัสไว้ในอัมพัฏฐสูตร อาตมาก็แปลเน้นย้ำ ท่านแปลเป็นแต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่าเท่านั้น แต่เป็นแง่ที่ต้องเน้นให้ดีใน อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163
ทางเสื่อมจาก วิชชา และจรณะ 4 ดูกรอัมพัฏฐะ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติ อันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แล มีทางเสื่อมอยู่ 4 ประการ 4 ประการเป็นไฉน? 1. ดูกรอัมพัฏฐะ สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้
อ่านต่อ
วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่หนึ่ง. มุ่งเข้าสู่ราวป่า ก็ไปบำเรออาจารย์ในป่า ที่เป็นนักบวชในป่า ก็แสดงว่าผู้นั้นเข้าใจว่าผู้นั้นเป็นอาจารย์ในป่าก็ไปรับใช้เป็นทางเสื่อม ก็หมายถึงว่าอาจารย์ผู้นี้ไม่เป็นผู้ที่มีวิชชาจรณะแท้ ก็โดยพลความคือเป็นความเสื่อม ประเด็นคือเข้าป่าแล้วถ้าไปรับใช้ผู้บรรลุจริงจะไปเสื่อมได้อย่างไร? คำว่า “โดยแท้” นี้เป็นคำซ้ำเติม ถ้าไปบำเรอเฉยๆตนเองก็ไม่ได้เสื่อม อาตมาก็เลยตีความว่า เสื่อมนี่คือหลงทางไปป่าถ้าไปเข้าป่าคือเป็นความเสื่อมแล้ว ประเด็นหลักคือเข้าป่า [164] 2. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ ถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคเหง้าไม้รากไม้และผลไม้ สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สอง. [165] 3. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถที่จะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ และไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ จึงสร้างเรือนไฟไว้ใกล้บ้าน หรือนิคมแล้วบำเรอไฟอยู่ สมณพราหมณ์นั้น ต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สาม. พ่อครูว่า... ไปป่าแล้วยังไม่พอ สร้างเรือนไฟเลย ใช้ไฟเป็นสื่อ นี้ออกนอกรีตแล้ว ทุกวันนี้เอาธูปเทียนจุดในเมืองเต็มไปหมด ศาสนาพุทธไม่มีใช้อัคคียัญ สิญจนยัญ แต่ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่ใช่ศาสนาพุทธแล้ว เป็นศาสนาเพี้ยนเป็นศาสนาอื่นไปไกลเลย งมความเป็นพุทธขึ้นมา ยากกว่างมเข็มจากมหาสมุทร [166] 4. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ และไม่สามารถจะบำเรอไฟได้ จึงสร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วสำนักอยู่ด้วยตั้งใจว่าผู้ใดที่มาจากทิศทั้ง 4 นี้ จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เราจักบูชาท่านผู้นั้นตามสติกำลัง สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สี่. พ่อครูว่า… นี่มีการตลาด marketing ใช้วิชาชาวเมืองเลยโดยแท้ มี complex หรือว่า Department store เลย อาตมาสัมผัสข้อนี้ตั้งแต่แรกนั้น ตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้น ความเสื่อมสี่อย่างนี้ ยังไม่เกิดนะ หนึ่งพระพุทธเจ้าไม่ให้ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า ไม่หาบบริขารเข้าป่า อีกสามข้อนั้น ไม่ให้สร้างเรือนไฟ มีมุขสี่ด้าน มีทางสี่แพร่ง เหมือนเขาสร้างธนาคารใหญ่ๆ เหมือนธรรมกายทำ สร้างใหญ่โตแบบโลกๆหมด ดักล่อไว้สี่ทิศ เขามีรถนำเข้าวัดด้วย เพื่อที่จะทำอะไรของเขา เพื่อหาทางแบบเขา ใครมารับหมด แล้วก็บำเรอกัน ไม่ได้บำรุงสร้างสรร แต่ต่างคนต่างพากันลงนรก พากันเสื่อม นี่เป็นเรื่องที่อาตมาก็พูดไปมากแล้ว แต่ก็ต้องพูดอีก ว่าอาตมาต้องมากอบกู้ศาสนาพุทธ ต้องพูด อย่าหาว่า อวดดี อวดตัว อวดตนก็ตาม ก็ต้องมากอบกู้ศาสนาพุทธ เพราะว่ามันผิดเพี้ยนไปแล้ว จำเป็นต้องพูดตรงๆ อาตมาก็สงสาร บางท่านบางองค์บวช ก็ปรารถนาไปนิพพาน แต่ไม่มีผู้ที่ถึงวิชชาสมบัติ และจรณะสมบัติ ที่จะเป็นอาจารย์ผู้ถ่ายทอด มันไม่มี ท่านก็พยายามพากเพียรกัน ศึกษาค้นคว้า แต่จะศึกษาค้นคว้าอย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีภูมิเดิมมาในยุคนี้ ไม่มีวิชชาสมบัติและจรณะสมบัติ ตั้งแต่เริ่มเป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคามี เป็นอนาคามี เป็นพระอรหันต์ติดตัวมา ก็ยาก เพราะ ธรรมะพระพุทธเจ้านั้น ไม่สามารถรู้ได้ด้วยตัวเอง ต้องฟังธรรมะจากสัตบุรุษผู้มีภูมิมาเก่า จะศึกษาจะคิดให้ตายอย่างไร ก็เป็นแค่ ตักกาวจรา ต้องพากเพียร ตรรกะเอาไม่ได้ ธรรมะของพระพุทธเจ้า นั้น อตักกาวจรา ต้องเป็นสาวกภูมิ ที่ฟังการถ่ายทอดจากสัตบุรุษ จะไปนั่งตีความเอาอย่างไร ให้ซาโตริยังไง ก็ไม่ได้ คนที่จะซาโตริได้ ต้องมีภูมิของตน อย่างเช่นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้น จนวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ท่านก็ตีความได้ครบบริบูรณ์ ที่ใต้ต้นโพธิ แม่น้ำเนรัญชรา ที่ระลึกตีความเอาของเก่าตนเองออกมาได้ เพราะท่านมีเชื้ออยู่เดิม แต่ถ้าไม่มีใช้อยู่เดิม จะตีความอย่างไร ก็ได้แค่บัญญัติภาษา เข้าสู่สัจจะสาระไม่ได้ จะเป็นแค่ตรรกะ เป็นแค่เหตุผล มีความรู้ความหมาย ไม่สามารถเข้าถึงสาระได้ เช่น บอกว่า โลกนี้โลกหน้า อยังโลโก (ปรโลก) เขาตีความอย่างไรก็เป็นการตีความ ปรโลกแบบเทวนิยม อาจจะตีความโลกนี้ เป็นโลกียะได้ แต่ละคนนั้น เขาจะตีความเป็นเทวนิยม เป็นโลกหลังตาย จะไม่เข้าใจว่าโลกนี้ คือจิต คือความหมุนเวียนของภพชาติ ติดยึดโลกียะในจิตใจ ส่วน โลกอื่น ก็คือ โลกที่ต่างจากโลกีย์ ที่เป็นความวนเวียน ต้องอ่านจิตเจตสิกออก ว่าเราไม่ยึดไม่ติดแล้ว อย่างน้อยเป็นพระโสดาบันก็ได้ขั้น 1 เราไม่ควรเวียนอยู่ในโลกอบาย ก็จะรู้ตัว จะได้ ถ้าไม่เช่นนั้นไม่มีทาง อาตมาก็ทำงานด้านนี้มา ทุกวันนี้ก็ไม่อยากจะอวดตัวตนว่า เป็นผู้รู้ เหมือนเราเป็นผู้รู้อยู่คนเดียว คล้ายๆอย่างนั้น เพราะว่าตีทิ้งผู้อื่นหมด แล้วบอกคนอื่นเป็นอรหันต์เก๊หมด ที่เขายกย่องนับถือกัน อาตมาก็ไม่ได้ยอมรับนับถือด้วย นอกจากนับถือในส่วนดี ส่วนถูกบ้าง ก็มีส่วนที่จะบรรลุธรรมส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้บรรลุมากเกินกว่าที่เขาเข้าใจ สรุปก็คือ เหมือนลบหลู่ บุคคลผู้ที่เขายกย่อง เพราะอาตมาไม่ได้ยกย่องบุคคลที่พวกเขายกย่อง อาตมาให้คะแนนให้เกรดต่ำกว่าที่เขาให้ ก็หมายความว่า อาตมาต้องรู้กว่า ต้องเป็นครู จึงให้คะแนนผู้ที่ไม่ถูกต้องได้ มันก็เหมือนเป็นการอวดดีอวดตัวอวดตน แต่เกรงใจ อย่างไรก็เลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องพูด อาตมาก็ไม่เจตนาที่จะลบหลู่ อาตมาทำงานอยู่ด้านนี้กว่า 40 ปีแล้ว ถ้าเป็นทั่วไปก็ปลดเกษียณแล้ว แต่นี่อาตมา 46 ปีแล้ว เลยเกษียณแล้ว อาตมาก็ถือว่าตนเองแก่วัดแล้ว เป็น รัตตัญญู ทางศาสนาแล้ว บวชนานแล้ว ก็ยังมั่นคง ไม่ได้คิดอยากเปลี่ยนอาชีพ ถูกตีถูกว่าถูกไม่ยอมรับมา กระแสหลักตีทิ้งด้วย สังคมไทยก็เชื่อตามกระแสหลัก อาตมาก็เข้าใจ ในระดับด้านบนคนบริหารปกครอง ก็เกรงใจกระแสหลัก แม้บางท่านฟังอาตมาเข้าใจ ก็ไม่กล้าแสดงออก ผู้มีฐานะทางสังคมก็ไม่กล้าแสดงออก ถ้าท่านแสดงออกแล้ว มีผลต่อสังคมเยอะ ท่านก็ไม่กล้าแสดงออกต่อสังคม แม้ยอมรับ ก็เห็นใจ เข้าใจท่าน เป็นเรื่องที่ชาตินี้ อาตมาต้องมาพบว่า อาตมาจะต้องมาพิสูจน์สัจธรรมนี้ จนกระทั่งคนตาบอดเห็นได้ จนกระทั่งคนจะมืดโง่อย่างไร ก็ต้องยอมรับ ซึ่งใช้สำนวนว่า เป็นคนตาบอดรู้ได้ เห็นได้ และยอมรับว่าใช่ ทุกวันนี้ก็มีคนที่ยอมรับขึ้นมาบ้างแล้ว แม้บางคนยอมรับแล้ว แต่ไม่กล้ายอมรับออกสังคม ไม่กล้าบอกว่า พุทธศาสนานั้นต้องอย่างโพธิรักษ์ อาตมายังไม่เคยได้ยินผู้ที่มีฐานะทางสังคมพูดอย่างนี้เลย ที่พูดนี้ไม่ได้เรียกร้อง ไม่ได้บังคับ แต่พูดถึงสัจจะที่มีจริง เป็นจริง
มาอ่าน sms _ลีชุงยุนอายุ 256 ปีมีภรรยา 24 คน แต่พ่อครูมีภรรยา 0 คน จะมีอายุ 200 ปีอย่างลีฯคงประเสริฐสุดๆ เพราะมีเดิมพันคือพระพุทธศาสนา จึงขออาราธนาพ่อครูให้อยู่ถึง 200 ปี สาธุๆๆ พ่อครูว่า ... แช่งอาตมาทำไม? อาตมาจะอายุ 151 ปี คุณสรุปว่าต้องมีภรรยามากๆถึงจะมีอายุยืนหรือ ถ้าจะบอกว่ามีเดิมพัน คือพระพุทธศาสนา ก็จริงที่สุด
_0890529xxx (อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และ ผู้ใดดวงตาเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต ดวงตาไม่เห็นธรรม แม้เกาะจีวรตถาคตก็ได้ชื่อว่า ไม่เห็นตถาคต) กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพ โปรดเมตตาอธิบายให้ผู้น้อยผู้ด้อยปัญญาได้รับความกระจ่าง การปฏิบัติธรรมให้ถึงซึ่งพุทธภาวะมิได้อาศัยเงินตราเป็นผู้ดลบันดาลแต่ประการใด ผู้ที่หลอกลวง ชี้นำให้คนทั้งหลายหลงผิด ให้ทำตามใช้เงินทำบุญ ซื้อสวรรค์ เพื่อหนีนรกจึงเป็นเช่น"อสูรกายเต็มตัว"โดยแท้ พ่อครูว่า… ดวงตาเห็นธรรม คือเห็นเหมือนดวงตากระทบสัมผัสเลย เช่น เอาผลนี้มาโชว์ เขาว่าคือ บักนาว(มะนาว) ลูกโตกว่ามะนาวปกติ น้ำเยอะกว่า ภาษาอีสานเรียกว่าบักเวอ พระพุทธเจ้าท่านไม่ใช้คำว่า ผู้ได้ยินตถาคตแล้ว จะบรรลุธรรม ก็ไม่ใช้ แต่ใช้คำว่าเห็น เป็นกาย เป็นองค์ประกอบที่ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงเป็นผู้มีจักษุ เห็นธรรมตถาคต เป็นคำที่บ่งชี้ว่า ผู้ที่เห็นธรรม เห็นตถาคต คือเห็นธรรม เห็นธรรมตัวนี้คือ เห็นธรรมกาย เห็นองค์ประกอบครบทั้งนอกและใน ผู้ที่เห็นธรรมะของพระพุทธเจ้า คือ ต้องมีทั้งภายนอกและภายใน ครบ ทั้งสมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ ทั้งสองอย่าง อย่างที่ธรรมกายบอกว่า เห็นธรรมกายอยู่ที่เหนือสะดือ 2 นิ้ว อย่างนี้ผิดจากสัจจะพระพุทธเจ้า อย่างนั้นไม่ใช่ธรรมจักษุ อย่างในพระไตรปิฎกว่า...ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย หากไม่มีเวทนา ก็ไม่มีผัสสะ ไม่เป็นฐานแห่งการปฏิบัติได้ แล้วที่คุณเขียนมาว่า การปฏิบัติธรรมให้ถึงซึ่งพุทธภาวะ มิได้อาศัยเงินตราเป็นผู้ดลบันดาลแต่ประการใด ผู้ที่หลอกลวง ชี้นำให้คนทั้งหลายหลงผิด ให้ทำตามใช้เงินทำบุญซื้อสวรรค์ เพื่อหนีนรก จึงเป็นเช่น "อสูรกายเต็มตัว" โดยแท้ ก็ใช้โดยแท้ คือหนีนรก จะไปอยู่สวรรค์ เหมือนนิยายของหนังจีน หลอกลวงชี้นำให้ใช้เงินใช้ทอง แล้วบอกว่ามาทำบุญ มาซื้อสวรรค์ แล้วเอาสวรรค์มาหลอกหนีนรก เป็นจริงอย่างคุณว่าก็เป็นอสุรกาย หนีกลัว หลบเข้ารู จนคนไม่เห็น ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรเลย ตอนนั้นบอกว่าป่วยขาโต แต่ตอนนี้เงียบไป ก็หาพรรคพวกมากัน ละเมิดกฏหมายประเทศเลย ยิ่งกว่าอสุรกาย แล้วบอกว่าตัวเองเป็นธรรมกาย แต่มีกายเป็นอสูร แล้วบอกว่าตนเป็นธรรม แต่ตนเป็นอสูร เป็นสัตว์นรก นี่ชัดๆ ความประพฤติของเขายืนยันความเป็นจริงของเขา หนีจนกระทั่งไม่กล้าสู้ จนกระทั่งกล้าที่จะละเมิดกฎหมายของประเทศ กล้าละเมิดคำสั่งของศาล กลัวหดจนไม่เอา ไม่กล้าต่อสู้เผชิญความจริง เป็นคนที่กลัวจริงๆ แล้วมาหลอกชาวบ้าน พฤติกรรมนั้นค้านแย้งทั้งนั้นเลย
_0893867xxx โลกมีทุกๆศาสนาล้วนอยู่กับโลกธรรม 8 โลกธรรมเปรียบเสมือนเหรียญๆทุกเหรียญมี2ด้านๆดี เลว,ขาวดำ,มืดแจ้ง,ชอบชัง,สูงต่ำ,รุ่งร่วง,ดังดับ,ฯ คนยึดศาสนาใด ก็ถือใจอยู่เหนือเหรียญ2ด้าน อยู่ด้วยจิตเป็น1เดียวกับการมีสติ รู้เท่าทันทุกปัจจุบันขณะ จึงจะเข้าถึงธรรมพระศาสดาทุกศาสนาได้!พุทธมังสะฯ คำสอนของพระศาสดาในทุกศาสนา มีแต่ศาสนิกชนที่รู้จักตัวเอง รู้ถึงตัวตนจึงจะรู้ถึงพระศาสดาจริง! ดังผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต! คนเห็นตัวเองจึงจะเห็นพระเจ้า! พ่อครูว่าจริงไหม? คนที่ฝึกจิตให้ดับภพจบชาติได้ คือคนที่รู้จักตัวรู้ถึงตนรู้ทันอัตตาได้ถูกไหม? คำสอนซื้อบุญขายสวรรค์ เพื่อให้ได้ปัจจัยมาปรนเปรอ อำนาจลาภยศบริวารมาจากการไม่รู้จักอัตตาตัวตนของอดีตบิ๊กจานบิน จึงไม่มีวันรู้ถึงภพชาติถูกทางใช่ไหม? กราบขออภัย ถ้าถามคำถามไม่เหมาะสม กับสถานะการณ์โลก ที่ผลประโยชน์ข้ามชาติกลืนกินอธิปไตยแก่งแย่งธรรม มวลชนจนวิกฤติทั่วโลก เพราะคนยึดศาสนาถืออัตตาไม่รู้ถึงตัวตนถูกไหม? พ่อครูว่า… .โลกียธรรมนั้น วนเวียนสั่งสมดีชั่ว แต่ไม่ได้ล้างกิเลส กิเลสเป็นธรรมะสอง ต้อง ล้าง อธรรมกาย ออก ให้ เหลือแต่ ธรรมกาย คือองค์ประชุมรูปนาม สิ่งที่สัมผัสเรียนรู้ได้ ไม่ให้มีอธรรม มีแต่ธรรมะแท้ บริสุทธิ์ เรียกว่า หนึ่งในสองธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) อันนี้อาจเหมือนไปว่าศาสนาอื่นเขา เขาอาจกดข่มชั่ว ไม่ทำความต่ำ พยายามทำความดี ความเจริญ ไม่มีคำว่าบุญ ไม่ได้ชำระกิเลสจากจิตสันดานให้หมดจดได้ ไม่สามารถทำบุญสำเร็จ อย่างเก่งก็ทำกุศล เป็นกัลยาณธรรม ไม่ได้เรียนรู้กิเลสในจิต แล้วก็มีวิธีเครื่องออก วิธีทำกิเลสออก คือ “ ปุญญะ ”(กำจัดกิเลสออก) ศาสนาอื่นไม่มี ศาสดาอื่นไม่มี มีแต่พระศาสดาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะมีวิธีทำกิเลสออก ให้เป็นเหรียญหน้าเดียวตลอดกาลได้ แม้จะอยู่กับโลกมีสองด้าน แต่ ผู้ที่บรรลุธรรม มีเหรียญหน้าเดียว ไม่มีสองด้าน แต่จะอยู่เหนือโลก ที่มีสองด้านได้ อย่างเหนือโลก ทำให้เป็นเหรียญหน้าเดียวได้อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ที่จริงใจของคุณคนนี้ ไม่ลบหลู่ศาสดาศาสนาไหน นี้ดีแล้ว แต่อาตมานั้นพูดเหมือนข่มศาสนาอื่น แต่ความจริงเป็นสัจจะ ว่าศาสนาอื่นไม่มี ศาสดาท่านก็สอนคนด้วยเจตนาดี ทำให้สังคมโลกอยู่ได้ ตามฐานะของแต่ละศาสนิก แต่ละคน มีหลากหลายก็ดี แต่ประเด็นสำคัญคือ ศาสนาพุทธมีโลกุตระ มีอาริยธรรม อันนี้เป็นสัจจะ ที่อาตมาจำเป็นต้องพูดอันนี้ ส่วนคนจะเข้าใจว่าพูดข่มก็ขออภัย อาตมาไม่มีเจตนาข่ม แต่จำเป็นต้องพูดสัจจะ อีกอันคุณบอกว่า ผู้เห็นตัวเอง จึงจะเห็นพระเจ้า (อัตตา อาตมัน) พระเจ้าเป็นอัตตา อัตตาสูงส่งเรียกว่า ปรมาตมัน พระเจ้าเองก็ยังไม่เห็นตนเอง แต่แน่นอน พระเจ้าหรือศาสดาใหน ก็สอนให้ดูตนเอง ดูพฤติกรรม กาย วาจา แล้วพยายามทำใจ ทำใจให้เมตตา เสียสละ ไม่โลภไม่โกรธไม่หลง แต่ไม่รู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่รู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ของอัตตา 3 (โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา) แล้วกำจัดอัตตาจนหมด ไม่มีอัตตา ศาสนาที่เป็นสาย เทวนิยม มีปรมาตมัน จึงไม่ได้ล้างอัตตา มีแต่กดข่ม มีแต่พากเพียรพยายามควบคุมฝึกฝนจิต ให้มีพฤติกรรมที่ เป็นกัลยาณธรรม เป็นสิ่งดีของโลก แล้วท่านก็พาคนมีพฤติกรรมดีได้ แต่ไม่ได้กำจัดกิเลส ไม่ได้รู้จักกิเลส ท่านเป็นอาตมันใหญ่ อัตตาใหญ่ ดี กดข่มความไม่ดี แล้วสร้างความพฤติที่ดี แม้จิตก็ให้มีจิตที่ประพฤติดี แต่ไม่ได้แยกแยะจิตเจตสิก แยกแยะกิเลส กุศล อกุศล ตัวผีตัวอัตตาออก การเห็นพระเจ้านั้น ต้องเห็นด้วยจิต พระเจ้า คือ จิตที่ดีที่สุด จิตที่ดีที่สุด คือ ไม่มีอัตตา ไม่ยึดอัตตา แม้มีอรหัตตา หรือ อรหันต์ มีอัตตา รู้จักอัตตา ไม่ลึกลับแล้ว เป็นอรหันต์ไม่ลึกลับในอัตตา เป็นอนัตตาแล้ว เป็นผู้ไม่ลึกลับที่สูงสุดแล้ว ในเรื่องปรมาตมัน ในพระเจ้า ในจิตเจตสิกต่างๆบริบูรณ์แล้ว ผู้นี้ยังไม่ตาย เป็นอรหันต์ที่ไม่ตาย เป็น โพธิสัตว์ ก็มีอัตภาพ มีภาวะที่เป็นอัตตาอาศัย แต่ไม่เป็นทาสอัตตา ท่านไม่ติดยึดอัตตา หรืออนัตตา แต่ท่าน ทำอนัตตาของจิตได้แล้ว จนท่านจะปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ หมดอัตตา 0 ไม่ได้ไปอยู่สวรรค์กับพระเจ้าเลย อรหันต์ทุกองค์ มีสิทธิ์ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่เหลืออัตตา ไม่เหลือปรมาตมันใดๆ แต่ศาสนาเทวนิยม จะต้องไปอยู่กับพระเจ้า เป็นอัตตานิรันดร ไม่มีสูญหายไปใหน เหมือนพวกธรรมกาย หรือสายนั่งหลับตา ก็เป็นอัตตา เพราะเข้าใจอัตตาผิด มีคำอธิบายว่า เที่ยง นิจจัง ทุวัง สัสสตัง ก็เลยทำความเที่ยง สายอาจารย์มั่นถือว่า นิพพานเที่ยง นิพพานเที่ยงนั้น ไม่ได้หมายถึงว่านิพพานเป็นอัตตา เพราะ สัพเพธัมมาอนัตตา เขาก็ว่าผู้ได้นิพพานนี้เที่ยง ก็ใช่ คือ ผู้บรรลุนิพพานแล้ว ท่านไม่เปลี่ยนเป็นอื่น เลย ไม่ได้หมายถึงอัตตาท่านเที่ยง แต่ว่า นิพพานต่างหากเที่ยง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) นิพพาน คือ สิ้นอัตตา ผู้ทำให้อัตตาสิ้นได้ นี่แหละเที่ยง อย่างอนัตตา ยั่งยืน เที่ยงแท้ถาวร ไม่มีอะไรหักล้างได้ กิเลสตายหมดแล้ว ตายแล้วไม่มีวันเกิดกับท่านอีกแล้ว นี่คือ ความเที่ยงของนิพพาน ไม่ใช่ความเที่ยงของอัตตา คนที่ฝึกจิตให้ดับภพจบชาติได้ คือคนรู้ทันอัตตาได้ ก็ถูกต้อง ใน อัตตา 3 นั่นแหละ ส่วนคำสอนซื้อบุญ ขายสวรรค์ เพื่อให้ได้มาบำเรอตัวตน นี้มาจากการไม่รู้จักอัตตาตัวตน จากอดีตบิ๊กจานบิน จึงไม่มีวันรู้ถึงภพชาติ อันนั้นก็ถูกต้อง แต่ปัจจุบันเขายังเป็นบิ๊กจานบินอยู่นะ ศาสนาพระพุทธเจ้านั้น ไม่ได้แย่งอะไรใคร มิใช่ประพฤติ เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวารเข้าพวก มิได้ให้คนมานับถือ มิใช่เพื่ออานิสงส์ เป็นลาภสักการะ และเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่ออานิสงส์ จะได้มีคนมานิยม หรือเพื่อค้านหมู่อื่นใดให้ล้มไป ..และ มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า เราได้เป็นผู้บริหารอันวิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ แต่ธรรมกายทำตรงกันข้ามกับพระพุทธเจ้าทั้งนั้นเลย ค้านแย้งกับพระพุทธเจ้าหมดเลย ยิ่งกว่าพระเทวทัตอีก เขาสะกดจิตเก่ง เก่งทางเลว เก่งฉิบหาย จนได้บริวาร ได้ลาภสักการะ ทั้งเถรสมาคมหลงตามได้ ไม่เก่งได้อย่างไร เก่งขนาดนี้ไม่ให้อาตมาว่าเก่งฉิบหายได้อย่างไร พาศาสนาฉิบหายหมดทั้งมส. เก่งทำศาสนาให้ฉิบหายได้ทั้งกระแสหลัก ตกในอำนาจเขา ชัดเจนทุกอย่าง ผู้ที่จะขึ้นมามีตำแหน่งสังฆราช ก็อยู่ในอาณัติเขาทุกอย่าง ยกย่องเชิดชู ยอมศิโรราบแล้ว อาตมาขออภัยที่พูดความจริงอย่างนี้
_0815428xxx นมัสการครับหลวงปู่ สิ่งมีชีวิตในสากลโลกนี้ เกิดขึ้นอย่างไร? มีเวรกรรมอย่างไร? มนุษย์ต่างดาวมีหรือเปล่า? ระบบสุริยะจักรวาลมีผู้ขับเคลื่อนหรือเป็นตามธรรมชาติ? หลวงปู่บวชที่วัดอโศการาม ทันหลวงพ่อลีไหม ใครเป็นอุปฌาย์หลวงปู่ มีฉายาว่าอย่างไร กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ พ่อครูว่า… อาตมามีฉายาว่า โพธิรักขิโต อาตมาบวชทั้งธรรมยุต และมหานิกาย อุปัชฌาย์มหานิกาย คือ เจ้าคุณพระครูสถิตวิสุทธิคุณ ส่วน อุปัชฌาย์ธรรมยุต นั้นคือ พระครูราชวรคุณ ตอนนั้นอาตมาก็มีพระรูปหนึ่งมาชวนอาตมาไปอบรมสอนธรรมะ ที่กำแพงแสน ก็ไปขออนุญาตอุปัชฌาย์ว่า จะขอไปจำพรรษาที่โน่นได้ไหม ท่านก็ถามว่า มีพระมหานิกายร่วมไปด้วยไหม? อาตมาก็บอกว่ามี อาตมาบวชไม่กี่ปีหรอก แต่ท่านเจ้าคุณท่านก็รู้ เพราะว่าอาตมาแสดงธรรมมาตั้งแต่ไม่บวช ตอนแรกอาตมาอยู่วัดอโศกราม ก็บอกว่าอีก 10 ปีจะบวช แต่ว่ามาอยู่ปีเดียวก็ขอบวชแล้ว ท่านก็หาบริขารให้เสร็จเลย อาตมาบวชใหม่ ก็ขึ้นธรรมาสน์เทศน์เลย ทั้งที่วัดอโศการามนั้น จะขึ้นธรรมาสน์เทศน์ได้ต้องอายุพรรษา 10 ขึ้นไป ท่านถาม อาตมาก็บอกว่า มีพระมหานิกายไปจำพรรษาร่วมด้วย อาตมาก็บอกว่าทำไมล่ะ ต่างคนต่างมาแสวงหาพุทธรรม อาตมาไม่เคยมีความเป็นนิกายในใจเลย แม้แต่ลาออกมา ใครก็อย่าหาว่าอาตมาสร้างนิกายนะ เพราะ นิกายเป็นอนันตริยกรรม อาตมารู้ว่าทำอย่างไรเป็นนิกาย อย่างไรเป็น นานาสังวาส คนไม่รู้ยัดเยียดว่า อาตมาทำนิกายใหม่ แต่แท้จริงอาตมาทำนานาสังวาส ท่านก็ไม่ให้อาตมาไป เพราะมีพระมหานิกายไปจำพรรษาด้วย แต่อาตมาก็มีผู้เข้าใจธรรมะแล้ว มาศึกษาติดตามแล้ว อาตมาก็บอกว่าถ้าผมจะไปจะให้ทำอย่างไร ท่านก็บอกว่าถ้าจะไปก็ต้องคืนใบสุทธิ อาตมาก็พาซื่อนะ อาตมาก็ว่าคืนไป ไม่เห็นยากเลย อาตมาก็เลยว่า ตกลงครับ ผมจะคืน แต่ตอนนี้ผมยังไม่คืน ก็เลยถือใบสุทธิไปด้วย ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ไปที่โน่น อาตมาก็ไปจำพรรษาที่ แดนอโศก ที่กำแพงแสน ที่ของโยมจ่น พ่อของพระมหานิกายรูปหนึ่ง มีพระน้องชายเป็นเจ้าคณะตำบล อาตมาก็ไปขึ้นกับวัดนี้ เพราะว่าต้องขึ้นกับวัดใดวัดหนึ่ง ก็ไปขึ้นกับหลวงอาของโยมจ่น ท่านก็ว่าไม่ยาก สวดญัติเข้าไปอีกทีหนึ่ง อาตมาก็ว่าได้ ก็บวชมหานิกายอีก สวดญัติเข้าไปอีกหนึ่ง คือบวช ญัตติจตุตถกรรม ก็เลยเป็นพระสองแบบ ทั้งธรรมยุติและมหานิกาย ไม่ได้สึกก่อนนะ ก็ได้ใบสุทธิสองใบ อีกใบหนึ่งก็ยังไม่ได้คืน จนเป็นหลายเดือน ค่อยเดินทางเอาใบสุทธิคืนให้ อาตมาก็ไปอยู่ที่แดนอโศกตั้งแต่ตอนนั้น หลายปี ตามประวัติ อาตมาก็แยกจากวัดอโศการามตั้งแต่ตอนนั้น อาตมาก็ถือว่าอาตมาไม่แยกนิกาย คนไม่เข้าใจก็โมเมว่ากันไปเรื่อย อาตมารู้พัฒนาการของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นจากพลังงาน พัฒนาการจาก อุตุนิยาม เป็น พีชนิยาม เป็นชีวะ จากพีชนิยามก็พัฒนาการมาเป็น จิตนิยาม ถ้าพัฒนาเป็นเวไนยสัตว์ จะรู้ กรรมนิยาม ธรรมนิยาม รู้จักถึงโลกียธรรม โลกุตรธรรมได้นี่คือ ธรรมนิยาม 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ใช้ภาษาวิทยาศาสนา เรียกพลังงานว่า ตั้งแต่เป็นพลังงานอุตุ จนมีพัฒนาการ จากที่ว่างมาเป็นสองพลังงาน แล้วเป็นพีชะ เป็นจิตอย่างไร ก็แยกแยะ พีชนิยามไม่มีกรรมครอง ไม่มีวิบากอะไร มีเวรกรรมอย่างไร ต้องมีจิตนิยาม แล้วถึงมีกรรมได้ตามที่เขาทำ ต้องอยู่เวรวนเวียน จนกว่าจะหมดเวร(ผูกพัน) ถามว่ามนุษย์ต่างดาวมีไหม? ตอบได้ว่า ดาวที่มีชีวิต ดาวที่มีสัตว์ คน นี้มีอยู่ ในมหาจักรวาลนี้ ถามว่าดาวอื่นเขามีมนุษย์ไหม?...มี ส่วนมนุษย์ที่จะมีจานบินมานั้น เชื่อว่าไม่มี ถ้ามี UFO มาจะพัฒนาการได้อีกเยอะ แต่นี่ไม่มี ตามความเชื่ออาตมา ว่ามนุษย์ต่างดาวมี แต่ไม่ได้มาที่โลกนี้ แต่อย่าถามเยอะ ระบบสุริยจักรวาล เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีผู้ใดขับเคลื่อน
หมดsms มาเข้าสู่ ภพ ชาติ ที่ค้างไว้ เรื่องภพ ชาติ เป็นเรื่องสำคัญ ในปฏิจจสมุปบาท อวิชชาไล่ไปถึงสังขาร มีภพ มีชาติ เพราะมีภพ ชาติ จึงไปถึง โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาส
ใน วิภังคสูตร 1 . เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยโง่ๆ จึงก่อสังขารโง่ๆ 2. อาศัยสังขาร(3) จึงเป็นเหตุแก่ วิญญาณ(6) 3. อาศัยวิญญาณ เป็นปัจจัยแก่ นามรูป 4. อาศัยนามรูป เป็นปัจจัยแก่ อายตนะ(6) 5. อาศัยอายตนะ เป็นปัจจัยแก่ ผัสสะ(6) 6. อาศัยผัสสะ เป็นปัจจัยแก่ เวทนา(6) 7. อาศัยเวทนา (6) เป็นปัจจัยแก่ ตัณหา (6) 8. อาศัยตัณหา (6) เป็นปัจจัยแก่ อุปาทาน (4) 9. อาศัยอุปาทาน (4) เป็นปัจจัยแก่ ภพ (3) (กามภพ, รูปภพ, อรูปภพ) 10. อาศัยภพ เป็นปัจจัยแก่ ชาติ (5) (ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ) 11. อาศัยชาติ เป็นปัจจัยแก่ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสะ (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 2)
ต้องมาเรียนรู้ชาติกันก่อน ชาติ คือ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ท่านแปลว่า ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ สภาวะ ชาติ คือ การเกิดทุกอย่าง ชาติปิทุกขา การเกิดทุกชนิด การเกิดใดๆ เป็นทุกข์ทั้งสิ้น ( สัพเพธัมมาทุกขา ) คำว่าชาติคือ การเกิดรวมๆหมด ต่อมา ถ้าใครเรียนรู้ปรมัตถ์จะแยกว่า ตัวไหนจะให้เกิด ตัวไหนไม่ให้เกิดได้ สัญชาติ แปลว่า ความเกิดที่ฝังไว้ในสัญญา แล้ว การเกิดที่เป็นอดีต มา สัญชาติญาณ คือ ญาณ หรือ ความรู้จากของเก่า ที่อยู่ในความจำเก่าๆ ที่คุณสั่งสมมาแล้ว เชื่อมโยงมาถึงชาตินี้ แล้วทำให้คุณมีอัตโนมัติ สัญชาติญาณ จึงเป็นอัตโนมัติของสัตว์โลก โดยเฉพาะกิเลส เป็นสัญชาติที่ฝังไม่มีเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าไม่เรียนรู้ เข้าใจจริง เปลี่ยนแปลงมันไม่ได้ สัญชาติ คือสิ่งที่สั่งสมในจิตมาแล้ว รู้หรือไม่ก็ตาม ก็เป็นอัตโนมัติ มันพาเกิดอย่างเราไม่รู้ได้ ว่าทำไมต้องเป็น ขอขยายความ... พระพุทธเจ้า ท่านบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ในปางนี้ตอนเกิดเป็นเจ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive