590921_พุทธศาสนาตามภูมิ ผ่าฝีร้ายในพุทธศาสนาด้วยมีดแห่งบุญ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข2 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

590921 พุทธศาสนาตามภูมิ ผ่าฝีร้ายในพุทธศาสนาด้วยมีดแห่งบุญโดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า...ที่บ้านราชเมืองเรือ วันนี้วันพุธที่ 21 กันยายน 2559 แรม 5 ค่ำเดือน 10 ปีวอก เราก็มาเจรจากันต่อ พระพุทธเจ้าบอกว่าจะพูดอะไรก็ให้เป็นไปในนัยยะของความมักน้อย สันโดษ สงบ ไปสู่ความสงบระงับ ไม่ต้องไปหลงสวรรค์ปรุงแต่งสวรรค์สร้างสวรรค์ เขาจะแปลว่าไม่คลุกคลีหมู่คณะ แต่อาตมาแปลว่าอย่าไปสร้างสวรรค์ แล้วก็ปรารภความเพียรเสมอ แล้วก็พูดกันให้มีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ พระพุทธเจ้าบอกว่าจะพูดกันก็ให้เป็นไปเช่นนี้ เรียกว่ากถาวัตถุ อาตมาเห็นว่ามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ก็มีชีวิตพูดเป็นไปเพื่อ 10 ข้อนี้ แต่ก่อนนี้มันไม่ใช่ มันไม่ได้พูด 10 ข้อนี้เลย มันพูดไปทางโลกีย์ ออกนอกโลกนอกเรื่องไปเยอะแยะ

ก็ขึ้นต้นด้วยการอ่าน SMS วันที่ 20 กันยายน 2559 _ 0891169xxxกาย=รูป+นาม,รูป=สิ่งที่ถูกรู้,สิ่งที่ถูกรู้นี่แหละเป็นตัวสำคัญที่จะต้องวิเคราะห์ว่าเป็นอัสสาทะหรือความจริงของสิ่งนั้น,เราจะต้องล้างตัวอัสสาทะออกจึงจะถูกต้องใช่ไหมครับ ตอบ...เข้าท่าๆๆ แล้วคนนี้เขามองแบบองค์รวม อย่างเช่นลูกที่เห็นนี้ เรียกว่า บักคายข่าว ผิวมันเป็นเหมือนผมที่เป็นโรค สีแดงสด นึกถึงผมตอนที่อาตมาหายจากเป็นไทฟอยด์ และหายจากกาฬโรค ตอนเด็กๆ หัวโกร๋นทั้งสองครั้งเลย รอดมาได้ คุณคนนี้มองชัดมองถึงสังขารของกาย เป็นองค์รวมรูปกับนาม รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ พระพุทธเจ้าว่า กายตถาคตเรียกว่าจิต มโน วิญญาณ แล้วคนนี้มองลึกแยกแยะ อัสสาทะกับความจริงของสิ่งนั้น เช่นเราพบเห็นบักคายข่าว จิตเราก็เกิดเวทนาสองอย่าง เวทนาหนึ่งเป็นอัสสาทะ อีกเวทนาหนึ่งก็เป็นการรู้ความจริงของสิ่งนั้น ตาเราเห็นสีก็สีนี้ แล้วก็อ่านอาการปรุงแต่งอัสสาทะ _0872592xxxกราบ

อ่านต่อ

นมัสการพ่อด้วยความเคารพลูกรู้ว่าบุญบารมีตัวเองยังไม่เต็มรอบขอฟังคำถามตอบจากคุณ ส ก ก แล้วกันค่ะ _0893867xxxส่งความห่วงใยไปยังผู้ประสบอุทกวาตภัยทุกที่ปลอดภัยทุกท่าน!นำหัวใจรักษ์โลกคืนธรรมชาติสมดุลสู่สิ่งแวดล้อมโลกอุดมสมบรูณ์ไร้มลพิษภาวะเพื่อชนรุ่นต่อไป!สกก. _0893867xxxร้อยปีไม่นานเลยหากมีเหมืองแร่!แต่ร้อยปีนานเกินกว่าจะมีป่าธรรมชาติ ปราการป้องกันภัยพิบัติโลก!เหยื่อโลกร้อนอันผันผวนดินฟ้าอันปรวนแปร ปีต่อไป ถ้าชนกอบโกยโลก เหยียบย่ำชนรักษ์โลกไม่หยุด!?! ประทับใจชาวอโศกคราวน้ำท่วมบ้านราชหนัก!ไม่จมทุกข์ไปกับน้ำ!แปรทุกข์เป็นสุขแปรสวนดินเป็นสวนลอยน้ำปลูกข้าวบนแพข้าว ปลูกพืชผักบนแพพืชผล!ยามพักก็โดดน้ำดำว่ายพายเรือ!สุขแบบคนจนจริงๆ!ส กก. _0893867กราบขอบคุณพ่อครูกับธรรมะอนุปุพพิกถาอยู่ในพระสูตรใด?ไม่มีในกถาวัตถุ10 เป็นธรรมะที่คนมักน้อยสันโดษละกิเลสถือศีลมั่นในกุศลเจริญปัญญาพ้นกิเลสรู้แจ้งวิมุติเท่านั้นที่ปฏิบัติได้จริงถูกไหม? _0893867xxxขอบคุณบุญนิยมกับความยิ่งใหญ่ของมหาอำนาจประชาธิปไตยตะวันตกกับมหาอำนาจทางพุทธเทวนิยมสวรรค์!ใหญ่โตภายใต้กิเลสที่ยิ่งใหญ่จริงจนประจักษ์พุทธชนโลกชัด!จรธ. _จากไลน์ กราบนมก.พ่อท่าน ด้วยความเคารพอย่างสูง ฟังท่านพูดเรื่องเด็กสัมมาสิกขา ..เด็กเหล่านั้นที่เคยเรียนจนจบและไปอยู่ข้างนอก24รุ่น ไม่น้อยเลยนะเจ้าค่ะ เขาได้ซึมซับสิ่งดีๆ จากอโศกไปมากมาย น้ำใจเอื้อเกื้อหนุนที่ไม่มีในสังคมภายนอกเลย ทำไมไม่นีกถึงความหลังที่เคยได้รับและรีบกลับมาช่วยน้องๆ รุ่นต่อไป พร้อมทั้งนำประสพการณ์ที่ได้รับจากภายนอกมาเล่าให้น้องๆฟัง น่าเสียดายวันเวลาดีที่เคยได้รับที่ควรจะจดจำเข้าไปในจิตใจและเกิดแรงศรัทธาในการทำความดีเป็นแบบอย่างให้กับสังคม ฟื้นฟูอโศกให้เติบใหญ่ยิ่ง ขี้นๆ และที่สำคัญควรเป็นกำลังในการสืบสานพระพุทธศาสนาต่อไป พ่อท่านคงต้องพูดเช่นนี้ ให้สำนึกในเรื่องกตัญญู เท่าที่เคยได้ยินมาบางคนมาเพื่อเอาแต่ปย.ได้ของฟรีทั้งหมดและสำคัญอยู่กับสมณะอยู่วัด พ่อแม่ไม่ห่วงไม่ต้องเสียเวลา พ่อแม่ผู้ปกครองนี่แหละค่ะ บุคคลสำคัญตัวดี ในการชี้นำเด็กๆๆ เด็กที่กลัวและเชื่อฟังจึงเป็นอย่างที่เห็นเมื่อจบ เห็นควรอบรมใจผู้ปกครองให้ตระหนักเรื่องการกตัญญูด้วยเจ้าค่ะอย่าเห็นแก่ตัวเอาแต่ปย.ส่วนตนอย่างเดียวเจ้าค่ะ ลูกเข้าใจที่ท่านพูดชัดแจ้งเลยเจ้าค่ะ กราบนมก.เจ้าค่ะ ตอบ….อาตมาไม่ค่อยเน้นเรื่องกตัญญูกตเวที เพราะว่าเราทำนี่เป็นการให้เขา แต่การพูดเรื่องนี้เป็นเหมือนเราเรียกร้องอะไรกลับมา ก็ไม่ค่อยอยากพูด ตอนนี้ก็จบไปตั้งยี่สิบกว่ารุ่นแล้ว ก็กลับเป็นว่า กลายเป็นประเพณีว่าจบแล้วก็ออกไปเสียเลย ก็ไม่ค่อยดี ก็รู้สึกว่ามันยังน้อยไปที่กลับมา ก็คิดว่าเขาน่าจะมีสำนึกมากกว่านี้หน่อย

ต่อมาของคุณตุ๊ก สิริมา พาสามีไปต่างประเทศ...ขอรบกวนถามว่า...อ้างจากวันที่ 24 สิงหาคม ศกนี้ กราบนมัสการค่ะ ขอรบกวนกราบเรียนถาม ว่า" อ้างจากการแสดงธรรมวันที่ 24 สิงหาคม ศกนี้หน้าศพคุณเทียนพุทธ พ่อครูเล่าประวัติตอนหนึ่งเมื่อครั้งเตรียมหาที่ปฎิบัติธรรม

1. คุณ"ชวน"ที่แนะนำให้พ่อครูซื้อที่สำหรับปฏิบัติธรรมก่อนไปอยู่วัดอโศการาม นามสกุลอะไรคะ" ถามเพื่อเป็นการเก็บประวัติบุคคลสำคัญเพื่อศึกษาและเป็นประวัติศาตร์ในอนาคต 2. คุณแม่บ้านที่ช่วยพ่อครูหาซื้อที่ ในที่สุดไปได้ข้อมูลที่ตลาด ตลาดแถวไหนคะ 3. คุณแม่บ้านชื่ออะไรคะ ขณะนี้อายุประมาณเท่าไร ตอนนี้ทราบหรือไม่ว่ายังมีชีวิตอยู่ไหมคะ" กราบขออภัย ที่จริงคำถามข้างต้นไม่ใช่ความรู้ที่ทำให้บรรลุธรรม แต่เนื่องจาก มีเพื่อนที่ไม่ใช่ชาวอโศก ขอให้เขียนประวัติพ่อครูเท่าที่ทราบ โดยเขียนแบบนักเขียนที่มองทั้งสองมุม คือในมุมกว้าง และมุมลึกเท่าที่ได้สัมผัส และเขียนให้มีสีสันบนฐานของความจริง ประวัติของพ่อครูที่เป็นหนังสือก็มีแล้ว แต่ลองเขียนจากมุมมองของดิฉัน ด้วยวิธีของดิฉัน นี่เพื่อนขอมาค่ะ ดิฉันรับปากแบบอ้อมแอ้ม เพราะเป็นงานยาก แต่น่าจะมีประโยชน์สำหรับบุคคลภายนอกที่สนใจ จึงพยายามเก็บรายละเอียดเท่าที่สามารถ เพื่อนๆ ของดิฉันงง จู่ๆ ดิฉันประกาศตนเป็นชาวอโศก และมาอยู่ บ้านราชฯ ที่จริงเราโน่เกษียณแล้วหนี้สินไม่มี น่าจะพากันตระเวณเที่ยวรอบโลกให้มีความสุขแล้วเอาข้อมูลมาเขียนสารคดี แต่ ดิฉันไม่ต้องการเป็น "โมฆบุรุษ"เสียชาติเกิด มัวแต่เที่ยว ตายไปก็เสียเวลาเปล่า ดิฉันทบทวนแล้วว่าศีล5 ของดิฉันเข้าคุณลักษณะของการเป็น "ชาวอโศก" จึงกล้าประกาศไม่ทำให้สถาบันเสีย เรามีสถาบัน มีสังกัดแล้วต้องรักษาสถาบันด้วย 'ศีล' ซึ่งได้คุ้มครองเราด้วย แม้ดิฉันอยู่ที่ขั้วโลกเหนือก็หมั่นหาเวลาศึกษาธรรม ทบทวน เพิ่มพูนองค์ความรู้เพื่อความเจริญของจิตวิญาณ ซึ่งทำให้คนข้างเคียงได้รับอานิสงส์ด้วยค่ะ

คำถามข้างต้นนี้ไม่รีบค่ะ ทราบว่าท่านสมณะมีภารกิจมากมายนอกจากการดูแลสุขภาพของพ่อครู เราโน่ฝากคารวะพ่อครูและท่านสมณะค่ะ สุขภาพกายและจิตดีมาก ทำตามหลัก 8 อ.ครบ โดยเฉพาะที่นี่ ริมทะเลสาบ " กาลายา" Kalaya อากาศบริสุทธิ์มากค่ะ แกออกกำลังกายด้วยการไปเก็บไม้ล้มในป่าใกล้ๆ บ้านมาผ่าทำฟืน เราทำอาหารด้วยการใช้ฟืน หินสามเส้าเป็นเตา ล้างภาชนะด้วยขี้เถ้า อาหารหลักที่ปรุงทานมื้อเดียว เพราะกว่าจะได้อาหารใช้เวลาราวสามชั่วโมง ทานอาหารชนิดเดียว ไม่มีเวลาทำหลายชนิด ทานผลไม้เสริมเมื่อหิว ดื่มน้ำจากทะเลสาบ ต้องเดินลงไปตัก ได้ออกแรงพอสมควร ที่นี่เบอร์รี่ขึ้นเต็มก็เก็บเบอร์รี่ทานสดๆ ไม่ใช่ทำเล่นสนุกๆ นะคะ เป็นการทดลองอยู่กับธรรมชาติให้มากที่สุด ที่จริงเราโน่สร้างบ้านหลังใหญ่(มาก)อุปกรณ์ทันสมัยครบพร้อมทุกประการ แต่เราไม่เข้าไปใช้ เราอยู่ชั้นบนของเรือนหลังเล็กขนาด 5 คูณ 7.5 เมตร ใช้เป็นที่ทำงานด้วย เรามีคำถามว่า "ถ้าที่นี่ไม่มีไฟฟ้า เราจะอยู่อย่างไร" เราก็อยู่ได้สบาย ได้เรียนรู้ธรรมชาติลึกซึ้งขึ้นด้วยค่ะ หมอที่โรงพยาบาลในฟินแลนด์เขียนรายงานว่าแม้สุขภาพทั่วไปดีมาก แต่จำเป็นต้องผ่าตัดเจียนต่อมลูกหมาก เพราะโตผิดปกติ หากปล่อยไว้อาจกลายเป็นมะเร็ง แต่นี่ยังไม่ถึงขั้นนั้น จำเป็นต้องรอคิวให้คนไข้มะเร็งผ่าก่อน เมื่อไรหมอยังไม่แจ้ง แต่คงไม่เกินเดือนตุลาคมนี้ค่ะ หากมีเวลาจะปริ๊นท์จดหมายนี้ถวายพ่อครูก็ได้ค่ะ แล้วแต่ท่านพิจารณาตามควร กราบขออภัยที่รบกวนเวลา และกราบขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ กราบมาด้วยศรัทธาและเคารพอย่างสูง หายโง่

พ่อครูว่า…อาตมาตั้งชื่อให้เขาว่าหายโง่ เขาก็ชอบ 1.คุณ "ชวน" ที่แนะนำให้พ่อครูซื้อที่สำหรับปฏิบัติธรรมก่อนไปอยู่วัดอโศการาม นามสกุลอะไรคะ" ถามเพื่อเป็นการเก็บประวัติบุคคลสำคัญเพื่อศึกษาและเป็นประวัติศาตร์ในอนาคต ตอบ...คุณชวนไม่ได้แนะนำ อาตมาเป็นคนบอกให้ไปซื้อ ชื่อคุณ ชวนไชย เตชะศรีสุธี เป็นผู้อำนวยการสร้างหนังโทนขึ้นมา 2. คุณแม่บ้านที่ช่วยพ่อครูหาซื้อที่ ในที่สุดไปได้ข้อมูลที่ตลาด ตลาดแถวไหนคะ ตอบ...ตอนนั้นอาตมาจะออกจากทางโลก ก็ไปหาซื้อที่ ไปกับคุณชวนไปหาซื้อที่ ก็หายังไม่ได้ ก็บ่นไป แล้วแม่บ้าน(ผู้ดูแลทำงานบ้าน) เขาไปจ่ายตลาด ก็ไปเปรยกับแม่ค้าที่ตลาด ว่าคุณผู้ชายกำลังหาซื้อที่สักสองไร่ แล้วถามว่าตลาดแถวไหน ก็ตลาดในซอยสวนพลู เรียกว่าตลาดสวนพลู เพราะบ้านอาตมาอยู่ที่ทุ่งมหาเมฆ 3. คุณแม่บ้านชื่ออะไรคะ ขณะนี้อายุประมาณเท่าไร ตอนนี้ทราบหรือไม่ว่ายังมีชีวิตอยู่ไหมคะ" ตอบ...อาตมาเรียกแกว่าแม่พวง แต่อาตมาก็ไม่รู้ว่าอายุเท่าไหร่แล้ว แต่แก่กว่าอาตมาแน่ ตอนนี้ไม่ทราบว่ามีชีวิตอยู่หรือไม่ ก็ทิ้งลูกสาวไว้อยู่ที่บ้าน ตอนเขามาอยู่ตั้งแต่ลูกสาวอายุ 5-6 ขวบ เป็นคนลูกติดมา ใครไม่อยากได้ไปเป็นแม่บ้าน อาตมาก็เอามา ตอนนี้ลูกสาวอายุ 60 ปีแล้วมั้ง อาตมาออกบวช 40 กว่าปีแล้ว ตอนอาตมาบวช เขาก็ตามมาอยู่ที่วัดอโศการามด้วย อาตมาปลูกกุฏิฝ่ายหญิงให้อยู่ แต่ไปๆ มาๆ อาตมาออกจากวัดอโศการาม เขาก็ไปไหนไม่รู้แล้ว ไม่ได้ถามไถ่ แต่ลูกสาวก็ยังอยู่ ทีนี้ก็อ่าน วันนี้ (1 มิ.ย.) นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ นพ.ดร.มโน เลาหวณิช อาจารย์วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า วันนี้ เวลา 13.30 น. พวกตนจะเข้ายื่นหนังสือคำฟ้องกล่าวหาพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย ที่ได้กระทำการอวดอุตริมนุสธรรม ล่วงละเมิดพระธรรมวินัยอันเป็นครุกาบัติ ต่อสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ในฐานะหัวหน้าคณะผู้พิจารณาชั้นต้น และพระราชวิสุทธิเวที เจ้าคณะภาค 1 ในฐานะผู้พิจารณาชั้นต้น ที่วัดพิชยญาติการามวรวิหาร นายไพบูลย์กล่าวว่า ได้ขอให้พระผู้ใหญ่ได้พิจารณาในพฤติกรรมของพระธัมมชโย ที่พวกตนกล่าวหาพระธัมมชโย คือ 1. การอวดอ้างว่าพบเห็นวิญญาณของนายชาติชาย โรจน์กีรติกาญจน์ อยู่สวรรค์ชั้นที่ 2 ฝากข่าวมาบอกลูกว่ามีความสุขสบายดี ขอให้ลูกทำบุญอุทิศไปให้มากๆ (ทั้งที่ข้อเท็จจริงนายชาติชายยังไม่ได้เสียชีวิต) 2. อ้างว่าพบเห็นวิญญาณของสตีฟ จ็อบส์ ไปเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา 3. เรื่องพบเห็นพุทธทาสภิกขุตกอยู่ในนรกเพราะสอนธรรมะผิดและเป็นมิจฉาทิฏฐิ เรื่องพบเห็นพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อยู่ในนรกเพราะหลงว่าตนเป็นพระอรหันต์ ธัมมชโยจึงช่วยขึ้นมาบำเพ็ญบารมีต่อที่ชั้นดาวดึงส์ และ 4. การอวดอ้างว่าตนเป็นต้นธาตุ ต้นธรรม เป็นพระพุทธเจ้า ทั้งฝ่ายโปรดและฝ่ายปราบเหนือกว่าพระพุทธเจ้าธรรมดา สามารถให้ธรรมแก่ผู้ใดให้บรรลุธรรมกาย หรือปราบจับขังไว้ในตู้เซฟไม่ให้ได้ผุดได้เกิดก็ได้ “เฉพาะกรณีการเทศน์และเผยแพร่อวดอ้างว่านายชาติชาย โรจน์กิรติการ ตายแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นที่ 2 (น้าชายนายสมคะเน ยอดพราหมณ์ พยาน) แต่ข้อเท็จจริงนายชาติชายยังไม่เสียชีวิต ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าพระธัมมชโยกับพวกไม่มีญาณวิเศษจริง โดยนำเข้าเผยแพร่ทางเว็บไซต์ http://www.dmc.tv เมื่อวันที่ 29-30 พฤษภาคม 2556 และเมื่อวันที่ 11-15 ตุลาคม 2556 เพื่อหวังเงินบริจาคจากประชาชนที่หลงเชื่อในคุณวิเศษที่ไม่มีอยู่จริง ครบองค์แห่งอาบัติปาราชิกสิกขาบทที่ 4 และมีกรณีคล้ายคลึงคือ กรณีพระวีรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก แห่งวัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ กล่าวอ้างระหว่างเทศนาธรรมว่า เคยมีเพื่อนเป็นพระอินทร์ สามารถระลึกชาติได้ และเคยเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า โดยพระพุทธเจ้าตรัสว่า หลวงปู่เณรคำจะได้เป็นผู้กอบกู้ศาสนา และเวียนว่ายตายเกิดมาจนถึงยุคปัจจุบันเพื่อนำพาศาสนิกชนให้หลุดพ้น ทำให้การกระทำดังกล่าวว่าเข้าข่ายการอวดอุตริมนุสธรรม” นายไพบูลย์กล่าว (จาก เว็บผู้จัดการ1 มิ.ย. 59 http://www.manager.co.th/ Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000055078 ) อาตมาว่าตอนนี้ถึงยุคกาลที่จะมีผู้หยิบเรื่องศาสนามาอธิกรณ์อย่างเช่นคุณไพบูลย์อย่างที่อ่านไป ก็ทำให้เกิดสำนึก ให้แก้ไขปรับปรุงก็ดูรู้สึกดีขึ้น แต่ก่อนไม่มี ถึงขั้นพูดกันว่าชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ เขาก็ปล่อยไปเขาจะเป็นยังไงก็ ทุกอย่างในสังคมไม่มีใครเอาภาระ แต่เดี๋ยวนี้ก็รู้สึกว่าเข้าท่า แม้ที่สุดที่มีกระแสออกมาว่า การร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีผู้ให้ข้อสังเกต ว่าไปร่างรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อศาสนาได้ยังไง แล้วมันก็ยังไง ถ้าจะร่างรัฐธรรมนูญเอื้อต่อศาสนาอาตมาก็ว่าวิเศษสิ เป็นความคิดที่วิเศษเลย อาตมาว่า ในสังคมที่บริหารปกครอง ไม่ได้พยายามเน้นเรื่องคุณธรรมเรื่องของศาสนาเลย กลับไปเน้นแต่เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องกินเรื่องอยู่เท่านั้น มีแต่เรื่องโลกๆ กินอยู่แย่งชิง เรื่องคุณธรรมด้านศาสนาเรื่องธรรมะไม่กระเตื้องอะไรเลย แม้จะมีกรมการศาสนา มีกระทรวงวัฒนธรรม มีองค์กรศาสนา อาตมาก็ไม่เห็นว่ามีบทบาทอย่างเหมาะควรกับสังคมเลย ซึ่งต่างจากศาสนาอิสลามเขา เขาพยายามเอาจริงเอาจังอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ศาสนาเขาจึงอยู่ได้อย่างเป็นปึกแผ่น เข้มข้นดี มีประชากรมีศาสนิกที่อยู่ในกฎเกณฑ์อยู่ในธรรมของศาสนาจึงได้ไปรอด สังคมไปรอด แต่ศาสนาพุทธของประเทศไทย อาตมาว่าน้อยไปมาก ในการที่จะให้ความสำคัญ ที่จะพยายามเอาใจใส่มีกิจกรรมมีกิจการ สัมพันธ์สัมผัสอะไร เอาตาดูหูแลของผู้ที่มีการบริหารปกครอง มันน่าจะมีอะไรขึ้นมากกว่านี้ อาตมาพูดไปนี้เขาจะหาว่า พวกศาสนาอิซึ่ม พวกธรรมะอิซึ่ม ถ้าจะว่าอย่างงั้นอาตมาก็ยินดีรับเลย เพราะเห็นว่าอย่าว่าแต่ประเทศไทยเลย ประเทศอื่นๆ ด้วย อาตมาว่าบกพร่องทางคุณธรรม โดยค่าเฉลี่ยทั่วโลก เสื่อมในทางคุณธรรม โดยเฉพาะในศาสนาพุทธของประเทศไทย อาตมาว่าเสื่อมไปเสื่อมไป จนทุกวันนี้อาตมาเห็นแล้วสลดใจจริงๆ ว่าไม่เหลือเชื้อของความเป็นศาสนาเลย นอกจากไม่เหลือแล้วศาสนา จึงถูกแปรรูปเปลี่ยนโฉมไม่เป็นศาสนาแล้ว กลับเป็นของเครื่องมอมเมา มอมเมาจนเป็นจารีตประเพณี ซึ่งก็คือเดรัจฉานวิชาไสยศาสตร์ เป็นเทวนิยม ซึ่งเต็มเรื่องนอกรีตนอกศาสนาพุทธไปเลย เป็นประเด็นหลักที่พระพุทธเจ้ามาเว้นขาด มาตั้งศีลมาเพื่อกำจัดออกไป แต่เดี๋ยวนี้หนักทางไสยศาสตร์เดรัจฉานวิชา หนักกว่าเจ้าของเดรัจฉานวิชาเจ้าของไสยศาสตร์เดิมซะอีก พวกนี้ทำหนักกว่าเจ้าของอีก ชาวพุทธมาพัฒนาการกลายเป็นหนักกว่า พูดไปแล้วอาจเหมือนใส่ความหาเรื่องแต่เป็นจริง ในสังคมก็โฆษณาให้อีกไปส่งเสริมสิ่งที่นอกรีตนอกศาสนาพุทธ ขายเครื่องรางของขลัง ขายพระเครื่องอะไรที่เป็นไสยศาสตร์ เป็นเดรัจฉานวิชา ส่งเสริมเต็มรูป แม้แต่โทรทัศน์ก็เปิดให้เต็มที่ ไม่ค่อยเอาตาดูหูแลกันเลยโดยเฉพาะผู้ที่ดูแลศาสนากระแสหลัก คือเถรสมาคม ปล่อยปละละเลยไม่ทำหน้าที่ ดีไม่ดีก็ร่วมมือร่วมไม้เข้าไปอีก ถ้าเป็นคนอย่างโลกๆ เขาคงบอกว่าอกกลัดหนองชีช้ำกะหล่ำปลีดองที่เห็นสภาพพวกนี้ พูดแล้วเหมือนเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายต่างๆ นานา อาตมาว่านี่พูดน้อยไปด้วยซ้ำไป คิดว่าคงไม่มีใครออกมาพูดมากเหมือนอาตมาหลอก

_มีข่าว รบกวนพ่อครูช่วยประกาศ ประชาสัมพันธ์ ดังต่อไปนี้ " ขอความร่วมมือจากศิษย์ เก่ารร.สส.สอ. ที่สำเร็จ กศ.ปี 2534-2558 มาร่วมประชุมระดมความคิดเห็น (focus group) เพื่อปรับทิศทาง การศึกษา.แบบ บ้าน วัด โรงเรียน ในวันที่ 1,9,15 และ 22 ตุลาคม 2559 ที่ พ.ส.สันติอโศก กรุงเทพมหานคร ศิษย์เก่าคนใดมีความประสงค์จะมาร่วมประชุมระดมความคิดเห็น สามารถโทร.ติดต่อได้ที่โทร. 089 522 5732 ตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2559 เวลา 08.00-18.00 น. พ่อครูว่า…อาตมากำลังหยิบกรณีตัวอย่างของธัมมชโยมากล่าวถึง ในข้อเขียน คนจะมีธรรมะได้อย่างไรก็มาต่อกัน…. นายไชยบูลย์ไม่เชื่อใครในประเทศไทยไม่ไว้ใจใคร ไม่ไว้ใจศาล ไม่ยกให้ใครทั้งนั้น แม้แต่ในหลวง เขาทำตนอยู่เหนือกฏหมาย นายไชยบูลย์ทำตน “ไม่มีเลือด(ไทย)” ในร่าง อันเป็น “ชีวิต” ของตน เขาจึงไม่ใช่ “คน”!! ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย แม้จะนับว่า เป็นเลือด เขาก็มีเลือดในกรุ๊พ “คนโง่” เดียวกันกลุ่มหนึ่ง ที่ถูกเขาสะกดจิตได้ ซึ่งเป็นชีวิตคนกลุ่มที่มี “วิญญาณสัตว์โอปปาติกะ” ผู้ยังไม่เจริญพวกหนึ่งเท่านั้น “เลือด” ในร่างมนุษย์ หมายถึง ประชากรทั้งประเทศ นายไชยบูลย์แยกเอาคนเลือดโง่ๆ ส่วนหนึ่งไปได้ ก็เป็นเลือดสัตว์ส่วนหนึ่ง ส่วนนั้นก็คือ “ผี-มารมายา-เดรัจฉาน-ยักษ์” ซึ่งเขาเป็นสัตว์ทั้ง 4 นี้ได้อย่างเก่งยิ่ง “ความเป็นสัตว์ทั้ง 4” เต็มพิกัด ก็คือ เป็นจาตุมหาราชครบ “ความอยากใหญ่” ของเขาจริงๆ ยิ่งกว่าที่เขาฝัน “ต้นธาตุ-ต้นธรรม” คำว่า “ธาตุ” ว่า “ธรรม” แบบ “ธรรมกวย” ของเขานั้นแหละ (เขาไม่รู้ความเป็น “กาย” หรอก เขา จึงมีได้แค่ “กวย” เท่านั้น ที่พูดนี่ไม่ได้ใส่ความเขาเลย) เขาเป็นคน “มักใหญ่” (มหัปปิจฉะ) ครบทุกขบวนท่า โดยเอา “คราบภิกษุศาสนาพุทธ” ไปคลุมร่างหลอกมวลประชาชนทั้งโลก เขาไม่ใช่ “ภิกษุ” ในศาสนาพุทธเลย แม้แค่เขา “ห่มสีเหลือง” นี้ก็ไม่ใช่ภิกษุพุทธแล้ว ในวินัยห้ามไม่ให้ใช้ (วินัยบัญญัติ เล่ม 5 ข้อ 169) มีสีที่พระพุทธเจ้าห้ามใช้คือ 1. สีครามล้วน 2. สีเหลืองล้วน 3. สีแดงล้วน 4. สีบานเย็นล้วน 5. สีดำล้วน 6. สีแสดล้วน 7. สีชมพูล้วน (พตปฎ. เล่ม 5 ข้อ 169) โดยเฉพาะ “ความมักใหญ่” (มหัปปิจฉะ) นั้นเขาได้ทำเต็มรูปเต็มนามจริงๆ เขาทำมาให้เห็นและเป็นอยู่บริบูรณ์ครบ “อภิชฌาวิสมโลภะ” ทั้งลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุขครบเครื่อง เมื่อยจริงๆ!!! จะต้องสาธยายอีกมาก... เขาไม่ยอมรับ “ความรู้สึกของคนไทย (วิญญาณคนไทยที่เคารพภักดีพระเจ้าอยู่หัวของเขา) เขาเอาใจประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ไปทิ้งไว้ไหน? ที่จริงเขาหลงว่าเขามีมวลชนมาก! แม้เขาจะเป็น “ผีบุญ” ใหญ่ ทำเพื่อหามวลชนทั่วโลกจริงๆ เห็นพฤติจากกาย-จากใจของเขาไหม? ว่าเขาซ่องสุมประชาชนคนทุกชาติ เขาไม่เอาแค่เฉพาะคนไทยนะ เขาหว่านไปทั่วโลก เท่าที่เขาทำได้ เห็นมั้ย? เขาเหยียดหยาม “สมอง” (รัฐบาล)ของประเทศไทย เหยียดหยาม “น้ำใจ” (เวทนา) ของประชาชนคนไทยทั้งหลายที่ต่างมีความจงรักภักดีเทิดทูนต่อ “พระเจ้าแผ่นดิน” “ไชยบูลย์” ใหญ่มาก มักใหญ่มากจริงๆ อาตมาอายุปูนนี้ ก็พอจะเห็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงมาบ้างแล้วล่ะ จนอายุปูนนี้ แต่ยังไม่เคยเห็นใคร ที่มี “อัตตา” ใหญ่ มักใหญ่ใฝ่สูงกันถึงขนาดนี้ เขาคบกับนายทักษิณที่มี “อัตตา” แบบเดียวกัน เป็นแฝดกันมาแท้ๆ เขา “แพ้” ไม่ได้ เขา “ยอม” ไม่ได้ เขาไม่มีความผิด เพราะเขายิ่งกว่า “พระเจ้า” ไง!!!!!! ที่แท้..เขามีแต่เปลือกนอกของทุกพืชทุกสัตว์ที่คลุมตัวเขาอยู่ แล้วบอกว่า “เขาดี-เขาประเสริฐ” กว่าใครๆ ทั้งโลก เขามีแค่เปลือกของพืช ของสัตว์เท่านั้น ที่หลอกลวง “คน” ให้หลงตายใจ ว่า เขายิ่งใหญ่ ด้วย “คุณวิเศษ” เก๊ๆ ด้วย “ความดี” ตื้นๆ เท่านั้น ให้ใครๆ เข้าใจว่า เขาเป็นคนผู้ยิ่งใหญ่ แต่แท้จริงเขาเป็นแค่พืชแค่สัตว์เท่านั้น เขาไม่ใช่ “คน” หรอก เพราะเขา “ซื่อ” แค่พืช เขา “ฉลาด” แค่สัตว์ มี “ปัญญา” สู้คนไม่ได้ดอก เขาทำทีเป็นคนไม่ทำร้ายใคร เขาไม่รุกรานใคร เขาสงบ เขาหยุด เขานิ่ง โดยหลอกว่าเขาเป็น “พระ” ในศาสนาพุทธ แต่เขาไม่มีความรู้เลย แม้คำว่า “กาย” ในพุทธศาสนา ที่เขาหลอกคนว่าเขาเป็น “ธรรมกาย” (แต่ “กาย” ของพระพุทธเจ้าแท้ๆนั้น เขาไม่รู้จักเลย “ธรรมกาย” คือพระฉายาพระพุทธเจ้าจริงๆ มี “พุทธคุณ 9” ส่วนนาย ไชยบูลย์นั้นโกหกคนแท้ๆ แม้คำว่า “กาย” เขาก็โม้ว่าใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์โน่นแน่ะ!!! ..รับไหวมั้ย?) โดยเฉพาะคำว่า “บุญ” ที่สัมมาทิฏฐิ เขาก็ “มิจฉาทิฏฐิ” เต็มบ้อง แล้วเอา “บุญ” มาทำ “บาป” มาค้ามาขาย มาเช่า มาประกันชีวิต มาเสี่ยงทาย มาเข้าตลาดหุ้น มาร่วมสหกร เขาเอาคำว่า “บุญ” นี้แหละมาใช้ “หากิน” หลอกค้า “บุญ” ขาย “บุญ” เช่า “บุญ” แทงหวยใน “บุญ” เล่นหุ้นใน “บุญ” ประกันชีวิตไว้กับ “บุญ” เขาทำการตลาดค้า “บุญ” ได้เก่งกาจกว่าประดา“นายทุน” ในโลกทั้งหลายเพราะเขาเอาทั้ง “กามภพ-รูปภพ-อรูปภพ”มาหลอกค้าหลอกขาย หลอกเช่า หลอกประกันชีวิต หลอกในตลาดหุ้น หลอกใน “ตลาดทุน” ที่หลง “ยึด” วิญญาณอย่างงมงายมืดบอดสนิท เขาไม่มีความรู้สักะผีกเลยว่า... “บุญ” ทำกิจแล้ว “บุญ” ก็หายสูญไป “บุญ” กำจัดทั้ง “กายนอก-กายใน” ทั้ง “รูปจิต-อรูปจิต” ให้ “วิบัติ” ได้สำเร็จผล “บุญ” เป็นแค่อาวุธในการ “กำจัดกิเลส” เท่านั้น หมดหน้าที่ “บุญ” ก็หายวับไปทันที เพราะจบกิจแล้ว “บุญ” ไม่ต้องทำหน้าที่อีก หากผู้ใดทำให้ “จิตตนกำจัดบาปหมดอกุศลจิตสิ้น บุญก็หมดสิ้นไปด้วยทันที” (ปุญญปาปปริกฺขีโณ) “บุญ” คือ กิจที่ทำ “วิบัติ” ให้กับอกุศลจิตหรือบาปของตนโดยตรง ในสูตรที่กล่าวถึงโชติปาลมานพก็พูดเรื่องนี้ว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ที่ ปุญญปาปปริกฺขีโณ หรือแม้พระโมคราชก็กล่าวว่าท่านเป็นผู้ที่ ปุญญปาปปริกฺขีโณ ผู้ที่ปฏิบัติทำบุญได้ผลก็กล่าว่าได้ส่วนแห่งบุญหรือปุญญภาคิยา คือผู้ได้ส่วนแห่งบุญ ผู้ใดทำบุญได้สำเร็จเป็นพระเสขบุคคลเพราะ ชำระกิเลสได้ แม้จะไม่หมดอาสวะเป็นสาสวะอยู่ ไม่ใช่อรหันต์ ท่านก็ตรัสว่าได้ส่วนแห่งบุญได้ผลแก่ขันธ์ คำว่าได้ส่วนแห่งบุญ แต่คนเข้าใจบุญว่าเป็นกุศลเป็นสมบัติ ก็เลยปฏิบัติบุญแล้วได้สมบัติ ซึ่งไม่ใช่เลย บุญคือส่วนที่อกุศลจิตหรือกิเลสวิบัติไปส่วนหนึ่ง แต่ไม่หมดสิ้นอาสวะ เป็นสาสวะอยู่ ผู้ไม่มีปฏิภาณ ไม่มีภูมิธรรมก็ไม่รู้ว่าบุญถ้าได้นี่ คือไม่มี ถ้าทำบุญได้ชำระกิเลสได้ก็ได้ภาวะความไม่มี ไม่ใช่ทำบุญเป็นบุญได้ผลบุญแล้วมันเกิดสิ่งมี ไม่ใช่บุญมันชำระออก คำว่าบุญ ถ้าเข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิไม่ได้ ก็จะฟังคำว่าสิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณไม่ได้ แล้วโอวาทปาติโมกข์ สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) อาตมาเคยตั้งข้อสังเกตุว่า ทำไมไม่ใช่ ปุญญัสสัมปทา ทำไมเป็นกุสลสูปสัมปทาล่ะ ท่านไปใช้คำว่ากุศล เป็นต้น เพราะเข้าใจคำว่าบุญไม่ถูกความหมายก็เลยเข้าใจส่วนบุญไม่ถูก ไม่เข้าใจหมดบุญหมดบาป จบแล้วเป็นผู้จิตสะอาดจะทำกรรมใดก็เป็นกุศล บุญในพจนานุกรม ไทย บาลี อังกฤษ ฉบับภูมิพโลภิกขุแปลบุญว่า สันตานังปุนาติ วิโสเทติ เมื่อชำระกิเลสจากสันดานหมดก็เป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป ในล.32 ข.392 ที่พระพุทธเจ้าตรัสกับโชติปาลมานพ ก็ตรัสว่า ท่านเป็นผู้ ปุญญปาปปริกขีโณ “บุญ” ไม่ใช่ “วิมานสวรรค์” “บุญ” เป็นพลังงานที่มีประสิทธิภาพทำลายกิเลสได้เท่านั้น ทำลายกิเลสหมดไป “บุญ” ก็หมด หน้าที่ หมดตนเองไปพร้อมกันทันที ไม่มี “บุญ” นั้นอยู่ในที่ไหนอีก “บุญ” ไม่ใช่สิ่งของหรือทรัพย์สินที่จะสะสมเพิ่มขึ้นๆ ได้ “บุญ” สะสมไม่ได้ “บุญ” ไม่ใช่ “สมบัติ” (สิ่งที่มีในครอบครอง,สิ่งที่มีเพิ่มขึ้นๆ) แต่ “บุญ” คือเครื่องมือทำ “วิบัติ” (การถึงความเสื่อม,ความสูญเสียจนหมดสิ้นไป)เท่านั้น ไม่มีคุณสมบัติอื่น ผู้ที่ทำกรรมเกิด “ส่วนบุญ” (ปุญญภาคิยา) ก็คือการทำหน้าที่นั้น “เกิดผลชำระกิเลสบางส่วนได้บ้างแล้ว” หมายความว่า อกุศลจิตบางส่วนถูกกำจัดลงได้บ้าง(กิเลสยังไม่หมดตัวตนสิ้นเกลี้ยง) คนผู้นี้ก็เป็น “เสขบุคคล” เป็นผู้มีผลแต่ยังมี “สาสวะ” อยู่ ยังไม่หมด “อาสวะ” กล่าวคือ เป็นผู้ที่ทำให้ “กิเลส” ลดไปๆ ตามลำดับ จนกว่ากิเลสจะหมดเกลี้ยง ก็เป็นผู้ “หมดสิ้นอาสวะ” ซึ่งเป็นผู้ลดไปๆๆ ไม่ใช่คนผู้ได้อะไรเป็นสิ่งเป็นอันยิ่งขึ้นๆ เด็ดขาด ภาวะของผู้มีกรรมกิริยาที่ “ได้บุญ” จะมิใช่ “ได้อะไรขึ้นมาเพิ่มขึ้น” เพ่งอ่านให้ชัดคม เพราะถ้าใคร “ทำบุญ” ได้ผล ผลของ “บุญ” คือ สูญสิ้นออกไป “ผลบุญ” ไม่ใช่ยิ่งเกิดขึ้น ยิ่งมีเพิ่มขึ้น แต่ “ผลบุญ” คือ ยิ่งลดไป-สิ้นไป-กระทั่งสูญเป็นที่สุดต่างหาก “บุญ” ต้องสัมมาทิฏฐิ ดังว่านี้ แต่นายไชยบูลย์นั้นเขาไม่รู้เลย เขาไม่มีไหวพริบที่จะรู้ด้วยซ้ำ แม้อาตมาจะอธิบายเขาก็ไม่ฟัง แม้ฟังเขาก็ไม่เชื่อ เขา “หลงอัตตา” ของเขาเองยิ่งกว่าใดอะไรทั้งหมดในเอกภพนี้ เขามืดบอดจนเกินจะเยียวยาแล้ว เขาฉลาด

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน