591030_วิถีอาริยธรรม สันติฯ สาธารณโภคีเพราะพระบารมีพ่อหลวง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข4 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

591030_วิถีอาริยธรรม สันติฯ สาธารณโภคีเพราะพระบารมีพ่อหลวง โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

สมณะเพาะพุทธ ว่า...วันนี้อาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา เราได้ผ่านเหตุการณ์การสวรรคต ของกองทัพธรรมเราก็ไปร่วมสร้างทานบารมีที่ท้องสนามหลวง และที่สันติอโศกก็เป็นสถานที่บำเพ็ญ ในการเย็บกระทงใบตอง ท่านจันทร์ได้กล่าวบทกวี… พ่อครูว่า...อาตมาขอตั้งต้นด้วยคำว่าสาธารณโภคี ขณะนี้ประเทศไทยเรากำลังมีพฤติกรรมสังคม เป็นสาธารณโภคี ที่สวยงาม และแผ่ราศี แผ่รังสีออกไปยังต่างประเทศ พลังงานของความเป็นสาธารณโภคี คำว่าสาธารณโภคีหมายเอา จิตวิญญาณเป็นหลัก จิตวิญญาณเป็นประธานให้เกิดความเป็นสาธารณโภคี สาธารณะคือทั่วไปเลย รวมทั้งหมด เป็นส่วนรวมทั้งหมดเรียกว่าสาธารณะ โภคี คือการบริโภค รวมคำว่า “สาธารณโภคี” คือคนรู้สึกว่าได้บริโภคร่วมกัน บริโภคอะไร บริโภคทางจิต จิตเกิดลักษณะ ที่เห็นดีเห็นงาม โดยเฉพาะเมื่อเห็นดีเห็นงามแล้ว ก็ศรัทธาเลื่อมใสความดีงามนั้น คนในโลกขณะนี้เกิดการบริโภคความดีงามของในหลวง อาตมาพูดไปนี่ขี้ตู่ไหม คือทำเป็นและเล็มเลียบเคียงไม่มีความจริงหรือพวกเราฟังแล้วมีเนื้อหาความจริงประกอบคำพูดที่ถูกต้อง อาตมามองแล้ว อ่านรายละเอียด อาตมาศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าถึงขั้นสาธารณโภคี แล้วมนุษย์ก็เป็นอยู่ด้วยสาธารณโภคี พฤติกรรมสาธารณโภคี มีการฝึกหัดกับพฤติกรรมกาย ชีวิตมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แบบสาธารณโภคี แบบที่พูดนี่แหละ ขออภัยที่ต้องพูดยกตัวอย่างชาวอโศก ชาวอโศกเราทำได้ ทำได้ที่เป็นสาธารณโภคีถึงขั้น ทรัพย์สินเงินทองข้าวของ สถานที่บ้านช่องเรือนชาน พื้นดินแผ่นดิน ที่เรามีสิทธิ เป็นส่วนกลางมีสิทธิร่วมกัน บนแผ่นดินเดียวกัน เป็นของที่ทุกคนมีสิทธิร่วมกัน อาศัยกิน อาศัยใช้ ได้เริ่มกันจริงๆ อาตมาพาทำตามธรร

อ่านต่อ

มะพระพุทธเจ้า ทำได้สำเร็จ ธรรมะ 40 กว่าปีแล้ว มาถึงวันนี้แล้ว อาตมาก็ขอพูด ไม่ใช่อวดตัวตน แต่พูดเพื่อยืนยัน ความจริงนี้ ว่ามันเกิดได้เป็นได้ พูดเพื่อยืนยัน ว่ามันมีสิ่งปรากฏของมวลมนุษย์ ประพฤติปฏิบัติอันเกิดจริงเป็นจริงได้อย่างแท้ แล้วก็ยังเป็นจริงต่อไปอยู่ ไม่ใช่เป็นแค่ชั่ววูบ ดีชั่วครั้งชั่วคราว เสร็จแล้วไม่นานนะ ทำต่อไปก็สลายหายไป กลับไปเป็นคนมีกิเลสอย่างเดิมก็ไม่ใช่ แต่ชาวอโศกเราทำได้แล้วก็มีการก้าวหน้า ทั้งในด้านมวล จำนวนคน เป็นบุคคลมารวมกันเพิ่มขึ้น ทั้งการก้าวหน้าของจิตวิญญาณ จิตวิญญาณเกิดความรู้ เกิดความเข้าใจ เกิดการปฏิบัติได้ ปฏิบัติได้ จิตเป็นจริง เป็นเจโตที่เกิดนิมิตรกับนิโรธ จิตใจลดละกิเลสได้จริง อาตมามองเห็นตามภูมิปัญญาอาตมา เอามายืนยันนะ พูดตามที่อาตมามีความจริงใจ ภูมิปัญญาที่ตามมาเห็นความจริงนี้ก็เห็นจริงๆ ไม่ได้โมเม มีการเห็นจริงๆ ชัดเจนในญาณทัศนะของอาตมาที่หยั่งรู้ ต้นหลักฐานเป็นปรากฏการณ์ที่เมื่อเอาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอธิบายกัน คนเข้าใจคนเห็นดีเห็นงาม และเอาไปประพฤติปฏิบัติได้สำเร็จ มาเป็นชาวอโศก มารวมกันประพฤติความกับชาวอโศก ซึ่งมีหลักฐานความจริง ไม่ได้พูดอย่างโมโห คุยอวดเฉยๆ แล้วขอสัมทับอีกว่า อย่าเข้าใจว่าเพื่อจะมาพูดนี้ เพื่อยกย่องอวดอ้างตัวเอง แต่พูดเพื่อการศึกษาวิชาการ เป็นการยืนยันอ้างอิงเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่เป็นเรื่องลอยลม ไม่มีความจริงยืนยัน แต่มีสิ่งจริงยืนยันเป็นตัวอย่างให้สัมผัสได้ จะเป็นจริงไปได้นานเท่าไหร่ คุณก็สนใจศึกษาก็เอหิปัสสิโก เชิญให้มาพิสูจน์ได้ ว่าจะเป็นจริงอย่างถาวรไหมหรือชั่วคราว ก็ช่วยกันตรวจสอบมาได้ ไม่ใช่ท้าทายหรืออวดดี แต่อยากให้ช่วยพิสูจน์ ช่วยกันนำคำสอนของ พระพุทธเจ้าเอามาปฏิบัติประพฤติธรรม มาฝึกฝนให้เกิดความจริงนี้ขึ้นมา อาตมาได้ประกาศไปในสาธารณชนหลายทีว่า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ แล้วมาถึงวันนี้เมืองไทย มีสิ่งปรากฏ จึงเป็นปรากฏการณ์แท้เกิดขึ้นแล้ว ว่ามีเนื้อหาโลกุตรธรรมของพุทธ เหตุการณ์ที่เกิดในสังคมไทยขณะนี้ยังเป็นคลื่นที่มีพฤติกรรมอยู่ เกิดคนไทยมีจิตใจเกิดเป็นสาธารณโภคี ใครมีน้อยใครมีมากเสียสละแจกแบ่ง ปรากฏการณ์นี้ไม่เคยเกิดมาก่อนในยุคนี้ จากจุดกลางคือในหลวง รัชกาลที่ 9 ของเรานี้ ที่ทรงสวรรคต เป็นจุดระเบิด A bomb of love. เป็นจุดระเบิดรังสีรัศมีของความรัก แสดงออกเป็นกรรมกิริยากระจายไปทั่วโลก จะเห็นได้ว่าคนมีแต่จะแจก จะให้ ทุกคนมีจิตใจที่จะให้ๆ แล้วปลื้ม อาตมาได้เล่าเหตุการณ์ที่ประสบมาแล้ว เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่ เล็กน้อยคือมีผู้ชายคนหนึ่ง แกได้น้ำขวดมา 2 ขวด มาเจอเด็กของเรา คือเด็กหญิงดูแลและเด็กหญิงศีล ผู้ชายคนนี้ได้น้ำขวดมาจากไหนไม่รู้พอมาเจอเด็กผู้หญิง 2 คน แก่ก็ยิ้มเอาน้ำขวดไปให้ เด็กเราก็ไม่เอา หลบไม่ออก แกก็ยัดเยียดให้ เด็กของเราก็ไม่เอา อาตมาก็บอกว่าเด็กพวกเราไม่น่าจะทำอย่างนี้ ก็มองเพ่งเด็กก็มีปฏิภาณว่าให้รับนะ จะเรียกว่าส่งจิตบอกก็ได้ เด็กรับแฮะ ด.ญ.ดูแลรับ ดญ.ศีลก็เลยรับ พอเด็กรับของเท่านั้น ผู้ชายคนนี้ก็ร้องไห้เลย อาตมาเห็นแล้วก็รู้สึกสะท้านใจน้ำตาคลอเหมือนกัน เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิญญาณที่เกิดปฏิสัมพันธ์ เราเรียกว่าพลังงานปฏิสัมพันธ์ มี Action Reaction ทุกคนมีเจตนาจะให้ ให้เสร็จแล้ว ก็ปลื้มใจ พอใจ ดีใจ ที่ได้ให้อย่างบริสุทธิ์ใจ แล้วคนก็รับอย่างบริสุทธิ์ใจ อาตมาก็อธิบายเหตุการณ์นี้ในประเทศไทยที่เกิดอย่างครื้นเครง ลือลั่น เป็นปรากฏการณ์ทานบารมี เกิดในสังคมไทยที่ยิ่งใหญ่มาก สมณะเพาะพุทธว่า...เป็นการหยิบยื่นอย่างครื้นเครง จะใช้คำนี้ก็น่าจะได้ พ่อครูว่า...มันเกิดอาการอยากจะเป็นผู้ให้ แม้มีน้อยก็ให้ได้ อาตมาเห็นแล้วว่า ผู้ที่ร่ำรวยมีมากจริงๆ เขาจะทำได้อย่างเท่อย่างดีเลย ก็ไม่ค่อยเอาตัวลงมาทำ แต่คนเล็กคนน้อยคนกระจอกๆ ออกมาครื้นเครงกันหมดเลย ทำกันทั่วจุดศูนย์กลาง รวมอยู่ที่สนามหลวง อยู่ต่างจังหวัดก็มากัน ไม่มีเล็กน้อยก็หอบกันมา ใครมีมากก็หอบกันมามากหน่อย คนมีเล็กมีน้อยก็พยายามหอบของตัวเองมาเอามาแจก คนเบื้องบนเบื้องสูง ก็ลงมาแจก ดังที่เห็นปรากฏการณ์ อย่างสมบูรณ์แบบ มีคนเบื้องบนเบื้องสูงที่อัตตาใหญ่ ก็ยอมลงมา เป็นฐานะยศชั้นทางสังคม ฐานะนักธุรกิจคนรวย คนที่มีหน้ามีตาทางสังคมก็ตาม คนที่มีอัตตาไม่แสดงออก แต่คนที่มีจิตใจสาธารณโภคีเกิดมีจิตใจอยากจะมาให้มาแสดงออก เกื้อกูล เอื้อเฟื้อเจือจานกัน จะมีของอุปโภคบริโภค เท่าที่ตัวเองจะหาได้มีได้ ก็ทำกันเต็มที่เลย เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาในระยะยาวนานและจะเกิดไปอีกนานเท่าไหร่ไม่รู้ในปรากฏการณ์วันนี้ คำว่าสาธารณโภคีนี้ อยู่ในสาราณียธรรม 6 เกิดจากจิต 7 ลักษณะ คือ สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.๒๒ ข.๒๘๒-๒๘๓)

ในสาราณียธรรม 6 มี เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ทิฏฐิสามัญญตา) (ล.๒๒ ข. ๒๘๒-๒๘๓)

เป็นการให้อย่างจริงใจเลย เกิดจากมโนกรรมเป็นประธาน มันจริงใจมันให้ อาตมาได้เอาทานสูตรมาอธิบายแล้ว เป็นการให้อย่างไม่หวังอะไรตอบแทน ให้รู้เลยว่าจิตใจของเราไม่มีพลังงานเช่นนี้ออกไปเป็น สาเปกโข ไม่มีพลังงานของจิตหวังอยากได้อะไร เป็นอาการของจิตที่ออกไปว่าให้ไปแล้วนี่ หนึ่งจากตัวเราว่าเราได้ให้แล้ว เราเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ เป็นอัตตา ก็ไม่มี ทานไปแล้ว หวังผล ล.๒๓ ข.๔๙ ทานสูตร สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทาน เทติ สะสม (มูลนิธิคือสั่งสม) สั่งสมความอยากได้เป็นตัวกูของกู อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ตายไปแล้วจะได้เสวยผลข้ามชาติ) ทาน เทติ ได้แล้วเป็นตัวกูของกู เพื่ออาศัยไปข้ามภพชาติ ไม่ยอมปล่อยเลย ขณะนี้ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหญ่อันโอฬาร เป็นปรากฏการณ์สาธารณโภคี ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ของจิตวิญญาณมนุษย์ เป็นพฤติกรรมสังคม จะเรียกว่าพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ พฤติกรรมทางสังคมศาสตร์ พฤติกรรมของทางรัฐศาสตร์ก็ตาม ก็เป็นพฤติกรรมอันบริบูรณ์ เป็น พฤติกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ทำได้โดยไม่ได้เป็นการแสดงออกอย่าง จิตที่เป็น Boomerang จิตให้ตายแล้วก็มีพิธีโค้งเพื่อเอามาให้กับตัว เรียกว่าให้ไปเป็น ไอโซโทปเลย ให้ไปเป็นแบบนิวเคลียร์ฟิชชันเลย ให้ไปอย่างไม่มีวิถีโค้งเข้ามาหาตัวเลย นิวเคลียร์ฟิชชันให้ไปอย่างบริสุทธิ์ เป็นพลังงานที่ให้ไปอย่างไม่ สาเปกโข ป่วยการไปกล่าวถึง ปฏิพทฺธจิตฺโต (ผูกพัน) ทาน เทติ สนฺนิธิเปกฺโข (สั่งสม) ทาน เทติ สะสม (มูลนิธิคือสั่งสม) สั่งสมความอยากได้เป็นตัวกูของกู อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ จิตไม่มีอย่างนั้น เป็นการให้โดยจิตบริสุทธิ์สะอาด สละให้ผู้อื่นอย่างบริบูรณ์เต็ม จิตใจอย่างนี้เป็นจิตใจที่ศาสนาพุทธสอนให้อบรมฝึกฝนให้จิตใจเป็นอย่างนี้ได้จริงๆ ขณะนี้ปรากฏการณ์ของมนุษย์คนไทย ไม่ว่าแต่ชาวพุทธเลย ชาวศาสนาอื่นก็มาประพฤติปฏิบัติพฤติกรรมอันนี้ในสังคมขณะนี้ ด้วยจุดเดียวกัน จุดนั้นคือจุดพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของเรา ที่เสด็จสวรรคต ทุกคนแสดงออกลักษณะของการให้ ทุกชาติศาสนามีจิตใจเกิดอันนี้ สัจธรรมมีหนึ่งเดียวอันนี้สูงสุด เป็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่มากเลย อาตมาถือว่าอย่างนั้น ซึ่งมันไม่ใช่เป็นคนเดียวและไม่ใช่เป็นชั่วคราว เป็นต่อเนื่องยาวนานจะไปอีกนานเท่าไหร่ยังไม่รู้นะ แต่เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ปรากฏการณ์ที่เกิดในประเทศไทยและสหประชาชาติเป็นที่รวมของทุกประเทศ เป็นองค์กรรวมของทุกประเทศ นำเรื่องราวเหล่านี้ มีการจัดพูดเทิดพระเกียรติ ในการประชุมของสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมา ในหลวงเราเป็นบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สิ้นพระชนม์ลง กับความที่ไม่มีใครอยากให้สิ้นพระชนม์ ด้วยความเกิดความเสียดายความระลึกถึง ต้องเชิดชูบูชาพฤติกรรมนี้เอามาประกาศอธิบายเป็นตัวอย่างย้ำยืนยันให้แก่มนุษย์ให้รู้ว่า นี่คือสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ดีที่สุด ที่ทุกคนควรจะได้รับรู้ มันจะต้องปฏิบัติตาม น้อมนำมาประพฤติปฏิบัติใส่ตน ให้เป็นคนชนิดนี้อย่างนี้ ได้น้อยหรือมากก็ให้ได้แก่กันเถิด นี่คือสัจธรรมที่ปรากฏขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ อาตมาว่าอาตมาพูดยังไม่ถึงใจอาตมาเท่าไหร่ ในโลกยุคนี้ทั่วโลก ทั้งโลกยุคนี้ มันเป็นยุคที่ทุกคนมุ่งไปสู่ปัญญา ทุกคนเข้าใจแล้วว่า จิตวิญญาณนี้สำคัญกว่าวัตถุ ทุกคนเข้าใจแล้ว แล้วก็ควรจะต้องทำจิตวิญญาณให้เป็นปัญญา เป็นจิตใจที่ไม่มีความเห็นแก่ตัว ไม่หวงแหนเป็นตัวเป็นตนเป็นของตัวของตน ความหมายนี้แม้แต่ศาสนาอื่นหรือคนชาติอื่นก็รู้ โดยปฏิภาณความเฉลียวฉลาดลึกๆ ของแต่ละคน ก็รู้ มีมากหรือน้อยก็แล้วแต่ อาตมาว่าเป็นหนึ่งเดียว กลับมาหาจุด จุดหนึ่งเดียวนี้เหมือนกันหมดแล้ว ปรากฏการณ์ในประเทศไทยครั้งนี้จึงเป็นปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ ที่เกิดขึ้นแล้วโดยความเป็นจริงที่มนุษย์แสดงออกด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ มีมวลมากพอจนกระทั่งต่างชาติสหประชาชาติขานรับ แล้วก็เอาไปประพฤติแสดงออก อย่างน้อยก็ทำพฤติกรรมเอามาประกาศร่วมกันให้เห็นว่านี่คือสิ่งที่ดี เอามาประกาศ เอามาส่งเสริม เอามาแพร่หลาย ให้ทุกคนได้รับรู้แล้วเอาไปปฏิบัติประพฤติ ไม่ว่าเชื้อชาติศาสนาไหนก็ทลายลงหมดเลย ไม่เหลืออะไรกั้นเลย เป็นลักษณะของ Globalization ไม่มีอะไรขีดคั่น เป็นลักษณะไม่มีอะไรติดข้อง เป็นความเห็นความเคลื่อนไหวทะลุทะลวงกลายเป็นอันเดียวกัน เป็นปรากฏการณ์จริงที่แสดงออกจริง รับสัมผัสกันได้ถึงกันแม้จะไม่ครบได้แต่รูปแต่เสียงแต่ภาพไม่ได้กลิ่นไม่ได้สัมผัสทางลืมได้ก็ตามเถอะ แค่เสียงและรูปภาพก็ชัดเจนหมดแล้ว เสียงและรูปภาพนั้น มันเป็นพาหะของวิญญาณด้วยนะที่สื่อสัมผัสนี้ เสียงและภาพเป็นพาหะของวิญญาณพาวิญญาณไปด้วย เสียงและภาพเป็นการนำพาลักษณะสื่อถึงจิตวิญญาณ ลักษณะอะไรจิตวิญญาณอะไร จิตวิญญาณที่ คนผู้หนึ่งที่ทรงงานทรงพระจริยวัตรตลอด 70 ปี และก็เป็นที่ชัดเจน ไม่ใช่เป็นเรื่องลอยลม เป็นเรื่องเสแสร้งยกยอปอปั้น ไม่ใช่ เป็นเรื่องจริง ทำให้ทุกคนประทับใจในพระจริยวัตรต่างๆ ในการทรงงานต่างๆ ที่มันบอกความจริงว่าพระองค์ทรงงานเพื่อใคร เพื่อพระองค์เองหรือเพื่อตัวเพื่อตน นี้เพื่อมวลประชาชน ยังบริสุทธิ์สะอาด เมื่อประพฤติปฏิบัติลงไปแล้วเกิด มีผลผลิตเกิดตามมา เกิดแรงงานมีกรรมกิริยาเกิดตามมา เกิดสัจธรรม ความรู้ และเกิดผลทางจิตวิญญาณตามมาอีก สัจธรรมการแสดงออกซึ่งจิตวิญญาณ เป็นการทำเพื่อให้ ทานัง มันเป็นสิ่งที่ปรากฏจริงว่าบริสุทธิ์จริงทำต่อเนื่องมา 70 ปี นี่เป็นเรื่องที่สุดยิ่งใหญ่ อาตมาก็ทำแต่ไม่มีหน้าที่การงานที่เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของพระเจ้าอยู่หัว อาตมาไม่มีหน้าที่ไปบริหาร ที่สำคัญอาตมา มาปางนี้ ไม่ได้มาเผยแพร่กายกรรม แต่อาตมามาเผยแพร่วจีกรรมเท่านั้นเป็นงาน งานอาตมากับในหลวงท่าน ในหลวงท่านเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ท่านทำทางกายกรรมมากไม่ตรัสมาก แต่โพธิรักษ์เอาแต่พูด ไม่ได้เกิดการ กระทำเหมือนพระองค์ ส่วนมโนกรรมนั้นขอยืนยันว่าเหมือนกัน เป็นผู้ที่ จะมาทำความรู้และความจริง ความรู้และความจริง 2 อย่างนี้ มีตัวผล คือการให้ บริจาคะ รู้อะไร..ก็รู้ในการหาทางให้และให้อย่างไรก็ให้อย่างจริง “ให้” ให้จริง นี่เป็นความยิ่งใหญ่แท้ของสามเส้า ของพลังงานจิต อาตมามีหน้าที่พูด เป็นคนพื้นๆ อยู่กับดิน แต่ในหลวงท่านมีครบ ทั้งดิน น้ำ ฟ้า ท่านก็ทรงก็ทำ ที่อาตมาทำหน้าที่จึงไม่บริบูรณ์ คนถึงไม่เชื่อถือและรับไม่ครบ ก็มีแต่พูดเป็นหลัก ยิ่งอาตมาพูดลงไปในแนวลึก แนวลึกถึงโลกุตระ ทำแนวลึกถึงจิตวิญญาณบริสุทธิ์ถึงขั้นที่หมดตัวหมดตน ลึกเข้าไปให้รู้กิเลส แล้วให้มีวิธีการประหารกิเลส ในปหาน 5 เป็นต้น อาตมามาทำหน้าที่ทางศาสนา เป็นเรื่องละเอียดและยาก ในหลวงทรงงานมา 70 พรรษา อาตมาทำงานมา 46 ปี ย่างมาแล้ว จะถึง 70 ปีก็ต้องเพิ่มอีก 24 ปี ถึงจะถึง 70 อาตมาก็จะพากเพียรให้ถึงอย่างน้อย 70 ปีเหมือนกัน เพราะว่านามธรรมนั้นดูยากกว่ารูปธรรม ในหลวงท่านทรงงานมา 70 พรรษา มีทั้งรูปธรรม นามธรรม มีรูปธรรมคนรู้ได้ง่ายกว่านามธรรม ท่านยังต้องทรงงานมา 70 ปี แต่นามธรรมรู้ได้ยากกว่า ถ้าทำน้อยกว่าท่านผลมันก็ไม่พอ อาตมาถึงได้พากเพียรพยายามอยู่ทำงานต่อ ไม่ใช่ต้องการเก่งกว่า แต่ต้องการให้เกิดคุณค่า อาตมามีความอุตสาหะ ใครจะแข่งดีในเรื่องสร้างสิ่งที่ดีให้กับสังคม ก็แข่งเลย ถ้าใครจะชนะแล้วก็จะดีใจ มีปีติ ถึงอุพเพงคาปีติก็ช่างคุณเถิด แต่อาตมาไม่มีปีติขนาดนั้น ก็รู้ฝึกฝน ไม่ทำให้เกิดอุพเพงคาปีติ ในปีติ 5 อาตมาก็รู้ว่าควรทำถึงขนาดไหน ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค)

มันเกิดปีติขนาดไหนอาตมาก็รู้ และอาตมาก็ไม่เอาให้ถึง อุพเพงคาปีติ ให้ปิตินี้สลายเจือจางลงไปเป็นผรณาปีติ พระพุทธเจ้าไม่ให้ทิ้งปีติ แต่ให้มันกระจายบางเบาไปทุกองคาพยพของตนเอง ไม่มีเอกเทศไหนๆที่ปีติเราจะไม่ซึมซับถึง เรายินดีในสิ่งที่ดี ยินดีแล้วไม่ยึดมั่น เราต้องรู้ทำอย่างพรหม มีเมตตา กรุณา มุทิตาอุเบกขา ทำด้วยใจปรารถนาดี เมตตา กระทำลงมือทำให้เกิดผลดีผลประโยชน์ตามที่ต้องการแก่มวลมนุษยชาติแล้วก็เกิดมุทิตา เกิดความยินดี รู้ดี เข้าใจดีแล้วว่าเกิดขึ้นแล้วนะ ก็จบ มีอุเบกขา ว่าง จิตใจไม่ต้องติดกับความดีนั้น ว่าเป็นเราเป็นของเราอะไรอีก ไม่เอา ไม่ใช่เป็นพรหมสี่หน้าเฉยๆ ไม่เข้าใจพลังงานของจิตใจว่ามีอย่างไร แล้วเราก็ทำให้สูงสุดที่อุเบกขา ก็มีเมตตา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอยู่ อาตมามีเมตตาทางวจีกรรมอยู่ แต่กายกรรมไม่ค่อยได้ทำ ในหลวงท่านมีเมตตากายกรรมมาก แต่วจีกรรมท่านสั้น แล้วมีแต่ดีประเสริฐทั้งนั้น เลยไม่เหมือนอาตมาที่พูดมาก ของในหลวงวจีกรรมของพระองค์น้อย แต่กายกรรมกับมโนกรรมท่านเต็มที่เลย แต่โพธิรักษ์ วจีกรรมก็มาก กายกรรมน้อย แต่มโนกรรมก็มั่นใจว่าไม่น้อยกว่าในหลวง ด้วยเลือดโพธิสัตว์ สมณะเพาะพุทธว่า...มีพระราชดำรัสของในหลวงว่า “…ทำงานทำการในหน้าที่ ในฐานะของแต่ละคนที่จะต้องทำให้ทำอย่างดีๆ ทำเรื่อยไป ไม่ใช่ทำอย่างที่จะอยากดีเด่น ทำดีเด่นไม่ใช่อยากดีเด่น ทำได้ดีแล้วก็จะดีเด่นเอง ไม่ใช่ว่าจุดประสงค์ที่จะทำเพื่อให้ดีเด่น ทำเพื่อให้ดีเรื่อยๆ ทำหน้าที่ที่มีให้สำเร็จ แต่ไม่ใช่จุดประสงค์ที่จะดีเด่นก็อย่างที่ว่าไม่ใช่ทำเพื่อดัง แต่ว่าถ้าต้องการจะดังเมื่อไหร่ก็จะดังเอง แล้วดังดีด้วยไพเราะ ไม่ใช่ดังอย่างน่ารำคาญหรือน่าเกลียด…” พ่อครูว่า...พระราชดำรัสของพระองค์คมชัดแล้วก็ดี สมณะเพาะพุทธว่า...มีคำตรัสของในหลวงหลายอย่างตรงกับของพระพุทธเจ้า เช่น ที่พระพุทธเจ้า ว่า… พ่อครูว่า...ในเมืองไทยตอนนี้มีสัจจะประกาศ ที่ตรงกับของพระพุทธเจ้า เพราะของพระพุทธเจ้าเป็นสัจธรรม ในหลวงท่านเป็นโพธิสัตว์ อาตมาไม่ได้พูดเพื่อแกล้งยกยอปอปั้น อาตมาเองรู้ว่าโพธิสัตว์คืออะไร ขอยืนยัน ขออภัยที่ต้องยืนยันว่าทำมาเป็นโพธิสัตว์ก็ต้องรู้และพูด ภาษาของในหลวงเป็นอย่างเดียวกับของพระพุทธเจ้า เพราะท่านเป็นโพธิสัตว์ อาตมาว่าอาตมาก็พูดตรงกับของพระพุทธเจ้า แต่คนอื่นอาจจะฟังไม่ขึ้น อาตมาพยายามแจกแจงที่คนรู้ผิด ประพฤติปฏิบัติผิด เช่น ยกตัวอย่าง ทุกวันนี้คนที่เรียกว่าตนเองเป็นชาวพุทธแล้วเป็นกระแสหลัก ขออภัยที่ต้องพูดตรงๆ ความจริงมาพูด แม้แต่กระแสหลักก็เข้าใจผิดด้วย ยกตัวอย่างเป็นของจริงเลย ขณะนี้ความรู้ของหัวขบวนก็เข้าใจว่าสมาธิของพระพุทธเจ้า เป็นการนั่งหลับตาทำสมาธิ อาตมาก็ขอยืนยันว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแบบนั้น อ่านในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ในพระสูตร ในพรหมชาลสูตร ท่านก็ตีทิ้งว่า ทำเจโตสมาธิ ว่าได้แต่อดีต กับอนาคต เป็นมิจฉาทิฐิถึง 62 พระพุทธเจ้าให้มามีสัมผัสเป็นปัจจัย ให้มีเวทนาเป็นกรรมฐาน ถ้าจะศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า จะต้องมีเวทนา เว้นจากเวทนาเสียแล้วไม่มี ไม่มีศาสนาพระพุทธเจ้า ท่านให้ปฏิบัติ ในเวทนา 6 ไม่ใช่เวทนา 1 เวทนา 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ต้องสัมผัสเกิดความรู้สึก รวมใจเรียกว่ากาย เป็นธรรมะ 2 2 คืออะไร 1 เป็นจิตบริสุทธิ์ 2 เป็นจิตที่มีอกุศล ก็รู้อกุศลจิตแล้วทำให้อกุศลจิตให้ออกไป เรียกว่ามีธรรมะ 1 กำจัดหรือล้างอกุศลจิตออกให้สะอาดเป็นหนึ่งเดียว เอกสโมสรณา ทำให้เป็นหนึ่งสำเร็จเป็นภวันติ ทุกวันนี้แม้แต่คำว่าสมาธิก็ไปหลับตาทำสมาธิ อาตมาถึงบอกว่าผิด คำว่ากายก็อธิบายเป็นเพียงแต่ภายนอกไม่มีภายใน อาตมาก็มายืนยันว่าผิดอีก ดีที่ว่าในพระไตรปิฎกก็ชัดเจนมาก ในเล่ม 16 ข้อ 230 พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตถาคตเรียกกายว่าคือ จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง แต่ท่านก็ไปแปลคำว่ากายว่า “ร่างกาย” แม้แต่คำว่าบุญ หรือปุญญะ เป็นต้น คำว่าสมาธิ กาย บุญ ที่ผิดเพี้ยนกลายเป็นคำใหญ่ของศาสนานะ ตอนนี้ไม่รู้เรื่องบุญ ก็เอาบุญไปทำได้เลย ตอนนี้เป็นหน้าการทำกฐิน ก็เละหมดเลย มีคนส่งอันนี้มาให้ อาตมาก็อ่านด้วยความสลดใจ

เรื่องงาน "กฐินไม่สามัคคี" จากไลน์คุณ Sang _มีคนอยากให้เล่าเกี่ยวกับประสบการณ์การทอดกฐินประจำปี พ.ศ. 2559 นี้ ที่มีความพิเศษ ผมจึงขอสรุปเหตุการณ์มาให้เพื่อนๆ พวกเราได้ทราบถึงกระบวนการของวัดจานบินที่กำลังจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อหาแนวร่วมและแอบอ้างสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองและพวกพ้อง ในปีนี้ผมและครอบครัวได้ตั้งใจที่จะไปทอดกฐินยังวัดเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคเหนือ โดยการขอเป็นเจ้าภาพกฐินนี้ ได้ตกลงแจ้งมาทางวัดไว้แล้ว เป็นเวลากว่าปีแล้ว โดยทางคณะของเรานั้น ก็ได้ดำเนินการจัดเตรียมซอง บอกบุญ รวบรวมปัจจัยตามที่ดำเนินการมาเป็นปรกติมากว่า 10 ปี ที่ได้มีโอกาสทำกฐินตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทยเป็นประจำ ประมาณหนึ่งวันก่อนกำหนดการทอดกฐินก็ได้รับทราบจากกรรมการวัดว่ามีหญิงชาวบ้านคนหนึ่งในหมู่บ้าน (ที่มีลูกไปเข้าเป็นสาวกวัดจานบิน) แจ้งความจำนงว่าจะขอมาร่วมทำบุญด้วยทางเราด้วย ทางคณะก็ไม่ขัดข้องและยินดีที่จะให้มาร่วมบุญด้วยกัน ในเย็นก่อนวันทอดกฐิน ซึ่งตามธรรมเนียมจะมีการฉลององค์กฐินที่วัดเมื่อคณะเจ้าภาพคือพวกเรามาถึงวัดก็ต้องตกใจ เพราะมีแผ่นป้ายไวนิลโฆษณาขนาดใหญ่มากติดอยู่ที่บริเวณผนังศาลาวัด ด้านหนึ่งแจ้งว่า งานกฐินคราวนี้สนับสนุนโดยโครงการกฐินสามัคคีทั่วไทย โดยพระเดชพระคุณสมีแทมมี่ของวัดจานบินเป็นเจ้าภาพและเรามาเป็นเจ้าภาพร่วม!! ภายในบริเวณที่จัดองค์กฐินก็เต็มไปด้วยของ กิมมิกและดิสเพลย์ของวัดจานบิน อย่างเนืองแน่นเต็มศาลาไปหมด เรียกว่าเมื่อเห็นแล้ว ก็อึ้ง ไปเลยและทำอะไรไม่ถูก เพราะเราไม่คิดว่าทางกลุ่มจานบินจะใช้โอกาสนี้มาโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวเอง และลากพวกเราเข้ามา "สามัคคี" กับกลุ่มตัวเองด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นไปอย่างที่แจ้งกับทางวัดตอนแรก ว่าจะมาร่วมทำบุญเฉยๆ เสมือนว่าวัดจานบินและคณะกำลังมาเทคโอเวอร์งานกฐินที่เรากำลังจะทำอยู่ คืนวันนั้นเองก็ได้รับทราบข่าวจากพี่สาวที่เคารพนับถือกันว่า เธอและครอบครัวได้ทำการทอดกฐิน ณ. วัดอีกแห่งในภาคอีสาน ในตอนกลางวันวันนั้น ก็ประสบกับปัญหาแบบเดียวกัน โดยที่มีคณะวัดจานบินเข้ามาขอร่วมเป็น เจ้าภาพด้วยแล้วก็มาวุ่นวาย จัดแจงให้คณะเจ้าภาพหลักเดินถือป้ายแห่หน้าองค์กฐิน ว่าเป็นงานของวัดจานบินโดยปริยาย เพื่อถ่ายรูปในมุมต่างๆ แล้วนำภาพโฆษณา เหล่านั้นไปใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ คงกะจะเอาพวกเราไปเป็นแนวร่วมของวัดจานบินอีกทางหนึ่ง เมื่อทราบข่าวจากพี่สาวท่านนี้แล้วก็ยิ่งแน่ใจว่าพวกนี้ทำกันเป็นขบวนการ มีการจัดตั้งเตรียมการมาอย่างดี จึงตัดสินใจทันทีว่าเราจะไม่ร่วมสังฆกรรมกับคนพวกนี้ เราไม่ต้องการให้คนพวกนี้มาใช้งานบุญที่เราตั้งใจทำ มาแอบอ้างหาความชอบธรรมให้พวกเขาเองและเหนืออื่นใดเราไม่อยากให้เงินบาปของคนพวกนี้มาแปดเปื้อนในกองบุญที่เราหามาด้วยศรัทธาและความสุจริต ผมจึงยื่นข้อเสนอไปที่วัดทั้งหมด 3 ข้อ หากไม่ได้ทั้ง 3 ข้อนี้เราจะยกคณะกลับกรุงเทพทันทีในวันรุ่งขึ้นคือ ข้อที่ 1 คือห้ามมีป้ายโฆษณาผ้าไวนิวป้ายแสดงชื่อวัดจานบิน พวกป้ายที่ติดโฆษณาทุกอย่างจะต้องเอาออกให้หมด ข้อที่ 2 คือห้ามคนของวัดจานบิน เข้ามาจุ้นจ้านวุ่นวายทำตัวเสมือนเป็นเจ้าภาพพิธีการเสียเองทั้งหมด ข้อที่ 3 คือในระหว่างเดินฉลองกฐินรอบโบสถ์ ห้ามคนของวัดจานบินมาเดินนำหน้า ห้ามนำแผ่นภาพโฆษณามาไว้หน้ากองขบวนกฐิน และการถวายปัจจัยก็ต่างคนต่างถวาย เราจะไม่รวมเงินปัจจัยของคณะเรากับเงินปัจจัยของคณะจานบินเด็ดขาด คืนนั้นคณะกรรมการวัดก็ประชุมกันเครียดจนถึงเที่ยงคืนและยอมตกลงตามข้อเรียกร้องทั้ง 3 ประการ ถึงรุ่งเช้าคณะของเราจึงไปที่วัดตามที่ได้ตั้งเจตนารมณ์ไว้ เมื่อมาถึงที่วัด เด็กวัดจานบินที่เป็นคนชอบมาจุ้นจ้านตั้งแต่เมื่อคืน ก็ทำทีจะเข้ามาวุ่นวายนุ่นนี่นั่นสั่งการต่างๆ นานาอีก ผมเลยส่งเลขาส่วนตัวเข้าไปสกัดดาวรุ่ง ให้นางจ๋อยไปเลย เลขาของผมเข้าไปถามตรงๆ เลยว่า "ที่วัดนี้ก็มีมัคทายกของวัด พี่ไม่ต้องมายุ่ง สั่งให้ทำนู้นทำนี่ เดี๋ยวทางวัดเขาจัดการเอง" คือคนพวกนี้ไม่ให้เกียรติเจ้าภาพ เจ้าของสถานที่เลย ทำตัวใหญ่กร่าง แล้วเข้ามาจัดแจง เจ้ากี้เจ้าการต่างๆ เมื่อไปถึงศาลาที่จัดพิธี พวกแผ่นภาพต่างๆ ก็ถูกเคลียร์ขจัดออกไปจนหมด โต๊ะที่จัด องค์กฐิน ก็ไม่มีภาพวัดจานบินกับชื่อสมีแทมมี่หลงเหลืออยู่อีก เมื่อถึงเวลาจัดขบวนแห่รอบอุโบสถ คณะของพวกเราก็นำหน้า ส่วนทีมจานบิน 8-9 คนก็ไปอยู่ต่อท้ายแถว มึงจะถือป้ายอะไร มึงก็ถือกันไปเอง ถือกันเอง ถ่ายรูปกันเอง เพื่อส่งรายงานเบิกเงินก็ทำไปกันเอง พวกกรูไม่เกี่ยว แต่ที่สะใจที่สุด คือก่อนจะถวายกฐิน มีการแสดงเทศนาธรรมโดยท่านรอง เจ้าคณะตำบล ซึ่งทางวัดนิมนต์มาจากวัดอื่นมาเป็นประธานในการรับกฐิน ท่านเทศน์ดีมากๆ ท่านเทศนาเกี่ยวกับเรื่องหลักของการทำทาน ท่านบอกว่าทานที่ได้ผลนั้นจะต้องบริสุทธิ์ หามาด้วยความบริสุทธิ์และมีเจตนาที่สมบูรณ์ที่จะให้ทานและเมื่อให้ทานแล้วก็ไม่คิดเสียดายนึกระลึกย้อนถึงอีก แต่ที่เด็ดสุด คือท่านพูดตรงๆ ต่อหน้าคณะของพวกจานบินเลยว่า "..การทำบุญทำทานนั้นไม่ได้ขึ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน