สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน บุญคือ อธรรม มิใช่ ธรรมะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน บุญคือ อธรรม มิใช่ ธรรมะ มาเข้าสู่เรื่อง บุญตามที่ท่านฟ้าไทเกริ่นไว้แล้ว ในเราคิดอะไร คุณ เก่าสมัย ใหม่เสมอ นี่เขาเขียนนะ คนนี้เขียนเก่ง เพราะเข้าใจคำว่าบุญไม่ถูก ศาสนาเลยฉิบหายวายป่วง อาตมาก็เชื่อมต่อจิ๊กซอ จนตอนนี้พอเข้าไปได้บ้างในเรื่องคำว่าบุญ ซึ่งไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน ฉบับที่แล้ว ๓๓๑ เรากำลังสาธยายมาถึงว่า ผู้ไม่ศึกษาความเป็น“อัตตา 3” จะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“โอฬาริกอัตตา-มโนมยอัตตา-อรูปอัตตา”ได้เลยเป็นอันขาด เพราะมันเป็น“อัตตาหรือตัวตน ที่คนหลงยึดว่ามีจริง มัน“อุปาทาน”ตัวแท้ตัวจริง ดังนั้น ผู้จะรู้จักและทำลาย“อัตตา”ได้จริง ต้องอาศัย“ปัญญา”และ“บุญ(ปุญญ)” ซึ่งเป็น“ความตรัสรู้”ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น จึงจะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความเป็นจริงของอัตตา” แล้วจึงจะกำจัดสำเร็จแท้ได้ นอกจาก“ทาง”นี้ไม่มีทางอื่น อาวุธหรือเครื่องกำจัดคือ “บุญ”นี่เอง เครื่องมืออื่นที่จะกำจัดได้ไม่มีเด็ดขาด “บุญ”ไม่ใช่“กุศล” นี่ก็พูดซ้ำมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว เป็น“อจินไตย”แท้ มันรู้ไม่ได้จริงๆ สำหรับผู้เก่งแต่“เฉโก” ยังไม่มี“ปัญญา” ตามที่ได้อธิบายความเป็น“บุญ”ว่าแตกต่างกันกับ“กุศล”คนละขั้วอย่างไร จนซ้ำซากมากแล้ว แต่ก็ยังเข้าใจกันไม่ง่ายเลย ซึ่ง“กุศล”นั้นมันเป็น“โลกียธรรม” ที่“ผลของวิบาก” มันเป็น“ตัวตน” ทรงอยู่ข้ามชาติ “กุศล”จึงมีคุณลักษณะเป็น“ธรรม” แต่“บุญ”นั้นคุณลักษณะเป็น“อธรรม” แท้ๆ ไม่มีคุณลักษณะเป็น“ธรรม”เลย “บุญ”ไม่ใช่“ธรรม” ไตร่ตรองตามดีๆ “บุญ”ไม่ทรงไว้หรือทรงอยู่ในที่ไหนๆเลย “บุญ”ทำหน้าที่ในปัจจุบันเสร็จก็จบแล้วหายวับไปทันที ไม่มี“ฤทธิ์”เป็น“บุญ” กล่าวคือ มันไม่มีประสิทธิภาพที่จะ“ฆ่ากิเลส”ได้อีกแล้ว “บุญ”จึงตกค้างอยู่เป็น
อ่านต่อ
“อดีต” แม้เป็น“ปัจจุบัน”ก็ไม่ได้เลย แล้ว“บุญ”จะมีสภาวะเป็น“ธรรม”ได้อย่างไร? เพราะ“ความทรงไว้หรือทรงอยู่” ของ“บุญ” มันไม่มีอยู่แล้วออกอย่างนี้..หือ เหมือนที่เคยเปรียบเทียบให้ฟังมาแล้วว่า “บุญ”เหมือน“ระเบิดปรมาณู” เมื่อใช้งานมัน ให้มันทำงานระเบิดไปแล้ว “ลูกระเบิดลูกนี้”ก็หมดความเป็นระเบิดไปสิ้น จะนำกลับมาใช้ระเบิดอีกไม่ได้แล้ว มีก็แต่เศษระเบิด อันหา“ชิ้นดี”ไม่ได้ แล้ว“บุญ”มันจะเหลือความเป็น“บุญ”กันตรงไหน?..หา! ..ไตร่ตรองกันให้ดีๆเถิด ซึ่งชาวพุทธทุกวันนี้“งมงาย”ในความเป็น“บุญ”ว่าคือ“สมบัติ”ที่ดี ก็สะสมกันนี่ 1 และ 2. เป็นสิ่งที่“ทรงอยู่(ธรรม)” สะสมได้ นี่อีกประเด็น ซึ่งมันผิดมหามหันต์ที่สุด “บุญ”สะสมไม่ได้ “ไม่ทรงอยู่(มิใช่ธรรม)” “ธรรม”ต่างหาก คือภาวะที่“ทรงอยู่-ทรงไว้” แต่“บุญ”มิใช่เลย “บุญไม่ทรงอยู่” “บุญ”เป็นพลังงานเท่านั้น ทำงานในปัจจุบันเสร็จจบกิจก็หายวับไปกับตาทันที “บุญ”จึงมีในปัจจุบันแค่นั้นเอง “อดีต”ใด ก็มี“บุญ”สะสมไว้ไม่ได้ แม้“อนาคต”ซึ่งอาจจะทำ“บุญ”ให้เกิดได้ เมื่อมาถึง“ปัจจุบันใดปัจจุบันหนึ่ง” คนผู้นั้น“อภิสังขาร”ความเป็น“บุญ”(ปุญญาภิสังขาร)ขึ้นมาได้ จนสำเร็จผล แต่เมื่อ“อภิสังขาร”ที่เป็น“บุญ”ได้แล้ว เสร็จจบแล้ว “อภิสังขาร”ต่อไปก็ไม่มี“บุญ” หรือไม่เป็น“บุญ”นั้นอีกแล้ว เรียกในภาษาว่า“อปุญญาภิสังขาร” ซึ่งเป็น“อภิสังขาร” “๑ ใน ๓”ของ“อภิสังขาร ๓” จงศึกษากันดีๆ นี่คือ “อภิสังขาร”ของผู้“จบกิจ”ของ “ปุญญาภิสังขาร”แล้วนี้ ต่อไป“สังขาร”อีกก็เป็น“สังขารใหม่” ถ้า“สังขารใหม่”ไม่เป็น“บุญ” ก็ไม่ชื่อว่า“อภิสังขาร”ของพระพุทธเจ้า ก็ไม่มีฤทธิ์เป็น“บุญ” ไม่ใช่“บุญ” ไม่เกิดฤทธิ์“บุญ”กัน ผู้“ทำใจในใจ”ต้อง“สังขาร”ที่ประกอบด้วย“ปัญญา”กันแท้ๆ จึงจะมีฤทธิ์ถึงขั้น“บุญ” “บุญ”คือ “เครื่องใช้ฆ่ากิเลส” เมื่อใช้แล้ว บุญก็หมดหน้าที่ หายวับไปเลย แต่ผู้มิจฉาทิฏฐิก็“วนกลับ”ไปเป็นว่า มี“บุญ”นั้นสะสมกันแล้วกันอีกอยู่นั่นแหละ “บุญ”ไม่ใช่“โลก” “บุญ”จะไม่“วนกลับ” ไปเป็น“โลก(วน)” บุญไม่เป็น“โลกีย์”อย่างนั้น “บาป”มีใน“โลก” มีใน“โลกีย์” แต่“บุญ”ไม่มีใน“โลก” ไม่มีใน“โลกีย์” “บุญ”มีใน“โลก”ใน“โลกีย์”ไม่ได้ “สังขาร”ใดหรือ“กรรม”ใดที่มีต่อไปอีกจึงมีแต่“อาเนญชาภิสังขาร”ยิ่งๆขึ้น เจริญองค์คุณ ๕ ได้แก่ “ปริสุทธา-ปริโยทาตา-มุทุ-กัมมัญญา-ปภัสรา”ซึ่งเป็น“องค์คุณ 5” ของ“เนกขัมมสิตอุเบาขาเวทนา”เท่านั้น เพราะจบกิจ เป็น“อปุญญาภิสังขาร” ไปแล้ว “สังขาร”ไม่เป็น“บุญ”กันอีกแล้ว “สังขาร”ต่อไปจึงเป็นแต่“อาเนญชาภิสังขาร”เท่านั้นที่เจริญยิ่งๆขึ้น
ในพยัญชนะบาลี วรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ เอาตัวกลางของเส้าแรก(ย ร ล) กับตัวกลางของเส้าสอง(ว ส ห) ได้ รส คือ รส คือโลกีย์ ส่วน สร คือ สร คือความแหลมคม
ผู้“จบกิจ”แล้ว ไม่มี“โลก” ไม่มีความวน “โลก”คือ ความหมุนวน-วนกลับไป-กลับมา ออกจาก“ความวน”ต่ำๆ-สูงๆ,ดีๆ-ชั่วๆ,กุศล-อกุศล วนอยู่ใน“ความมี” ไม่จบ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ยังเข้าใจ“ความวน” ดังกล่าวนี้ยังไม่ได้ จึงจะพูดสับสนไปมาของ“ความวน”อันเป็น“โลก” ที่ต่างจากภาวะที่เป็น“โลกุตระ”แท้ๆ ก็ตาม“ภูมิธรรม”ของผู้ที่ยังไม่ถ้วนรอบความเป็น“โลกีย์-โลกุตระ” “กุศล”ยังเป็น“โลกียสัจจะ” แต่“บุญ”ไม่ใช่เลย “บุญ”เป็น“โลกุตรสัจจะ”ที่เป็น“ปรมัตถสัจจะ”ระดับ“จิตนิยาม” ของคนที่มีความฉลาดระดับ“ปัญญา”จึงจะสามารถหยั่งรู้“ความจริง”ระดับโลกุตระนี้ได้ ผู้รู้แค่เฉโกจึงสับสน“บุญ”คือ“ความดี” แต่ที่แท้ “บุญ”เป็น“อาวุธเฉพาะที่ใช้ประหารหรือฆ่ากิเลส”เท่านั้น และเท่านั้น ซึ่งแน่นอน“การฆ่ากิเลส” ใครๆก็ต้องยอมรับว่า“ดี”แน่ “ดีที่สุด” “ฆ่ากิเลส”ไม่ดีได้ไง!!! แต่ความหมายว่า“ดี”นี้ มันแค่พูดโดยภาษา ขออาศัยภาษานี้ว่า“ดี”เท่านั้นเอง ที่ว่า“ดี”นี่บัญญัตินะ! ยังไม่ใช่สภาวะ แยก“บัญญัติ”กับ“สภาวะ”ให้ชัดคม “ดี”นี้เป็นแค่“ภาษา”เป็น“อธิวจนะ”ที่ตั้งขึ้นบอกถึง“กิริยา-อาการ-กรรม”เชิง“บวก” ว่า..กิเลสถูกฆ่า! นี้ผู้รู้ต่างก็รับว่า“ดี” แต่“ภาวะหรือความปรากฏ”ที่มีพฤติ “ฆ่า” มันเป็นเชิง“ลบ”!!! ..ใช่มั้ย? การฆ่า-การทำลาย มันเป็น“เชิงลบ” “กุศล”นี้มีแต่“ดี” เป็น“กิริยาเชิงบวก” ทั้งนั้น แต่“บุญ”นี้“ฆ่า!” เป็น“กิริยาเชิงลบ”แท้ “บุญ”นี้คือ“ฆ่า”นะ! มันเชิง“ลบ”มั้ย?แต่“ผลได้”ต่างหากที่“บวก”ให้แก่มนุษย์-สังคม “ผล”ที่ได้สำเร็จมันทำ“คนและสังคมดี” “บุญ”จึงมีนัยสำคัญที่“ทำการฆ่า” “บุญ”คือ ตัวเสียสละ ยอมเป็น“ผู้ร้าย” ส่วน“กุศล”เป็น“ผู้ดี” ตลอดกาล “กุศล”ทำ“การฆ่า”ไม่ได้เลย “กุศล”ไม่มีร้าย “ทำร้าย” ไม่ได้ เพราะขืน“ทำ” ก็มิใช่“กุศล” “ขืนทำ” ผิดภาวะแน่ๆ ..ใช่มั้ย? ชัด“นัยสำคัญ”ของบุญกับกุศล..รึยัง? อีกนัยสำคัญหนึ่งก็คือ “บุญ”นี้มิใช่แม้แต่แค่จะเป็น“ธรรมะ” ..ตรองตามดีๆ เพราะ“บุญ”นั้นไม่“ทรงอยู่”ไม่“ตั้งอยู่” “บุญ”ไม่ทรงไว้ ไม่ตั้งไว้ ณ ที่ใดเลย “บุญ”เป็นแค่พลังงานที่ทำการในปัจจุบันนั้นๆเท่านั้น ทำเสร็จกิจแล้ว“บุญ”ก็ไม่ตั้งอยู่ ณ แดนใดเลย ไม่ทรงอยู่ ณ ที่ไหนๆทั้งสิ้น มีหน้าที่ทำงานใน“ปัจจุบัน”เท่านั้น และ“จบตนเองลงในทุกๆปัจจุบัน”ก็หมดสิ้น“บุญ”หายวับไป ไม่เหลือ“บุญ”อีกเลย แล้ว“บุญ”จะ“สะสมตัวเอง”ตรงไหน? “บุญ”เป็นโลกุตระ 100 % ไม่มีตัวตน ไปหลงเอา“ความไม่มีตัวตน”มาสะสม แล้วคิดว่ามันยังเป็น“บุญ” หรือเป็น“ของดี” “บุญ”คือ“การฆ่า” “บุญ”คือ“พลังงาน” ไม่ใช่“สสาร” ไม่ใช่“วัตถุ” ไม่ใช่“สิ่งของ” “บุญ”ไม่ใช่“สมบัติ..สสาร..วัตถุ”จริงๆ “บุญ”ไม่ใช่แม้แต่ความเป็น“อากาส” “บุญ”เป็นแค่“อาการของพลังงาน”ที่มีหน้าที่ทำ“ความวิบัติ”ให้แก่“กิเลส”เท่านั้น ไม่มีหน้าที่อื่นใดด้วย มีหน้าที่เดียว ทำความเข้าใจตรงนี้กันให้ชัดแท้ให้ได้ “บุญ”เป็นแค่“พลังงาน”เท่านั้น “พลังงาน”ใดๆ ทำหน้าที่แล้วก็สลายไปทั้งนั้น “พลังงาน”ไม่มีตกผลึกเป็น“อดีต” “บุญ”ในการปฏิบัติ“ไตรสิกขา” คือ ทำตาม“ศีล”ที่ผู้นั้นๆกำหนดสมาทานของตนๆ เท่าที่พอสมควรกับ“ฐานะ”ตน หนึ่งสัตว์คน สองสิ่งของ สามรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสภายนอก เอาแค่นี้ก่อน เรียนรู้ไปตามศีล อย่าไปตะกละอวดดี ทำไปแต่ทีละน้อย ถ้าสามข้อนี้ได้ครบสภาพภายนอก แบ่งไว้แล้ว หนึ่งสัตว์ สองของอุตุนิยาม+พีชนิยาม สามผัสสะ ก็ผัสสะกับอุตุ พีชะ จิตนิยาม ผัสสะทางตาก็คือรูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง พระพุทธเจ้าเรียบเรียงรวบรวมไว้หมดแล้ว อย่าไปตะกละทำมากมายเลอะเทอะเละเทะ ให้เป็นลําดับอันน่าอัศจรรย์ ไม่ใช่ว่า จะทำ“บุญ”เลอะเทอะ ทำเละเทะทั่วไป ไม่มีข้อกำหนด ไม่มีหลักเกณฑ์ มันก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แม้คนผู้นี้จะเข้าใจว่า“บุญ”คือ“การชำระกิเลส” แต่กิเลสอะไรก็ไม่รู้ว่า อะไรเป็นกิเลส? ขั้นตอนไหน? เราได้จัดกรอบที่จะปฏิบัติสำหรับตนเป็นลำดับๆหรือไม่? มันไม่เป็นลำดับ เละเทะไม่เป็นส่ำ “ศีล”แต่ละข้อที่มีสัมมาทิฏฐิจริงจึงจะทำ“อภิสังขาร”สัมมาปฏิบัติแท้เกิด“ผล” แห่งการกระทำหรือการปฏิบัติ ที่เรียกว่า “ปุญญาภิสังขาร”ได้สำเร็จ“กิจ”อันสำคัญวิเศษนี้ ความเป็นลำดับจึงสำคัญมาก ถึงขั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่า พุทธเป็นศาสนาพิเศษที่จัดลำดับได้เป็นที่อัศจรรย์ปานนั้นทีเดียว(พระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 109)
เอาล่ะ ทีนี้ มาต่อเรื่อง“บุญ”กันอีก “บุญ”มีแต่ใน“ปัจจุบัน” นี่ก็ย้ำๆซ้ำๆ “บุญ”จึงไม่มีใน“อดีต” คนผู้ที่หลงพากัน“สะสมบุญ”ไปข้ามชาติ ว่าไป“มีบุญ”ใน “ชาติหน้า”นั้น จึง“มิจฉาทิฏฐิ”แท้ๆทีเดียว ผู้หลงสะสม“บุญ” แล้วจะหอบบุญ “ข้ามชาติ”นั้น จึงไม่มีสิทธิ์บรรลุมรรคผล เพราะ“มิจฉาทิฏฐิ”สมบูรณ์แบบ ผู้“ตัดกิเลส”หรือ“กิเลสถูกชำระออกจากจิต”ได้ “จิต”ของคนผู้นี้ไม่มีกิเลสนั้นๆ คนผู้นี้จิต“มีผล”นี้ หากคนผู้นี้ยังจะเป็นคนสืบต่อ(สันตติ)อยู่ จึงเกิด“ข้ามชาติ”ที่เต็มคน คนนะ!..ที่เกิด“ข้ามชาติ” มิใช่“บุญ” (คนคือเครื่องปรุงที่ประกอบด้วย ดินน้ำไฟลม+วิญญาณ) ภาษากับสภาวะนี้สลับไปมาก หากคุณแยกสภาวะได้ สภาวะที่เป็นปฏิฆสัมผัสโสกับอธิวจนสัมผัสโส ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ปฏิ คือ Action Reaction มีการกระทบสัมผัสก็เกิด ปฏิฆสัมผัสโส แต่ยังไม่มีชื่อเรียกก็ได้ หรือมีชื่อเรียกก็ได้ ถ้ามีชื่อเรียกก็เป็น อธิวจนสัมผัสโส บุญ“ข้ามชาติ”! ไม่มีใน“สารบบ”พุทธ กำหนดสภาวะ และภาษาให้แม่นๆ “บุญ”ที่คนผู้นี้ทำแล้ว มันไม่มีแล้ว มันจบ“ปัจจุบัน”แห่งการเป็น“บุญ”แล้ว “บุญ”ข้ามชาติ ไปเป็น“อนาคต”ไม่ได้ “บุญไม่เกิดนอกปัจจุบัน”เลย ตรงนี้สำคัญมากๆๆๆ “นอกปัจจุบัน”ไม่มีบุญ “บุญเกิดได้ในปัจจุบัน”ของผู้มี“รูปนามขันธ์ 5”นี้เท่านั้น ไม่มี“บุญเกิดนอกปัจจุบัน”เลย “บุญ”ไม่มีใน“อดีต” ไม่มีใน“อนาคต” ขอย้ำ ..“บุญ”เกิดนอก“ขันธ์ 5”ก็ไม่มี “บุญ”มีขึ้นได้ในขณะที่คนผู้สามารถทำ“พลังงานจิตนิยามของตนจนเป็น‘บุญ’ในปัจจุบันของกาล”ที่มีพร้อมทั้ง“ขันธ์ 5”นี้ เท่านั้น ทุกปัจจุบันที่“ทำ” จนชำระกิเลสมีประสิทธิผลได้ คือ“บุญ” เพราะบาง“ปัจจุบันของกาละ”คนผู้ทำ“บุญ” สร้างพลังงานไม่สูงถึงขั้น“บุญ”ก็ได้ เนื่องจาก“คุณภาพ”ไม่เข้าขั้น“บุญ” นั่นคือ “คุณภาพ”ของพลังงานจิตชำระกิเลสไม่ได้ นั่นเอง ก็ไม่เกิด“บุญ”ไง! จึง“ไม่มีภาวะที่กิเลสถูกชำระ”เกิดขึ้น “ภาวะการฆ่า”ก็ยังไม่เกิด การฆ่าไม่มี แต่ภาษาที่ว่า “ฆ่า”นี่! มันบอก“เชิงร้าย” แต่“ภาวะที่กิเลสถูกฆ่า”นั้นเป็นภาวะ “ดี”แน่ๆ ที่คนควรทำให้ตนก็จริงแท้ ทว่าเมื่อมันยังไม่มีขึ้น ยังทำไม่สำเร็จ จึงยังไม่มี“ภาวะดี”อะไรเกิดขึ้น “ร้าย”ก็ไม่มี ต่อเมื่อ“บุญ”กำจัดกิเลสออกไปได้ผล “การได้ผล”นั้นคือ“ดี” มันหมายถึง“ดี” แต่“การฆ่า”คือ ร้าย! มันสลับกันไปมา ก็เหลือ“จิต”ที่สะอาดจากกิเลส ส่วนนี้ต่างหากที่เป็นภาวะที่“เหลืออยู่”ให้เรียกได้เป็น“ภาวะดี” สิ่งที่“ปรากฏอยู่”สะอาดดี “ภาวะดี”นี้“ทรงสภาพสะอาด”ขึ้นมา เมื่อยังกำจัดกิเลสไม่ได้ ก็ยังไม่มี“จิตสะอาด”นั้น เกิดขึ้นมา“ตั้งอยู่” หรือ“ทรงอยู่” ก็ยัง“ไม่มีภาวะนั้น”ขึ้นมาให้“ทรงอยู่” เพราะยังไม่“ผ่านปัจจุบันนั้น” ยังไม่เกิด“ภาวะดี”ที่เป็น“จิต”เหลืออยู่-ทรงอยู่ จิตที่เป็น“ภาวะดี”เพราะจิตได้ถูกชำระกิเลสออกไปจากจิตแล้วเป็นส่วนที่“เหลืออยู่” ซึ่งไม่ใช่“บุญ”เลยที่“เหลืออยู่”
จบ
610311_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ บุญคือ อธรรม มิใช่ ธรรมะ