590919_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ นรก ๖ ชั้นของปุถุชนผู้มิได้สดับ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข1 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

590919 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ นรก 6 ชั้นของปุถุชนผู้มิได้สดับ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 19 กันยายน 2559 ที่ บวร ราชธานีอโศกวันนี้เราก็มีศพ ของนายไหม ลักขณัติ ซึ่งเป็นพ่อของครูเทียนธรรม เสียชีวิตก็มาตั้งศพอยู่ จะเผาวันพุธ ของเราเผาศพดอกไม้จันทน์เราก็ใช้ฟืน หรือจะใช้ดอกไม้จันทน์ก็แล้วแต่ เรื่องเอาภาระดูแลเตาเผาที่ปฐมอโศกเขาใช้ถ่าน มีนางสาวช่วยบุญ เป็นสัปเหร่อ ที่ราชธานีอโศกตอนนี้ก็มี ไทเทิดธรรม ดูแล มีดาวนา ทีมหรรษาดูแล ที่เราไม่ใช่เรื่องของทางโลกๆ ที่จะเป็นอาชีพหาเงิน การทำงานพวกนี้เป็นงานอาชีพทั้งนั้น แต่เรากลับไม่มีเงินจ้าง ไม่มีพนักงานบรรจุไวเป็นประจำ มีรายได้มีเงินเดือนยังงั้น เราไม่มี เราทำด้วยใจสมัครเป็นจิตอาสา ก็ยังไม่เคยบกพร่อง อาตมาพาทำตั้งแต่เริ่ม โดยอาตมาเป็นสัปเหร่อเองตั้งกองฟอนเอง ไม่ต้องตั้งเสาอะไร มีวิธีตั้งฟืนให้เป็นกองฟอน เอาศพตั้งบนนั้นแล้วก็เผา แล้วก็ค่อยๆ ลงไปไม่แตกกระจาย ด้วยมีวิธีวางฟืนที่เป็นกองฟอน ก็เป็นความรู้ชนิดหนึ่งเรื่องวิธีการวางฟืน เดี๋ยวนี้ก็มีเมรุก็ดีขึ้นอีก ใครจะมาเผาเราก็ไม่เก็บเงินทอง มีแต่เรื่องช่วยกันด้วยจิตใจ ด้วยน้ำใจ พึ่งเกิด แก่ เจ็บ ตายกันไป นี่เป็นวัฒนธรรมที่อาตมาภาคภูมิใจยังรักษายังทำกันได้ดี พูดถึงเรื่องนักเรียน ชาวอโศกก็มีโรงเรียนถึง 9 โรงเรียน เป็นโรงเรียนจิตอาสาเช่นกัน เป็นโรงเรียนทางนิตินัย จดทะเบียนมีใบรับรองเป็นโรงเรียนเอกชน ในกระทรวงศึกษาธิการ แต่เป็นโรงเรียนที่เราจัดสอนเด็กอย่างเจตนาที่จะให้ความรู้การศึกษาแบบที่คิดว่าควรจะเป็น เพราะเห็นว่าการศึกษา การสอนการเรียน ประถม มัธยม จนถึงอุดมศึกษา เราขออุดมศึกษายังไม่ได้ แต่การเรียนทุกวันนี้ขาดศีลธรรม ไม่มีการให้เด็กได้เรียนรู้เรื่อ

อ่านต่อ

งศีลธรรมกันเลย มีแต่การเรียนวิชาการทั้งโลก อาตมาเห็นว่าเป็นเหตุใดที่ทำให้สังคมเสื่อม แต่โบราณนั้นโรงเรียนอยู่ในวัด อย่างน้อยก็มีพระ ให้สัมผัสให้เห็นมีสำนึก ถ้ามีพระภิกษุไปสอนด้วยให้ศีลธรรมไปอีกก็ยังมีสิ่งนั้นใส่มนุษยชาติได้บ้าง อย่างของเราอาตมาเห็นเลย ตั้งใจให้เด็กมามีศีล โดยวิธีใดๆ ที่เกิดการอบรมสั่งสอนให้ฝึกฝนเลย ให้เขารู้จักสำนึกปฏิบัติ ต้องถือศีล 5 ผิดศีลก็ต้องชำระกัน แล้วเรียนรู้ว่าชีวิตจะอยู่กับสังคมอย่างไร จะทำงานกันอย่างไร มีฐานงาน ซึ่งเด็กทั่วไปไม่มีบทฝึกหัด แม้แต่จะปัดกวาดเช็ดถูช่ว ยสังคมก็ไม่มี ไม่มีในการศึกษาตั้งแต่ประถมมัธยมเช้าตื่นมาก็ไปโรงเรียนเย็นก็กลับบ้าน ซึ่งไม่มีสิ่งที่สังคมควรจะเป็นเลย อาตมาก็เลยตั้งโรงเรียนขึ้นมา *มีหลักเกณฑ์ ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ก็เรียนครบตามหลักสูตรเขากำหนดด้วย แต่เราให้ได้มีศีลเด่นและเป็นงานใส่เข้าไปด้วย สร้างมาได้ 20 กว่าปีแล้ว นักเรียนของเราที่จบออกไป เรียนปริญญาตรี โท เอกมีหมด เด็กจะรับพื้นฐานจากเราออกไปได้ข่าวคราวก็เป็นคนดี แต่เราก็มีความคิดว่าเด็กๆเหล่านี้ น่าจะมาช่วยกัน เพราะว่าทำไปทำไปคนที่จะช่วยเป็นครูหรือทำงานในชุมชน เป็นคนจิตอาสา ก็ค่อยๆ ค่อนขอดขึ้นได้เรื่อยๆ อาตมาก็เลยนึกถึง นักเรียนที่เรียนไปจากเรา ที่พูดไปนี่ก็เกรงใจเหมือนกับไปทวงบุญคุณ ต้องการตอบแทน ก็เกรงใจ แต่ว่าเราก็ไม่ได้ไปเน้น ที่อาตมาไม่สอนเรื่องกตัญญูกตเวที ก็เพราะว่าเกรงใจว่าจะเป็นการทวงบุญทวงคุณ อย่างเราสอนเด็ก อยู่กับเราบางคน 12 ปี ประถมฯ 6 ปี มัธยมฯ 6 ปี จบออกไปแล้วก็น่าจะได้ระลึกถึง มีจิตอาสาช่วยสอนดูแลรุ่นต่อๆ ไป สืบสานต่อไป ซึ่งเป็นน้ำใจที่ประเสริฐ แต่เด็กๆ เหล่านั้นก็ไม่ค่อยจะมา 20 กว่าปีแล้ว ต้องกัดอกกัดใจพูด พูดแล้วก็เหมือนทวงบุญคุณก็ไม่ดี แต่เราจะเน้นกันในเรื่องสอนกตัญญูกตเวที ก็เพิ่งจะมาพูดนี่แหละ อย่างน้อยเขาก็ได้ความรู้พื้นฐานจะไปเรียนปริญญาต่ออีก ก็น่าจะกลับมาช่วย ซึ่งรุ่นหลังหลังต่อไปจะได้สืบสาน มาเอาภาระดูแลบ้าง อย่างน้อยมีความรู้ที่พอจะช่วยได้ก็น่าจะมีน้ำใจ อาตมาก็เข้าใจว่าต้องไปทำมาหากินต้องไปเลี้ยงดูครอบครัว แต่นี้เป็นเรื่องจิตอาสาที่จะมาช่วยบ้าง ก็ไม่ได้เรียกร้อง จะต้องมาเป็นครูอาสาอยู่ในนี้ประจำเลยก็ไม่ได้เรียกร้องขนาดนั้น ส่วนใครจะมีบ้างจะมาก็ดี จบแล้วจะมาเป็นครูในนี้มาทำงานต่อในนี้ก็มีอยู่บ้าง แต่มันก็น้อยไป มันน่าจะอุดมสมบูรณ์มันน่าจะไม่ขัดข้อง มาเอาภาระช่วยกันบ้าง จะทำมาหากินก็ไม่เป็นไรหรอกแต่น่าจะมาเกื้อกูลช่วยเหลือกันทำประโยชน์ทดแทน อย่างน้อยก็สืบสาน อาตมาว่าเขาน่าจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องดี ที่ได้มีการเรียนการสอนแบบนี้ เราสอนนี่ไม่ใช่อย่างที่อื่น ที่อื่นเก็บเงินเก็บทอง นอกจากโรงเรียนรัฐ ถึงงั้นก็เสียค่าอื่นๆ แต่ที่นี่เราไม่เคยเก็บค่าอะไรเลย เราให้ปัจจัย 4 กินอาหารที่นี่ เลี้ยงเหมือนลูกหลาน เลี้ยงทั้งชีวิต ให้การศึกษา ยิ่งกว่าโรงเรียนทั่วไปด้วย เราให้การศึกษาครบ พูดไปก็เกรงใจ เขาก็เลยบอกว่าให้ลองพูดดูสิ ทางครูอาสาก็เข้าใจอยากให้พูด เรามีครูอาสา ไม่มีเงินเดือนอะไร ก็ลองดูว่าศิษย์เก่าทั้งหลาย ตอนนี้ เริ่มที่สันติอโศก สส.สอ.ที่สำเร็จมาตั้งแต่ 2534 จบไปแล้วถึง 2558 ก็มี 24 รุ่นแล้ว ศิษย์เก่าที่จบออกไปแล้วถ้าได้ยินได้ฟัง บอกข่าวกันส่งข่าวกัน มาร่วมประชุมระดมความคิดเห็น Focus group เพื่อที่จะช่วยเรื่องการศึกษาแบบ บ้าน วัด โรงเรียน เขากำหนดวันกัน มาประชุมรวมกันเพื่อช่วยออกความคิด พัฒนาการขึ้นมาบ้าง วันที่ 1 ตุลาคม วันที่ 9 ตุลาคม 15 ตุลาคม และ 22 ตุลาคม 2559 ที่พุทธสถานสันติอโศก กำหนดไว้เผื่อ ผู้ติดงาน ใครมาได้ครบ 4 ครั้งก็ดี สำหรับที่อื่นจะคิดอ่านกันดูอย่างที่ว่านี้ก็ลองดูสิ ที่บ้านราชฯ นี้ก็ยังไม่ได้คิด แต่ว่าที่สันติอโศกคิดแล้วจะลองดู ศิษย์เก่าคนใดที่เห็นว่าควรจะมาร่วมประชุมระดมความคิดเห็นกันบ้าง จะติดต่อก็ติดต่อเบอร์โทรศัพท์ดังนี้ เบอร์โทรฯ 089 522 57 32 ติดต่อตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ภายใน 30 กันยายน นี้ นี่เรื่องนร. เป็นเรื่องสังคมศาสตร์เป็นเรื่องมนุษย์ที่เราพยายามสร้างมนุษย์ให้เป็นคนที่ดีมีการศึกษาที่ดีมีประโยชน์คุณค่า มาถึงเวลาที่จะว่ากันถึง ตกลงคะแนนคืออะไร ว.นบ.ความจริง คือลูกพระโพธิสัตว์ที่มาปฏิบัติตนเพื่อสู่สูงและสูญ การสอบเพื่อการแสดงออกความจริงที่อยู่ในใจและสมมุติว่า ตรงกันไหม. เพื่อชีวิตว.นบ.ใช่ไหม แล้วคะแนนคืออะไร ? ในเมื่อพระพุทธเจ้าห้ามพิพากษาคนอื่น คะแนนคือเรื่องของความจำเอาไว้พิพากษาความเก่งทางโลกีย์ใช่ไหม พ่อครูจะเปิดโอกาสให้ วันพฤหัสบดี เป็นวันให้ว.นบ.รายงานความจริงได้ไหมคะ ปัจจุบันพระก็หาญ มารก็คะนอง ว.นบ.วันนี้คะนองบุญบาป ทำงานตามหน้าที่เพื่อลดกิเลส กิเลส คือเจ้านาย ส่วนเงินคือคะแนน ซื้อธรรมะสองได้หรือเปล่า? ตอบ ...คะแนนก็คือตัวเลข สำหรับผู้ ที่มีจิตใจเอาชนะคะคานการแข่งขันกันก็เป็นได้ แต่สำหรับเราคะแนนคือการตรวจสอบ ทดสอบจากการศึกษา เมื่อมีการศึกษา ผลของการศึกษามีผลได้อย่างไร กรอกตัวเลขมาเป็นเครื่องวัด มากำหนดเข้าไป เพื่อให้เกิดความรู้ว่ามีผลได้ผลเสีย ถ้ารู้สารัตถะก็เป็นไป คนที่มีจิตใจเอาชนะคะคานแข่งขันก็เป็นแบบนั้น เราไม่ได้มีจิตใจอวดดิบอวดดีเอาชนะคะคานแข่งขัน คนที่มีกิเลสมากก็จะมีอัตตา ก็พูดมาเป็นเชิงของคุณคนนี้ก็เตือนกันได้ไม่เป็นไร เราเปิด ว.นบ. อาตมามีเจตนาเพื่อที่จะผนึกความเอาจริงในการศึกษาธรรมะมากขึ้น ทำมาแล้วตั้งแต่สองปีที่แล้ว ก็ได้ผลนะ คือยังมีนิสิตนักศึกษาที่มาร่วมกันต่อเนื่องสามปีแล้ว คนไหนจืดจางไม่เห็นความสำคัญก็มีบ้างก็ธรรมดา อาตมาเจตนาจะให้คนได้ประโยชน์ ได้สิ่งที่ดี อาตมาพูดไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ที่พูดนี้คือทำไมคนเราทุกวันนี้ในวงการศาสนาพุทธเขาไม่ได้สนใจเรื่องธรรมะกันเลย ศาสนาคืออะไร ธรรมะคืออะไร พระพุทธศาสนาคืออะไร เขาไม่ได้สนใจเลย ไปวัดตามจารีตประเพณี น้อยคนนักที่จะไปตั้งใจเป็นว่า ธรรมะเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิต น้อยคนนักจะเห็นเช่นนั้น ที่อาตมาพูดเช่นนี้เพราะอาตมาเคยโง่อยู่เหมือนกัน อาตมาโง่มา 36 ปี เหมือนคนทั้งหลายไม่เกี่ยวข้องวัดวาเลย มีชีวิตดำเนินชีวิตตามประสา ตั้งแต่เด็กเรียนหนังสือโตขึ้นมาก็ทำงานจนอายุถึง 36 เรียนจบตอนอายุ 23 ปี แล้วทำงานอยู่ถึงอายุ 36 ปี ก็ไม่ได้เอาใจใส่เรื่องธรรมะ จึงรู้สึกว่าเราโง่ เราชั่วไม่เข้าใจจริงๆ จะไปวัดวาก็ ไปไม่เห็นความสำคัญ จนมาเห็นว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก ก็เลยมาทำจนบัดนี้ กว่า 40 ปีแล้ว ก็ทำให้เห็นว่าตนได้ทำสิ่งเป็นประโยชน์ การไปทำงานกับทางโลกได้แต่นรก เพราะอาตมาได้อธิบายนรกสวรรค์กันลึกซึ้งมาก เพราะจริงๆ แล้วมนุษยชาติต้องการสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น นี่คือชื่อสวรรค์หรือเทวดา 6 ชั้น หรือ 6 ชนิด ลักษณะ มนุษย์ต้องการสวรรค์ทั้งนั้น ไม่มีมนุษย์คนไหนต้องการนรก ไม่มีใครอยากได้นรก แต่เขาปฏิบัติความอยากได้สวรรค์แต่มิจฉาทิฏฐิ ไม่ได้ศึกษาธรรมะไม่มีสัมมาทิฏฐิ จะเป็นจตุมหาราชก็เป็นแบบหน้าเลือด สวรรค์ทั้ง 6 ชั้นนี้เป็นภพ เป็นชาติ คือแดนทุกข์ ผู้มีภพมีชาติอยู่คือ ผู้มีทุกข์อยู่ทั้งสิ้น ไม่มีใครพ้นทุกข์ นรกคือแดนทุกข์ เพราะฉะนั้นผู้ใดยังไม่จบชาติ ไม่สิ้นภพจบชาติยังเป็นนรกอยู่ทั้งสิ้น ผู้ที่แสวงหาภพสวรรค์ก็คือผู้ที่แสวงหาภพนรกทั้ง 6 ได้นำ ทานสูตร มาศึกษาแล้วจะรู้ว่า ต้องไม่ตั้งภพชาติ ผู้ไม่เรียนรู้ไม่เข้าใจ จึงหลงสวรรค์ต้องการสวรรค์ และทำอะไรเพื่อจะได้สวรรค์ก็คือนรกทุกคน ผู้อยากได้ภพได้ชาติเป็นนรกอยู่ทั้งนั้น ที่ยังไม่สิ้นภพจบชาติคือ ผู้ที่ยังมีนรก ยังมีทุกข์ ภพชาติ มีภพ คือทุกข์ทั้งนั้น ชาติปิทุกขัง ชาติใดๆ คือทุกข์ เมื่อไม่มาเรียนความเกิด ความดับ ก็มีนรกทั้งนั้น นี่คือความไม่เข้าใจ ความอวิชชา ชีวิตที่ไม่ใส่ใจธรรมะไม่สามารถทำใจในใจ มาให้มีภพชาติ ให้ได้ ดีไม่ดีกลับเข้าใจผิดไปสร้างภพชาติเพิ่มขึ้นอย่างกับธรรมกาย มีแต่สร้างภพสร้างชาติ สร้างนรกทั้งสิ้น ขออภัยพูดนี่ไม่ได้ใส่ไคล้ แต่พูดสัจธรรม แม้ยากก็พยายามทำไม่ท้อ ขออ่าน sms SMS วันที่ 18 กันยายน 2559 (รายการวิถีอาริยธรรม)

_ 0893867xxxคนไกลอโศกขอร่วมฉลองอายุยืนยาวในจิตผู้อาวุโสที่ไม่มีวันแก่แม้กายชราด้วยการถือศีลกินเจคงจิตเป็นบุญด้วยใจบริสุทธิ์อนุโมทนาสาธุ! สื่อฟ้าศิลป์ _0893867xxx บิ๊กบอส UFOใหญ่ๆ จริงๆ ใหญ่พอๆ กับกรรมที่ยิ่งใหญ่พอกพูนกรรมของตนใหญ่โตจนสุดท้ายใครจะใหญ่เกินกรรม?คนเคารพพระลิขิตฯ ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ตอบ ... กลอนของ พ.กิ่งโพธิ์เขียนในไทยโพสต์ ธรรมกายขายตรง หลงสวรรค์ ไดเร็คเซลล์ เล่นกัน สนั่นก้อง ธรรมกายขายเกลื่อนเพื่อนพ้อง วัดหายวับถูกจับจองเป็นซ่องโจร

ธรรมกายตายแล้วจากแถวพุทธ จิตสำนึกมวลมนุษย์หลุดไปโน่น ธรรมกายขยายอยากฝังรากโคน พุทธเหลือแค่หัวโขนเถรสมาคม!

ที่ปฏิบัติกันในวัดธรรมกายไม่ใช่ของศาสนาพุทธเลย คนที่ไปวัดก็ไปทำการสวดมนต์และฟังพระเทศน์เรื่องสังคมศาสตร์ตื้นๆ กว้างๆ ไม่ได้เรียนสัจธรรมของพระพุทธเจ้า ที่เป็นไปเพื่อละหน่ายคลายกิเลส ได้รู้จิตเจตสิก เรียนรู้โยนิโสมนสิการ ในหลักธรรมพระพุทธเจ้าให้เป็น ก็มีที่ทำใจในใจก็ให้นั่งสะกดจิต ไปนั่งหลับตา แล้วเรียกกันว่า ทำสมาธิซึ่งเป็นวิธีสะกดจิต เป็นสมาธิแบบ meditation เป็นสมาธิของศาสนาฤาษีชีไพร ไม่ใช่ supra concentration ที่เรียกว่า *สัมมาสมาธิ ของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะสายพระป่าหรือ สายธรรมกาย เป็นเรื่องนอกรีต อาตมาพูดตรงพูดอย่างจริงใจพูดอย่างชัดๆ เตือนสติ แต่ก็ไม่ค่อยเกิดเรื่องกัน อาตมาไม่มีเครดิตในสังคม พวกสื่อสารมวลชนจะหาว่าอาตมาเป็นพวกที่มหาเถรสมาคมทำปกาสนียกรรมไปแล้ว ปัพพาชนียกรรม ประกาศไล่ออกจาก สงฆ์หมู่ใหญ่ไปแล้ว อาตมาก็เคยบอกว่าที่ทำปกาสนียกรรมนั้น สงฆ์หมู่ใหญ่อาบัติ ทำผิด เพราะอาตมาลาออกก่อนที่จะทำพิธีไล่นั่นแหละ อาตมาออกมาตั้ง 2518 ตั้งแต่ 6 ส.ค. ก็เป็นอิสระตั้งแต่ 7 ส.ค. 2518 อยู่มาวันดีคืนดี ในปี 2532 พวกมหาเถรสมาคมก็รวม พระจากธรรมยุตหรือมหานิกายมาทำพิธีร่วมกันประกาศปกาสนียกรรม ซึ่งมันผิด คนที่นานาสังวาสกันมาทำสังฆกรรมร่วมกันก็ผิด คณปูรกะ มันด่างพร้อย แม้มีสงฆ์นานาสังวาสคนเดียวมาร่วมกันก็ผิดแล้ว อาตมาทำนานาสังวาสแต่ปี 2518 รู้กันดี แต่ไม่รู้กินรังแตนมาอย่างไรมาจัดการกับอาตมา เขาทำได้สำเร็จเพราะเป็นคณะใหญ่ จะเอาอาตมาเข้าคุก อาตมาก็ยอมทุกอย่างไม่ได้ดื้อด้านดึงดันอย่างธรรมกาย อาตมาถูกให้ไปรายงานตัวก็ไป ขึ้นศาลก็ไป จนแพ้ ก็รอลงอาญา จนสิ้นความหมด ไม่เคยดึงดันอะไรเลย แต่ทางธรรมกายมันคนละเรื่องกับที่อาตมาทำ แล้วล้มเหลวด้วย ว่าไม่ใช่เรื่องของสงฆ์หาว่าเป็นเรื่องของกฏหมายไปโน่น ขนาดชาวพุทธอธิกรณ์ไป ส่งไปว่าธัมมชโย นี่ขโมย ผิดศีลข้อ 2 ปาราชิกแล้ว ทุจริตเงินทองฟอกเงินรับของโจร เป็นอธิกรณ์ ทางสงฆ์หมู่ใหญ่บอกว่าไม่ใช่เรื่องของสงฆ์ ทั้งที่เขาอธิกรณ์ไปเป็นหลักการด้วยนะ อาตมาก็ว่าเสื่อมทราม ลำเอียงไม่รู้จักธรรมวินัยจนไม่เหลือแล้ว นี่คือศาสนาพุทธในเมืองไทย เจ้าข้าเอ๊ย ที่อาตมาพูดไปนี้ ผู้ที่มีปัญญา ไม่อคติไม่ลำเอียงมากมาย ก็จะเข้าใจ บางคนก็คิดว่าอาตมามาทำลายศาสนา คนคิดเช่นนี้ก็ลองดูอาตมาว่า จะทำอย่างไรต่อไป(ฝนตกฟ้าร้องเปรี้ยงตอนนี้) อาตมามีความจริงใจ มาพยายามฟื้นศาสนาพุทธที่เสื่อม ด้วยความจริงใจ อาตมาไม่ได้มาทำลายศาสนา อาตมารู้บาป รู้กุศล อกุศลดี ขอต่ออีกว่า ธรรมกายนี้ร้ายกาจ ขนาด เขาบอกว่าเขาไม่ไว้ใจใครเลย จึงไม่ให้จับ การไม่ไว้ใจนี่ก็ไม่ว่า แต่เขาไม่ไว้ใจไปถึงพระเจ้าแผ่นดินไทย เขาเป็นประชาชนคนไทยแต่ไม่ไว้ใจในพระเจ้าแผ่นดินไทย เขาไม่ให้เกียรติพระเจ้าแผ่นดิน เพราะเขาไม่ยอมรับแม้แต่คำวินิจฉัยของศาล แม้แต่คำสั่งศาลเขาก็ไม่ยอมรับ แล้วก็บอกว่าไม่ไว้ใจศาล แต่ศาลก็คือตัวแทนของพระเจ้าแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์เลย ซึ่งเขากล้าบอกว่าไม่ไว้ใจใคร ถึงไม่ยอมให้จับ ไม่ยอมแม้คำสั่งศาล เขาทำกรรมนี้ไปแล้วจริงๆ จนสำเร็จ กรรมเป็นอันทำ อาตมาถึงบอกว่าธัมมชโยนี้เข้าข่ายเป็น ผีบุญ ครบถ้วน เพราะกบฏต่อแม้แต่พระเจ้าแผ่นดิน ซ่องสุมประชากร เอาโล่ห์มนุษย์มาใช้ อาตมาก็พอรู้ว่า มีผีบุญที่เกิดในประเทศไทยมาบ้าง แต่ไม่เห็นว่าผีบุญคนไหนยิ่งใหญ่กว่าพฤติกรรมคนนี้ อาตมาก็ขอส่งเรื่องนี้ฝากฟ้าฝากดินกับคณะบริหารประเทศว่า ท่านดูแลประเทศไทยอยู่ แล้วท่านให้ผีบุญนี้แสดงฤทธิ์อำนาจอยู่มันเป็นเรื่องถูกต้องแล้วหรือ อาตมาว่าเป็นเรื่องที่เขากำแหงมาก เขายิ่งใหญ่แสดงฤทธิ์เดชจนกระทั่งอย่างที่เขาได้ทำ เขาไม่ไว้ใจใครเลยแม้แต่คำสั่งศาล ซึ่งเป็นตัวแทนของพระเจ้าอยู่หัว นี่พูดโดยสัจธรรมไม่ได้ใส่ความใคร จะทำอย่างไรกับคนๆ นี้ แล้วองค์ประกอบของที่เขาประพฤติทุกๆ อย่าง มันเข้าข่ายผีบุญ ซึ่งเป็นผีบุญที่ตัวใหญ่มากเท่าที่เคยมีมา เป็นแต่เพียงว่าเขามีลีลาอยู่อย่างหนึ่งคือ เขาไม่ทำอย่างแรงๆ เขาทำเป็นสุภาพนิ่งๆ เท่านั้นเองเป็นตัวกลบเกลื่อน มีลีลาของความสุภาพไม่โต้เถียง ใครจะว่าอย่างไรกูไม่เอาด้วย กูจะใหญ่คนเดียวจะทำอะไรในประเทศนี้อย่างไรก็ได้ ประชาสัมพันธ์โฆษณาอยู่ตลอดเวลาไม่ได้หยุดเลย ก็ยังงงๆ อยู่ว่าเขามีอภิสิทธิ์อะไรทำเช่นนี้ ขอยืนยันว่าธัมมชโยนี้ไม่ใช่พระ ทำผิดปาราชิก 2 อย่าง เลยนะ ปาราชิกในเรื่องเงินทอง ตั้งแต่ก่อนนั้นก็ชัดเจน ยอมรับว่าเอา เงินไปแล้วก็คืน นี้ก็ปาราชิกแล้วแม้แต่คืน นั้นก็ปาราชิก ก็เอาไปแล้ว สมัยก่อนเงินแค่ 5 มาสกก็ปาราชิกแ ล้ว แต่นี่ตั้ง 900 ล้าน พระพุทธเจ้าว่า ถ้าลักของ ของเคลื่อนเกิน 1 องคุลีก็ปาราชิกแล้ว แต่นี่เอาไปตั้ง 900 ล้านไปตั้งหลายปี นั่นปาราชิกชัดเจน มาตอนหลังมีอีก จนสมเด็จพระสังฆราชมีพระลิขิตอีกตั้ง 9 ฉบับ ว่าธัมมชโยปาราชิก แต่เถรสมาคมเฉยเพราะเขาติดสินบนไว้หมด วิธีการเขา พระส่วนใหญ่ ยอมเป็นทาสต่อลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็เลยตกเป็นทาสของสมี น่าสังเวชใจ 2. ปาราชิก ข้ออวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน อันนี้ปาราชิกแล้ว เพราะมีคนจับผิดโดยคุณชาติชาย บอกว่าพ่อตายไปแล้ว แล้วให้ธัมมชโยตรวจสอบให้ดูว่าเป็นอย่างไร ธัมมชโยบอกว่า ไปอยู่สวรรค์เฟส 3 ต่างๆนานา พูดออกอากาศด้วย แล้วเขาก็บอกว่าเขาแต่งเรื่องมา พ่อเขายังไม่ตาย จะไปสวรรค์ได้อย่างไร ธัมมชโยโกหกชัดๆ อันนี้ชัดเจนว่าปาราชิกแน่ๆ แม้นุ่งเหลืองห่มเหลืองก็ไม่ใช่พุทธ พระพุทธเจ้าห้ามภิกษุในศาสนาพุทธต้องห่มสีทั้ง 7 สีนี้ 1 . สีครามล้วน 2. สีเหลืองล้วน 3. สีแดงล้วน 4. สีบานเย็นล้วน 5. สีดำล้วน 6. สีแสดล้วน 7. สีชมพูล้วน พตปฎ. เล่ม 5 ข้อ 169 อาตมาได้มาทักท้วงเรื่องนี้ที่วัดบวรก็เปลี่ยนไป แต่ก่อนเหลืองจัด แต่ตอนนี้ก็มาเป็นสีอีกแบบที่ไม่เหลืองจัดเป็นสีแก่นขนุน อาตมาพูดแล้วเหมือนโกรธเกลียดชังคนๆ นี้ ทั้งที่จริงไม่ได้กระทบอาตมาเลย ไม่แย่งลูกค้าด้วยเพราะเดินคนละสาย ลูกค้าธัมมชโยเดินเข้าไปให้สะกดจิต แต่ลูกค้าอาตมาเลิกสะกดจิต ลูกค้าธัมมชโยตั้งใจไปรวยกันทั้งนั้น แต่ลูกค้าอาตมาตั้งใจมาจน ไม่ได้กระทบกันเลย แต่สำคัญที่เขาว่า เขาอ้างว่าเป็นศาสนาพุทธ แต่ที่จริงไม่ใช่ เอาชื่อพุทธไปแปะไว้เท่านั้น แล้วเผยแพร่สิ่งผิดไปทั่วโลก มีสถานีโทรทัศน์กระจายไปมากมาย ก็ขอย้ำ

_0893867xxxสัจธรรมแท้ที่ไม่เคยเลือนหายไปกับกาลเวลาจะพิสูจน์ให้เห็นเองว่ายิ่งใหญ่แค่ไหนก็ไม่พ้นกรรม!สกก. _0893809xxxรายการช่องธรรมะบุญนิยมของชาวอโศกเพื่อมวลมนุษยชาติดีมาก ๆ(เราทุกคนบนโลกนี้คือพี่น้องเราทั้งหมด)ให้ความรู้ชัดเจนจริงมีเหตุมีผลนำมาปฏิบัติจริงและสามารถนำไปช่วยผู้อื่นได้จริงนี่แหละคือ ธรรมะจริง ได้ปฏิบัติจริง (ฝึกเสียสละ จาคะ มีจิตเมตตา )สาธุ สาธุ ผู้น้อยขออนุโมทนาบุญ _จากคุณสู่แดนธรรม…กราบนมัสการเรียนถามครับพ่อท่าน ขณะที่ผมกำลังอาบน้ำอยู่ พลันก็มีเทวดามาคุยด้วยในห้องน้ำ คุยถามเรื่องนิพพานัง ปรมัง สุขัง ผมตอบว่าให้สังเกตุดีๆ ว่าแต่ละคำล้วนแต่ผ่านเป็นช่อง 3 แล้วทั้งนั้น โดยเฉพาะคำว่า สุขัง ทำไมต้องใช้คำว่าสุขัง ทำไมไม่ใช้คำว่า โสมนัสสัง ซึ่งเป็นรสละเอียดอ่อนภายใน ผมหมายถึงว่า การที่จะเช็คว่ามีนิพพานในปัจจัยของอะไรก็ตาม จะต้องเอาปัจจัยภายนอกมาเป็นตัวชี้วัดยืนยัน ว่า แม้แต่ตัวความสุขที่อาศัยเหตุปัจจัยภายนอกพาให้เกิดสุข เมื่อนิพพานกับมันแล้ว สุขนั้นย่อมเลื่อนขึ้นเป็น สุขัง คือ จบความสุขไปแล้ว เลยพ้นความสุขไปแล้ว จึงสุขัง(สงบดี)อย่างยิ่ง" บรม " เมื่อนิพพานแล้วจึงสงบดี(สุขัง)อย่างยิ่ง จึงไม่ใช่แค่ โสมนัสดีอย่างยิ่ง ที่มันยังเป็นโสมนัสที่พาเกิดรสเกิดชาติอยู่ จึงต้องใช้คำว่า "นิพพานัง ปรมัง สุขัง" ผมตอบเทวดาได้ถูกไหมครับ ขอกราบนิมนต์พ่อท่านช่วยตอบขยายความอีกด้วยครับ พ่อครูว่า ...ที่สู่แดนธรรมเขียน สงบดี(สุขัง)อย่างยิ่ง ก็ดี แล้วนิพพานนั้นต้องพิสูจน์อาการจิต ได้แล้วจิตต้องพ้นจากสุขัง คือปรมัง นี่ยิ่งกว่าอันนี้ อาตมาจึงแปล *ปรมังสุขัง*ว่า ยิ่งกว่าสุข เพราะนิพพานเป็นโลกุตระ อย่างเช่น นี่ บักผีผ่วน (ลูกนมวัว) รสชาติเป็นอย่างนี้ไม่ได้เรื่องอะไรเลย คนที่ชอบก็ว่าสุข ได้กิน พอมากินลองกอง ก็ว่ารสชาติดีกว่า นั่นคือสุขกว่า อร่อยกว่ากินบักผีผ่วน ก็สุขยิ่งกว่า เป็นเวทนา เสวยรสที่สุขกว่า เป็นโลกียรส ได้กินก๋วยเตี๋ยวชามนี้ ก็ว่าอร่อยแล้ว ได้กินอีกชาม อร่อยกว่าอีก เขาแปล นัยโลกีย์ว่า สุขอย่างยิ่ง สุขยิ่งกว่าอันเก่า นี่คือแปลแบบโลกีย์ แต่นิพพานนี้เป็นโลกุตระ เพราะฉะนั้นอย่าไปแปลสำนวนโลกีย์ว่าสุขอย่างยิ่ง เมื่อแปลอย่างนั้น คนก็เลยฟังแล้วเข้าใจอารมณ์นิพพานผิดไปว่าเป็นอารมณ์โลกีย์ ทั้งที่อารมณ์นิพพานเป็นโลกุตระ อาตมาจึงแปลนิพพานว่า ยิ่งกว่าสุข คือ ว่างๆ ไม่ใช่รสอร่อยยิ่งกว่า ฟังเพลงนี้เพราะกว่า คนนี้ร้องเพลงเพราะกว่าคนนั้น มันไม่ใช่ ไม่ต้องเสพรสโลกีย์เลย แต่กลับ ลด รสโลกีย์มีทิศ หน่ายคลายโลกีย์ จนไม่มีรสโลกีย์ มีแต่รสธรรมชาติ เช่น สัมผัสรสบักผีผ่วนก็มีแต่รสแท้ๆ ใครมาสัมผัสก็รสเดียวกัน แต่ใครมาสัมผัสแล้ว เกิดรสชอบไม่ชอบ ก็เป็นเวทนา 2 เป็นเวทนาที่เป็นกิเลสไม่ใช่นิพพาน *เวทนาที่เป็นนิพพานก็มีรสเดียว* คนที่ไม่มีรสชอบหรือชัง สัมผัสรสก็รู้รสเช่นนี้ สัมผัสลองกองก็รสนี้ รสชาติเดียว*กันกับทุกคนทุกชาติ เรียกว่า * ของแท้ รสแท้ เสียงแท้ กลิ่นแท้ สัมผัสแท้ อันเดียวกันหมด* ** คนที่ปฏิบัติธรรม จิตไม่มี*รสสอง* คนไหนทำได้เป็น รสเดียวก็เป็นอรหันต์ อาตมาทำไมรู้ ก็เพราะว่าอาตมาเป็นได้แล้ว ใครจะหาว่าอวด อุตริมนุสธรรมก็ว่าไป อาตมาทำมา 46 ปีแล้ว ไม่ได้อยากประกาศหรอก ไม่งั้นประกาศไปนานแล้วต่อสาธารณะ แต่นี่เพิ่งประกาศต่อสาธารณะ ปี 58 นี้ เคยบอกส่วนบุคคลก็กับขวัญดี กับอาจารย์แสง จันทร์งาม เท่านั้น จะต้องศึกษาธรรมะแล้วจะได้จริงเช่นนั้น

มาดูในคอลัมน์ คนจะมีธรรมะได้อย่างไร ...ต่อกัน ชัดเจนนะ ว่า “กาย”ไม่ใช่หมายเอาเฉพาะ“ร่างภายนอก”เพียงส่วนเดียวเท่านั้น ตามที่คำว่า “กาย” มันได้กลายเป็น “ภาษาไทย” สนิทแล้ว นี่แหละคือ “มิจฉาทิฏฐิ” อย่างสำคัญที่นักปฏิบัติธรรมชาวพุทธไทยทุกวันนี้ ไม่บรรลุธรรมกันได้ เพราะปฏิบัติกันอย่างไรๆ ก็ไม่มีโอกาสบรรลุพุทธธรรมได้เลย ด้วยมิจฉาทิฏฐิตั้งแต่เบื้องต้น คือ “มิจฉาทิฏฐิ” ในความเป็น “กาย” นี่เอง “กาย” คือ “องค์ประชุมของธรรมะ 2” คำว่า “กาย” ไม่ใช่แค่ “ดินน้ำไฟลม” อันมี “มหาภูต 4” ที่เป็น “ร่างภายนอก” ส่วนเดียวเท่านั้นที่ “ปรุงแต่ง” กันอยู่ แต่ต้องหมายเอา “การปรุงแต่งของรูปกับนาม” จึงจะชื่อว่า “กาย” เพราะ “กาย” คือ “ธรรมะ 2” “กาย” คือ “องค์ประชุมของรูปกับนาม” ที่ปรุงแต่งกันอยู่ ดังนั้น “รูปกับนาม” สองอย่างนี้ ตัวสำคัญหลักที่ทำให้ “สงบระงับ” ได้ก็ต้องเป็น “นาม” เพราะ “รูป” ไม่ใช่ “ตัวบงการ” หรือไม่ใช่ส่วนที่เป็น “พลังงานทำหน้าที่ก่อความไม่สงบระงับ” ในความเป็น “สังขาร” ของชีวิต “เหตุ” แห่ง “ความไม่สงบระงับ” นั้น อยู่ที่ “จิต-มโน-วิญญาณ” คือ อยู่ที่ “นาม” เป็น “ตัวการสำคัญ” ไม่ใช่อยู่ที่ “รูป” หรือที่ “ร่าง” อันเป็น “ดินน้ำไฟลม” เด็ดขาด ที่เป็น “ตัวบงการ” เพราะ“ดินน้ำไฟลม” นั้นไม่มี “ธาตุรู้”ที่จะทำ “ความไม่สงบระงับ” หรือ “ทำ ความทุกข์วุ่นวาย” ขึ้นมาในชีวิตคน พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดใน “อัสสุตวตาสูตร” (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230) อ่านดูดีๆ “(230) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้าง จะพึงคลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ข้อนี้เพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฏฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา ดังนี้ ตลอดกาลช้านานนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับจึงไม่อาจเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหลุดพ้น ในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ฯ เขาก็พอรู้ว่า ต้องมีวิปัสสนา แต่เขาก็เข้าใจว่า วิปัสสนาคือนั่งหลับตา จิตสงบแล้วยกจิตสู่วิปัสสนา ซึ่งอย่างนั้นไม่ตรงกับวิโมกข์ 8 ข้อ 2 ที่ว่า อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิปัสสติ คือต้องสัมผัสตั้งแต่ภายนอก เข้าไปอ่านถึงภายในเลย ถึงอรูป แล้วต้องมีกายสักขี ต้องมีกายเป็นพยาน ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ต้องเห็นอยู่รู้อยู่ตั้งแต่ รูปีรูปานิปัสสติ แล้วเป็น อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิปัสสติ เป็นเรื่องของความรู้ที่มันเกิดจริง เป็นสุภันเตว อธิมุตโตโหติ การเรียนรู้ไม่ตามคำสอนพระพุทธเจ้าจึงเพี้ยนไปหมด อาตมาได้แต่ตำหนิเขาอย่างกับ อาตมามีปริญญา จบเปรียญ แต่เป็นสิ่งที่ต้อง นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง ต้องตำหนิสิ่งที่ควรตำหนิ แล้วชมสิ่งที่ควรชม แล้วที่ยากเพราะว่าที่ติก็ไปถูกเขาทั่วบ้านทั่วเมือง แล้วชมก็มาชมอโศกแห่งเดียวอีก เพราะเขาปฏิบัติผิดเช่นนั้นจริงๆ อาตมาตีลงไป ขออภัย เคาะออกไปว่าผิด มันไปถูกหัวโล้นของทั้งหมดเลย (231) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะเข้าไปยึดถือเอาร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ โดยความเป็นตน ยังชอบกว่า แต่จะเข้าไปยึดเอาจิตโดยความเป็นตนหาชอบไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ เมื่อดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้า

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน