รูปฌานและอรูปฌาน อย่างง่ายเข้าใจเอาไปปฏิบัติได้.docx
เนื้อหาในไฟล์
รูปฌานและอรูปฌาน อย่างง่ายเข้าใจเอาไปปฏิบัติได้ _พ่อครูว่า... ที่นี้พูดฌานต่อ ฌานของพระอรหันต์ขึ้นไป เป็นฌานที่ เข้าใจสภาวธรรมสมบูรณ์แบบ รู้จักสิ่งที่ถูกรู้ กับรู้จักสิ่งที่เป็นการกำหนดรู้ เรียกว่า กายกับสัญญา เป็น วิญญาณฐีติ 7 มีฌาน 4 กับอรูปฌาน 3 ฌาน 4 เป็นการปฏิบัติธรรมดาในชีวิตประจำวันของคน ส่วนฌาน 3 อรูป ไม่ต้องไปปฏิบัติหรอก คนหลงไปปฏิบัติ อรูปฌานอยู่ คือคนหลงภพ คนหลงอรูปภพ เพราะมันเป็นผลแล้ว อรูปฌาน 3 คือ 1. อากาศ 2. วิญญาณ 3. ไม่มีอะไรเลย เรียกโดยบัญญัติว่า อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตะ อากิญจัญญายตนะ อากิญจัญญายตนะ นิดนึงน้อยหนึ่ง ก็ไม่มี มันเป็นคุณสมบัติของผู้ที่ได้แล้วเป็นพระอรหันต์ จิตเป็นฌาน 4 แล้ว เพราะฉะนั้น 3 ฌานหลังนี้เป็นผล จะตรวจสอบก็แค่ตรวจสอบว่า จิตของเราเป็นฌานหรือยัง เป็นอย่างไร เหมือนอากาศ แล้วมันก็มีธาตุรู้ วิญญาณ มันเป็นอากาศจึงเป็นวิญญาณแท้ สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลส โดยเฉพาะอาสวะกิเลสไม่มี นิดนึงน้อย หนึ่ง ก็ไม่มี อากิญจัญญายตนะ มันเป็นผล ผลของรูปฌาน 4 อรูปฌาน ไม่ต้องไปพูดถึง ไม่ต้องไปอะไรก็ได้ แต่บัญญัติมันมี มันก็เป็นสภาวะที่ แม้ไม่พูดมันก็เป็นสภาวะของผู้ที่อาศัย 2 รูปนามคือ รูป เป็นอากาศ นามเป็นวิญญาณ ส่วนมาร นั่นคือกิเลส ไม่มีแล้ว ก็เป็นจิตที่มีอากาศกับวิญญาณอยู่เท่านั้น เป็นรูปนาม 2 ตัว เรียกว่า กาย กำหนดรู้สัญญา กำหนดรู้อากาศ วิญญาณจบแล้ว ตรวจสอบว่าไม่มีกิเลสแล้ว จบแล้วก็จบเลย พระอรหันต์ไม่ต้องไปงมงายไม่ต้องวนเวียนกลับ อากิญจัญญายตนะ ยิ่ง เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่ต้องไปทำใหญ่เลย เพราะมันทำสำเร็จแล้วไม่ต้องมี ignorance อีกเลยว่า มันรู้หรือไม่รู้นะ ไม่ต้องไป อิ๊กๆนอๆ อะไรอยู่นี่ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นจะบอกว่ารู้ก็ไม่ใช่ ไม่รู้ก
อ่านต่อ
็ไม่ใช่ มันจะต้องไปงมงายอย่างนั้นไม่ใช่ เพราะว่ามันเป็นความมั่นใจ สะอาดเราได้แล้ว รูปฌาน จบ เพราะฉะนั้นตรวจสอบอีกทีหนึ่งเป็นอย่างไร ก็จบแล้วนี่ เป็นความว่างเปล่า เป็นธาตุรู้สมบูรณ์แบบเต็ม อากาศ วิญญาณ นิดนึงน้อยหนึ่ง ของกิเลสก็ไม่มีแล้ว ตรวจสอบตั้งแต่ฌานที่ 4 แล้วนิดนึงน้อยหนึ่ง ก็ไม่มี เพราะฉะนั้นฌานที่ 4 นั้นเท่ากับ วิญญาณฐีติตัวที่ 4 คือ เป็นจิตที่มี สุภกิณหา แปลว่า เป็นผู้มีสิ่งที่น่าได้ น่าเป็น น่ามี หรือว่า เป็นสิ่งที่ดีงามผ่อง เป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบ งามผ่อง แล้ว สุภะ เพราะฉะนั้นจึงรู้จัก กาย ที่เป็นความดำมืด เรียกว่า กิณหา ดี ส่วนคนที่มิจฉาทิฏฐิจะยึดเอาความดำมืด ได้ความดำมืดนี้ เป็นนิโรธบ้าง เป็นฌาน 4 บ้าง ดีไม่ดีไปหลงเป็นฌาน 8 ฌาน 9 ซึ่งเลอะเทอะใหญ่เลย หลงพยัญชนะ หลงบัญญัติใหญ่เลย โดยเฉพาะอันที่ 9 ของ สัตตาวาส 9 คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ หรือ จริงๆแล้วมันเป็นความเพ้อ สัตตาวาส 9 ข้อที่ 4 ข้อที่ 5 คือฌาน 4 ที่เป็นมิจฉาทิฐิ เป็นฌาน 4 ของฤาษี เดียรถีย์ พอฌาน 5 เป็นอสัญญีสัตว์ ดับมืดเลย แล้วไม่รู้ว่าตัวเองทำมืดแล้วหลงว่าเป็นนิโรธ อสัญญีสัตว์ เขาไปหลงเป็น อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะโดยสร้างภพชาติหลับตาเป็นอากาศ หลับตาเป็นวิญญาณ ซึ่งมันเป็นเรื่องไม่มีจริงของใครของมันเป็นอาทิสมานกายเป็นนิรมาณกาย แล้วก็หลงว่า เข้าใจเหมือนตาบอดชมวันนี้ฟ้าสวย วันนี้เมฆสวยจังเลย ตาบอดชมท้องฟ้าด้วยกับคนตาบอด ตาบอดเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นคน บอกว่า เมฆสวยจังเลยวันนี้ นี่แหละ อากาศ วิญญาณ ของเขาไม่มีหรอก อากาศสะอาดสดๆ อากาศไม่มีกิเลสแล้ว อากิญจัญ วิญญาณไม่มีกิเลสแล้ว เขาทำไม่เป็น เขาได้อสัญญีสัตว์เท่านั้น ดับ อสัญญีสัตว์ กับ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ต่างกัน เนวสัญญาคือ สิ่งที่ปลอมยิ่งกว่าอสัญญีสัตว์ เขาทำได้แต่ อสัญญีสัตว์เท่านั้นพวกนั่งหลับตา อย่างเช่น อาฬารดาบส อุทกดาบส ก็ตาม ได้แค่นั้น แล้วไปนั่งหลับตาบอกว่าเข้านิโรธสมาบัติ สมาบัติของพระพุทธเจ้าเรียกว่า การบรรลุ การเข้าถึง ความสะอาดบริสุทธิ์จากนิวรณ์ทั้ง 5 เป็นอย่างน้อย เป็นปฐมฌาน ต้องเข้าต้องออก คนที่เข้าฌานของพุทธไม่ต้องเข้าหรอก แล้วก็ไม่ต้องออกหรอก ลืมตาปฏิบัติอยู่นี่ไม่ต้องเข้าต้องออกอะไร กิเลสลดลงได้ก็ลดลงไปเป็นลำดับลำดับ หมดไปตามขั้นตอน หมดไปตามลำดับ อย่างน่าอัศจรรย์ มีลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ในปหาราทสูตร น่าอัศจรรย์ ปฏิบัติถูกแล้วไม่ต้องไปทำอย่างนั้นเลย และเป็นไปได้จริงๆ ตามขั้นตอน ผู้ใดทำตามศีล และได้ปฏิบัติลดละกิเลส ศีลข้อที่ 1 คุณเห็นสัตว์แล้วไม่ฆ่า ไม่ใช้อาวุธไม่ใช้มือใช้ไม้ ไม่ใช้ทัณฑะ ไม่เอา มีจิตกรุณาเอ็นดูช่วยเหลือ หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ อทินนาทาน เห็นของอยากได้ ก็อย่าไปทุจริต ชัง ก็อย่าไปทำร้ายทำลายของเขา ของคุณเองคุณจะเห็นว่าควรทำลายก็ทำลายไปสิ ไม่ได้ผิด ไม่ได้ไปทำลายอะไรของใคร ศีลข้อที่ 3 รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กามคุณ 5 คุณสัมผัสและคุณก็รู้ว่า จะสัมผัสรูปแล้วยังจัดจ้านอยู่นะเรา ยังสวยงาม อย่างโน้นอย่างนี้ ยังอยากได้อย่างนู้นอย่างนี้ ยังอยากเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ เห็นรูปคือสิ่งที่ถูกรู้ ได้ยินเสียงที่มากระทบหู ได้กลิ่นกระทบจมูก ก็รู้ว่าคือกลิ่น เข้าใจได้ แม้แต่จิตเราจะยังมีกิเลสผสมบ้าง ก็ไม่ได้มีการกระดี๊กระด๊า หรือว่า ดิ้นรน กระสันตัณหาอะไร แสดงว่าเป็นคนสงบ ควรได้ก็เอามา ได้ เราก็แสวงหาอย่างเรียบร้อย อย่างสุจริต เรียบร้อยได้มาก็ได้มาอย่างสุจริต สุภาพ ไม่เกิดสงคราม ไม่เกิดการแย่งชิง ไม่เกิดการกระทบกระเทือนใคร มีสตางค์ซื้อต้องซื้อก็ซื้อ อย่างเช่นทุเรียนราคาเท่าไหร่ ลูกขนาดนี้ในตลาด เพราะฉะนั้นเห็นแล้ว ว่า จิตของเรามันชอบมากหรือไม่ชอบมาก เราก็ควรได้ควรมี ควรเป็นบ้าง แต่ไม่กระดี๊กระด๊า พวกเรามีจิตเป็นฌาน จะมีกิเลสก็รู้ว่ามีกิเลสแล้วก็ไม่ดิ้นรน ไม่กระสันตัณหาจนหาทางได้จนกระทั่งอยากได้อย่างรุนแรง หรือถ้าแรงบ้างก็รู้ตัว ก็หาทางได้อย่างควร ซึ่งเป็นเรื่องสงบทั้งนั้นเลย ไม่ใช่เป็นเรื่องจะไปกระทบกระแทกกระเทือนสัมผัสรุนแรงอะไรต่อกัน สังคมจึงเป็นสังคมสงบ เพราะมีจิตเป็นฌาน ฌานคือจิตสงบ แล้วผลของฌาน จิตสงบนี้ เป็นฌานที่มี กายปาคุญญตา เป็นฌานที่มี จิตปาคุญญตา ปาคุญญตา แปลว่าเร็วไว แคล่วคล่องปราดเปรียว อย่างโพธิรักษ์นี้ยังแววไวน้อย ยังปราดเปรียวน้อยนะ อย่างพวกเสี้ยวลิ้มยี่นี้เร็วมากเลย กระทั่งเห็นว่าออกอาวุธหรือยัง ก็ไม่รู้เลย แต่พวกนั้นไปใช้อาวุธกันออกนอกรีตเลย พวกเราไม่ใช่ไปฝึกอย่างนั้น แต่เป็นการฝึกฌาน ฝึกจิต เมื่อจิตเป็นฌาน กายปาคุญญตา คือมีทั้งภายนอกและภายใน คุณมีความแคล่วคล่องทั้งภายนอกและภายใน จิตปาคุญญตา จิตภายใน แข็งแรง แคล่วคล่องว่องไว จึงมีพลังงานมาให้กายภายนอกแคล่วคล่องว่องไวด้วย เป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้นความเป็นฌาน ไม่ใช่ความเฉื่อยความช้า ไม่ใช่ พระสารีบุตรนั้นยิ่งกว่าลิง เดินเจอท้องร่อง กระโดดแผล็วเลย ก็เป็นสามัญปกติ มันไม่มีอะไรเพราะว่าจิตเป็นฌาน คนเข้าใจว่าฌานคืออะไรไม่ได้ หาว่าเราปฏิบัติผิดอีก ซึ่งหมายถึงความสามารถ เป็นสมรรถนะที่สูงมี กายปาคุญญตา สู่แดนธรรม... ถ้าเอาพฤติกรรมคล่องแคล่วอย่างที่พ่อท่านว่าคือมี ฌาน พระวัดป่าก็คงไม่มีใครมี พ่อครูว่า... ไม่มีใครมีหรอก พระวัดป่ามันผิดตั้งแต่ต้นแล้ว จะไปมีได้อย่างไร เฉื่อยหมดทั้งจิตทั้งกาย ความเป็นกาย ไม่มีตั้งแต่ต้นแล้วมันไม่สอดคล้อง มันไม่ได้หรอก มันออกนอกทาง ออกนอกโลกไปแล้ว จะไปโลกนรก ออกนอกโลกไม่ได้ไปไหนนะ แต่เป็นโลกนรกโลกเดรัจฉาน ไปโลกเดรัจฉานคือ ไปโลกที่ขวางทางนิพพาน ในโลกนรกก็คือไปโลกที่ไม่ใช่คน นรก คือ ไม่ใช่คน ที่จริง นรก แปลว่าเป็นคน นร คือชน ก คือเจ้าของ นร แต่ม้นไม่เป็น เพราะเขาโง่เขาไม่รู้ว่าเขาเป็นเจ้าของ นร คือคนนะ เราเป็นผู้เป็นคนนะ แต่เขาไม่ได้เป็นผู้เป็นคน เขามัวแต่นรกเร่าร้อน เขาไม่ได้เป็นผู้เป็นคน เอาพยัญชนะมาขยายสภาวะให้ฟังง่ายๆ นรกไม่ได้อยู่ไหน อยู่ที่คนโง่นี่แหละ เดรัจฉานก็อยู่ที่คนโง่นี่แหละ ไอ้ที่ไปเป็นภาพวาดว่า นรกต้องไปตกอยู่ตรงนั้นตรงนี้ เดี๋ยวนี้ก็ตกอยู่ แล้วไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์ นี่เอาทุเรียนไปให้เขาก็เอาแต่หนามมัน คลำแต่หนาม แต่พวกเราได้กินเนื้อในแล้ว เพราะว่ามีวรยุทธ คนที่เก่งๆก็ผ่าอย่างรวดเร็ว คนไม่เก่งก็ผ่าแล้วเลือดออก ถูกหนามทุเรียนทิ่มมือเลย อาตมาผ่าคงไม่เก่ง หนามทิ่มมือเหมือนกันนะ เพราะความชำนาญในการปอกไม่มี แต่มีความชำนาญเรื่องกินอยู่นะ 650627 สภาวะฌานของพุทธโดยพิสดาร รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 43