ชาติ 5 แบบตามมหาปเทศของพ่อครู.docx
เนื้อหาในไฟล์
ชาติ 5 แบบตามมหาปเทศของพ่อครู มาต่อ ชาติ 5 ที่อาตมายังไม่จบสักที ที่อาตมาคลี่ขยาย ไม่ได้บัญญัติใหม่ แค่ขยายความหมายให้มันลึกซึ้งลึกล้ำพิสดารออกไป อธิบายเลยจากอันที่ 3 1. เกิดทางร่างกายเป็นคนเป็นสัตว์ 2. เกิดทางใจ โอปปาติกโยนิ 3. เกิดลิงลมอมข้าวพอง (อธิบายไปแล้ว) 4. การเกิดเป็นประเทศชาติ หรือชาติรัฐ จะเรียกสหรัฐก็ใช้คำนี้ คือชาติของรัฐ ประเทศที่หมายถึงแว่นแคว้น รวมไปทั้งหมด อันนี้ก็คือชาติที่หมายถึงองค์รวมทั้ง 1 สถานที่แผ่นดิน มีขอบเขตว่าเป็นชาตินั้นชาตินี้ แต่ละชาติตอนนี้แบ่งขอบเขตกันหมดแล้วทั้งโลก ในคนมีสัญชาติ เชื้อชาติ เกิดมาเป็นคนไทย ต้นตระกูลไทยใจช่างเหี้ยมหาญ อาตมาว่าน่าจะใช้คำว่า กล้าหาญ (หลวงวิจิตรวาทการแต่ง) ก็มีรัฐชาติ รัฐประเทศ เราช่วยกันบูรณะชาติสร้างชาติ ใครมากบฏต่อชาติทำลายชาติก็ช่วยกันดูแล ช่วยกันยับยั้งหยุด ดีไม่ดีถึงขั้นต้องปราบกันเลย บางทีคิดไม่ถึงว่ามันจะทำลายชาติได้อย่างลึกซึ้งละเอียดอย่างนี้บางทีสมบัติพัสถานล้มละลายเลยกลายเป็นลูกหนี้ของชาติอื่นเลยเท่ากับทั้งประเทศทั้งคนในชาตินี้ต้องตกเป็นลูกหนี้ของประเทศอื่น ทรัพย์สมบัติไม่พอใช้หนี้เขาจะถึงขนาดนั้นเลย คนที่หัวดีหัวเก่งฉลาดแกมโกงฉลาดเลวทราม พระพุทธเจ้าท่านใช้ศัพท์คำว่า ปัญญาทรามเป็นปัญญาที่แย่มาก ก็มีคนจริงให้ศึกษา แต่ว่าไปเดี๋ยวเขาจะโกรธ ประเทศชาติ รัฐชาติ มีสถานที่มีบุคคล มีวัฒนธรรม มีพฤติกรรม มีทั้งความคิดความอ่านการสร้างสรรค์ความเป็นอยู่พึ่งตนเอง จนพึ่งตัวเองได้จนเหลือเฟือ จนเกื้อกูลผู้อื่นที่ดีที่สุด แต่หากพึ่งตัวเองได้เหลือเฟือแล้วเอาไปกอบโกยหากำไรเข้าหาตนเองขูดรีดจากคนอื่น ต้องศึกษาให้ละเอียดดีๆที่มีความซับซ้อนเลวร้ายอย่าไปทำ มีแต่ความซับซ้อน แต่ถ้ายิ่งเป็นคุณค่าประโยชน์ซับซ้อนอย่า
อ่านต่อ
งนี้ดี ต้องศึกษาให้ดี อาตมาว่าอาตมาพาทำอย่างดีๆกันอยู่ ซึ่งก็ยังไม่เข้าใจแม้แต่ความเป็นประชาธิปไตยก็ยังไม่เข้าใจแม้แต่ความเป็นเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนที่สุดยอดดี ก็ไม่ค่อยอธิบายไปก็จะเป็นสังคมมนุษยชาติที่ดี เพราะปัญญา เพราะความเฉลียวฉลาดของจิตวิญญาณ ต้องศึกษาเรื่องความสันติและอหิงสาอโหสิช่วยเหลือผู้อื่นต้องศึกษาถึงการเกิดการตาย ตายตั้งแต่ตายอย่างมรณะจนกระทั่ง อรณะ อย่างนี้เป็นต้น หรือการตายที่สมบูรณ์แบบ ตายอย่างกิเลสตาย ตายอย่างเป็นคนที่รู้การเกิดการตาย จะเกิดอีกจะตายอีกเป็นอมตะบุคคลอย่างไรก็ได้ แล้วก็มาช่วยโลกเขา ที่สุด ตายแยกธาตุจิต เป็นดินน้ำไฟลม เป็นอุตุไปเลยไม่เหลือแม้แต่ชีวะ ค้างในระดับพืชซึ่งเป็น ชีวะ ที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขแล้วไม่มีพิษภัยต่อโลกมีแต่ประโยชน์ต่อสัตว์อื่นและโลก ก็ไม่เป็นอีก อาจจะมีเศษ พระพุทธเจ้าท่านปรินิพพานปริโยสานแล้วเหมือนกับพวงมะม่วงตกมาแตกกระจายลูกมะม่วงก็แตกกระจายไปเอามารวมเป็นพวงกันไม่ติดแล้ว ก็จะไม่มีพระพุทธเจ้าอีกแล้ว คนที่ฟังอาตมาอธิบายมีเยอะแต่ก็ยังเข้าใจไม่ทันบ้าง บางคนเข้าใจทันแต่ไม่เชื่อเท่าไหร่อันนี้ก็บังคับกันไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรอาตมาไม่มีปัญหาใครเชื่อว่าดีก็เอาตาม ใครยังไม่เชื่อก็บังคับกันไม่ได้ แล้วอาตมาไม่ชอบบังคับด้วย ไปบังคับให้เชื่อมันเสียเหลี่ยมโพธิสัตว์ ไม่ต้องไปบังคับให้เชื่อหรอก คนที่จะเชื่อเรา เขาเชื่อด้วยภูมิปัญญาของเขามันเป็นของจริง หากไปบังคับให้เชื่อไปหว่านล้อมไปป่ะเล้าประโลมให้เชื่อ มันเป็นฝีมือขี้กะโล้โท้ เขาต้องเชื่อด้วยความจริงใจสนิทใจเขาจะฉลาดหรือโง่ก็ใช้ปัญญาเป็นผู้ตัดสินวินิจฉัยเอง อย่างนี้เชื่อ ผู้ที่เชื่อสิ่งที่เป็นสัจธรรมความจริงได้และเป็นความจริงที่จริง ผู้นั้นก็ได้สุดยอด เพราะเชื่อสิ่งที่จริง แล้วก็เชื่อถูกต้องอย่างนี้สุดยอดแล้ว แล้วก็มีแต่จะสะสมความจริงไป คนที่ยังไม่ได้ก็ไม่รู้จะทำยังไงก็ต้องปล่อยไป เห็นใจเขาเหมือนกันอาตมาก็ได้แต่ยังไงพูดไป
5. ชาติแบบตรรกะ คือยึดทิฏฐิ ยึดอัตตา คำว่า “ทิฏฐิ” คำว่า “อัตตา” ส่วนยึด คืออุปาทาน คำว่า “ทิฐิ” หรือคำว่า “อัตตา” อยู่ในอุปทาน 4 จะมีคำว่ากามุปาทาน, สีลัพพตุปาทาน, ทิฏฐุปาทาน, อัตตวาทุปาทาน อุปาทาน 4 ยึดกิเลสถือมั่นเป็นเรา 1. กามุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในกามภพ บำเรอรูปรสฯ) . 2. ทิฏฐุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในทิฏฐิ เช่น เห็นว่าผีมีตัวตน) 3. สีลัพพตุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในศีลและวัตรปฏิบัติธรรม) 4. อัตตวาทุปาทาน (ถือมั่นเข้าใจในอัตตาหรืออาตมันได้แค่ วาทะ แต่ไม่เคยรู้เห็นอัตตาตัวปรมาตมันจริงๆนั้นเลย) . . . (พตปฎ. เล่ม 11 ข้อ 262)
คำว่า “กามุปาทาน” คือยังยึดติดไปด้วยกาม กามมันของหยาบขั้นต้นเลยเป็นรสชาติโลกีย์ หยาบตั้งแต่อบายคือกาม อบายมุข หยาบ ผู้ที่หลงไหลโลกียรสในระดับหยาบ เรียกว่าอบายมุข ไม่ต้องขึ้นในทำเนียบของอุปาทานหรอก อบายมุข มันเศษสวะของกามภายนอก หยาบ ของใครก็ของมัน คนที่หยาบที่สุด เลวร้ายที่สุด นี่ละเอียดมากที่สุดจนคนอื่นไม่รู้ความละเอียดลึกซึ้ง ตามไม่ทัน อันนี้น่ากลัวกว่าหยาบที่เห็นเนื้อหยาบแรงๆหยาบๆ ความแรงหยาบนั้นไม่น่ากลัวเท่าความละเอียดเลวร้ายที่สุดมันไม่รู้ทันเลยนะรู้ไม่ได้ โอ้ กว่าจะรู้ตัวก็ตายก่อนไม่รู้กี่ชาติแล้วทุกคนคนนี้หลอกทุกคนคนนี้ตีกินกินตับกินไส้กลายเป็นบริวารเข้ามาไม่รู้กี่ชาติ เดี๋ยวนี้ยิ่งมีบริวารของพวกมารร้ายพวกนี้อยู่ นี่ ยังเป็นบริวารยังหลงอยู่ยังไม่ลืมตาเลย ทั้งๆที่มันน่าจะรู้ตัวแล้ว ก็ยังมงายอยู่อย่างนั้น เอาล่ะพอ ไม่ต้องขยายความหมาย อบายมุขเลวร้ายซับซ้อนพวกนี้ อาตมาอธิบายพอเป็นตัวอย่างไว้เท่านั้นลงรายละเอียดไม่ไหว อย่างธัมมชโยอย่างนี้ โอ้โห! เลวร้าย เลวมาก ละเอียดพริ้งพราว จนเดี๋ยวนี้ก็ยังดูซินี่ ทางภาครัฐยังเอาไม่ลง ทั้งๆที่เป็นสมี(สะหมี)ไปตั้งนานแล้ว สมเด็จพระสังฆราชก็ทรงวินิจฉัยเขียนเป็นลิขิตไว้เลยตั้ง 4-5 ฉบับ ว่านี่ปาราชิกหลักฐานมี หลักฐานทางศาลทางพฤตินัยมีครบ เป็นการหลอกลวงขี้โกงประชาชนอย่างแท้จริง ทุจริตผิดพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าในปาราชิกข้อขโมยของผู้อื่นมันไม่ใช่ของเรา ซึ่งมีหลายข้อมีการอวดอุตตริมนุสสธรรมมันไม่มีในตนเอง 2 ข้อนี้ชัดเจนข้อที่โกงเงินทองกับอีกข้อหนึ่งคืออวดมนุสสธรรมที่ไม่มีในตนก็ใช้ 2 ข้อนี้ก็เป็น สมีDouble แล้ว ส่วนกามนี้เขาจะเป็นหรือเปล่าเรื่องผู้หญิงผู้ชายยังไม่ได้ตามไปดูจริงๆก็ไม่รู้ได้มันไม่มีข่าวออกมา ก็ไม่รู้ ได้แค่ 2 ข้อนี้ก็ไม่เหลือแล้ว ถ้ากามอีกก็เป็น 3 ข้อ ยังเหลือฆ่าคนก็ไม่รู้อีกแหละ
“สีลัพพตุปาทาน” “ศีล” คือ มีข้อปฏิบัติ “พรต” คือ ตัวประพฤติปฏิบัติ คนที่ปฏิบัติไม่มีศีลมีเยอะ คนที่ปฏิบัติตามศีลพระพุทธเจ้า มีน้อย เขามีวินัย 227 แต่วินัยไม่ใช่ศีล ต่างกัน อันนี้ก็ยาก อาตมาพูดแล้วพูดอีก วินัยมาตามทีหลังมีผู้ทำผิดท่านก็ตราพระวินัยเพิ่ม แต่จุลศีล, มัชฌิมศีล, มหาศีลนั้น ตราไว้ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้มี 43 ข้อ จุลศีล 26 ข้อ มัชฌิมาศีล 10 ข้อ มหาศีล 7 ข้อ 43 ข้อ ไม่เพิ่มไม่ลด แต่ถ้าเป็นพระวินัยถ้าพระพุทธเจ้าอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่ใช่แค่ 227 ข้อแต่จะมีเพิ่มกว่านี้อีก และของภิกษุณีมี 311 ข้อ แล้ววินัยต่างกับศีลตรงที่ถ้าผิดวินัยก็มีโทษ แต่ผิดศีลไม่ปรับโทษแต่คุณไม่เจริญเอง ไม่บังคับ ศีลมีอิสระเสรีภาพไม่มีการบังคับแต่วินัยเป็นข้อบังคับ แต่ศีลไม่ใช่ อิสระเสรีภาพสูงสุด วินัย เป็นกฎหลักที่มีข้อบังคับถือว่าเป็นอาบัติ ผิดแล้วต้องทำคืนต้องแก้ ต้องมีปรับ เรียกว่า “ปรับอาบัติ” ต้องมาใช้ตามอัตราของอาบัติต่างๆ ตั้งแต่ผิดทุกกฎ ทุภาษิต ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ สังฆาทิเสสจนถึงปาราชิก ซึ่งเป็นเรื่องของผู้ที่มาศึกษาบวชจริงๆ ถ้าไม่บวชก็ไม่ต้องขึ้นกับวินัยพวกนี้เท่าไหร่แต่ถ้ารู้ก็ดี ถ้าไม่รู้มันก็จะเลอะเทอะ ถ้ารู้มันก็จะเข้าท่า
ผู้ที่ศึกษาศีลพรตแล้ว ปฏิบัติศีลยังไม่เป็นกระบวนการครบ มีศีล แล้วก็จะต้องปฏิบัติจิตให้เป็น อธิจิต แล้วมีอธิปัญญา ถึงอธิมุติ ถึงสุดวิมุติ จบ “อธิ” คือเจริญยิ่งขึ้น อธิจิตเจริญ อธิปัญญาก็เจริญ 3 เส้า อธิศีล, อธิจิต, อธิปัญญา เจริญถึงรอบก็เป็น อธิมุติโน้มไปแนวทางที่จะจบ อธิมุติ อธิโมกข์ แล้วก็ตรวจสอบจนมีวิมุตติญาณทัสสนะจนมั่นใจครบเจโตปริยญาณ 16 (ไม่ลงละเอียดวันนี้) เพราะฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงสมบูรณ์แบบที่สุด “ศีล” ต้องมีศีล แต่ละข้อๆ จะมีสมาธิ, มีปัญญา, มีวิมุติ แต่ละข้อ จะมีของมันแต่ละข้อเลยอธิบายได้ ศีลข้อ 1 ศีลข้อที่ 2 3 4 5 อย่างนี้เป็นต้น หรือศีล จุลศีล 26 ข้อ มัชฌิมศีล 10 ข้อ มหาศีล 7 ข้อ มหาศีลของศาสนาพุทธแบบนี้มหาเถรสมาคมผิดเต็มไปหมด ไม่รู้เรื่องแล้วก็ทำกันเป็นจารีตประเพณี ผิดศีลนะ มหาศีล เช่น จุดไฟ บูชาไฟ บูชาด้วยไฟ จุดธูปจุดเทียน อย่างนี้ง่ายๆชัดๆ รดน้ำมนต์ ใช้น้ำเป็นสื่อ สิญจนยัญ อยู่ในมหาศีลทั้งหมด รักษาไข้ใบ้หวยเป็นต้น สิ่งเหล่านี้เรียกว่า “เดรัจฉานวิชชา” เดรัจฉานวิชาไม่ใช่วิชาเสกให้เป็นสัตว์ แต่เป็นวิชาที่ขวางทางนิพพาน วิชชาที่ขวางทางนิพพานไม่พาให้บรรลุธรรม แล้วทำอยู่อย่างนั้นจะบรรลุธรรมได้ที่ไหน.. ติดอยู่กับวิธีการพวกนั้น เลยกลายเป็นจารีตประเพณี จารีตประเพณีก็เลยอธิบายกันว่าพวกถือศีลได้แค่จารีตประเพณีเรียกว่า “สีลัพพตุปาทาน” ทั้งศีล พรต เป็นอุปาทาน ทั้งข้อศีลและการประพฤติคือพรต คำว่าถือศีลปฏิบัติธรรมก็ทำแต่ไม่สัมมาทิฏฐิทั้งศีลและข้อประพฤติไม่สัมมาทิฏฐิทั้งคู่ ก็เป็นอุปาทานยึดถือได้แค่นี้ไป ชาติแล้วชาติเล่าแล้ว applyศีล ประยุกต์วิธีปฏิบัติศีลไปอย่างนั้นอย่างนี้สารพัด วิปัสสนาทำอย่างนี้สมถะทำอย่างนี้ วิปัสสนานี่แหละ มันใช้เชิงปัญญาหลากหลายกระบวนการเหลือเกิน ทั้งลืมตาทั้งหลับตาวิปัสสนา แต่ละสำนัก แยกวิปัสสนากับสมถะก็ยังไม่ออกมีเยอะ แยกออกบ้างแต่อธิบายไปตามเชิงของเขา ซึ่งศีลพรต เป็นอุปาทานก็ขอตัดจบตรงนี้
ศีล, พรต เป็นสีลัพพตปรามาส ไม่ใช่สีลัพพตุปาทานที่ยังไม่เข้ากระบวนการสัมมาทิฏฐิยังเป็นมิจฉาทิฐิแท้ พอสีลัพพตปรามาส เข้ากระบวนการที่ถูกมีสัมมาทิฎฐิอยู่ในสังโยชน์ข้อที่ 3
สังโยชน์ข้อที่ 1 คือสักกายทิฐิ สังโยชน์ข้อที่ 2 คือวิจิกิจฉา สังโยชน์ข้อที่ 3 คือ สีลัพพตปรามาส “ปรามาส” แปลว่าลูบคลำ แตะต้อง เล่นหัว ไม่เอาจริง ไม่ปฏิบัติจริงไม่ทำให้สำเร็จผล ยกตัวอย่างเหมือนโจรกับตำรวจ รู้แล้วมีสัมมาทิฏฐิ ศีลและพรตถูกต้องแต่ไม่ลงมือให้สำเร็จผล มันต้องเหนื่อยต้องลำบากนะสิจึงจะสำเร็จผลแต่ไม่ทำ อาตมาอธิบายถึงขนาดว่ารู้ว่าเป็นโจรนั่งกินข้าวต้มกุ๊ยอยู่ ก็ไปเล่นหวยอยู่กับโจรเลี้ยงโจรด้วยเอาไว้ใช้ เอาศีลไว้ใช้หลอกคน อ้างว่า ปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรม ศีลพรต หลอกคนกิน หากินกับโจร หากินกับความผิดความไม่ถูกต้อง ไม่ถูกต้องซ้อนกับความถูก้อง คุณรู้ศีลพรตถูกต้อง แต่คุณไม่จัดการกับโจรที่มีข้อที่ต้องประพฤติกำจัดกิเลส โจรก็คือตัวที่เหลือนี่แหละแต่คนไม่กำจัดกิเลสสักที เลี้ยงกิเลสกินข้าวต้มกุ๊ยอยู่กับกิเลสวันแล้ววันเล่า กินอิ่มแล้วกลับไปนอนวันหลังก็มาเลี้ยงอีก โจรก็เป็นเชื้อสามารถไปต่อกับคนอื่นๆที่เลวด้วยกัน เอามาเป็นเยอะอีก ซ้อนนะ หากินกับคนผิด ตำรวจที่ชอบคนผิดนะ อย่าดังไป เพราะมันได้ตังค์ คนถูกมันไม่ได้ตังค์หรอก ใช่ไหมๆ ตำรวจนั่งอยู่นี่ คนผิดนี่มันได้ตังค์คนถูกไม่ได้ตังค์ เป็นข้อด้อยข้อเสียที่ปฏิรูปกันไม่สำเร็จสักทีก็ตรงนี้แหละ เลี้ยงคนผิด เลี้ยงคนที่ยังมีความผิด นี่แหละเป็นตัวซ้อนอยู่ในสังคม ตอนนี้อาตมาก็พูดกันจริงๆเห็นใจท่านประยุทธ์ เห็นใจจริงๆไม่รู้จะทำอย่างไรก็ต้องทนไป สักวันหนึ่งน่า ขออย่างเดียวท่านประยุทธ์อย่าเพิ่งรีบตายอย่าเพิ่งรีบท้อ สักวันหนึ่งคงจะชนะ ดูท่าทีพอจะได้อยู่นะ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่ออีก มันเป็นวิบากของคนโทษไปถึงวิบากของประเทศด้วย
640131_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ดับ ชาติ 5 ด้วยวิชชา 8