ฌานคือไฟร้อนเผากิเลส ไม่ใช่ไฟเย็นแช่แข็งกิเลส.docx
เนื้อหาในไฟล์
ฌานคือไฟร้อนเผากิเลส ไม่ใช่ไฟเย็นแช่แข็งกิเลส _พ่อครูว่า... ฌาน คำว่า ฌานนี่แปลว่า ไฟ หรือ พลังงานชนิดหนึ่งเรียกว่า อุณหธาตุ เป็นพลังงานที่คนต้องปฏิบัติ คนอย่างลูกศิษย์พระพุทธเจ้านี่แหละ ทุกคนต้องสร้างฌาน ต้องทำฌาน ต้องสร้างพลังงานฌานให้ได้ พูดกับชาวอโศกให้สร้างพลังงานฌานอย่างสัมมาทิฏฐิ โดยคนไม่ต้องใช้ภาษาเรียกว่าฌานหรอก แต่สร้างทำพลังงานฌานนี้ได้ ฌานคือ พลังงานที่เผากิเลส ล้างกิเลส ถูกตัวถูกตนมีมรรคมีผล อาจจะไม่ต้องรู้ภาษาว่า มีฌานหรือไม่มีฌาน แต่ชาวอโศกมีฌาน ชาวมหาเถรสมาคม พระป่า มหาบัว อาจารย์มั่นไม่มีฌาน แต่มีฌานฤาษี ไม่ใช่ไฟ ไม่ใช่พลังงาน อุณหธาตุ เป็นพลังงานสมถะ เป็นพลังงานเย็น ไม่ใช่พลังงานร้อน ไม่ใช่พลังงานไฟ พลังงานที่มีฤทธิ์ร้อน ที่สามารถเหนือชั้นกว่าไฟราคะ โทสะ โมหะ จึงจะทำลายกันได้ เป็นพลังงานเหนือชั้น ถ้าใช้พลังงานเย็นมาสู้กับพลังงานร้อน เอาไฟเย็น สมถะ มาสู้กับไฟราคะ เกิดปฏิกิริยาทะเลาะกัน ตีกัน ระเบิด ไม่สำเร็จหรอก มันเป็นภาวะซับซ้อนเป็นภาวะที่รู้ยากอยู่ ฌาน เขาไม่แปลกันว่าไฟแล้ว ทุกวันนี้ แต่เขาไปแปลว่าการเพ่ง จริง การสำรวมจิต ไม่ถึงขั้นจะต้องไปหลับตาเพ่ง ปี๋ ก็เพ่ง อย่างลืมตาตื่นๆ จะว่าเพ่งก็คือการสำรวม เข้าไปหาจุดหนึ่ง เป็นหนึ่งจริงๆ เป็นเอกัคคตาจริงๆ เพื่อให้พลังงานจิตของเรา ได้รับทั้งการกระทบทางตาหูจมูกลิ้นกาย และเอามาเป็นองค์ประกอบ เป็นสปริขาโร เป็นสอุปนิโส เป็นองค์ประกอบ เป็นบริขาร เป็นเหตุ เป็นเหตุเพื่อที่จะให้ไปเผากิเลส สร้างพลังงานฌานเป็นเหตุ เพื่อให้ไปเผากิเลส เพราะฉะนั้นต้องมีภูมิปัญญามาก ภาษาคำว่าฌาน เขาเกือบจะลืมเลือนไปแล้ว ในพจนานุกรมบาลี-ไทย คำว่าฌาน ไม่ได้มีคำว่า ไฟ หรือเพลิงกองใหญ่ มีแต่คำว่าเพ่ง ในพจนานุกรมบาลีหลายฉบับ แต่มีพจนานุก
อ่านต่อ
รมบางฉบับซึ่งเป็นส่วนน้อย ยังมีคำว่าฌานแปลว่าไฟ แปลว่าเพลิงกองใหญ่ ยังมีอยู่ ฌาน มันมีคำที่เขาผัน ไปตามลักษณะไวยากรณ์บาลี ฌาน ถ้าเผื่อว่าแยกไปเป็น ฌายติ เขาก็ไปแปลว่า อัน....ย่อมไหม้ ไหม้มันก็คือ พลังงานเผาไหม้ พลังงานไฟ ฌายันตะ แปลว่า ยัง...ให้เผาอยู่ หรือ โชติช่วงอยู่ หรือ อัน...ไหม้อยู่ มันยังมีปฏิกิริยากันของเป็นปัจจุบัน ฌายิตวา แปลว่า เผาแล้ว เป็น Past perfect tense ฌาปิตะ แปลว่า อัน...เผาแล้ว ฌาปัตวา แปลว่า ยัง...ให้ไหม้แล้ว ยังอะไร ยังกิเลส ฌาปัตติ แปลว่า ย่อมให้ไหม้ ฌาปัตตะ แปลว่า ยัง...ให้ไหม้อยู่ ฌาเปติ ฌาปยติแปลว่า ...ย่อมเผา ฌาเปสิ ฌาปยิ แปลว่า เผาแล้ว เป็นลักษณะพลังงานของ อุณหธาตุ ของไฟทั้งนั้น ฌาน ฌาเปหิ ...แปลว่า จงเผา ฌามะ แปลว่า อันเผาแล้ว ฌายติ …แปลว่า ย่อมไหม้ นั่นคือบัญญัติต่างๆสรุปแล้ว ฌานเป็นพลังงานชนิดหนึ่งเป็น อุณหธาตุ เป็นสิ่งที่จะเผาจะไหม้ เป็นพลังงานที่จะเผาจะไหม้ หรือ อุณหธาตุ เป็นพลังงานที่มีความร้อนแรงมีพลังงานสูง องศาพลังงานนั้นต้องสูงกว่ากิเลส เป็นราคะโทสะ เป็นต้น พลังงานนี้ต้องเหนือชั้นกว่าพลังงานราคะโทสะมันถึงจะสลายอันนี้ได้ โดยสงบ ฌาน ไฟ ราคะโทสะโมหะคือไฟ ก็มีไฟที่เหนือกว่าไปทำแล้วสู้กันได้ สงบไม่เดือดร้อน ไม่ทะเลาะกัน ถ้าเอาความเย็นไปสู้กับความร้อน ก็ทะเลาะกันเพราะมันเป็นคนละตระกูล แต่นี่ ตระกูลไฟมีความไม่เหมือนกัน ไฟราคะโทสะโมหะ ถ้าเป็นตระกูลเดียวกันกับ ไฟฌาน ฟังดีๆ เพราะฉะนั้นมาปฏิบัตินั่งหลับตาสร้าง ฌานที่มันเป็นฌานเย็น เป็นฌานสงบเย็น หยุดเร่าร้อน แต่ไม่ใช่หยุดเร่าร้อน แต่หยุดเย็น ชืด ตายไม่มีพลังงานด้วย มันตรงกันข้ามกันเลยกับที่เขาปฏิบัติ มันไม่มีวันจะบรรลุธรรมดอก ไม่มี แล้วออกนอกรีตไปเลยไปปรุงแต่งกันนอกโลกแบบโลกีย์สารพัด เป็นเรื่องโลกีย์เต็มไปหมด ไปแย่งลาภยศสรรเสริญ แย่งสักการะ แย่งฐานันดร แย่งภพชาติที่มันเป็นสวรรค์วิมานอะไรต่ออะไรไป โดยไม่รู้จัก ว่า จิตตน เข้ามาปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าหรือเปล่า ถ้าเผื่อว่ารู้ พวกอยู่ในเถรสมาคมที่มีตำแหน่งยศศักดิ์จะไม่อยู่แบบนั้นหรอก ก็พระพุทธเจ้ามีตำแหน่งยศศักดิ์ เป็นจักรพรรดิ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นผู้ร่ำรวย ก็ทิ้งออกมาหมดเลย มาเดินพระบาทเปล่า พูดแล้วเข้าใจบ้างไหม นี่ยังจมอยู่ มีทั้งยศศักดิ์ มีทั้งสภาพอะไรต่ออะไรอยู่ รูปธรรมก็ยังอยู่ แม้จะบอกว่า เขาตั้งให้ก็ตั้งไป ก็ไปเอาทำไม แสดงออกให้จริงๆเลย อย่ามาตั้ง สุดท้ายพระพุทธเจ้าออกมาไม่มีใครตั้งให้เป็นเจ้าคุณ ไม่มีใครตั้งยศชั้น เป็นอาจารย์เป็นครูอะไรให้เลย ไม่เห็นมี 650627 สภาวะฌานของพุทธโดยพิสดาร รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 43