สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน โลกียะกับโลกุตระต่างกันตรงไหน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน โลกียะกับโลกุตระต่างกันตรงไหน พ่อครูว่า…เนื้อหาสาระของธรรมะจะพูดอย่างไรมันก็ต่อกันได้หมด พูดไปพูดไปก็จะถึงตรงนั้นเอง เป็นอย่างนั้นเอง โลกียะกับโลกุตระนี่ มันจะถึงกันได้ ถ้าเผื่อว่า ผู้ที่สามารถมีภูมิโลกุตระจริงแล้ว จะมาพูดทุกสิ่งออกมามันเป็นสมมติที่บัญญัติ เป็นการกำหนดโดยการสื่อให้รู้กันได้ เรียกว่าสมมุติขึ้นมาเป็นภาษา ก็จะเป็นภาษา คนเราจะดีตรงที่เหนือกว่าสัตว์เดรัจฉานตรงที่มีภาษา ภาษาของชาติไหนก็พูดเป็นภาษาของชาตินั้นๆได้ สามารถสื่อสารให้รู้สภาวะธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งถึงขั้นโลกุตระ โลกุตระเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะรู้ที่จะเข้าใจ มีผู้เขียนถามมาว่า… โลกียะ กับโลกุตระ โดยแยกแยะว่า ..โลกียะเป็นรูป โลกุตระเป็นนาม คณิตศาสตร์หลงรูปเรขาคณิต บ้าน หน้าตา วัตถุ สี เสียง บ้านเลขที่ ฯลฯ บวกลบคูณหารกันในทางที่ผิด ภาษาก็หลง ลาภยศ ชื่อ ตำแหน่ง ก-ฮ สระต่างๆ แก่งแย่ง ทำลายล้าง บ้าอำนาจ นี่คือโลกียะ (พ่อครูว่า...ฟังแล้วก็ โอ้โห พูดเหยียบย่ำโลกียะติดดินเลย) ต่อมาโลกุตระ(นาม) ถือว่าเป็นพลังงานจิต (ดี) เป็นคณิตศาสตร์ที่ใช้บวกลบคูณหารอย่าง ไม่ติด ไม่เยอะ ไม่ยึด ภาษาก็ใช้พยัญชนะ หัวข้อ อธิบาย สภาพสภาวธรรม รู้ความคิดและอาการของกิเลส เวทนา 108 ความรู้สึกดับไป เป็นอนัตตา ไม่ติดไม่ยึด อดีต เคยเป็นครู อนุบาล ประถม ถนัดวิชาการ กบายเป็นวิชาเกิน เป็นวิชากรรม ปัจจุบันเป็นนร.สถาบันวิชชาราม และจิตอาสา ทำงานฟรี เรียนรู้วิชชาธรรมกับพระโพธิสัตว์เบิกบาน บำเพ็ญกุศล สุขทั้งแผ่นดิน ทุกข์เท่าฝุ่นปลายเล็บ สภาวธรรมตอนนี้ฝึกฝน พุทโธ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ปัญญาของผู้เรียนทุกวันนี้ ไม่รู้จักโต เรียนเท่าไหร่ก็ไม่เลื่อนชั้นเรียนเป็นโลกุตระ พ่อครูว่า...ตัวท้ายนี้จริง ที่
อ่านต่อ
ว่า จะฟื้นได้เท่าไหร่ แต่ได้ อย่างพวกเรามาเข้าโลกุตรภูมิ โลกุตรภูมิกับโลกียะนั้นต่างกัน คือ โลกุตระนั้นคือผู้สามารถรู้จิตตัวเอง และรู้อารมณ์ตัวเองคือเวทนา แล้วทำอารมณ์ตัวเองให้เป็นผู้ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ อารมณ์ที่ว่า คือเวทนา ศาสนาพุทธนั้นเรียนรู้อารมณ์เป็นสำคัญ ความเป็นทุกข์ก็คืออารมณ์ ความเป็นทุกข์ก็คือความรู้สึก เพราะฉะนั้นความเป็นทุกข์ก็คืออริยสัจ สมุทัยอาริยสัจ นิโรธอาริยสัจ ฟังมาถึงตรงนี้แล้วก็คงจะรู้ว่า การเรียนรู้ศาสนาพุทธนั้นสำคัญที่เวทนา ที่เวทนานี้แหละสำคัญที่สุด เวทนาเป็นกรรมฐาน เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธอาตมาไม่เห็นว่ามีใครพูด ว่า เวทนานี่เป็นกรรมฐาน เป็นฐานที่จะต้องกระทำ กระทำกับเวทนานี่แหละ เวทนา 108 จัดการกับเวทนา 108 ของตนให้ได้ โดยเฉพาะ ผู้ที่สามารถ อ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทศ คือรู้รูปนามของอาการที่มันเป็น จิต เจตสิก โดยเฉพาะอาการที่เป็นเวทนา รู้อาการเวทนาได้ 108 แล้วปฏิบัติเวทนา 108 ได้บรรลุสมบูรณ์สูงสุดครบถึงที่สุดแห่งความเป็นเวทนา 108 จนจบ จบก็คือ เวทนาของตน ที่ปฏิบัติแล้วเป็นปัจจุบัน เวทนาที่เป็นปัจจุบันของตนเองก็เป็นเวทนาที่กิเลสไม่มี เป็น 0 อดีตก็เป็น 0 อนาคตก็เป็น 0 ถาวร พ้นความเป็นอวิชชาในส่วนอดีตและอนาคต ถาวร ตามพระพุทธเจ้าท่านตรัสในอวิชชา 8 ที่บอกว่า ผู้ที่ยังไม่รู้ คืออวิชชา ก็คือไม่รู้ 8 สภาพนี้ 1.ไม่รู้ในทุกข์ 2.ไม่รู้สมุทัย 3. ไม่รู้นิโรธ 4.ไม่รู้มรรคมีองค์ 8 คือทางแห่งการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์ 5. ไม่รู้ส่วนที่เป็นอดีต 6. ไม่รู้ส่วนที่เป็นอนาคต 7. ไม่รู้ส่วนที่เป็นอดีตและอนาคต 8. ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ธรรมะที่เกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่งการเกิดทุกข์คือปฏิจจสมุปบาท อาตมาพูดไปพูดมา ก็พยายามสรุป ทุกวันนี้ศาสนาพุทธ ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อเพ้อเจ้อออกไปจากจุดสำคัญของศาสนาพุทธ เลอะเทอะไปเยอะเลย ที่พูดกันทุกวันนี้เป็นเรื่องฝอยเฟ้อกันเยอะ บรรยายกัน ไม่ได้เข้าหาโลกุตรธรรม ไม่เข้าหาเนื้อหาสาระสัจจะของศาสนาพุทธ ไปพูดถึงเรื่อง โลกจินตา (ความคิดทางโลก) โลกก็คือโลกียะ ไปพูดโลกจินตา กัน ซึ่งเป็นอจินไตยข้อที่ 4 มันไม่มีจบหรอกเรื่องทางโลก เท่าที่ตัวเองไปติดยึดมาในเรื่องทางโลก แต่ละคนไปติดยึดมามันน้อยเมื่อไหร่ จะไปเพิ่มความติดยึดทำไม เอาเวลาแรงงานทุนรอนมาปฏิบัติโลกุตระเถิด แต่ก่อนอาตมาพูดเรื่องให้คนมาเป็นโสด คนก็แย้งว่า ถ้ามาบวชหมด ไม่แต่งงานคนก็หมดโลกสิ สูญพันธุ์สิ แต่อาตมาก็ว่า คุณมาบวชให้ได้ก่อนสิ ไม่แต่งงานให้ได้ก่อนสิ ...เขาก็เลยจำนนเพราะเขาทำไม่ได้ แล้วคนทั่วไปก็ไม่สามารถมาไม่แต่งงานได้หมดหรอก 600913_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต้องข้ามเขตกุศลได้จึงเป็นบุญ