591017_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำดีจนคนตาบอดเห็นได้.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข1 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

591017_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำดีจนคนตาบอดเห็นได้ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม 2559 แรม 1 ค่ำเดือน 11 ปีวอก เราก็มาฟังสาธยายธรรมกันต่อ การสาธยายธรรม ณ ลมหายใจเฮือกนี้ ก็อบอุ่นใจขึ้นเยอะ ก็ได้บรรยายมา 46 ปีแล้ว เดี๋ยวนี้บรรยายถึงเรื่องบุญเรื่องของจิต เรื่องความสัมผัสรับรู้ทางจิตวิญญาณเผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของเรานี้ อาตมาประกาศว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ คนก็ไม่เข้าใจกัน ไม่รู้เรื่องว่าพระโพธิสัตว์คืออะไร แต่ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ท่านตรัส เราก็เอาของท่านมายืนยัน ท่านมั่นพระทัยอย่างนี้ สังคมประเทศชาติหมู่กลุ่มต้องอยู่แบบคนจน แต่มีนัยสำคัญที่ เป็นคนจนที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ขาดไม่เหลือ มีเหลือพอแจกจ่ายให้คนอื่นบ้าง ไม่มากมาย ไม่หรูหราไม่มากเกิน เป็นคุณสมบัติพิเศษของมนุษยชาติของสังคม ขณะนี้สังคมโลกขานรับคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง Sufficiency ใจมันพอ ไม่ต้องเอามากกว่านี้แล้ว มีสิ่งที่จะเป็นไปได้ เป็นองค์ประกอบที่รวมกันอยู่ ไม่ใช่อยู่คนเดียว อยู่กับมวลชนจำนวนมากด้วย อย่างเช่นพระเจ้าอยู่หัว ส่งแสดงให้ปรากฏ กับมวลหมู่มาก แต่ละคนไม่ต้องมาประจบประแจง แต่ก็เข้าใจต่างศึกษาเอาไปปฏิบัติ มาได้ถึงขนาดนี้ ค่อยยังชั่วขึ้นเยอะ อาตมาว่าหายใจโล่งขึ้นเยอะเลย อาตมาก็ตั้งอกตั้งใจจะทำงานต่อไป ทำงานให้เป็นปึกแผ่นเพื่อมวลมนุษยชาติในยุคปลายภัทรกัปป์ จวนกลียุคสมบูรณ์แบบแล้ว ขณะนี้ เราก็พยายามจริงๆ ที่จะสร้างความเป็นจริงว่ามนุษย์ควรอยู่กันอย่างนี้ อยู่กันอย่างช่วยกัน เริ่มต้นไม่ต้องหมู่มากขอให้จริงเถอะ ไม่ต้องมาก เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว เป็นคนมีสมรรถนะสร้างสรรค์ แข็งแรง ไม่เหยาะแหยะ อย่างที่เราเป็น ทุกวันนี้ถึงขั้นที่เคยพูดเอาไว้ ต้องพยายามทำให้คนตาบอดเห็

อ่านต่อ

นได้ ทุกวันนี้ก็มีแล้ว มีคนตาบอดมายืนยัน น้องพัทธนันท์ มายืนยันบอกว่าเห็นในหลวงนะ มาร้องเพลงออกอากาศไง

รวมศิลปิน – ในหลวงของแผ่นดิน คำร้อง วิเชียร ตันติพิมลพันธ์ ทำนอง/เรียบเรียง สราวุธ เลิศปัญญานุช

มองเห็นพระเจ้าอยู่หัว ท่ามกลางคนมืดมัว เหมือนเห็นแสงทองส่อง ใจตื้นตันเพียงได้มอง พนมมือทั้งสองก้มลงกราบด้วยหัวใจ

มองพระผู้ทรงเมตตา เฝ้าดูแลประชา ทั่วอาณาใกล้ไกล เมื่อยามอ่อนล้า หมดหวังพระองค์อยู่เป็นหลักนำหัวใจ ยึดเหนี่ยวอยู่ภายในว่าวันพรุ่งนี้ยังมีหวัง

ในหลวงของแผ่นดิน หล่อรวมให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ หยดน้ำ หยาดเหงื่อพระองค์หยดลงที่ไหน ทุกข์ร้อนจะพลันสลาย ทุกข์ภัยจะไม่อาจแผ้วพาน

ในหลวงของแผ่นดิน ทรงเป็นที่รักและที่พึ่งพิงให้เราแสนนาน ตั้งแต่เล็ก จนโตจำได้ทุกอย่าง ใต้ร่มพระบริบาล สุขสราญด้วยความร่มเย็น

ในหลวงของแผ่นดิน ทรงเป็นที่รักและที่พึ่งพิงให้เราแสนนาน ตั้งแต่เล็ก จนโตจำได้ทุกอย่าง ใต้ร่มพระบริบาล สุขสราญด้วยความร่มเย็น

แผ่นดินนี้คือบ้าน คือแดนสวรรค์ แสนสุขใจ มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร ฉันจะไม่ลืม

ในหลวงของแผ่นดิน หล่อรวมให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ หยดน้ำ หยาดเหงื่อพระองค์หยดลงที่ไหน ทุกข์ร้อนจะพลันสลายทุกข์ภัยจะไม่อาจแผ้วพาน

ในหลวงของแผ่นดิน ทรงเป็นที่รักและที่พึ่งพิงให้เราแสนนาน ตั้งแต่เล็ก จนโตจำได้ทุกอย่าง ใต้ร่มพระบริบาล สุขสราญด้วยความร่มเย็น

แผ่นดินนี้คือบ้าน คือแดนสวรรค์ แสนสุขใจ มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร ฉันจะไม่ลืม

เป็นองค์ประกอบที่รวมตัวกันทั้งรูปและนาม ทั้งวัตถุ ทั้งอาการ ของมนุษยชาติ Solution ของมัน บวกลบคูณหารออกมาแล้วได้ยอด Impact Total เป็นคำตอบ คำตอบอะไร? แม้แต่ประเด็นว่าทำไมต้องเป็นคนตาบอดมาร้องว่ามองเห็น แค่นี้ก็เป็นอจินไตยแล้ว คนมีตั้ง 70 ล้านคนในเมืองไทย ทำไมจะต้องมาร้องเพลงนี้ต้องเป็นคนตาบอด แล้วมาร้องว่ามองเห็นนะ มันอะไรกันนักกันหนา คนตาดีหายไปไหนกันหมด ต้องเป็นคนตาบอดมาร้องว่ามองเห็น…มองเห็นอะไร ตอนนี้แสงสว่างกำลังเกิด ทั่วโลกกำลังมองเห็น ชัดเจนขึ้นได้ด้วย ก็เหลือแต่ว่าสั่งสมเหตุปัจจัย การที่เรารู้ด้วยปัญญา ทำเหตุให้ชัดเจน ให้แม่นชัด ไม่ผิดเพี้ยน ความบริสุทธิ์เท่านั้นจะชนะทุกสิ่งทุกอย่างทั้งโลกในที่สุด ตั้งใจเลย ขอบคุณหนูพัทธนันท์ มาร้องเพลงให้พวกเราฟัง แต่เจ้าตัวคงไม่รู้

สังเกตไหมว่าคนที่จะมาทำงานบริหารเป็นประโยชน์ให้แก่สังคมมักจะเป็นศิลปิน จะต้องมีอารมณ์ศิลปิน เพราะศิลปะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ความรู้ก็คือความรู้เป็นศาสตร์ไม่ใช่ศิลปะ คนจะมีความรู้มากเท่าไหร่แต่ไม่มีศิลปะก็คลี่กระจายออกมาไม่ได้ อภิสังขารออกมาให้เป็นผลต่อมนุษยชาติไม่ง่าย ศิลปะนี้ถูกหลอกมามากจากตะวันตก เป็นเทวนิยมไม่เข้าใจศิลปะ แล้วศิลปะต้องมีปรมัตถสัจจะ มีทั้งวิญญาณประกอบด้วย ที่ไม่ใช่วิญญาณแบบลึกลับแบบเทวนิยม ที่ลึกลับเอามาพิสูจน์ไม่ได้ ให้มนุษย์อื่นรับรู้ร่วมด้วยไม่ได้ ช่างเป็นเรื่องที่ลึก อัตวาทุปาทาน เป็นอัตตาที่รู้ได้ด้วยบัญญัติ ไม่สามารถรู้ได้ด้วยปรมัตถสัจจะและสมมุติสัจจะทั้งภายนอกและภายใน มาสอดร้อยยืนยันชัดเจน ในความเป็นความรู้และศิลปะ อันสูงส่งนี้ ของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะ 2 ทั้งภายนอกและภายใน ปรมัตถสัจจะและสมมุติสัจจะ 2 อย่างนี้ก็จะมีบทบาทแพร่ไปทั่วโลก ศาสนาที่เป็นเทวนิยมก็จะค่อยๆเรียนรู้ จะได้รับประโยชน์ขึ้นไป ศาสนาพุทธสามารถรู้เทวนิยม และสามารถรู้ถึงอเทวนิยมด้วย และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงๆ มีหนูน้อยเขียนตัวหนังสือตัวเท่าหม้อแกงถามมาว่า

_ได้ยินว่าเมื่อคนตายไปแล้วจิตวิญญาณจะไปเกิดทันที แล้วถ้าเป็นจิตวิญญาณของพระโพธิสัตว์เมื่อสิ้นชีพไปแล้ว วิญญาณของพระองค์ท่านจะไปเกิดทันที ที่วิญญาณออกจากร่างหรือไม่ ตอบ...ฟังดีๆ จิตวิญญาณเป็นสภาวะ ที่เรียกด้วยภาษาว่าอัตตภาพ ยังไม่สูญสลาย ยังมีความเป็นอยู่ ยังไม่แยกส่วนที่ไม่เหลือจิตนิยามแล้ว กลายเป็นอุตุหมดเลย เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตร ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้วยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต เปรียบเหมือนพวงมะม่วง เมื่อขาดจากขั้วแล้วผลใดผลหนึ่งติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตได้ก็ชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต พ่อครูว่า...ก็แสดงว่า ชีวะไม่เหลือแล้ว พีชะก็ไม่เหลือ กลายเป็นอุตุไปหมดแล้ว เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม หมดแล้ว จิตนิยามหมดไปเรียบร้อยแล้ว แม้แต่พลังงานระดับพีชะก็ไม่เหลือ กลายเป็นอุตุไปหมดเลย ตัวตนของพระโพธิสัตว์ก็ไม่เหลือ

_ถามว่าพระโพธิสัตว์เมื่อสิ้นชีพแล้ว จิตวิญญาณของท่านจะไปเกิดทันทีที่วิญญาณออกจากร่างหรือไม่ ถ้าพระโพธิสัตว์องค์ใดตั้งจิตตายไปแล้วเป็นปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ก็ไม่เกิดทันที ถามว่า จะไปเกิดไหมก็ไม่มี แต่ถ้าพระโพธิสัตว์พระองค์นั้นจะต่อภพต่อภูมิไปอีกอยู่ก็จะเกิดทันที ถามว่าไปเกิดที่ไหน ไปเกิดที่สงบที่สุด จึงอยู่ที่ชื่อภพว่า ดุสิต คือภพที่อาศัยสงบที่สุด เป็นสันตุสิต ที่สันติที่สุด สงบที่สุด ก็ใช้พยัญชนะว่างั้น แต่อยู่ที่ไหนอธิบายไม่ได้ ไม่มีที่อยู่ ไม่มีหลักแหล่ง แต่เป็นสภาวะละเอียดเกินกว่าจะพูด ไม่มีใครจับได้ ยิ่งเป็นจิตวิญญาณของผู้ที่ละเอียดสูงสุด ก็เป็นอจินไตย ท่านก็อยู่ของท่าน ถึงเวลาที่ท่านจะออกมา เช่น ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณลงมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า รอวาระจะเกิดท่านก็อยู่ที่ดุสิต หรือแม้แต่พระโพธิสัตว์ ที่ทางมหายานเดาว่าอยู่ที่พุทธเกษตร ท่านก็บอกว่าอยู่รวมกันที่นั่น เป็นอจินไตย พระโพธิสัตว์ท่านก็ไม่พูด เพราะว่าเกินกว่าที่จะพูด แล้วท่านก็รู้กัน คนอื่นจะงง ท่านก็รู้กันแต่ท่านไม่พูดให้คนอื่นฟัง ไม่จำเป็นต้องเปลืองพลังงานไปพูด ไม่จำเป็น คนอื่นฟังก็อยากรู้อีก อธิบายไปก็เมื่อย เพราะคนไม่สามารถเข้าใจได้ อาจพูดผ่านเป็นบัญญัติให้คนศึกษาเป็นทาง road map ไม่พูดบ่อย ตอบว่า ถ้าท่านต่อพุทธภูมิก็เกิดทันที แล้วจะอยู่ไหน ก็อยู่ที่แดนสงบ คือดุสิต ส่วนผู้ที่ท่านไม่ต่อแล้วก็สูญ

คำว่า ภพ ในปฏิจจสมุปบาท มีอวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ ทุกข โทมนัส อุปายาสะ ธรรมะในระดับที่อาตมากำลังขยายความนี้ ดีที่มีหลักฐาน บัญญัติภาษาที่เอามาอ้างอิงยืนยัน ต่อกันสอดร้อยกันเป็นจิ๊กซอว์เป็นอิทัปปัจยตาได้อย่างไม่งง เป็นไปได้ตามลำดับ ก็ขออนุญาตนายไชยบูลย์มาเป็นตัวอย่างประกอบการอธิบายมีดำมีขาวจะได้อธิบายได้ดี ก็ขอบคุณล่วงหน้า เรากำลังพูดถึงนายไชยบูลย์(อดีตธัมมชโย) เจ้าสำนักจานบิน“ธรรมกรวย” (อันว่า “กรวย” คำนี้ หมายถึง รูปทรง “กรวย” ที่มันมีปากบานออกไปไม่มีวันจะสิ้นสุดการยาวยื่นบานออกไป เพราะมันตรงกับ“ความรู้และความจริง”ของสำนักนี้นั่นเอง) เราอาศัยรูปลักษณ์ของ “กรวย” และเป็น “กรวย” ที่มีปากยื่นปากยาวออกไป อย่างไม่สิ้นไม่สุด แบบ “น็อนสต็อป”(Nonstop) ทิ้งคำว่า “เวลากาละ” กันไปเลยทีเดียว ซึ่งการปฏิบัติธรรมของพุทธที่เป็น “โลกุตระ” นั้น ต้องมีทั้ง“วิตก-วิจาร-วิจัย” (Analyze) กันเป็น “สามเส้า” ที่เริ่มตั้งแต่ “กายในกาย” เป็นต้นไป วิตก คือ จิตที่เริ่มก่อ เริ่มดำริขึ้นมา วิจาร คือ พฤติหรืออาการที่จิตเป็นอยู่ วิจัย คือ แยกแยะอาการของจิตให้ได้ ดูกันให้ดีเถิด สำนักจานบินและชาวพุทธยุคนี้ทั้งหลาย ไม่มีดังว่านั้นแต่อย่างใด เพราะการปฏิบัติที่จะให้เกิดความเป็น “สมาธิ”ของสำนักจานบิน “ธรรมกรวย” หรือในสำนักชาวพุทธทั้งหลายแม้ในเมืองไทย ก็ปฏิบัติแบบ “สะกดจิต” รายละเอียดของ “รูป 28” ก็ไม่เรียนรู้ จึงไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง “ในความเป็นรูป 28” อย่างละเอียดบริบูรณ์ครบครันก่อน ซึ่งเป็นภายนอก เบื้องต้น เพราะสอบตกตั้งแต่ปฏิบัติอย่าง“ไม่มีสัมผัสภายนอก”มาแต่ต้น พวกที่ท่องอภิธรรมกันคล่อง ไปสอบได้กันก็ไม่เข้าถึงสภาวะ แต่อาตมามีสภาวะ ก็ยังไม่คัดภาษาออกมา แต่มันเป็นหมวดๆจำไม่ยากหรอก เห็น“ความมหัศจรรย์”ของความเป็นลำดับ ที่ราบเรียบ ลาดลุ่ม เหมือนฝั่งทะเล ไม่โด่ไม่เด่ ไม่สูงไม่ต่ำ ไม่ตะปุ่มตะป่ำ ไม่โขลกเขลก ไม่ขรุขระ ไม่สะดุด ไม่เหลือจุด ไม่เหลือเศษละอองธุลี สีสัน หม่นมัวใดเลย ขาวผ่อง สะอาดสนิท ใสสว่างวามประกาย สยายราสี มีฉัพพัณณครันครบ 6 สะอาด-สว่าง-สงบ-สุภาพ-สัมบูรณ์ ส่วน “กาย” คือ การมีทั้ง “รูป” ทั้ง “นาม” เป็น “ธรรมะ 2” ที่พระพุทธเจ้าทรงเน้นเจาะเข้าที่ “จิตบ้าง-มโนบ้าง-วิญญาณบ้าง” เป็นสำคัญในการปฏิบัติ (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230) แล้วปฏิบัติกันตามแบบ “ระบบวิจัย”(Analysis System) อันมี “สามเส้า” ของ“สติปัฏฐาน 4 -สัมมัปปธาน 4 -อิทธิบาท 4” สัมมัปธาน 4 มีสังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขณาปธาน ด้วยอิทธิบาท ต้องยินดีพอใจในการปฏิบัติ ได้ก็ยินดี ปีติ แต่ปีติแรงไปเสียพลังงาน พอชินชาก็ไม่ตื่นเต้น ใครรู้ทันก็ลดเร็ว ใครไม่รู้ทันก็นาน คนศึกษารู้แล้วก็ไม่ยึดไว้นาน แน่นะก็ไม่ต้องใช้พลังงานนี้ พลังงานยินดีทำให้คุณทำงานได้ดีนะ ถ้าไม่ยินดีทำอะไรไม่สำเร็จ ความยินดีปีติ ทำให้มีแรง ถ้าไม่ยินดีไม่ปีติอะไรเลย ไม่มีแรงสร้างสรรบุกบั่นอะไรเลย มันจึงสำคัญ เมื่อเรารู้ชัดก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น ให้แพร่ไปเป็นผรณาปีติ ให้มันแทรกละเอียดไปทุกส่วน ไม่มีเอกเทศไหนที่พลังงานปีติเราจะไม่แพร่ไปถึง ผรณาคือเบาบางอยู่ทั่วไปแทรกลึก เราต้องเข้าใจ 1. ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) 2. ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) 3. โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) 4. อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) 5. ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค) อุพเพงคาปีตินี้แรง ทำให้เหนื่อยเสียพลังงาน ต้องลดลงให้เป็นผรณาปีติ ต้องรู้ว่าปีติเราได้เป็นครั้ง ขุททกาปีติ แล้วได้เป็นนานเท่าไหร่ ขณิกาปีติ ได้แล้วหยั่งลงสั่งสมลงเป็นโอกกันติกาปีติ แต่ถ้าเป็นอุพเพงคาปีตินี้มากไปไม่ไหว ต้องลดลง ต้องให้เป็นผรณาปีติ ไม่ใช่ไม่มีปีติ แต่ให้ปีติบางเบาแทรกไปทุกเอกเทศ เหมือนช่างสรงสนาน จะทำน้ำอาบ เอาจุนสี กระจายทั่วน้ำ แล้วให้คนอาบ เหมือนจะทำไม้ไผ่ จะเอาจุนสีใส่ ก็แช่น้ำจุนสี เอาไม้ไผ่สดไปตั้ง น้ำที่ผสมจุนสีจะซึมซับเข้าไป ไม้ไผ่จะดูดเอาจุนสีไปถึงยอดไผ่เลย ต้นไผ่มีพลังงานโตไวมาก

ซึ่งปฏิบัติสะสมกระบวนการทั้งหลายด้วย“สติสัมปชัญญะ”(อันมีสัมปชานะ-สัมปาเทติ-สัมปชลติ ฯลฯ) ต่อเนื่องกันไปให้เต็มครบ โดยมีสำรวมอินทรีย์ 6 และ มีฉันทะ,วิริยะ,จิตตะ,วิมังสา ร่วมเต็มขบวน จึงจะเป็นไปตามที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “แต่ตถาคตเรียก‘ร่างกาย’อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง” นั้นได้ถูกต้องจริง ฉะนี้เอง การปฏิบัติธรรมที่ผู้อบรมฝึกฝนเรียนรู้เข้าไปที่ “กาย” นั้นจะต้องหมายเอา “ในภายใน” ของความเป็น “กาย” หรือธรรมะ 2 จะต้องเรียนรู้ “ใน”องค์ประชุมของรูปกับนาม ที่เรียกว่า“กาย” ให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงลึกละเอียด “ใน”ความเป็น “รูป 28” กับ “นาม 5” ก็ต้องเรียนรู้กันที่“จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง” ซึ่งการพิจารณา “รูป 28” อันหมายถึงสภาวะที่ “ถูกรู้” (Object)และผู้กำลังปฏิบัตินั้นจะต้องเรียนรู้ด้วย “นาม 5” อันจะสามารถเป็น“ตัวธาตุรู้”(Subject) ซึ่งได้แก่ “เวทนา-สัญญา-เจตนา-ผัสสะ-มนสิการ” ใน ปฏิจจสมุปบาท ล.16 ท่านแจกไว้ [14] ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่านาม มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 นี้เรียกว่ารูป นามและรูปดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่านามรูป ฯ ในรูป 28 มี ปสารูปทำปฏิกิริยากับโคจรรูป เกิดภาวรูป 2 คือเวทนา 2 ก็ต้องทำให้อิตถีภาวะนี้ กลายเป็นปุริภาวะเป็นหนึ่งเดียวให้ได้ ท่านก็ย่นย่อ เรียนรู้นามรูปได้ที่กรรมฐานคือเวทนา 108 ไม่มีเวทนาก็ไม่มีฐานในการปฏิบัติ ยืนยันไว้ชัดในพรหมชาลสูตร ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนาเป็นฐานปฏิบัติ แต่ไปเข้าใจกรรมฐานไปเพ่งกสิณ ดินน้ำลมไฟอะไร เลยไม่เข้าถึงปรมัตถ์ กรรมฐานต้องมีเวทนาเป็นหลักในพรหมชาลสูตร คือเว้นผัสสะเสียแล้วจะรู้สึกได้ ไม่เป็นฐานที่จะปฏิบัติได้ ความรู้สึกก็คือเวทนา พระพุทธเจ้าท่านเปิดเผยธรรมะท่ามกลางการปฏิบัติของพวกฤาษี สะกดจิตเข้าไปภายในไม่มีผัสสะ ไม่มีกรรมฐานที่ปฏิบัติแล้วจะไม่บรรลุธรรมเลย เพราะไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจให้เกิดเวทนา การกระทบสัมผัสกับของจริงก็เกิดความสุขหรือความทุกข์ที่จริง รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่กระทบ เช่นกล้วยนี่ คนเห็น ได้กลิ่น ได้ลิ้มรสสัมผัสบางคนก็กินให้มีเสียงด้วยก็ได้จึงอร่อย เมื่อไม่มีสัมผัสจริงแล้ว แต่คุณยังจำความรู้สึกนั้นได้สุขนั้นได้ ก็ไม่มีความจริง มันเป็นสิ่งที่คุณสมมุติไว้ อุปาทานไว้ เหมือนหมาแทะกระดูก ซึ่งต่างคนต่างสมมุติกันไปว่าสวยต่างกันอย่างไร ฝรั่งไทยจีนแขกก็สมมุติต่างกันไป ต่างสมมุติที่เมื่อตกลงกันว่าอย่างนี้ ถือว่าถูกต้อง อันนี้ไม่ถูกต้องก็สมมุติกัน คนที่ไม่ได้สมมุติด้วย ก็ไม่เอาด้วยกัน คนสมมุติด้วยกันก็เอาด้วยกัน ภาวรูป 2 นั้นผู้ที่ไม่หมดกิเลส ก็ต้องมีกิเลสให้กำจัดไปตามลำดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี จนเป็นอรหันต์ เกิดมาก็มีธาตุจิตที่เป็นอนุสัย ของพระอรหันต์ เป็นสยะ เป็นตัวตน เป็นตัวเราเป็นสยังอภิญญา เป็นจิตที่สะอาดแล้ว มันยังไม่แข็งแรง เกิดมาก็ถูกพลังงานโลกครอบงำให้บ้าไปตามมัน คนไม่แข็งแรงกว่าจะรู้ตัวก็นาน พระพุทธเจ้าก็ตั้ง 29 ปี อาตมาปาเข้าไปตั้ง 36 ปี อาตมาเรียกภาวะที่ถูกโลกครอบงำว่า ลิงลมอมข้าวพอง หลงไปตามมัน กว่าจะเป็นตัวของตัวเอง กว่าอนุสัย สยังของเราจะตื่นมารู้ แล้วให้ได้ใช้งานก็เสียเวลา ขออภัยไม่อวดดีอะไร แต่เป็นการศึกษา หรืออย่างพระพาหิยะฯ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านมีภาวะของท่านแล้วแต่ก็ยังไม่รู้ตัว พอมาเจอพระพุทธเจ้าเทศน์ให้ฟัง 4 ประโยคก็บรรลุธรรมแล้ว พระยสะฟังเทศน์ 2 กันฑ์ ส่วนอาตมากว่าจะรู้ตัวก็ 36 ปี พระ ยสะก็ไม่นาน อาตมามาปฏิบัติอยู่ประมาณ 3 ปีกว่าจะชัดถึงลาออกมาทำงานนี้ รู้ตัวตอนแรก อาตมาไม่รู้ตัวอะไรมากมาย ไม่รู้เนื้อหา กว่าจะดึงเอาสยังอภิญญาของตัวเองมาได้ กว่าจะรู้ตัวอะไรอีกก็ระลึกมาเรื่อย มาถึงทุกวันนี้เปิดเผยอะไรมาก แต่คงจะมีเปิดเผยต่อไปในอนาคต มีหทยรูป ชีวิตรูป อาหารรูป อาหารคือเครื่องอาศัย ความเป็นชีวะ ชีวิต ของอิตถีภาวะ เราจับอาการนั้นได้ที่ไหนนั่นแหละคือหทยรูป คำว่า ห คือ คือความจริง คำว่า ย คือตัวเรา คำว่า ท คือบทบาท อยู่ตรงไหนก็ตรงนั้น เรามีญาณอ่านรู้ ไม่มีสถานที่ ไม่มีแหล่ง ไม่มีรูป ไม่มีตัวตนสภาพ แต่คุณรู้ด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส ก็คือที่อาตมาอธิบายไป คุณก็ไปกำหนดหมายความต่าง ต้องพยายามฝึกฝนญาณปัญญาของตน ให้รู้สิ่งที่ถูกรู้ หทยรูปเป็นนามธรรม เป็นจิตเจตสิก ก็ต้องแยกอกุศลจิต ณ ตรงนั้น หทยรูป มันมีชีวิตของอิตถีภาวะอยู่นะ อาการของสตรีเพศ ถ้าศึกษาจากคำข้าว อาหารรูปก็ศึกษาได้ดีมาก ในโภชเนมัตตัญญุตาหรือมัตตัญญุตาจ ภัตสมิง เป็นพระอรหันต์หรือเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องกินข้าว ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสมันจะต้องมีให้คนเรียนรู้สัมผัสกระทบสัมผัส ต้องกินข้าวอย่างน้อยวันละครั้ง มันเป็นอุปกรณ์ที่จะต้องปฏิบัติได้ ชีวิตคนจะต้องกินจะต้องมี อย่างอื่นนั้นปัจจัยอื่นยังไม่จําเป็นเท่า ยังห่าง ต่อจากนั้นก็มี ผัสสาหาร เจตนาหาร วิญญาณาหาร เจตนามี 3 คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ต้องทำกามตัณหาให้หมดก่อนแล้วเหลือ ภวตัณหาแยกเป็นรูปกับอรูป เมื่อรูปภพหมด อรูปภพหมดก็เป็นวิภวภพ ก็เป็นเจตนาบริสุทธิ์คือวิภวตัณหา เป็นตัณหาที่ไม่มีภพใช้ทำงานไปตั้งแต่อรหันต์ เป็นโพธิสัตว์จนเป็นพระพุทธเจ้าก็ใช้วิภวตัณหาเป็นเครื่องทำงาน ผู้ที่ยังไม่บริสุทธิ์ก็มีกามตัณหาและภวตัณหาก็เรียนรู้ที่จะล้างมัน เมื่อล้างหมดก็เป็นวิภวตัณหา อาหารรูป เป็นเครื่องอาศัย จนถึงอาหาร 4 ทำให้บริสุทธิ์เรียบร้อยเป็นวิภวตัณหา จบ คนเข้าสมบูรณ์แบบ จบปริเฉทสุดท้ายเป็นปริเฉทรูป ก็สามารถใช้กายวิญญัติ วจีวิญญัติทำงานกับโลกได้ดีขึ้น จะทำให้กายวิญญัติ กับกายกรรมเท่าไหร่ เบาแรง มากหรือน้อย นาน หรือเร็วไว ก็กำหนดได้ใช้สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ก็ประมาณให้เกิดผลอย่างไม่ประมาท ท่านจะไม่อวดดีใช้เกินความจริงของตนเอง จะประมาณไว้ ถ่อมตนไว้ น้อยไว้ พระพุทธเจ้าถึงเตือนว่าเป็นอรหันต์แล้วระวังนะ ลาภ ยศ สรรเสริญ สักการะเป็นอันตรายอันแสบเผ็ดนะ ประมาณไม่ดีก็ระวังเถอะ แม้อรหันต์ขีณาสพ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ผิดพลาดได้ไหม ก็ผิดพลาดได้ ระวังนะ เจ็บของพระอรหันต์ไม่เจ็บธรรมดา ท่านถึงบอกว่าอันตรายแสบเผ็ด ถ้าประมาทแสบเผ็ดแน่ แต่ถึงอย่างไรท่านไม่มีเจตนา เป็นความประมาทของท่านก็มีวิบากไป พระอรหันต์เสียหน้า คือคนระดับสูงเสียหน้ากับคนข้างล่างเสียหน้าต่างกันไหม ก็เช่นกัน อรหันต์เสียหน้านั้นยิ่งกว่าเป็นสัจจะ จะบอกว่าท่านมีอุทธัจจะ แต่ท่านก็จะรู้สิ่งดีสิ่งควร ท่านก็ไม่ควรทำให้บกพร่องมันเป็นสัจจะ บกพร่องอย่าทำท่านจะระวังของท่าน ไม่มีใครประมาทหรอก พระพุทธเจ้าถึงยกสติวินัยให้อรหันต์เพราะเจตนาท่านบริสุทธิ์ทุกตัว ไม่เจตนาให้ผิด แต่พลาดได้บกพร่องได้ ท่านไม่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์จริงๆ พระพุทธเจ้าถึงยกสติวินัยให้อรหันต์ ไม่เช่นนั้นไม่รู้แล้ว แล้วอรหันต์ท่านก็สำนึกของท่านทุกองค์ ความแสบเผ็ดของอรหันต์จึงยิ่งกว่าผู้ใหญ่ที่ผิดพลาด สำนวนไทยว่าอย่าขี้กองใหญ่ให้เด็กเห็น เด็กเห็นว่าผู้ใหญ่ยังขี้อยู่หรือ เด็กจะพาซื่อว่าผู้ใหญ่ไม่มีของเสียหรอก ไม่ขี้หรอก เด็กไม่รู้เดียงสาจะคิดเช่นนั้น เด็กมันงง ไม่รู้หรอก เขานึกว่าผู้ใหญ่ไม่เล่นขี้หรอก ผู้ใหญ่ไม่มีของสกปรกเหมือนเด็กๆ สำนวนคำพังเพยว่าอย่าขี้กองใหญ่ให้เด็กเห็น ผู้ใหญ่จะระวัง เหตุการณ์บ้านเมืองนี้กำลังข้น คอยดู โดนัล ทรัมป์สิ เขามีที่เสียเยอะ ถ้าไม่ทุจริตก็แพ้แน่ พยากรณ์ไว้ พูดตามสัจจะ ก็ต้องทำไปทีละกรอบ ทีละปริเฉท ทีละ Content ทีละ Context อย่าไปทำเกิน ทำมากไป ทำสำเร็จแล้ว ก็สามารถใช้กายวิญญัติ วจีวิญญัติออกมาทำประโยชน์ ให้มีประโยชน์ตนท่านอยู่กับสังคม วิญญัติคือความเคลื่อนไหวที่คุณจะประมาณ เป็นกายกรรม วจีกรรม จะเอาพลังงานออกมาอย่างไร วิญญัติจึงอยู่ในวิการรูป 5 ต้องจัดการวิการรูปข้างในก่อน จะประมาณเท่าไหร่ ให้ลหุ มุทุ กัมมัญญา นี่แหละต้องประมาณวิญญัติของกาย ของวจีให้แรงเท่าไหร่ ชาตินี้กายวิญญัติอาตมาไม่เคยไปขีดข่วนทำร้ายใคร แต่วจีวิญญัติอาจแหลมบ้าง แรงบ้าง ทื่อบ้าง ก็จัดการเท่าที่จะมีมุทุภูตธาตุ ให้ออกมาเป็นวจีสังขาร ไม่ใช่วจีกรรม วจีสังขารอยู่ในสังกัปปะ 7 มีอยู่ในจิต ออกมาเป็นบทบาทข้างนอกเป็นวจีกรรม วจีสังขาร คือ จะประมาณวจีวิญญัติ กะจะเอาเท่าไหร่ ผ่านตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา มันเร็ว แต่คนเก่งก็จับทัน ไม่ใช่ว่าจะสังขารไปหมดแต่จะประมาณ อรหันต์ขึ้นไปท่านไม่ใช้พลังงานหมด 100% ไม่ทำหมดเนื้อหมดตัว เพราะผิดพลาดได้ ผิดพลาดก็แสบเผ็ดนะ สุดท้ายลักขณรูป อีก 4 คุณจะเกิดอีกก็ให้อุปจยจะทำงาน แล้วจะต่อก็สันตติ แต่ถ้าไม่ต่อก็หยุดสันตติ ก็เป็นชรตา อนิจจตา แต่ถ้าคุณแม้จะเกิดแล้วต่อ อะไรที่เกิดมาแล้วสุดท้ายก็ต้องชรตา อนิจจตาอยู่ดี ถ้าจะให้เกิด อุปจยะก็ต้องเสริมพลังงานนี้ต่อไป พระพุทธเจ้าว่าเมื่อวิญญาณหยั่งลงในครรภ์ ถ้าไม่มีพลังงานใส่ให้ต่อไปพลังงานนี้ก็ขาด เหมือนทศนิยม ถ้าคุณให้ทศนิยมมาหนึ่งก็เป็น .01 ถ้าไม่ต่อเป็น .02 ต่อ ก็ไม่ต่อ ก็จะชรตา อนิจจตาต่อ มันไม่เที่ยงนะ แต่คุณเองจะเสริมพลังงานหรือไม่ก็อยู่ที่คุณ ถ้าเสริมก็จะมีพลังงานต่อไป ทศนิยมก็จะหมุนต่อไป แต่ถ้าไม่เพิ่มก็ชรตาสุดท้ายก็จบสูญ ถ้าเป็น 1 แล้วต่อ 1 ต่อไปก็อยู่แค่นี้ แต่ถ้าให้เป็น 2 3 4 ก็มีการก้าวหน้าโตขึ้น แต่ถ้าไม่ต่อก็จะค่อยๆเสื่อมและสูญไปในที่สุด พลังงานถ้าไม่มีอะไรหยั่งลง กุมารหรือกุมาราจะเกิดได้ไหม ก็ไม่เกิด ต้องมีพลังงานเสริมจึงจะต่อ อย่าประมาท ไม่ทำเกินพลังงานที่ตนเองมี ต้องประมาณของตน ตนเองไม่อยากใหญ่ ไม่ได้อยากอวดอะไร ก็ไม่ต้องทำเกิน อาตมาก็กำลังทำให้เจริญต่อไป โปรดติดตามอย่ากระพริบตา จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน