591012_เทศน์ก่อนฉัน ศีรษะอโศก วิจัยคำวิจารณ์อย่างอรหันต์ ตอน 2.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข29 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

591012_เทศน์ก่อนฉัน ศีรษะอโศก วิจัยคำวิจารณ์อย่างอรหันต์ ตอน 2 โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธ 12 ตุลาคม 2559 ที่ศีรษะอโศก ขึ้น 11 ค่ำเดือน 11 ปีวอก วันนี้สัญจรมาที่ศีรษะอโศก แปลว่าหัว ในหัวมีขี้เลื่อยหรือมีสมอง คนที่บรรจุไว้ด้วยสมองไม่ได้บรรจุไว้ด้วยขี้เลื่อย จะรู้ว่าอะไรสำคัญอะไรเป็นสาระ สิ่งที่เป็นสาระคือสาระ สิ่งที่สำคัญ คือความสำคัญ ชีวิตน่าจะสนใจสิ่งที่เป็นสาระสิ่งที่เป็นความสำคัญ คนที่มีศีรษะมีแต่ขี้เลื่อยก็จะไม่รู้จัก จะไม่เห็นความสำคัญในความสำคัญ ไม่เห็นสาระในสาระ ไม่เอาสาระ เป็นคนไร้สาระ ชีวิตก็น่าสงสาร ชีวิตไร้สาระ เป็นชีวิตที่ไม่มีแก่นสาร ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากไม่มีประโยชน์แล้วยังมีโทษ เป็นคนทำโทษภัยให้แก่มนุษยชาติ ให้แก่ตัวเอง ที่เลวร้ายที่สุดคือทำกิเลสของตัวเองให้โตขึ้นใหญ่ขึ้น ปุถุ ภาษาบาลีเรียกว่าอ้วนโต ใหญ่ หลาย มโหฬารด้วย กว้างด้วยหนาด้วย ทุกมิติเลย ปุถุแปลว่า มีน้ำหนักมีพลังของกิเลสมากขึ้น แรงขึ้น หนาขึ้น คนลักษณะนี้มีเยอะน่าสงสารไม่เอาถ่าน อาตมาออกบวชทำงานมา 46 ปีแล้ว เปิดเผยเอาธรรมะพระพุทธเจ้าเอาสาระยิ่งใหญ่ของชีวิตนี้มาชักชวน ชักนำบอกแจ้งให้รู้ตัวสำนึกแค่ได้ยินได้ฟัง ไม่สนใจ 46 ปีแล้วก็ยังได้น้อยเต็มที ยาก ซึ่งมันเป็นเครื่องชี้บอกว่าคนทุกวันนี้ถูกครอบงำด้วยกิเลสไปเรียบร้อย แล้วก็ถูกกิเลสปิดบัง สำนึก ปิดบังความรู้ ไม่สะดุ้งสะเทือนเลย อาตมาว่าอาตมาพูดแรงนะ กระทุ้งกระแทกแรง ขนาดนั้นยังไม่สะดุ้งสะเทือนไม่รู้สึกรู้สา ซึ่งมันน่าสมเพชเวทนา ไม่เข้าใจในสาระสัจจะ ที่พูดไปไม่ได้ถอดใจ แปลกใจอยู่อย่างว่าผลได้น้อยเกินกว่าควร มันก็น่าจะท้อถอยแต่นี่ทำมาเกือบจะ 50 ปีแล้ว แต่ไม่ท้อแท้ รู้สึกว่าใจเราดีเหมือนกัน มันหมายความว่าอย่างไร 46 ปีก็ได้เท่า

อ่านต่อ

ที่มี ได้น้อยกว่าที่ควรมาก แล้วทำไมอาตมาไม่ท้อแท้ แม้แต่น้อยก็ยังไม่ท้อ มันหมายความว่าอะไร หมายความว่าอาตมามีปัญญา ขออภัยนี่ไม่ได้ชมตัวเอง พูดความจริงตามเนื้อผ้า เป็นวิชาการ มันหมายความว่า อาตมามีปัญญามีความเข้าใจ ถึงสถานะ ของยุค ยุคนี้คนกิเลสหนา เมื่อชัดเจนแล้ว คนกิเลสหนาจะไปกระตุ้นจะไปกระแทกอย่างไร เราก็หนักเหนื่อย แต่ถึงอย่างไรอาตมาก็ไม่หยุดที่จะกระแทกกระทุ้ง เพราะที่เข้าใจว่าสิ่งที่ทำนี้เป็นสิ่งประเสริฐสิ่งที่ดี มาทำให้คนลดละหน่ายคลาย มีกิเลสน้อยลงลดความยื้อแย่งกับคนอื่น เอื้อมเอื้อเกื้อกว้างผู้อื่น จึงไม่ท้อ มันจะถูกต่อต้านโต้กลับ ถูกด่ากลับ ด่าหยาบคาย ก็ยิ่งรู้ชัดว่าใช่แล้วยุคนี้ เป็นยุคที่เสื่อมมาก คนไม่ไว้หน้าแม้แต่ธรรมะ แล้วเขาไม่รู้จักธรรมะด้วย ด่าธรรมะ ด่าผู้มาเปิดเผยธรรมะ แสดงว่าคนนั้นโง่จริงๆ ด่าผู้มาประกาศธรรมที่มีเจตนาดีปรารถนาดีเพื่อประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ แต่เขาไม่รู้ ไม่เห็น กลับทำเป็นเรื่องเลวร้ายแล้วด่าอีก แสดงถึงความโง่ซ้ำซ้อน ก็ยากลำบาก แม้จะยากอย่างไร อาตมาปฏิญาณตนเองเป็นโพธิสัตว์มาหลายชาติ มาถึงชาตินี้ก็มาทำงานทำหน้าที่ต่ออย่างมุ่งมั่น ไปในทิศทางที่เจริญ เดินทางเป็นโพธิสัตว์ ไม่มีถอย ใครจะว่าอย่างไรก็รับฟัง อะไรที่ไม่ถูกต้องก็แก้ไข อะไรที่ดีเขามาว่าผิดๆ ก็เข้าใจเขาแล้ว จะไปบีบบังคับให้คนเข้าใจไม่ได้หรอก จะบังคับให้คนรู้คนเข้าใจคนไม่มาว่าเรามันบังคับไม่ได้ ก็เป็นความเห็นความเลวของเขา ก็ต้องทำ อาตมาได้นำคำวิจารณ์ต่างๆในสื่อสาร Social media เอามาที่เขาวิจัย เอามาวิจารณ์ซ้อนอีกที ไม่ได้คัดเอามาทั้งหมดที่จ้วงจาบหยาบคายไม่มีสาระ ก็ไม่ได้เอามา ด่าสาดเสียเทเสียก็ไม่ได้หยิบมาใช้ เอาอันที่มีเหตุมีผลมีสาระมาอธิบาย เอามาวิจารณ์เมื่อวานนี้คนก็ชอบกันก็คนชอบการปะทะ ถ้าเรียบร้อยคนก็ไม่ชอบ อาตมาก็จับเคล็ดอันนี้ได้ ก็เลยแสดงวิธีการที่อาจจะปะทะกันเพื่อเป็นจิตวิทยาสังคม

_ Kpg orn HYPERLINK "https://www.youtube.com/watch?v=XcsssNSgM9U&lc=z13pflxpgrzxipvuu23sf1jrlym5zvpwu04" 1 เดือนที่ผ่านมา เคยเป็นลูกศิษย์ท่านสิบกว่าปี ตอนนั้นอายุน้อย คิดว่าท่านใช่ แม่เราไม่ชอบท่าน แม่บอกว่าพระอะไรเอาแต่ด่าคนอื่น (วันนั้นพาแม่ไป ท่านด่าคนเยอะจริงๆในวันนั้น นักการเมืองบ้าง นักบริหารบ้าง) แต่เราก็ยังไปฟังท่านเทศน์บ่อย ตอนนี้ลาแล้วเพราะเราว่าแม่พูดถูกหลังจากที่เราได้เจอะพระที่เราคิดว่าเป็นพระอาริยะ(ไม่ได้หมายถีงอรหันต์นะ) ตัวจริงแล้ว (หลังจากเสาะหามานานและลองศึกษาจากพระระดับที่คนนับถือกันมากๆหลายรูป ทั้งสายป่า สายเมือง) ไม่ได้จะว่าอะไรใครนะ ตอนนี้เราว่าท่านโพธิรักษ์ไม่ใช่อ่ะ แต่ไม่ได้ดูถูกอะไรนะ เราก็ศิษย์เก่า แล้วแต่จะเชื่อละกัน ตอบ...อันนี้อาตมาเข้าใจนะ แต่ก่อนนี้อาตมาแสดงความสงบทาง รูปธรรมมาก แต่ตอนนี้จิตอาตมาก็ปลอดจากกิเลส แต่ก็กลายเป็นว่า หลายคนไม่สะดุ้งสะเทือนและไม่ใส่ใจ ก็เลยต้องทำให้เกิดความสนใจ เหมือนต้องตีฉิ่งฉาบ เป็นวิธีการสามัญธรรมดาที่จะให้เกิดประโยชน์มากที่สุดเท่าที่ควรจะเป็น แล้วก็มีประเด็นที่อาตมาแสดงออกถึงคุณสมบัติ อาริยธรรม โลกุตรธรรม แสดงสภาพสภาวะของอุตริมนุสธรรม คือธรรมะที่เหนือมนุษย์ เมื่อแสดงออกไปแล้วพูดออกไปแล้ว ดีไม่ดีก็ออกมาประทับตราว่า อาตมาเป็นอย่างนี้เป็นอย่างที่อาตมาพูด ยถาวาทีตถาการี อาตมาพูดอย่างนี้ก็ทำอย่างที่พูดนี่แหละ ทำอย่างนี้ก็พูดอย่างนี้ ตถาการี ยถาวาที ทำอย่างนี้ก็พูดอย่างนี้ พูดอย่างนี้ก็ทำอย่างนี้นี่แหละ เขาก็บอกว่าเราเป็นตามที่เราพูด คนก็หาว่าอวดตัวตน อาตมาใช้คำว่า หาว่า คือไม่จริง ที่เขาพูดเป็นการหาว่า คือไม่จริง เพราะความจริงคืออาตมาพูดถูก พูดอย่างนี้แล้วก็เป็นอย่างนี้จริงๆ คืออาตมาเป็นอาริยะ ก็บอกอย่างที่อาตมาเป็น เขาก็หาว่าอาตมาอวด ความจริงแล้วอาตมาคอนเฟิร์ม อาตมายืนยันต่างหากไม่ได้ไป ฟังภาษาให้เข้าใจให้ฉลาดหน่อย ถ้าอวดก็ยืนยันไม่ได้เพราะอาตมาไม่เป็น คนอวดมีเยอะ แต่เขาไม่ได้ยืนยันตัวเอง เขาอ่านและท่องจำมาแล้วมาพูด คุณว่าคุณทำได้ไหม เขาบอกว่าท่านไม่ให้พูดไม่ให้บอก คำว่าท่านไม่ให้บอกไม่พูดนี้คนไหนพูดตกนรกทุกคน คนที่พูดว่าถ้าบรรลุธรรมแล้วไม่บอกชื่อ ผู้ใดพูดอย่างนี้มีคติ 2 ทาง คนที่บอกว่าผู้บรรลุแล้วไม่ควรไปบอกผู้อื่น ผู้ใดพูดอย่างนี้มีคติ 2 ทางคือ ไม่ไปตกนรกก็เป็นเดรัจฉาน อาตมาไม่ได้พูดเองนะ อาตมาเอา โลหิจสูตรมาอ้างอิงเลย พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358 [358] ดูกรโลหิจจะ ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันฟังได้ว่า ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า โลหิจจพราหมณ์ครองบ้านสาลวติกา ควรใช้สอยผลประโยชน์อันเกิดในบ้านสาลวติกาแต่ผู้เดียวไม่ควรให้ผู้อื่น ผู้ที่กล่าวอย่างนี้นั้น ชื่อว่าทำอันตรายแก่ชนที่อาศัยท่านเลี้ยงชีพอยู่ เมื่อทำอันตราย ย่อมชื่อว่าไม่หวังประโยชน์ต่อ เมื่อไม่หวังประโยชน์ต่อ ย่อมชื่อว่าเข้าไปตั้งจิตเป็นศัตรู เมื่อเข้าไปตั้งจิตเป็นศัตรูแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฉันนั้นนั่นแล ดูกรโลหิจจะ ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้ควรบรรลุกุศลธรรม ครั้นบรรลุแล้วไม่ควรบอกผู้อื่น เพราะผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้ บุคคลตัดเครื่องจองจำเก่าได้แล้ว ไม่ควรสร้างเครื่องจองจำอื่นขึ้นใหม่ ฉันใด ข้ออุปมัยนี้ก็ฉันนั้น เรากล่าวธรรมคือความโลภว่าเป็นธรรมอันลามกเพราะผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้นั้น ชื่อว่าทำอันตรายแก่กุลบุตรผู้ที่ได้อาศัยพระธรรมวินัยอันตถาคตแสดงไว้แล้ว จึงบรรลุธรรมวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ คือทำให้แจ้งโสดาปัตติผลบ้าง สกทาคามิผลบ้าง อนาคามิผลบ้าง อรหัตผลบ้าง และแก่กุลบุตรผู้ที่อบรมครรภ์อันเป็นทิพย์ เพื่อบังเกิดในภพอันเป็นทิพย์ เมื่อทำอันตราย ย่อมชื่อว่าไม่หวังประโยชน์ต่อเมื่อไม่หวังประโยชน์ต่อ ย่อมชื่อว่าเข้าไปตั้งจิตเป็นศัตรู เมื่อเข้าไปตั้งจิตเป็นศัตรูแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ดูกรโลหิจจะ ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเรากล่าวว่ามีคติเป็น ๒ คือ นรกหรือกำเนิดเดียรฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าคนที่บรรลุธรรมแล้วบอกใครไม่ได้ อันนี้คือเรื่องเลวร้ายมาก เพราะเป็นการปิดกั้นไม่ให้ผู้บรรลุนั้นบอกหรือประกาศว่า เราพูดอย่างนี้เราก็ทำอย่างนี้ เราพูดอย่างนี้ได้เราทำอย่างนี้ได้ เราทำอย่างนี้ได้แล้วก็พูดตามที่เราทำได้ เมื่อไปปิดกั้นคนที่เขาเป็นจริงอย่างนี้ ยถาวาทีตถาการี ยถาการีตถาวาที เป็นเรื่องที่ทำให้ศาสนาพุทธเสื่อม โดยเฉพาะคนที่เป็นครูบาอาจารย์ เป็นผู้ที่ยอมรับนับถือกันในศาสนาพุทธในสังคมและมักกล่าวผิดอย่างนี้ ความเสื่อมก็เกิดขึ้น เขาก็ต้องมีคติตามกรรม ก็ได้วิบากอย่างนั้นจริงไม่ไปนรกก็เป็นเดรัจฉาน 2 ทางนี้ ก็ช่วยไม่ได้ กรรมใครก็กรรมมัน ก็ต้องมากอบกู้ศาสนาก็ทำมา 30-40 ปีก็มีผลได้ อย่างน้อยก็พวกคุณเข้ามาใส่ใจคิดว่าเป็นสิ่งที่เป็นสาระก็มาเอา ตั้งใจสนใจ แรงงานอื่นกิจการอื่นมีก็เห็นความสำคัญน้อยกว่า ก็สละสิ่งที่ตัวเองเห็นว่าไม่สำคัญ ก็ขออนุโมทนาสาธุกับคนที่เห็นอย่างนั้น อาตมาเห็นว่าผู้บรรลุธรรมนั้นควรบอก ก็เอาสิ่งที่มีจริงเป็นจริงมาบอก นอกจากบอกแล้วก็ย้ำไปอีกว่า อาตมาทำได้นะ อาตมาเป็นจริงนะ ไม่ใช่มาถึงก็มาอวดก่อนเลย อาตมานั้นกว่าจะประกาศตัวเองว่าเป็นอาริยะเป็นอันนั้นอันนี้ เพราะใช้เวลา 30 ถึง 40 ปีกว่าจะพูด เมื่อมาพูดเขาก็หาว่าพูดผิด ไม่ใช่ธรรมะที่เขาศึกษา ก็ใช่แล้ว เพราะสิ่งที่ควรศึกษากันนั้นไม่เป็นอารยะ ที่คุณศึกษากันเป็นแค่โลกีย์ ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระ เป็นอาริยะนี่คือแก่นสารของศาสนาพุทธ ธรรมะโลกีย์นั้น ศาสนาอื่นก็สอนกันเยอะแยะ เป็นกัลยาณธรรม ต่างจากอาริยธรรม อาริยธรรมนั้นเป็นธรรมะดี แต่เป็นโลกีย์ วนอยู่กับการชั่วดี แต่ที่เราปฏิบัตินั้นไม่วนเวียน รู้จักเหตุของการทำชั่ว แล้วเลือกเหตุ ดับเพลิงแห่งความชั่ว แล้วดับเหตุของความยึดติดความดี ไม่ต้องดีใจหรือเสียใจ ให้เรารู้ว่าเราเลิกทำชั่วได้ เมื่อเลิกทำชั่วได้ก็ไม่ดีใจ ไม่ฟูใจ อย่างนี้เป็นโลกุตระ จิตทำเหตุให้ดับได้ แล้วตนเองไม่ฟูใจซ้อนได้ ดับเหตุแห่งชั่วได้ ศาสนาพุทธไม่ใช่แค่ทำดีหรือทำชั่ว ถ้าดับตัวกิเลสที่เป็นเหตุได้จริง คนผู้นั้นก็หยุดทำชั่วใดใดได้เลย ทำแต่ดี แล้วทำดีอย่างไม่หลงดีไม่ดีใจด้วย ทำดีอย่างฟรีๆ เต็มใจที่จะทำดีอย่างฟรีๆ แม้แต่คนชั่วจะมาต้านไม่ให้ทำดีก็จะทำ แต่จะทำอย่างระมัดระวัง ไม่ไปทะเลาะวิวาทกับเขา ผู้ที่บรรลุโลกุตรธรรม บรรลุอาริยธรรม บรรลุอุตริมนุสธรรม ควรบอกอย่างยิ่ง แต่คนทุกวันนี้ ผู้รู้ผู้ที่เป็นอยู่ในสังคมถือว่าเป็นอาจารย์ที่สอน กลับบอกว่าไม่ควรบอกไม่ควรพูด อย่าบอกอย่าพูด ค้านแย้งกับอาตมา อาตมาก็ขอบอกว่าพูดอีกครั้งอย่างนั้นผิด เอาพระไตรปิฎก โลหิจสูตรไปอ่านดีๆ พระพุทธเจ้าพูดในยุคท่านที่โลหิจพราหมณ์เป็นหัวหน้านะ เหมือนเจ้าคุณเหมือนสมเด็จในสมัยนี้แหละ ก็พูดผิดไปบอกว่าตัวเองก็รู้แล้วอย่าไปบอกใคร ก็เพราะไม่บอกคนถึงไม่รู้ แล้วก็เดา ศาสนาพุทธทุกวันนี้จึงเป็นศาสนาด้นเดาเอาว่าคนนี้เป็นอรหันต์เป็นอาริยะ คนก็เลยหลอกคนอื่นได้สำเร็จว่าตนเองเป็นอาริยะ เพราะไม่ได้ให้คนที่ดีจริงจะรู้ทำจริงประกาศตัวเอง คนอื่นจะได้เห็นมาใกล้ชิด มาคบคุ้นจะได้ซึมซับว่าความจริงเป็นเช่นนี้หรือ จะได้ชัดเจน ทั้งการพูดอย่างนี้แล้วประพฤติอย่างนี้ว่าเป็นอย่างนี้เอง อรหันต์เป็นอย่างนี้เองหรือ อรหันต์เป็นอย่างโพธิรักษ์นี้หรือ จะได้ชัดเจน พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ในกาลามสูตรว่า อย่าไปตัดสินตามอาการท่าทีที่เราเห็นหรือคนอื่นบอก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ 10 ข้อว่าอย่าเชื่อแม้แต่ครูบาอาจารย์ ต้องเชื่อเมื่อมาคบคุ้นใกล้ชิดมาศึกษามาตรวจสอบมีหลักฐาน

_ สุชีลา สาครเย็น HYPERLINK "https://www.youtube.com/watch?v=XcsssNSgM9U&lc=z13vzxlrtnuixxrk323bvha51ovrgzuzt04" 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา (แก้ไขแล้ว) ไม่มีพระอริยะองค์ใดในพระพุทธศาสนานี้ ประกาศตนเป็นพระอรหันต์เว้นแต่พระพุทธเจ้า การประกาศตนเป็นพระอรหันต์เป็นอาบัติตาม พระวินัย การเป็นอริยะพระอรหันต์ เป็นปัตจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน แยกให้ถูกว่าเราเป็น โลกียะ หรือ โลกุตระ มันห่างกันนะ คนละทางเลย ก็มีสมณะบางรูปที่หลงทางเข้าใจผิด ไม่ว่าจะมีเจโตหรือไม่มี ไม่ว่าสายไหน ไม่มีการประกาศตนเป็นอรหันต์ ในสมัยพุทธการก็มีแบบนี้คือพระเทวทัต ไม่ได้ว่าใครนะ แต่อยากจะบอกให้รู้เป็นธรรมทาน ตอบ… ธรรมทานของคุณเป็นธรรมทานที่ผิด ที่เข้าใจว่าผู้รู้แล้วบรรลุแล้วประกาศตนเองเป็นอรหันต์ไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ มาถึงวันนี้ก็เสื่อมแล้ว เขาเข้าใจผิดว่า ผู้บรรลุแล้วอวดหรือบอกไม่ได้ ก็เห็นผลว่าศาสนาพุทธทุกวันนี้เสื่อม เพราะครูบาอาจารย์สอนกันอย่างนี้มันเสื่อม เพราะฝีมือคุณนี่แหละ แต่ถ้าไม่ระมัดระวังประกาศ ผิดบุคคล ผิดหมู่กลุ่ม ผิดเหตุการณ์ ไม่ใช่สิ่งที่ควรประกาศก็ถูกต้อง อาตมาได้ระมัดระวังในสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา นี่ก็คือสิ่งที่ค้านแย้งมาเรื่อยๆ

_ Phanu 168 HYPERLINK "https://www.youtube.com/watch?v=XcsssNSgM9U&lc=z12ffxurbm3ffpj0422sd5lymyi3zfi23" 7 เดือนที่ผ่านมา เป็นธรรมดาของผู้ผิวเผิน ที่จะตำหนิด้วยทิฏฐุปาทานของตน ผมระลึกได้ว่าผมเห็นพ่อครูสมณโพธิรักษ์ครั้งแรก เม.ย.50 ช่อง5 ตอนนั้นท่านแสดงธรรมพูดถึงตาทิพย์ ผมเปิดผ่านไปเจอแล้วก็ฟังได้10วินาที แล้วก็เปลี่ยนไปช่องที่ต้องการ ผมก็พูดตำหนิในใจตาทิพย์ตาเทิพอะไร ? ทำไม?มาพูดเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ หลังจากนั้น ก.พ. 52 ผมติดจานดาวเทียมแล้วก็เปิดไปเจอช่องFMTV(ตอนนี้เป็นช่องบุญนิยม)ของชาวอโศก แล้วก็มีโอกาสได้เปลี่ยนไปดูหลายครั้งจนได้รู้ว่า ตาทิพย์มันไม่ใช่เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ แต่เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ จริงๆมีอีกมาก แต่ขี้เกียจพิมพ์เพราะปกติก็ไม่พิมพ์ความเห็น แล้วแต่บุญของแต่ละคนก็แล้วกัน ที่จะเจอความจริง ตอบ ...คนนี้ใช้เวลาถึง 11 ปีกว่าจะเข้าใจขึ้นว่าไม่ได้อย่างที่เราเคยเข้าใจ ตีทิ้งง่ายๆ ก็ดีแล้ว อนุโมทนา

_ พุทธภูมิ กรรมการเป็นกลาง HYPERLINK "https://www.youtube.com/watch?v=XcsssNSgM9U&lc=z13uer1oamabyhky504cchn4jxjxi1gyay40k" 8 เดือนที่ผ่านมา บอกว่า เป็นอรหันต์ อีกทีบอก ว่าเป็น พระโพธิสัตว์ ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ผมงง พระอชิตะ ในครั้งพุทธกาล ยังไม่สำเร็จ อรหันต์ นะครับ เป็นได้เเต่ก็ไม่เป็น เพื่อสั่งสมบารมีเพิ่ม เพื่อจะ เป็น ระดับ พระพุทธเจ้า องค์ต่อไป ผมงงกับท่านจริงๆ ตอบ ...คุณงงของคุณเอง เพราะไปรับคำสอนมาผิดๆ ก็เลยเชื่อฟังเขา ให้ฟังอาตมาดีๆ น่าจะหายงง คือพระอชิตะ อาตมาไม่มีปัญหาที่ท่านจะตั้งจิตสู่พุทธภูมิ ที่ท่านจะต้องไปบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าต่อไป ถ้ายังไม่บรรลุพุทธภูมิหรือเป็นพระพุทธเจ้าก็จะไม่หยุด การหยุด คือเป็นอรหันต์ คือจบกิจ ผู้นั้นไม่ต่อพุทธภูมิ ตายแล้ว ก็ปรินิพพาน ก็ถูก ไม่ผิด ทีนี้พระอชิตะจะต่อพุทธภูมิจึงไม่ยอมบรรลุอรหันต์ ตรงนี้ไขความที่อรหันต์ อรหันต์ที่จะเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไง แต่กิจตนท่านจบแล้ว ท่านศึกษากิจผู้อื่นต่อไป อาตมาก็บอกว่าตนเองจบกิจตัวเองแล้ว ประกาศว่าอาตมาจบเป็นอรหันต์แล้ว และอาตมากำลังศึกษาเพื่อจะทำประโยชน์ต่อผู้อื่น มารื้อขนสัตว์ เรียกว่าโพธิสัตว์ ที่เข้าใจว่าเป็นอรหันต์แล้วประกาศตัวเองไม่ได้ แม้จะเป็นอรหันต์ แล้วจะต่อภูมิเป็นโพธิสัตว์ก็บอกใครไม่ได้ ก็พากเพียรเป็นพระพุทธเจ้าต่อไป แต่เราเข้าใจว่าเป็นเช่นนี้ แต่เถรวาทก็เลยเข้าใจว่า เป็นโพธิสัตว์นั้นเป็นอาริยะหรือเป็นอรหันต์ไม่ได้ เพราะเถรวาท เข้าใจและสอนว่า ถ้าขืนบรรลุเป็นอาริยะ ตนเองย่อมบรรลุเป็นโสดาบัน อย่างต่ำที่สุดของพระโสดาบันคือ สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน เป็นขั้นต่ำของโสดาบันที่บอกว่าเกิดมาอีก 7 ชาติ จะต้องรู้เป็นอะไร? เพราะสัตตะแปลว่า 7 จะอยู่ในอัตราโสดาฯ 7 รอบ แต่เขาแปลว่า 7 ชาติ เขาเข้าใจว่าเป็นการเกิดทั้งตัวตนบุคคลทางท้องแม่ คนนี้จะต้องเป็นบรรลุอรหันต์อีก 7 ชาติ เมื่อเป็นโสดาบันแล้ว เป็นอย่างน้อย ชาติที่ 7 จะต้องบรรลุอรหันต์ แล้วเข้าใจผิดซ้ำซ้อนอีกว่าเป็นอรหันต์แล้ว ตายจากชาตินั้นจะต้องสูญ ต่ออะไรไม่ได้ คนที่เกิด 7 ชาติ จะบรรลุเป็นอรหันต์ก็เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะจะเกิดได้อีกแค่ 7ชาติ ดังนั้นอย่าเป็นโสดาบันเชียว ไม่อย่างนั้นจะเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ นี่คือมิจฉาทิฏฐิของเถรวาท เลย ปิดประตูเป็นโพธิสัตว์ เมื่อปิดประตูโพธิสัตว์ ก็มีแต่สัตว์มาประกาศศาสนา เพราะคุณปิดประตูโพธิสัตว์คือผู้ที่มีภูมิแล้ว ตั้งแต่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อนุโพธิสัตว์อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ โพธิสัตว์จึงไม่มี เพราะคุณจะถือว่าโพธิสัตว์คือปุถุชน คุณจะไม่ฟัง 2 คุณก็ได้ฟังผู้ประกาศศาสนาที่ไม่ใช่อรหันต์ เพราะคุณปิดประตูโพธิสัตว์ไม่ให้เกิด เสร็จผม แต่ผมไม่ใช่อรหันต์ แม้ที่สุดอนาคามีก็ไม่มี สกิทาคามีก็ไม่มี โสดาบันก็ไม่มี ได้โพธิสัตว์คือสัตว์ใต้ต้นโพธิ์ ไม่ใช่ผู้ที่บรรลุธรรมะสอนคุณ คุณกวาดโพธิสัตว์ทิ้ง เท่ากับกวาดอรหันต์ทิ้ง พระโพธิสัตว์ก็คืออรหันต์ในตัว อาตมาประกาศตัวเองว่าเป็น นิยตโพธิสัตว์ และประกาศซ้ำอีกว่าจะเป็นผู้ที่มากอบกู้ธรรมะในยุคนี้ เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้ามากอบกู้ ไม่ได้อวดตัวอวดตนที่ผิด แต่แสดงของจริง เพราะถ้าเลื่อมใสศรัทธาในธรรมก็จะศรัทธาเพิ่มขึ้น คนที่ไม่เลื่อมใสศรัทธาก็ต้องเอาไปพิจารณาเพิ่ม ส่วนคนที่มีอคติก็จะเกลียดโกรธและตีทิ้งเลย มี 3 แบบ พวกที่ศรัทธาก็จะศรัทธาเพิ่มขึ้น พวกที่กลางๆก็จะได้เพิ่มขึ้น ส่วนพวกที่ไม่ได้อยู่แล้วก็จะไม่ได้ชัดขึ้น มีคติเพิ่มขึ้น ก็จะมี 3 ช้อยส์ พระพุทธเจ้าเคยแสดงธรรมให้คน 180คนฟัง ผู้ฟัง 60 รูป ฟังแล้วเป็นอรหันต์ อีก 60 รูป ฟังแล้วก็ได้ประโยชน์ มาบวชเลยมีศรัทธาเพิ่มขึ้น อีก 60 รูปฟังแล้วอาเจียนเป็นโลหิตเลย ขนาดพระพุทธเจ้าประกาศก็ยังมี 3 ช้อยส์นี้เลย ขนาดพระพุทธเจ้ายังเป็นอย่างนี้แล้วอาตมาเป็นใคร จะได้สักกี่คนก็ได้น้อยแต่อาตมามั่นใจว่าแสดงธรรมนี้ได้ 2 อย่างแรกนี้ด้วย ก็จำนนที่จะต้องเลือกเอา 2 ทิ้งเอา 1 ก็สงสารแต่บังคับไม่ได้เขาโลหิตร้อนออกจากปากเอง แต่ที่น่าหดหู่ใจก็คือจำนวนคนที่ถูกครอบงำทางความคิด ถูกสะกดจิตให้เชื่อตามอย่างที่ท่านสอนกันผิดๆว่าคือสิ่งที่ถูก อันนี้คือสิ่งที่น่าสังเวชใจ น่าสลด น่าสงสาร อาตมาว่าอาตมาได้นำสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ มาประกาศ ที่คนส่วนใหญ่ที่ยึดถือกันแล้วเป็นสิ่งที่ผิด พูดด้วยความเอ็นดูเมตตา ไม่ได้ลบหลู่ดูถูกดูแคลนด้วย ที่คุณคนนี้พูดว่า ไม่มีใครประกาศให้คนอื่นเป็นอรหันต์นอกจากพระพุทธเจ้านั้น คุณไปอ่านให้พระไตรปิฎกดูให้ดี ตอนที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน แล้วจะมีการสังคายนาครั้งแรก เขาก็รอพระอานนท์กัน ถ้าพระอานนท์บอกว่าตนเองเป็นอรหันต์แล้ว เขาก็จะต้องปรับอาบัติพระอานนท์สิ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ประกาศตัวเองว่าเป็นอรหันต์ก็ไม่ได้ ไม่ได้ทำงานและมีอีกเยอะที่ท่านบอกว่า เราจบกิจแล้ว แม้ไม่ได้พูดว่าตนเองเป็นอรหันต์ซึ่งไม่ค่อยพูดกันเท่าไหร่แต่พูดว่าเราจบกิจ เราสิ้นแล้วซึ่งราคะโทสะโมหะก็พูด ซึ่งใช้แทนกันได้ว่าเป็นอรหันต์นั่นแหละเป็น Synonym สมัยพระพุทธเจ้าใครบรรลุแล้วก็บอกกัน ท่านถามกันว่าบรรลุอรหันต์หรือเปล่า ท่านก็บอกว่าบรรลุแล้ว สำหรับคนที่บรรลุ เพราะท่านไม่ได้มีกิเลสอยากอวด อาตมาก็ไม่ได้พูดด้วยกิเลสอยากอวด แต่ท่านเข้าใจไม่ได้ เพราะยึดถือว่าใครประกาศว่าตนเองมีของดี และประกาศถือว่าตัวเองไม่มีของดี คุณบัญญัติเองว่าผู้ใดเป็นอาริยะคือเป็นอรหันต์ ประกาศตนเองก็คือคนที่ไม่มีอาริยะ ไม่เป็นอรหันต์ เท่ากับคนไม่มีของดี ขอบอกว่าที่คุณศึกษามานั้นผิด ให้ไปศึกษาใหม่ ไม่ใช่มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่บอกว่าเป็นอรหันต์ แต่คนอื่นท่านบอกตนเองมีอีกเยอะแยะ เป็นการประกาศตนตามพระวินัย ที่คุณพูดว่าการประกาศตนเป็นอรหันต์เป็นอาบัติตามพระวินัย การประกาศอรหันต์ไม่เป็นอาบัติตามพระวินัยต่างหาก แต่คุณเองพูดก็ไม่ผิด คุณพูดก็ถูกในคนที่ไม่เป็นอรหันต์และประกาศตนเองเป็นอรหันต์ก็ผิดพระวินัย แต่คนที่บรรลุอรหันต์แล้วประกาศตนเองว่าเป็นอรหันต์นั้นไม่ผิด การเป็นอรหันต์นั้นเป็นปัจจัตตังก็ถูกต้อง ตนเองจะรู้ตนเองว่า กิเลสคืออย่างนี้ อาสวะที่เหลือคือส่วนกิเลสขั้นปลายเหลือคืออย่างนี้ หมดก็รู้ของตน เป็นปัจจัตตัง จะมีญาณทัสนะวิเศษ มีอธิปัญญา รู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ว่ากิเลสมีอินทรีย์อ่อนลง แล้วหมดแล้ว ไม่มีชีวิตของกิเลสแล้ว อ่านอาการที่มีชีวิต ว่าพลังงานนี้คือพลังงานระดับพีชะ นี้คือพลังงานอุตุนิยาม เป็นพลังงานดินน้ำไฟลม ธาตุที่ไม่เกิดชีวะ ผู้มีปัญญาใช้แยกแยะออก มันต่างกับ พลังงานพืชอย่างไรมีลิงคะ ต่างกับพลังงานในระดับจิตนิยาม อย่างไร พลังงานแบบพืชนั้นไม่เป็นโทษภัยกับใคร มี Cyclic Order ของตน ตั้งแต่ของตนเองเอาธาตุที่มีประโยชน์แก่ตัวเองมา อันไหนไม่มีประโยชน์ก็ไม่เอา พืชไม่ไปรบราฆ่าฟันแย่งชิงกับใคร อาการพลังงานพวกนี้ผู้ที่มีตาทิพย์ มีญาณทัสนะวิเศษ จะอ่านอาการเหล่านี้ของใจตัวเองออก ถึงแยกธาตุ ที่เป็นอุตุนิยามออก แยกธาตุ ที่เป็นพีชนิยาม ที่สำคัญคือแยกธาตุ ที่เป็นพีชนิยามกับจิตนิยามออกได้ ลดความทะเลาะทำร้าย เป็นพิษภัย เป็นโทษกับคนอื่นได้ ที่เป็นจิตเลวเป็นพลังงานเลวได้ เลิกพลังงานนั้นได้ มาเป็นพลังงานแบบพีชนิยาม เป็นอริยบุคคลสามารถทำพลังงานของตัวเอง จากจิตนิยาม ที่เป็นโทษเป็นภัยไปทำร้ายคนอื่น หยุดได้หมด เอาพลังงานนั้นมาแปลงเป็นพลังงานช่วยเหลือเกื้อกูลสงเคราะห์ มาเป็นพลังงานไม่ทะเลาะวิวาท มาเป็นสังคหะ ไม่เอาวิวาทะ เป็นอวิวาทะ ทำจิตในจิต เป็นมนสิกโรติ ทำใจในใจตนได้จริงๆ คนนั้นคือคนทำใจในใจได้เป็น มีโยนิโสมนสิการ ทำไปถึงที่เกิด เอาเหตุปัจจัยที่เป็นพิษภัยออก ได้สำเร็จ นี่คือคนบรรลุธรรม เป็นอย่างนี้ ที่คุณบอกมาอาตมาอธิบายเป็นปัจจัตตัง อาตมานะ ไม่ได้พูดตามตำราแต่พูดตามสภาวะ ไม่ได้อวดตัวตน แต่พูดความจริง ตถาการี ยถาวาที อาตมาเป็นอย่างไรก็พูดอย่างนั้นตามจิตที่อาตมาทำได้ อย่างที่คุณพูดว่าโลกุตระกับโลกียะห่างกัน แต่แม้แยกกันเกือบไม่ออกอาตมาก็แยกได้นะ อย่าว่าแต่ห่างกันเลยมันง่าย แยกได้ ที่คุณสุชีราบอกมา ว่าไม่มีสายไหนประกาศตนเป็นอรหันต์หรอก ที่ไม่ประกาศตนเพราะบางคนไม่มีภูมิจริง ไปอ้างว่าในสมัยพุทธกาลมีพระเทวทัตที่อวดประกาศ ก็ประกาศว่าตนมีโลกียฌาน ผู้ที่เป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์จะมีสัปปุริสธรรม 7 ไม่ประกาศอย่างชุ่ยๆ ท่านจะประกาศตนอย่างไม่ให้เสียของ จะมีการประมาณ พระอชิตะ ที่มาประกาศ ท่านก็รู้กันว่าพระโพธิสัตว์คือผู้ที่จบอรหันต์แล้วมาต่อพุทธภูมิ ถ้าจะประกาศอีกทีก็ต้องประกาศว่าเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จะบอกว่าพระอชิตะ ไม่ประกาศ ก็คือ ไม่ประกาศอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วไม่ประกาศตนเองเป็นอรหันต์ก็ไม่เป็นไรเพราะในยุคนั้นพระพุทธเจ้ายังอยู่ พระพุทธเจ้ายังเป็นผู้ดูแลควบคุม ท่านเองก็ไม่จำเป็นต้องเป็นต้องตัดสินตัวพิพากษา เพื่อที่จะให้ความรู้ธรรมะ แต่ในยุคนี้ไม่มีพระพุทธเจ้าแล้ว สมณะโพธิรักษ์ต้องมารับผิดชอบ ก็เลยต้องมาบอกทุกระดับมา 46 ปีแล้ว ไล่เรียงมาทุกระดับ แต่คุณไม่ตั้งใจฟังให้ดีถึงได้ต่อว่าเลย อาตมาก็สงสารคุณ

_ ธนิตา รำไพกุล HYPERLINK "https://www.youtube.com/watch?v=XcsssNSgM9U&lc=z13vjpupgyq0t50yo04cgnhomtibhxz5h5o.1468830760355324" 2 เดือนที่ผ่านมา ผู้ใดดีก็ดี ผู้ใดมีแต่ให้ก็ดี ล้วนไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเป็นอรหันต์ ถ้าเช่นนั้นเราจะกล่าวว่า แม่ชีเทเรซ่าบรรลุอรหันต์ มหาตมะ คานธี บรรลุอรหันต์ ได้หรือไม่ ตอบ...แม่ชีเทเรซาไม่ได้บรรลุอรหันต์ เอาคำว่าบุญไปใช้เป็นนักบุญก็ใช้ผิด เพราะบุญคือการชำระกิเลส ศาสนาใดธรรมวินัยใดไม่มีมรรคมีองค์ 8 ไม่มีสมณะที่ 1 2 3 4 ไม่มีอะไร เอาคำว่าบุญไปใช้ก็ผิดๆ แม่ชีเทเรซาเป็นผู้ให้ผู้เสียสละนั่นเป็นโลกียธรรม น่าเคารพนับถือ มหาตมะคานธีก็น่าเคารพนับถือ ในกัลยาณธรรมที่สอนคน ที่ปฏิบัติต่อมวลชน เป็นปรากฏการณ์จริง ได้ประพฤติปฏิบัติในชีวิตของแต่ละคน กว่าจะเสียชีวิตก็อายุ 80 กว่า ก็น่าอนุโมทนาสาธุ แต่ประเด็นสำคัญคือไม่ใช่โลกุตรธรรม นี่คือประเด็นสำคัญ ประเด็นโลกียะกับโลกุตรธรรม มันแยกกันตรงนี้ โลกียธรรม มีดีมีชั่ว ประพฤติดี ไม่ทำชั่ว ชำระจิตให้ผ่องใส นี่คือโอวาทปาติโมกข์ แต่คนที่ชำระจิตให้ผ่องใสอย่างเรียนรู้จิตเจตสิกต่างๆ จับตัวอาการจิตเจตสิกของกิเลส และมีวิธีการกำจัดกิเลส ให้ดับสนิทได้จริง อันนี้เป็นความรู้ขั้นโลกุตระ โลกียะไม่มี โลกียะไม่มีญาณหยั่งรู้เข้าไปในจิตในจิต กายในกาย เวทนาในเวทนา หรือธรรมในธรรม ที่เป็นพีชนิยามหรือจิตนิยามธรรม แล้วสร้างกรรมนิยาม ทำใจในใจของตนเองจนเข้าข่ายโลกุตรธรรม ทำให้อาการพลังงานจิตเป็นโลกุตระธรรม คน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน