ไม่ควรยินดีหรือยินร้ายกับการตาย แล้วก่อนตายควรได้โลกุตระสมบัติ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข28 มิถุนายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

ไม่ควรยินดีหรือยินร้ายกับการตาย แล้วก่อนตายควรได้โลกุตระสมบัติ _*Rittichai Zhang Tia (ฤทธิชัย จาง เทีย)* : ทำอย่างไรให้ยินดีกับการตายครับ ให้ต้อนรับกับการตาย คือปัจจุบันนี้ผมยังกลัวตาย พ่อครูว่า... จะไปยินดีกับการตายเลย แต่มันต้องตายคุณไม่ต้องกลัวหรอก เข้าใจให้ได้ว่ามันต้องตาย จะไปยินดีทำไม ยินดียินร้ายก็ไม่ต้อง มันเป็นธรรมชาติของไตรลักษณ์ เกิดขึ้นตั้งอยู่ตายไปเป็นธรรมชาติหมุนเวียน ถ้ายังไม่เลิก ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป คุณก็ยังเวียนตายเวียนเกิดอย่างนี้แหละ แม้พระอรหันต์ก็ต้องเวียนกลับเวียนเกิด นอกจากพระอรหันต์ที่ไม่ตั้งจิตโพธิสัตว์ ท่านก็ตายโดยแยกธาตุตัวเองเป็นดินน้ำไฟลมไป เป็นอุตุธาตุไป ซึ่งอาตมาก็อธิบายสัจธรรม อธิบายความจริงละเอียดลออพวกนี้มาหมดแล้ว ไม่ต้องไปยินดีกับการตาย คุณก็เปิดจิต พยายามทำปัญญาให้เข้าใจให้ได้ว่า ถึงเวลาจะตายแล้ว มันมีเหตุมีปัจจัย ในบางทีคุณไม่คิดว่ามันจะตาย มันมาอย่างปัจจุบันทันด่วน พรึ่บ! ถ้าไม่รู้ตัวก็แน่นอนคุณก็ดับมืดไปไม่รู้เรื่อง มันก็ตายไปอย่างสงบ ถ้ารู้ตัวก็จะต้องรู้ว่าตอนนี้อาการหนัก เกิดมาต้องตาย เพราะฉะนั้นก่อนจะตายนี้แหละ ต้องมาสร้างสมบัติใส่ตัวเองไว้ ใส่กรรมวิบากไว้ สมบัติที่ควรสร้างนั้นคือ โลกุตรทรัพย์ คือวิชชาจรณสัมปันโน คือ จรณะ 15 วิชชา 8 นี่คือ อาริยทรัพย์ ปฏิบัติให้ได้และจะเป็นโลกุตรธรรม ศึกษาดีๆเป็นโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมนี้ก็เป็นอย่างหนึ่ง โลกของชาวพุทธคนเสื่อมจากโลกุตรธรรมดังที่พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ไว้ใน อาณิสูตร กลองอานกะ มาถึงวันนี้แล้ว กลองอานกะก็เลยเพี้ยนไปหมด เรียกชื่อเป็น กลองอานกะอย่างเก่า แต่เนื้อธรรมะหรือเนื้อกลอง ถูกเปลี่ยนหมด ถูกปลอมแปลงใส่ใหม่หมด เหลือแต่ชื่อ เหมือนพุทธทุกวันนี้เหลือแต่ชื่อ เนื้อแท้ของพุทธปลอมแ

อ่านต่อ

ปลงเปลี่ยนใหม่หมด เป็นความแปลกปลอมที่ เละจริงๆ เราชาวอโศก กลับมาฟื้นคืนพุทธศาสนา มามีสังคมพุทธที่มีพุทธบริษัท 4 มีอุบาสกอุบาสิกา มีนักบวชหญิง นักบวชชาย ส่วนนักบวชหญิงนั้นเราไม่มีภิกษุณี ตามบัญญัติ แต่โดยคุณธรรมเราไม่มีปัญหา แต่บัญญัติสมมุติเรียกกันก็แค่ อาตมาก็ตั้งชื่อนักบวชหญิงว่า สิกขมาตุ คือ สิกขา มาตุ คือนักบวชเพศหญิง แล้วก็ปฏิบัติไปไม่ได้ปิดกั้นว่าจะเป็นอะไร มีผู้หญิงที่บรรลุเป็นอรหันต์ในพวกเราก็มีแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้จักสัมมาทิฏฐิ มาปฏิบัติสมบัติที่เป็นโลกุตระสมบัติ หรืออาริยสมบัติ คือจรณะ 15 วิชชา 8 มีศีลเป็นข้อต้น อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 แล้วจะเกิดฌานแบบพระพุทธเจ้า ฌานแบบเดียรถีย์ เขาก็มีอยู่แล้ว นั่งตั้งกายตรง ดำรงสติคงมั่น แล้วนั่งสมาธิหลับตากันอยู่เต็มป่า ทุกวันนี้ก็ไปหลงว่าแบบนั้นเป็นของพระพุทธเจ้า ซึ่งไม่ใช่ มันเสื่อมไปนานแลวไม่มีพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก็อุบัติขึ้นมา แต่ท่านก็หลงเป็นลิงอมข้าวพองออกมาได้ 6 ปี แล้วเพิ่งฟื้นคืนได้ว่า เราเป็นพระพุทธเจ้าในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 อ้อ! เราเป็นพระเจ้านี่ แต่ท่านก็ยังอยู่ที่ป่านั้น ท่านก็เลยสอนพวกที่เป็นผู้ที่ใฝ่ใจในการปฏิบัติธรรมในป่านั่นก่อน จนได้อรหันต์ 60 รูปแรก ก็ส่งออกไปเผยแพร่ธรรมะ แต่ละรูปอย่าไปทางเดียวกัน ไปเผยแพร่ธรรมะพุทธที่เกิดขึ้นใหม่ 60 องค์แรกก็ไป แล้วท่านก็สอนต่อ จนได้อรหันต์เพิ่มขึ้นมาอีก ในวันมาฆบูชา อรหันต์อีกมากมาประชุมกันตั้ง 1,250 โดยไม่ได้นัดหมายอย่างนี้เป็นต้น ยังอยู่ในป่าทั้งนั้น คนไม่เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าจำเป็นต้องสอนในป่าอยู่ จนกระทั่งพอได้ ผู้ที่จะเป็นจริต ชอบป่าก็จะอยู่ป่า อย่างเช่น พระมหากัสสปะ เป็นต้น ผู้ที่ชัดเจนแล้วก็ไม่ต้องเข้าป่า เพราะจริงๆแล้วไม่ใช่ศาสนาอยู่ป่า แต่มีจริตอยู่ป่าก็มีบ้างแต่มีน้อย พระมหากัสสปะ เป็นต้น เพราะฉะนั้นพุทธจริงๆอยู่ป่าบ้าง แต่น้อยมาก อยู่ในเมืองในกรุง ปฏิบัติลืมตาปฏิบัติอยู่ในเมือง พระศาสนาพุทธเป็นศาสนาเมือง ไม่ใช่ศาสนาหลับตา ไม่ใช่ศาสนาปลีกหลีกเร้น เป็นศาสนาเผชิญ เผชิญกับโลกธรรม เผชิญกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เผชิญกับลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสูข แล้วหลุดพ้นจริงๆ หลุดพ้นก็ต้องออกมาสิแล้วไปจมอยู่ในตำแหน่งของเถรสมาคม มีตำแหน่งเป็นพระครูและเป็นเจ้าคุณไม่รู้กี่ชั้น เจ้าคุณ ชั้นราช ชั้นเทพ ชั้นธรรม จนกระทั่งถึงสมเด็จ เป็นโลกียะเป็นโลกธรรมทั้งนั้น แล้วแถมมีเงินเดือนด้วยนะ แล้วเลี่ยงบาลี ไปเรียกว่านิตยภัต ไปบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ บาปกินหัวไปทั้งนั้น นี่คือเขาไม่รู้จักผิด เขาทำบาปไปบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ และประพฤติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ให้ประพฤติ เขาบอกว่าในยุคนี้ไม่มีเงินไม่มีทองไม่ได้ แล้วชาวอโศกไม่ใช่คนหรือไง ชาวอโศก นักบวชก็ไม่มีเงินมีทอง ก็อยู่กันได้ อยู่จนตายเลยก็อยู่ได้ บวชเป็นนักบวช จนตายคานักบวชนี่แหละ ทั้งนักบวชหญิงนักบวชชาย พระในศาสนาพุทธที่อาตมาพาทำนี้มา 52 ปีแล้ว ยืนยันในยุคเดียวกัน จริงมีน้อย เพราะโลกุตระไม่ใช่ของธรรมดา มันเป็นของยอดพีระมิดเป็นของส่วนน้อยคือยอด พวกฐานพีระมิดจะมีมากเป็นธรรมดา เป็นปกติสามัญ มันก็เป็นอย่างนั้น เริ่มต้นในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ที่พระพุทธเจ้าได้สอนเรื่อง อัมพัฏฐสูตร ที่ได้พูดถึงเรื่องของจรณะ 15 วิชชา 8 นี่แหละคือเนื้อแท้ คือสมบัติของศาสนาพุทธ อัมพัฏฐะ ก็ถือตัวว่า ตัวเองมีวิชชาจรณสัมปันโน เถียงกับพระพุทธเจ้าใหญ่ สุดท้ายจำนน มีแต่ภาษาบัญญัติ แล้วรู้ผิดๆด้วย จนกลายเป็นพราหมณ์มหาศาล แปลว่า ผู้ร่ำรวย มหาศาล มากมาย เป็นพราหมณ์ผู้ร่ำรวยด้วยอำนาจยศศักดิ์ เงินทอง ฐานะ มีพื้นแผ่นดินของตัวเองอีก ยิ่งใหญ่เหมือนยุคนี้ อย่างเช่น ธัมมชโย ล่าแผ่นดินไปได้ตั้งหลายพันไร่ แล้วมีในที่อื่นอีก ในที่ที่เฉพาะธรรมกาย มีเป็นหลายพันไร่ แล้ว 2-3 พันไร่ นี้ก็เลี่ยงด้วยนะ จดชื่อตัวเองเป็นเจ้าของที่ดิน แล้วมีชื่อที่ดินเป็นของมูลนิธิธรรมกายแค่ 9 ไร่แต่เดิม นั่นแหละมหาศาล เป็นพระมหาศาลในยุคนี้ สมัยก่อนเรียกพราหมณ์มหาศาล ในยุคนี้เรียกพระมหาศาล อย่างพวกเรานี้ไม่มีใครทำ ไม่มีใครหลงผิดไปทำอย่างนั้น เพราะว่าเป็นสัจจะแท้ๆของพระพุทธเจ้า มาปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 อย่างแท้จริง กลับฟื้นคืนเอา ฌาน ของพระพุทธเจ้าที่เกิดจากการปฏิบัติจรณะ 15 เกิดจากการปฏิบัติข้อปฏิบัติ 11 คือ ศีล 1 อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรมอีก 7 รวมกันแล้วเป็น 11 ฌานก็เกิดตามศีล อปัณณกปฏิปทา 3 และสัทธรรม 7 เกิดฌาน ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วเกิดฌาน การนั่งหลับตาเกิดฌานนั้น พูดแล้วพูดอีก อาตมาก็พูดด้วยความสงสาร เลิกได้ แต่ไม่ได้ไปรังเกียจการหลับตา เพราะการหลับตาเป็นอุปการะมาก จะใช้ในการพักผ่อน เป็นฌาน ต้องเข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิ คือหลับเข้าไปในภพข้างใน เรียกภวังค์ พักผ่อน สงบ หรือจะทบทวนธรรม หลักธรรมข้อธรรมต่างๆ หรือจะทำ เตวิชโช คือตรวจสอบหลักธรรมที่ผ่านมาแล้ว เราได้ปฏิบัติหรือยัง อะไรเกิดอะไรดับ อะไรทำให้เกิดทำให้ดับ เรียบร้อยหรือยัง หมดอาสวะหรือยัง สามหลัก เตวิชโช หรือหลับตาเข้าไปเล่นฤทธิ์เล่นเดชอย่างสายอาจารย์มั่น สายหลับตาที่ยังหลงเลอะเทอะ แล้วสร้างภพชาติมีเทวดาเป็นตัวตน มีอำนาจฤทธิ์เดชทางใจหยั่งรู้อย่างนั้นอย่างนี้ ออกนอกรีตหมด อ.มั่นก็ตาม มหาบัวก็ตามลูกศิษย์ก็ตาม มันเพี้ยนมันเสื่อมเยอะ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะ เยอะกว่าโพธิรักษ์มาก อาตมาทำงานมา 52 ปี อาจารย์มั่นทำงานมาตั้งแต่บวชจนกระทั่งอายุเท่าไหร่ 80 กว่าไม่ถึง 90 หรือไม่นะ อาตมาพูดมีเชิงข่ม เพราะว่าเป็นสิ่งที่ผิดก็ต้องตำหนิหรือข่ม เป็นธรรมดาธรรมชาติของสัจธรรม อย่าไปหาว่าอาตมาไปดูถูกไปข่ม ก็ไม่ข่มสิ่งที่ผิดสิ อาตมาจะไปยกอยู่ อาตมาก็เป็นคนผิดเพราะไปยกสิ่งที่ผิด มันไม่ได้ มันทำไม่ได้ มันเป็นเรื่องสัจธรรม และอาตมาต้องพูด เพราะเขายังเยอะ เป็นพุทธศาสนิกชนด้วยกัน เป็นชาวพุทธด้วยกัน ผู้รู้แต่ไม่พูด ใจดำอำมหิต ไม่ชี้ให้เขารู้ตัวนั้นใจดำอำมหิต การชี้เขาให้รู้ตัว ที่ให้ลูกศิษย์รู้ว่า อาจารย์พิจารณาตัวเองหลงผิดแล้วนะ เพราะฉะนั้นจะบอกว่าตายไปแล้วจะไปว่าทำไม เขาก็ยังสืบทอดต่อไปนะ ก็ต้องตำหนิต่ออีก เพราะเป็นธรรมะที่ผิดเหมือนกัน มันต้องเปลี่ยนแปลง ต้องฟัง 650627 สภาวะฌานของพุทธโดยพิสดาร รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 43

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน