591016_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปรากฏการณ์ Crying world.docx
เนื้อหาในไฟล์
591016_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปรากฏการณ์ Crying World โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะฟ้าไทว่า...วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม 2559 ขึ้น 15 ค่ําเดือน 11 เป็นวันตรงกับวันออกพรรษา สมณะภิกษุก็จะได้ออกจากวัดได้ไปจาริกได้ ในระยะนี้ก็เป็นช่วงที่เป็นเรื่องโศกเศร้าของทั้งโลกเลย เป็นเรื่องซาบซึ้ง เมื่อวานนี้มีผู้หญิงจะไปลงนามถวายสักการะ แต่ก็เข้าไปไม่ได้ คนไปสัมภาษณ์เขาก็ทำให้รู้สึกซาบซึ้ง พระโพธิสัตว์เกิดมาโลกนี้ก็ดีขึ้น แม้จะตายไปโลกนี้ก็ดีขึ้นทำให้ประเทศไทยสามัคคีมากขึ้น เสียสละมากขึ้น มีคนแจกอาหารฟรี ให้นั่งรถฟรี จิตอาสาช่วยกันเก็บขยะ ทำให้คนเสียสละมากขึ้น ใครทำชั่วตอนนี้ถือว่าผิดเวลา ประชาชนจัดการเลย ทำให้รู้สึกว่าผู้ที่เป็นโพธิสัตว์รักผู้อื่นทำเพื่อผู้อื่น พระโพธิสัตว์ที่อยู่ใกล้พวกเราก็คือพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เกิดมาเพื่อผู้อื่นไม่ได้ทำเพื่อตัวท่านเอง แม้แต่สุขภาพท่านเป็นโรคประจำตัว ไออยู่เป็นประจำ เป็นผู้ที่น่าเคารพกราบไหว้ พ่อครูจึงบูชาพระพุทธเจ้าอย่างมาก เจอพระโพธิสัตว์อย่างซาบซึ้งขนาดนี้ถ้าเราได้เจอพระพุทธเจ้าจะซาบซึ้งขนาดไหน ตอนพระพุทธเจ้าปรินิพพานคนเกลือกกลิ้งสยายผมเอาหัวตีดิน แม้ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเสด็จสวรรคตก็มีคนแสดงออกให้เห็น เราอยู่กับพ่อครู อยากให้ท่านอยู่กับเราตลอดไปของไม่ได้ เราก็ต้องทำความดีในขณะที่ท่านยังอยู่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีกำลังใจที่จะทำความดีเพิ่มขึ้น ลดละกิเลสเพิ่มขึ้น ปรารภความเพียรเพิ่มขึ้น เพราะเราไม่รู้ว่าพ่อครูจะไปเมื่อไหร่ พ่อครูบอกว่าจะอยู่ไป 151 ปี ในหลวงบอกว่าจะอยู่ไปถึง 120 ปีก็อยู่ไม่ถึง อาตมาก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าท่านจะอยู่ถึง 151 ปีหรือไม่ พ่อครูก็พยายามที่จะอยู่ให้ถึง แต่ประเด็นที่สำคัญคือ เราอยู่เพื่อปฏิบัติตนทำความดีตลอดเวลา
อ่านต่อ
ที่อยู่กับท่านหรือไม่ ศาสนาคือปัญญาและวิญญาณของชาติ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์มองประชาธิปไตยและการเมืองไว้เกี่ยวกับการเมืองและประชาธิปไตยไว้ มองปรากฏการณ์ประชาธิปไตยและพุทธศาสนาที่กำลังจะเจริญรุ่งเรืองเอาไว้ว่า “ตอนนี้กำลังจะลงมติรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ อาตมาก็ขอออกความเห็นของอาตมาว่าคณะรัฐบาลบริหารประเทศมา 29 คณะแล้ว อาตมาเกิดทันประชาธิปไตยที่เริ่มเมื่อ พ.ศ.2475 เพราะอาตมาเกิด พ.ศ.2477 ตอนแรกยังไม่เป็นโล้เป็นพายอะไร เป็นประชาธิปไตยลอกเลียน ขออภัยเป็นประชาธิปไตย “ ดัดจริต” ทำเละเทะมาจนทุกวันนี้ จึงค่อยเข้ารูปรอยไปเรื่อยๆ รัฐบาลชุดปัจจุบันก็พัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ และเป็นประชาธิปไตยแบบ “ไทย ๆ” ต้องเน้นตรงนี้อย่านึกว่าไม่ดีนะ ประชาธิปไตยแบบไทยนี้คือประชาธิปไตยแบบพุทธ เป็นประชาธิปไตย 2 ขามีทั้งวัตถุและจิตวิญญาณ สรุปว่าประชาธิปไตยแบบพุทธนี้ เป็นแบบที่ดีที่สุดเท่าที่จะมีได้ และเมืองไทยยังเป็นเมืองพุทธด้วย เราก็เป็นประชาธิปไตยด้วย มีแกนพุทธมาตลอด มีจิตวิญญาณเป็นตัวตั้งที่สุดที่ยั่งยืน เพราะจิตมันเป็นจริงมาเสียสละจริงอดทนแข็งแรงเป็นไปเพื่อ “ประโยชน์และความสุขแก่มหาชนเป็นอันมาก”(พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ จริง) รัฐบาลที่บริหารอยู่ในขณะนี้ เป็นตัวอย่างปรากฏจริงให้เห็นดีมากเลยต้องขอบคุณ พล.อ.ไพบูลย์ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยกไว้ และขอบคุณอีกหลาย ๆ คนไทยเราตอนนี้มีบุคคลจริงที่จะทำการเมืองแบบพุทธเป็นประชาธิปไตย 2 ขาที่มีทั้งกษัตริย์และมีโครงสร้างประกอบกันคณะนี้ที่ทำงานอยู่ก็ทำงานช่วยกันตามแต่ละหน้าที่ โดยองค์รวมแล้วอาตมาให้คะแนน 80-90 % เลย ขณะนี้ประชาธิปไตยต่างประเทศยังตามไม่ทันหรอก หลายประเทศหลงประชาธิปไตยขาเดียว ไม่มีกษัตริย์ ขาดจิตวิญญาณ อย่างอเมริกาทำเอาวัตถุและโครงสร้างภายนอกเป็นที่ตั้งไม่ได้เกิดจากแกนจิตวิญญาณเป็นที่ตั้ง แต่ไทยเราสั่งสมจิตวิญญาณมายาวนานกว่า ในอนาคตศาสนาพุทธจะรุ่งเรืองขึ้นอีก ผู้มีปัญญาเห็นของจริงก็จะมาเอาไปใช้
พ่อครูว่า...วันนี้วันอาทิตย์ที่ 16 ขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 เป็นวันออกพรรษา เราก็จะได้ปวารณาออกพรรษากัน จริงๆแล้ว นักบวชของพุทธไม่มีออกพรรษาหรอกมีแต่เข้าพรรษา ออกก็มีแต่ปวารณา คือให้ติเตียนกันได้ด่ากันได้ ขณะนี้บรรยากาศของโลกเป็นบรรยากาศของ Crying World เป็นบรรยากาศของการสดสลดพิร่ำพิไลของโลก ที่พูดว่าของโลก มันเป็น Vibration ของวิญญาณ ของ Spirit สั่นสะเทือนถึงกันหมดแล้วทั่วโลก อ่านจาก Phenomenon ที่ปรากฏจริงขณะนี้ว่า คนๆหนึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินของประเทศไทยซึ่งมีพระจิตวิญญาณเป็นพระโพธิสัตว์ ได้ศึกษามาทางธรรมะของพระพุทธเจ้า ท่านบำเพ็ญบารมีเพื่อรื้อขนสัตว์ลูกๆ ช่วยสรรพสัตว์ ในปางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศพระองค์นี้ ท่านบำเพ็ญบารมี พระมหาชนก กับพระเตมีย์ ท่านทรงงาน แทบไม่กินไม่นอน ตลอดเวลา นั่นคือความเป็นบารมีของพระมหาชนก เป็นความอุตสาหะวิริยะพากเพียร ว่ายในมหาสมุทรที่ไม่เห็นฝั่งก็ว่าย มั่นใจว่าทิศทางนี้เป็นทิศทางที่ถูกจะถึงเมื่อไหร่ หรือไม่ถึงเมื่อไหร่ก็พากเพียรอย่างเดียว เต็มที่ยังไม่กังวล ส่วนคำว่า เตมีย์ใบ้ คือพูดน้อยตรัสน้อยตรัสเพียงสั้นๆจะเห็นได้ ไม่พูดซ้ำซากพูดแล้วก็แล้วไป ใครฟังทันก็ทัน ไม่ทันก็แล้วไป จะมีภูมิปัญญาเห็นได้ รู้ได้เอาด้วยก็ไม่เป็นไร เพราะท่านต้องรีบ เหมือนอาตมาก็ต้องรีบทำ เป็นยุคใกล้กลียุค อาตมาขยายนามธรรม ส่วนในหลวงท่านขยายรูปธรรมไปทั้งโลก ก็ไปด้วยกัน อาตมาก็พูดไปก็ยังไม่ถ้วน ความมีวิปลาสผิดพลาดอยู่บ้าง วิปลาสนั้นจิตกับทิฏฐิไม่วิปลาส แต่สัญญานั้นวิปลาส กำหนดหมายไม่แม่น จริงๆทิฏฐิก็ยังไม่ร้อยเต็มของอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ แต่จิตเต็มร้อย สัญญาบกพร่อง ในปัจจุบันนั้นอาตมาได้ย้ำว่าประชาธิปไตยแท้ต้องเป็นประชาธิปไตย 2 ขา มีทั้งพลังงานจิตนิยามและอุตุนิยาม รวมกันขาเดียว เป็นประชาธิปไตยที่ไม่ค่อยรู้เรื่องจิต เจตสิก ไม่มีการสืบทอด DNA ของจิตวิญญาณ DNAไม่ใช่สรีรพันธ์ุ แต่คือกรรมพันธ์ุเป็นเชื้อสายทางกรรมกริยาของแต่ละคน จนเกิดผลสั่งสมเป็นพลังงานจิตวิญญาณ ที่เกิดผลทั่วโลกขณะนี้ ยืนยันได้ว่าเป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่ ขอย้ำว่าประเทศไทยคือประชาธิปไตย 2 ขา ดีที่สุดในยุคภัทรกัปนี้ที่มีปรากฏการณ์จริง ผู้บริหารจริง เป็นจิตวิญญาณของประเทศชาติ คือพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 อันนี้เป็นตัวจริง เป็น Phenomenon พระองค์บริหารประเทศจนคนรับสัมผัสได้ ตราตรึงจิตวิญญาณได้ เคารพนับถือบูชาได้ ไม่ได้เคารพนับถือเพราะถูกหลอกลวงล่อลวง และเล็มหาเสียง ไม่ใช่เลย เพราะคนเห็น คนรู้ คนเข้าใจ คนซาบซึ้งด้วยจิตใจของแต่ละคน ตามภูมิปัญญาของแต่ละคน เป็นอิสระเสรีภาพที่สุด ความลึกซึ้งอันนี้ มนุษย์กำลังแสวงหาทุกคน แสวงหาจุดที่สูงสุดดีที่สุด ก็ถึงคราวที่มีปรากฏการณ์ชิงมีคนจริง มีจิตวิญญาณที่ประเสริฐสุดยอดจริง และคนก็มีภูมิปัญญาเห็นเองรู้เอง ถึงไม่มีที่ขีดคั่นเลยไม่ว่าชาติไหนประเทศไหน ไม่ว่าศาสนาใด เทวนิยมหรืออเทวนิยมก็เปิดหมดแล้ว ชัดเจนขึ้นมาเป็นปัญญาแล้ว ไม่ใช่มีแต่เจโต ก็ยอมรับนับถือ เรื่องของปัญญา เรื่องธาตุรู้ที่รู้สัจธรรม ที่ประเสริฐสุดคืออะไร สอง รูปธรรม ของสังคมเป็นสาธารณโภคีในประเทศไทย มีความเป็นจริงของเศรษฐกิจแบบสาธารณะโภคี คอมมูนแบบสาธารณะโภคี หรือประชาธิปไตยแบบสาธารณะโภคี ประชาธิปไตยแบบสาธารณะโภคี คืออะไร คือคนทำงานอยู่ในสังคมนี้เสียภาษี 100 % โดยไม่บังคับ ไม่มีกฎเกณฑ์อะไร แต่คนเต็มใจเสียภาษี 100 % เอง มีรูปแบบสภาวะเมื่อเกิดสาธารณะโภคีแล้ว บริหารสาธารณะโภคีอย่างไร ในชาวอโศก เป็นความซับซ้อนมาก ในกลุ่มชาวอโศก ทางด้านนามธรรม รู้ไหมว่า นำมาทำเป็นสิ่งละเอียดลึกซึ้งมากกว่ารูปธรรม พวกคุณพอรู้ได้ไหม นามธรรมในชาวอโศกที่สูงสุดอยู่ในร่างของใคร ... อยู่ในร่างของอาตมา แล้วมันมีอยู่ในร่างอาตมา แล้วอาตมาเป็นคนเบ่ง แอคอาร์ทใช้อำนาจบาตรใหญ่หรือเปล่า ก็พูดไว้ละไว้ในฐานที่เข้าใจ อาตมาพยายามทำอย่างที่พูด เพื่อให้สอดคล้องกับระบบของพระพุทธเจ้าที่เป็นพหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในพระบรมโกศนี้ท่านสละพระวรกายของท่านไปแล้ว ไม่มีแล้ว อาตมายังเหลืออยู่ อาตมาจะต้องทำต่อในส่วนที่ท่านทำไปแล้ว ต่อไป เพราะฉะนั้นอาตมาจะต้องแสดงตัว พูดระบุไปในอนาคตอีก ก็พยายามอย่ามีอคติ ว่าจะมาพูดเพื่อให้ได้ใหญ่โต ให้คนมาศรัทธาเคารพนับถือ เจตนาอย่างนี้ไม่มี ถ้าอาตมาพูดผิดก็โกหก เป็นบาปนะ อาตมาก็ไม่ทำบาปใส่ตัวเอง
_มีผู้ส่งบทความของนักข่าวต่างประเทศ ชื่อ Michael Yon มา คุณแหม่ม พราวพุทธ แปลมาให้ว่า... The body of His Majesty the King BumibolAdulyadej, has passed away. His Loving Soul is with us now. แม้ว่าสรีระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพล อดุลยเดช จะได้จากเราไปแล้ว แต่ขณะนี้ดวงวิญญาณของพระองค์ท่านยังทรงอยู่กับพวกเรา With sad heart I write these words. I was told by sources close to His Majesty King Bumibol Adulyadej that he passed away one hour ago, about 14:15 Thailand time. As I write these words, it has not yet been announced, but when you read these words, it will have been officially announced. ข้าพเจ้าเขียนคำเหล่านี้ด้วยความเศร้าใจอย่างยิ่ง แหล่งข่าวซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพล อดุลยเดช แจ้งข้าพเจ้าว่าพระองค์ทรงเสด็จสวรรคตประมาณหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว ประมาณ 14.15 น. ตามเวลาท้องถิ่นในประเทศไทย ขณะที่ข้าพเจ้าเขียนข้อความนี้ ยังไม่มีแถลงการณ์ แต่ตอนที่ท่านอ่านบทความนี้คงจะได้มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการแล้ว On one level, there is not much to say other than that one of the greatest leaders in history graced us for so long. He is the Father of Thailand. He was a champion of peace, freedom, and prosperity, and a good friend to America and to American people. His Majesty is loved by many Americans. ในแง่หนึ่งก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรต้องพูดมาก นอกไปจากว่าผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้ทรงให้เกียรติใช้ชีวิตร่วมกับพวกเรามาเป็นเวลายาวนาน ท่านเป็นพระบิดาของประเทศไทย เป็นผู้ต่อสู้เพื่อความสงบ ความเสรีภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และทรงเป็นเพื่อนที่ดีของประเทศอเมริกาและชาวอเมริกัน พระองค์ทรงเป็นที่รักของคนอเมริกันเป็นจำนวนมาก Americans normally do not like Kings, but King Bhumibol is a great exception. Those who studied him grew to respect him, then to like him, and finally to share in the love for the King of Kings. The love for His Majesty is so immense that it could fill the Gulf of Thailand. ปกติชาวอเมริกันมักจะไม่ค่อยชอบกษัตริย์ต่างๆแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพล อดุลยเดช ทรงเป็นข้อยกเว้นที่พิเศษอย่างยิ่ง ใครที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับชีวิตของพระองค์ท่านก็เริ่มเคารพพระองค์ท่าน เริ่มชอบพระองค์ท่าน และในที่สุดก็เริ่มรักพระองค์ท่าน ผู้ทรงเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ ความรักที่มีต่อพระองค์นั้นยิ่งใหญ่ไพศาลจนสามารถนำไปบรรจุได้เต็มอ่าวไทย Thais are among freest people on earth, thanks to His Majesty. He brought his millions of sons and daughters very far, and he taught lessons and brought inspiration to foreigners such as me. ชาวไทยจัดว่าเป็นคนที่มีอิสรเสรีภาพกลุ่มหนึ่งในโลกใบนี้ ซึ่งเกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงของเรา พระองค์ทรงนำพาลูกๆของพระองค์ท่านนับล้านคนก้าวไปไกล ทรงสอนและเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวต่างชาติอย่างผม He was a musician, and good, and his photography was excellent. Highly educated, he visited every corner of this great country, into the deepest jungles to help villagers, into the mountains, out to the islands, down the rivers. He went everywhere. His Majesty was a man of the people. He wanted to see with his own eyes, and he did. พระองค์เป็นนักดนตรีที่เก่ง เป็นช่างภาพที่ยอดเยี่ยม เป็นผู้ที่มีการศึกษาสูง พระองค์ทรงเสด็จไปเยี่ยมเยียนทุกพื้นที่ของประเทศที่ยิ่งใหญ่นี้ ทรงเสด็จไปในป่าที่ลึกที่สุดเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน ทรงข้ามภูเขา แม่น้ำลำธาร แม้แต่เกาะต่างๆก็ทรงเสด็จไปด้วย พระองค์เสด็จไปทุกที่ เพราะพระองค์เป็นคนของประชาชน พระองค์ต้องการเห็นทุกอย่างด้วยพระเนตรของพระองค์เอง และท่านก็ได้ทำเช่นนั้นจริงๆ Finally his body was worn out. We wish his body had lived to 110 but his body wore out. He spent it working for Thailand. But this is not the end. Only his body is gone. His Majesty is more alive now than ever before. แต่ในที่สุดสรีระของพระองค์ก็เหนื่อยล้า พวกเราอยากให้พระองค์ท่านอยู่กับเราถึง 110 ปี แต่สรีระของพระองค์อ่อนล้าหมดแรง เพราะพระองค์ท่านได้ใช้มันในการทำงานเพื่อประเทศไทย แต่ทุกอย่างคงไม่จบลงแค่นี้ สรีระของพระองค์ท่านเท่านั้นที่จากพวกเราไป แต่พระองค์ทรงอยู่กับพวกเราในขณะนี้ มากเสียยิ่งกว่าในช่วงที่ผ่านมา Now that he is free from the cage of flesh, his soul is alive and free to walk in every town and village, in every home, in every heart, all at once. I am alone but I feel him here beside me, looking over my shoulder. He is right here. He is with you, with me, with us. ขณะนี้พระองค์ทรงเป็นอิสระจากเนื้อหนังทางกาย วิญญาณของพระองค์ท่านจึงมีอิสระที่จะไปได้ทุกที่ ทุกบ้าน และอยู่ในหัวใจของเราทุกคนพร้อมๆกัน ผมอยู่คนเดียวแต่ผมรู้สึกว่าพระองค์ท่านทรงอยู่ข้างๆผม กำลังมองข้ามไหล่ของผม พระองค์ทรงประทับอยู่ตรงนี้ ทรงประทับอยู่กับคุณ กับผม กับพวกเราทุกคน It will be a great honor for the Thai people around the world, and foreigners who love Thailand, to come together today, and remember his teachings on peace, self-reliance, freedom of religion, equality for women and for all. And to be like bamboo. Know when to stand strong, and when to bend with the winds that often challenge our roots. His Majesty always taught unity. จะเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่คนไทยทั่วโลก และชาวต่างชาติที่รักประเทศไทย จะมารวมตัวกันในวันนี้และจดจำสิ่งที่พระองค์ทรงสอนเกี่ยวกับความสงบ การพึ่งตนเอง เสรีภาพในการนับถือศาสนา และความเสมอภาคสำหรับสตรีและของทุกคน และที่ท่านทรงสอนให้เราทำตัวเสมือนไผ่ลู่ลม รู้ว่าเมื่อใดควรตั้งมั่น เมื่อใดควรลู่ไปตามสายลมที่ท้าทายรากฐานของเรา พระองค์ทรงสอนให้เราสามัคคีกัน We must remember that His Majesty always taught peace and unity. Peace, unity, and compassion. พวกเราจะต้องจดจำสิ่งที่พระองค์ทรงสอนเราเสมอ นั่นก็คือ ความสงบและความสามัคคี ความสงบ-ความสามัคคี-และความเมตตากรุณา And now I will wear the black shirt, and mourn for his family, for all Thais around the world. But also rejoice that His Majesty the King is free from suffering, and is now everywhere at once, a free soul bringing love, peace, and unity, to every heart he touched, and the unborn heart he will touch in the future. ต่อจากนี้ผมจะใส่เสื้อสีดำ เพื่อแสดงความเสียใจร่วมกับพระประยูรญาติของพระองค์ท่านและชาวไทยทุกคนทั่วโลก แต่ในขณะเดียวกันผมก็รู้สึกยินดีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหลุดพ้นจากความทุกข์แล้ว และทรงประทับอยู่ทุกๆที่ในเวลาเดียวกัน ทรงเป็นพระวิญญาณที่อิสระซึ่งมอบความรัก ความสงบ และความสามัคคี ให้แก่หัวใจทุกดวงที่เคยสัมผัสและประทับใจในพระองค์ท่าน แม้แต่คนที่จะเกิดในอนาคตก็จะได้รับความประทับใจในพระองค์ท่านเช่นกัน Should we cry that his body is gone, or celebrate that he lived and remains with us? The answer is both. After period of a mourning, there should be a great celebration for his life and soul, and for all his millions of family around the world, including foreigners he touched. พวกเราควรจะร้องไห้เพราะสรีระของพระองค์ได้จากเราไปแล้ว หรือควรจะเฉลิมฉลองที่ท่านเคยดำรงชีวิตอยู่และยังคงอยู่กับพวกเรา คำตอบคงจะเป็นทั้งสองอย่าง หลังจากที่ได้ไว้อาลัยสักระยะหนึ่งแล้ว ควรจัดให้มีการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ สำหรับชีวิตและจิตวิญญาณของพระองค์ท่าน สำหรับครอบครัวนับล้านของพระองค์ท่านที่อยู่ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติที่ท่านได้สัมผัส Loved by millions, Rest in Peace, your Majesty King BhumibolAdulyadej, Father of Thailand. ขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพล อดุลยเดช ผู้ทรงเป็นที่รักของคนนับล้าน ทรงพักอย่างเป็นสุขเถิด We love you. พวกเรารักท่าน Michael Yon Chiang Mai, Kingdom of Thailand ไมเคิล ยอน เชียงใหม่ ประเทศไทย
อาตมาตั้งปณิธานที่จะอยู่ไปถึง 151 ปี ก็มีแต่ความพยายาม และความพยายามจะอยู่ไปถึงหรือไม่ ก็อธิบายธรรมะกัน มีข้อเขียนเปรียบเทียบของอาตมาไว้ เรื่องในประเทศไทยที่มีฝ่ายดำฝ่ายขาว เราฝ่ายขาว สำนักจานบินคือฝ่ายดำ ขออภัยที่เอาท่านมาเป็นการศึกษา ท่านได้กุศลนะ ขอบอก เรากำลังพูดถึงนายไชยบูลย์(ธัมมชโย) เจ้าสำนักจานบิน“ธรรมกรวย”(อันว่า“กรวย”คำนี้ หมายถึง รูปทรง“กรวย” ที่มันมีปากบานออกไปไม่มีวันจะสิ้นสุดการยาวยื่นบานออกไป เพราะมันตรงกับ“ความรู้และความจริง”ของสำนักนี้นั่นเอง) เราอาศัยรูปลักษณ์ของ“กรวย”ที่ปากยื่นปากยาวออกไปๆๆๆๆๆ ไม่มีที่สิ้นที่สุด แบบ“น็อนสต็อป” (Nonstop) ทิ้งคำว่า“กาละเวลา”กันไปเลย ที่อาตมาพูดนี้ ไม่ใช่เป็นการประชดประชันอะไร แต่เป็นการพยายามใช้ภาษาให้สื่อความหมายตรงสภาพที่สุด ให้ตรงสภาวธรรมทุกชนิด ถึงจุดแท้ เท่านั้นเองเพื่อการศึกษา ตั้งใจศึกษากันดีๆ เพราะความเป็น“กรวย”นั้นมันไม่ใช่ “กาย” มันตรงกันข้ามกับคำว่า“กาย”ของพระพุทธเจ้า 360% ชัดแท้ทีเดียว ทั้งรูปร่างของความเป็น“กรวย”มันก็แสดงรูปลักษณ์มีปากบานยืดยาวออกไป และสามารถที่จะบานออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อันตรงกันกับพฤติลักษณะที่ชาวสำนักจานบินปฏิบัติประพฤติกันอยู่อย่างยิ่ง และความเป็น“กรวย”ของชาวจานบินก็ไม่มีความเป็น“นามธรรม”อยู่ในความเป็น“กาย”เลยสักน้อยด้วย กล่าวคือ สำนักจานบินนี้ ประพฤติปฏิบัติกันอย่างมี “ทั้งรูปร่างทั้งวิญญาณ” ลักษณะเข้าข่ายความเป็น“กรวย”เท่านั้น ซึ่งภาษาที่ใช้คือ“กรวย”นี้ มันมีทั้งสำเนียงใกล้คำว่า“กาย”ด้วย จึงใช้นำมาให้เทียบได้ง่ายดี ว่า “กรวย”นั้นไม่ใช่“กาย” หรือ“กาย”นั้นก็ไม่ใช่“กรวย”ดอกนะ แต่สภาวะของความเป็น“กรวย”กับความเป็น“กาย” มันแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ที่จะใช้ชี้ให้เห็นได้ดี ว่ามันเกี่ยวกับ“รูป”ของความเป็น“กรวย” และมันเกี่ยวกับ“นาม”ความเป็น“กาย”ได้ชัดครบดีด้วยจะได้สำนึกสำเหนียกว่า จริงๆนั้นที่สำนักจานบินกำลังปฏิบัติตนและได้ผลเป็นอยู่คือ“กรวย” หรือคือ“กาย”กันแน่ ในความเป็น“กาย”ของชาวจานบินปฏิบัติอยู่นั้นเขาได้แค่วัตถุที่มีแต่“ร่าง”(สรีระ)อันประกอบด้วยดินน้ำไฟลมที่เป็น“มหาภูต 4”เท่านั้น มันไม่มีการเรียนรู้“ธาตุรู้”(นาม)ร่วมอยู่ด้วยเลย ซึ่งมหาภูต 4 นั้นประชุมปรุงแต่งกัน(สังขาร)อยู่เป็น“กรวย” มันจึงเป็นได้แค่“อุตุนิยาม” อันเป็นองค์ประชุมของดินน้ำไฟลม ไม่ใช่“กาย”อย่างสัมมาทิฏฐิในความเป็นศาสนาพุทธเลย เพราะการปฏิบัติกับความเป็น“กาย”ของชาวจานบิน หรือชาวพุทธ สำนักอื่นๆทั้งหลาย ซึ่งเป็นเบื้องต้นที่สุดในการปฏิบัติของพุทธนั้น ยังหลงความใหญ่-ความรวย-ความสวยงาม ของวัตถุภายนอกอยู่ ดังจะเห็นได้ว่า การศึกษาและปฏิบัติของชาวจานบิน และสำนักชาวพุทธอื่นทั้งหลาย หาได้มีการเรียนรู้ตาม “โพธิปักขิยธรรม 37” ไม่ ซึ่งต้องมีทั้ง“วิตก-วิจาร-วิจัย”(Analyze)กันเป็น “สามเส้า”ที่เริ่มตั้งแต่“กายในกาย”เป็นต้นไป วิตก คือ จิตที่เริ่มก่อ เริ่มดำริขึ้นมา วิจาร คือ พฤติหรืออาการที่จิตเป็นอยู่ วิจัย คือ แยกแยะอาการของจิตให้ได้ ดูกันให้ดีเถิด สำนักจานบินและชาวพุทธยุคนี้ทั้งหลาย ไม่มีดังว่านั้นแต่อย่างใด เพราะการปฏิบัติที่จะให้เกิดความเป็น “สมาธิ”ของสำนักจานบิน“ธรรมกรวย” หรือในสำนักชาวพุทธทั้งหลายแม้ในเมืองไทย ก็ปฏิบัติแบบ“สะกดจิต”(Hypnotize) กันถ่ายเดียวทั้งนั้น ไม่เรียน“กาย” ซ้ำมิหนำเข้าใจผิดความเป็น“กาย”เป็นแค่“อุตุนิยาม”เสียอีก รายละเอียดของ “รูป 28” ก็ไม่เรียนรู้ จึงไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง “ในความเป็นรูป 28” อย่างละเอียดบริบูรณ์ครบครันก่อน ซึ่งเป็นภายนอก เบื้องต้น เพราะสอบตกตั้งแต่ปฏิบัติอย่าง“ไม่มีสัมผัสภายนอก”มาแต่ต้น เห็น“ความมหัศจรรย์”ของความเป็นลำดับ ที่ราบเรียบ ลาดลุ่ม เหมือนฝั่งทะเล ไม่โด่ไม่เด่ ไม่สูงไม่ต่ำ ไม่ตะปุ่มตะป่ำ ไม่โขลกเขลก ไม่ขรุขระ ไม่สะดุด ไม่เหลือจุด ไม่เหลือเศษละอองธุลี สีสัน หม่นมัวใดเลย ขาวผ่อง สะอาดสนิท ใสสว่างวามประกาย สยายราสี มีฉัพพัณณครันครบ 6 สะอาด-สว่าง-สงบ-สุภาพ-สัมบูรณ์ ส่วน“กาย”คือ การมีทั้ง“รูป”ทั้ง“นาม” เป็น“ธรรมะ 2” ที่พระพุทธเจ้าทรงเน้นเจาะเข้าที่“จิตบ้าง-มโนบ้าง-วิญญาณบ้าง” เป็นสำคัญในการปฏิบัติ(พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230) แล้วปฏิบัติกันตามแบบ“ระบบวิจัย”(Analysis System) อันมี“สามเส้า”ของ“สติปัฏฐาน 4 -สัมมัปปธาน 4 -อิทธิบาท 4” ซึ่งปฏิบัติสะสมกระบวนการทั้งหลายด้วย“สติสัมปชัญญะ”(อันมี สัมปชานะ-สัมปาเทติ-สัมปชลติ ฯลฯ) ต่อเนื่องกันไปให้เต็มครบ โดยมีสำรวมอินทรีย์ 6-และมีฉันทะ,วิริยะ,จิตตะ,วิมังสา ร่วมเต็มขบวน จึงจะเป็นไปตามที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “แต่ตถาคตเรียก‘ร่างกาย’อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง” นั้นได้ถูกต้องจริง ฉะนี้เอง การปฏิบัติธรรมที่ผู้อบรมฝึกฝนเรียนรู้เข้าไปที่“กาย”นั้นจะต้องหมายเอา “ในภายใน” ของความเป็น “กาย” หรือธรรมะ 2 จะต้องเรียนรู้ “ใน” องค์ประชุมของรูปกับนาม ที่เรียกว่า “กาย” ให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง ลึกละเอียด “ใน” ความเป็น “รูป 28” กับ “นาม 5” ก็ต้องเรียนรู้กันที่ “จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง” ซึ่งการพิจารณา “รูป 28” อันหมายถึงสภาวะที่ “ถูกรู้”(Object) และผู้กำลังปฏิบัตินั้นจะต้องเรียนรู้ด้วย “นาม 5” อันจะสามารถเป็น “ตัวธาตุรู้”(Subject) ซึ่งได้แก่ “เวทนา-สัญญา-เจตนา-ผัสสะ-มนสิการ” หรือแม้ “รูป 28” ที่เป็น “ภาวะถูกรู้” (Object) ก็เป็นสภาวะของ ปัญจสาขา โมเมพาวัดเขารูปกับนาม เกิดการเคลื่อน (โคจรรูป) กับ ปสาทรูปเกิดปฏิกิริยากระทบกัน เกิดปฏิฆสัมผัสโส เกิดภาวะรูป 2เป็น อิตถีภาวะ กับปุริสภาวะ เราต้องแยกแยะและทำอิตถีภาวะให้เป็นปุริสภาวะ เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ คือให้ศึกษาเวทนา 2 ศึกษาเวทนาให้เป็นกรรมฐาน ไม่ใช่เอาลูกหิน ลูกแก้ว ขี้หมู ขี้หมาอย่างอื่นไปเป็นกรรมฐาน รู้ความจริงตามความเป็นจริง นี่เรียกว่า มือนะ นี่เรียกว่า งวงตาล ตอนนี้ต้นตาลของบ้านราชฯมีเยอะ เราก็มีผู้ชำนาญเรื่องตาลกันก็เอามาให้อาตมาได้ฉัน ไม่ว่าจะเป็นลูกตาลหรือน้ำตาล เราก็รู้หนึ่งเดียวเป็นอารมณ์นี้ ส่วนอารมณ์อื่นที่จะมีชอบหรือไม่ชอบ ก็เป็นอาการเก๊ อารมณ์เก๊ ไปชอบ อยากได้ ไม่ชอบไม่อยากได้ ไม่ชอบหนักก็เผา ก็ทำลายมันเลย ก็ไม่เอา อาการนอกจากหนึ่งไม่เอา เอาอาการเป็นปัญญาหนึ่งเดียว รู้ความจริงตามความเป็นจริง เมื่อทำอาการแฝงเก๊ออกได้ จนจิตสะอาดก็เหลือปุริสภาวะ การทำอันนั้นก็ต้องรู้ตั้งแต่ หทยรูป ชีวิตรูป แล้วก็รู้องค์ประกอบของสิ่งที่อาศัย รวมเรียกว่าอาหารรูป เริ่มต้นตั้งแต่กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าว ที่กินเข้าไปในปากและลิ้นก็เกิดรส ก็อ่านที่รสอาหาร เปรี้ยวหวานมันเค็ม มีกลิ่นมีรส มีเสียงมีสัมผัส เกิดอารมณ์ที่ไม่ใช่อารมณ์แท้อารมณ์เดียว มันมีอารมณ์ที่เป็นเท็จที่ไม่แท้เพิ่มขึ้นมาอย่างไร อร่อยหรือไม่อร่อย ชอบหรือไม่ชอบ ไม่มีไม่อร่อยหรืออร่อย เป็นเรื่องยาก แต่เรียนรู้ได้เป็นจริง รสอาหารมาแตะลิ้นก็รับรู้กลางๆให้ได้ ไม่อยากได้หรือไม่อยากได้ มีอันนี้ก็ดูว่ามีวิตามิน ธาตุอาหารที่อาศัยได้ดีไหม ถ้าบกพร่องไปก็อย่าดิ้นมากนัก วันหลังค่อยเติม แต่ถ้าขาดมาก ขาดธาตุเหล็กมาก็ค่อยบอก ก็แล้วไป แต่นี่มันมีมาให้เราอยู่ตลอด วิตามินเกลือแร่ไม่ขาดหรอก ยิ่งพวกเรามีสร้างสรรเยอะอยู่แล้วไม่ต้องกลัวขาด มีแต่กลัวจะเกิน สรุปแล้วเราต้องรู้จัก หทยรูป ตรงไหนที่เราอ่า
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive