ผี เทวดา เปรต อสุรกาย โอปปาติกะ ที่เป็นทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข30 มิถุนายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

ผี เทวดา เปรต อสุรกาย โอปปาติกะ ที่เป็นทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ _*วิเชษฐ จันทรศรี * : ผมเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณแตกต่างจากบุคคลทั่วไป หลังจากได้ฟังการบรรยายธรรมเรื่องจิตวิญญาณ, ผี เทวดา เปรต อสุรกาย โอปปาติกะ จากพ่อครู เป็นสิ่งที่หาฟังจากอาจาร์ยท่านอื่นไม่ค่อยได้ การเผยแผ่ธรรมของพระพุทธเจ้าในยุคมารครองเมือง มันยากเย็นแค่ไหน ผมรู้สึกสงสารและเห็นใจพ่อท่านมากๆ ถ้าไม่มีความอดทนและความปรารถนาดีที่จะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ คงเดินบนเส้นทางนี้ไม่ได้ พ่อครูว่า...จริง อาตมามีอินทรีย์ มี ทมะ ขันติ มีความอดทน มีความตั้งหน้าสู้ สู้จริงๆเพราะอาตมาเข้าใจยุคสมัย ว่า ยุคสมัยนี้เป็นยุคสมัยพุทธศาสนาเสื่อม คนเสื่อม พระพุทธศาสนาไม่ได้เสื่อม แต่คนชาวพุทธ เสื่อมจากพุทธศาสนาโดยเฉพาะโลกุตระ ส่วนเรื่องที่ผิดๆนี้มันตรงกันข้ามกัน เรื่องผิดๆนี้เขาปรุงแต่งความผิดๆ โอ้โห อินเดียยังสู้ไม่ได้ มิจฉาทิฏฐิของอินเดียยังสู้มิจฉาทิฏฐิของคนไทยไม่ได้ มิจฉาทิฏฐิของคนไทยมีต้มยำทำแกงธรรมะ ไปเอาสารพัด ผีสาง เทวดา มาร พรหม สิ่งที่มันไม่รู้ว่าอยู่ในนรกขุมไหน เปรต อสุรกาย เทวดาก็ใส่เป็นเทวดาเลอะเทอะ ผีเน่าๆเต็มไปหมด มันสุดแสนจะเลอะเทอะ เละเทะ สมณะฟ้าไท...มีนิทรรศการผีทั่วโลก ผีเมืองไทยเยอะที่สุด พ่อครูว่า... อันนี้เป็นเรื่องจริง พวกชาวต่างประเทศเขาไม่เห็นจะมีผีมากเท่าคนไทยเมืองไทย หลงเทวดาก็หลงจัด หลงเพ้อพก ลมๆแล้งๆ กว่าเขา หลงผีก็เยอะกว่าเขา แล้วเสียเวลาเซ่นไหว้อะไรต่ออะไร เห็นแล้วน่าสงสาร ความเป็น ถ้าจะเรียกโดยพยัญชนะ ความเป็นผี เป็นเทวดา เป็นเปรต เป็นอสุรกาย ก็คือโอปปาติกะ คือจิตวิญญาณ ความเป็นผี เทวดา เปรต อสุรกาย ก็คือจิตวิญญาณ แล้วในตัวคนนี่มันมีจิตวิญญาณ ก็ตัวคนนั่นแหละเป็นในปัจจุบันนี้ให้เห็นๆเลย ต่อให้ผีออกจา

อ่านต่อ

กร่างค่อยไปเป็นผี ออกจาก ร่างค่อยไปเป็นเทวดา ออกจากร่างแล้วค่อยไปเป็นเปรต ออกจากร่างแล้วค่อยไปเป็นอสูรกาย มันก็อันเดียวกับที่มันมีอยู่ในตัวคุณตอนนี้ แล้วขณะที่มีอยู่ในตัวคุณ จิตวิญญาณหรือโอปปาติกะของคุณ มันเป็นผีอยู่ขณะนี้จริง เพราะมันเป็นปัจจุบันธรรมอยู่ในร่างกายเรานี้ เพราะฉะนั้นจะทำลายต้องทำลายตอนนี้ ตายไปแล้ว มันไม่มีเหตุปัจจัย ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่มีภายนอก เพราะฉะนั้น ,การที่จะปฏิบัติธรรมเพื่อให้หลุดพ้นได้ เกิดกิเลสที่เป็นของจริง ของจริง คือปัจจุบันที่มีร่างกาย มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่ด้วยกันเรียกว่า กาย มีคู่ทั้งภายนอกและภายใน พอสัมผัสอะไรหรือไม่สัมผัสก็ตาม แต่ถ้าคุณลืมตา มีสัมผัสทั้งนั้น สัมผัสแล้วคุณก็เกิดกิเลส กิเลสนั้นเป็นกิเลสปัจจุบัน คุณก็เรียนรู้จับกิเลสปัจจุบันนี้ ฆ่าหรือว่า ทำให้เกิดปัญญา เข้าไปทำลายหรือจัดการพลังงานปัญญา พลังงานฌาน มันจะเข้าไปจัดการกับกิเลสที่เป็นตัวจริงๆสดๆ หลัดๆ แต่ไอ้ตัวดองๆไว้ที่มันตายแล้วหรือตอนหลับตา ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายได้สัมผัสจริง มันเป็นผี เทวดา หรืออสุรกาย เปรต มันเป็นผีดอง เทวดาดอง อสุรกายดอง เปรตดอง จะดองเค็มดองเปรี้ยว ดองน้ำซาวข้าวก็ตาม มันเป็นของไม่สด มันเป็นของไม่เป็นปัจจุบันธรรม มันไม่เป็นของจริง ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่จริง เลยจากปัจจุบันไปนิดนึงก็ไม่ใช่แล้ว ยังไม่ถึงปัจจุบันก็ไม่ใช่ของจริง เลยปัจจุบันไปก็ไม่ใช่ของจริง จำความนี้ให้ถนัด เพราะฉะนั้นใครหนีจากปัจจุบัน แม้เศษเสี้ยวหนึ่งของวินาทีมันก็ไม่ใช่ของจริงแล้ว ยังไม่ถึงปัจจุบันเลยนี่ ห่างไปอีกตั้งหลายวินาที หรือ เศษร้อยของวินาที ยังไม่ถึงปัจจุบันมันก็ยังไม่ใช่ความจริง เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่อยู่ปัจจุบันที่มีตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส อย่างเป็น ปัจจุบันธรรม เป็นทิฏฐกาละ หรือเป็นปัจจุบัน Suddenly หรือสัมปติ ขณะนี้บัดนี้เลย เป็นพวกที่เพ้อพกอยู่กับของที่ไม่สด ไม่ใหม่ ไม่จริง ไม่แท้ ของเน่า ของดอง ของเก็บ ของกัก ของไม่ใช่ตัวทันที ไม่ใช่ตัวปัจจุบัน ไม่ใช่ตัวที่เต็มๆ ตัวสดๆ เพราะฉะนั้นยิ่งไปนั่งหลับตาเลยแล้วก็ไปปฏิบัติธรรม อาตมาพูดไปจนตายแหละเรื่องนี้ เพราะเขายังไม่สะดุ้งสะเทือน ถ้าลดลงไปมากหรือหมดเลย อาตมาหยุดพูด แต่นี่มันยังมีเหลือหลายยังมีมาก มันจึงต้องขย่ม ต้องขย่ม ต้องขย้ำ ต้องขยี้ จนเขยกก็ต้องเขยกวะ เพราะฉะนั้นเรื่องที่คุณเข้าใจได้ว่า ผี เทวดา เปรต อสุรกาย มันเป็นความจริงอย่างไร เป็นความจริงที่จริงที่สุด ว่า มันเป็นอยู่ที่ปัจจุบันนี้ คุณจะสมมุติว่าเป็นสวรรค์ มันก็เป็นสวรรค์อยู่ในขณะนี้ คุณจะสมมติว่าเป็นนรก ไม่ใช่สมมติหรอกแต่มันเกิดอาการ ปัจจุบันของสวรรค์ของนรก คุณหมดอวิชชาแล้วไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก มีแต่นิพพาน มีแต่ส่วนใหญ่ มีแต่อนัตตา ไม่มีพระอรหันต์ ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก เพราะฉะนั้นสวรรค์ 6 ชั้น หรือนรก ไม่รู้กี่ร้อยชั้นก็ตาม พระอรหันต์ไม่มีนรกแน่ สวรรค์ก็ไม่มี สวรรค์ชั้นจตุมหาราชเป็นสวรรค์ชั้นที่เลวที่สุด ทางรูปธรรม ทางหยาบ เห็นชัดๆเลยมีเขี้ยว มีดาบ มีหอก มีอะไรมาไล่ฟันไล่แทงไล่ทำร้ายทำลายเขา เหมือนชาวต่างประเทศที่ไปทำร้ายทำลายประเทศอื่นใดนั่นแหละ แล้วก็ล่าอำนาจ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข สวรรค์วิมานโดยที่ตัวเองไม่สามารถรู้ ไม่สามารถมีปัญญาในเรื่องของทางสัจธรรมโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นเขาก็ยังเป็นอย่างนั้น เป็นท้าวจตุมหาราชกัน จะล่าไปหมดทั้ง 4 ทิศ จตุก็คือ 4 จะยิ่งใหญ่ทั้ง 4 ทิศ ในโลกนี้มันมี 4 ทิศ จะยิ่งใหญ่ให้หมดแล้วก็แย่งชิงอวดศักดา เป็นใหญ่เป็นโตเบ่งข่มคนนั้นคนนี้ จะเป็นอย่างนั้นอยู่ เพราะไม่มีหรอกโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นประเทศที่ไม่ทะเลาะวิวาท ไม่ไปรบราฆ่าฟันกับใครแล้ว เช่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาก็เคยทำมาแต่โบราณจนกระทั่งเขารู้แล้วก็หยุด สวิตเซอร์แลนด์ เลยกลายเป็นประเทศที่คนไว้ใจที่สุดในโลก คนไว้ใจที่สุด สวิตเซอร์แลนด์ มันมี อจินไตย ว่าสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่สร้างนาฬิกา นาฬิกาเป็นเครื่องบอกความตรงของกาละ นาฬิกาที่ราคาเรือนเป็นล้านๆ มาจากสวิตหมด สวิตมีอาชีพทำนาฬิกาเป็นหลักมานาน เพราะฉะนั้นผู้ที่จะสามารถรู้จักโลกุตรธรรม รู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน แล้วเข้าใจความจริงของจิต รู้อาการโลภ โกรธ หลง จะต้องทำตน หรือว่า ประชากรสมาชิกของตน ให้เป็นอยู่อย่างไร อย่างอาตมา เกิดมาในชาตินี้ก็เกิดมาทำงานสอน สอนอยู่ในประเทศไทย โดยอาตมาประกาศศาสนาของพระพุทธเจ้า เอาของพระพุทธเจ้ามาประกาศ เอามาอธิบาย จนพวกคุณมาได้ฟัง มารับรู้ เข้าใจ จนกระทั่งได้มรรคผล แล้วจึงมา อาตมาไม่ได้พูดเล่นนะ พวกคุณมานี่เป็นผู้ที่ได้มรรคผล ทางด้านเถรสมาคมหรือพวกมิจฉาชีพจะไม่ฟังพวกเราเท่าไหร่ คนจะมีมรรคผลนั้นไม่ใช่ธรรมดา โพธิรักษ์พูดจ้อยๆอย่างนี้ ไม่ไปนั่งสมาธิหลับตา ไม่ไปทำสะกดจิต เขาก็บอกว่าเป็นพวกนอกรีต เถรสมาคมก็เลยจะฆ่าอโศกให้ตาย ก็เลยยังทำงานอยู่ ตอนนี้เถรสมาคมก็ทำอะไรเราไม่ได้ ผิดกฏหมายด้วย เพราะเราเลิกแล้วต่อกันเรายอมแพ้คุณจะเอาชนะ แล้วก็ต่างคนต่างอยู่นะ เราก็ยอมแพ้ก็แพ้ไม่ให้เรียก พระ ก็ไม่เป็นไร มาเรียกว่าเป็นสมณะ เราก็ยอมทุกอย่างแล้วตามกฎหมายคุณก็มาละลาบละล้วงอะไรเราไม่ได้เลย เราก็อธิบายธรรมะมาตั้งแต่วันเวลาโน้น อาตมาก็สอนมาตั้งแต่บัดนั้นมา หลัง 2538 อาตมาก็หมด หมดจากเป็นผู้ที่ติดคุกแล้วรอลงอาญา 2 ปี ประมาณ 2538 ครบ ตั้งแต่บัดนั้นมาก็อิสรเสรี แล้วก็ได้อธิบายธรรมะอย่างดีเลยทีนี้ เอาพระไตรปิฎกมายืนยันอ้างอิง อธิบายพระไตรปิฎกไปสนุก แล้วมันก็ลึกละเอียดดีด้วยในพระไตรปิฏก ก็ค่อยๆว่ากันไป พวกเราชาวอโศกนี่แหละเป็นพวกที่เข้าใจเรื่องโอปปาติกะ เรื่องจิตวิญญาณที่เป็นผีเป็นเทวดา เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นพรหม ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงเรื่องของจิต เป็นเทวดาหรือเป็นเทพ 3 อย่าง ใครจำได้บ้าง 1. สมมุติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเสพโลกียสุขได้สมใจ). . 2. อุปปัตติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเกิดความเป็นอาริยะ) . 3. วิสุทธิเทพ (คนที่มีสภาวะจิตบริสุทธิ์ขั้นอรหัตตผล) (พตปฎ. เล่ม 30 ข้อ 654) วิสุทธิเทพก็คือพรหม เป็นผู้บริสุทธิ์ยิ่ง วิญญาณสะอาดบริสุทธิ์หมดแล้วเป็นพระอรหันต์ ทางโลกุตระก็เป็นพระอรหันต์ ทางโลกียก็หลงว่าเป็นพรหม 16 ชั้น แล้วไปแถมอรูปพรหมอีก 4 ชั้น เป็นวิมาน เป็นภพ เป็นชาติ เพราะฉะนั้นพวกโลกีย์ พวกเทวนิยม พวกที่ยังไม่รู้เรื่อง เขาก็ยังมีอยู่ มีพรหม ส่วนของศาสนาพุทธแล้ว ไม่มีพรหม 16 ชั้นแล้ว แต่มี เป็นเลย เป็นพรหม เป็นพระอรหันต์แท้ มีจิตวิญญาณ เป็นอากาสานัญจายตนะ กับ วิญญานัญจายตนะ กับ อากิญจัญญายตนะ เต็มครบ เป็นอรูปพรหม นี่คืออรูปพรหมแท้ๆ บริสุทธิ์บริบูรณ์ที่สุด มี 3 รู้จักอากาศ รู้จักวิญญาณ รู้จักความไม่มี นิดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่มี อากิญจัญญายตนะ รู้จิตวิญญาณของตัวเอง รู้โอปปาติกะของตัวเอง ว่าอ๋อ!.. จิตวิญญาณเราอยู่กับอากาศ วิญญาณคือ วิญญาณที่เราอาศัย ซึ่งอาศัยโดยไม่ได้ยึดถือเป็นตัวเป็นตนแล้ว อยู่กับอากาศ เพราะวิญญาณของเราไม่มีกิเลส สิ้นอาสวะกิเลสแล้ว ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่า จิตนิยามของคุณยังมี ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณของคุณก็จะมี เมื่อจิตวิญญาณเป็นพระพรหม เป็นพระอรหันต์ที่สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสแล้ว โดยไม่มีเวียนกลับอีกเลย จิตวิญญาณนี้พระพุทธเจ้าพิสูจน์แล้ว ไม่มีเวียนกลับ ตั้งแต่เป็นอนาคามีก็ไม่เวียนกลับอีกแล้ว อนาคตะ อนาคตไม่มี อดีตมันผ่านไปแล้วก็หายไป ไม่ได้ติดในอดีตและอนาคตก็ไม่มีแล้ว จึงมีแต่ปัจจุบันเท่านั้น ทุกปัจจุบัน อนาคตะ อนาคตไม่มี อดีตก็ผ่านไปแล้ว แต่ก่อนอดีตที่จิตเรามีกิเลส เมื่อจิตเราหมดกิเลสสิ้นอาสวะไม่กลับกำเริบอีกแล้ว จากนั้น จะเป็นอรหันต์ ตั้งแต่วันที่เป็นอรหันต์ต่อไป จิตอดีตก็มีแต่จิตวิสุทธิเทพ หรือเป็นพระพรหมทั้งนั้น อนาคตก็ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นถ้าตายเป็นปริโยสานก็หายวับไปเลย ถ้าพระอรหันต์รูปนั้น ตายแบบทำจิตให้ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายปุ๊บสลายปั๊บ ไม่มีอะไรเศษของเวลาเลย ตั้งจิตตายอย่าง นิพพาน3 สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน วับหายเลย ถึงวันหนึ่งอาตมาก็ต้องทำ ตอนนี้ตั้งจิตเป็นโพธิสัตว์ ยังจะไม่ยอมหยุด ตายแล้วยังจะกลับมาเกิดอีก มี ปนิหิตัง เกิด เกิดมาตอนนี้เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ตอนนี้กำลังจะไต่ขึ้นเป็นโพธิสัตว์ระดับ 8 อาตมาพูดความจริงสู่ฟัง คนไม่รู้จักธรรมะก็หาว่าอาตมาเอาอะไรมาพูด แล้วบอกว่าพูดเอง 650629 ตอบปัญหาผ่ามิจฉาทิฏฐิในชาวพุทธเมืองไทย พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน