สาราณียธรรมของชาวอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
สาราณียธรรมของชาวอโศก พ่อครูว่า…วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน 2564 ที่บวรราชธานี อาตมาอายุ 87 ปีเต็มกับอีก 1 วันแล้ว อายุ 88 ปางกฤษณะ เป็นปางที่มีความแรงเต็มที่เลย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่อง อจินไตยที่ยากจะเข้าใจกัน แต่ก็เป็นเรื่องที่เรียนรู้ได้ เอามาปฏิบัติประพฤติให้เกิดจริงเป็นจริงในชีวิตในสังคมและในกิจกรรมต่างๆ เกิดจริงๆเลย จนบรรลุเป็นผลสำเร็จกัน อย่างชีวิตชาวอโศกเป็นต้น ก็เลยเกิดสภาพจริงเป็นมวลอยู่ร่วมกันแล้วก็เป็นสังคมชุมชน กลุ่มหนึ่งในโลก ทุกวันนี้ก็มีการเผยแพร่ผ่านสื่อสารมวลชน Globalization ฟ้าบ่กั้นทะลุทะลวงโลกแล้ว เร็วด้วย คนก็เลยได้รับรู้ อย่างน้อยดูว่าพวกนี้ตลก ดูว่าเล่นอะไรกัน หรือว่ามีพวกที่คิดว่า เป็นไปได้หรือสังคมอย่างนี้ ยินดีมามีชีวิตอย่างนี้มาจนมันดีอย่างไรเมื่อชนกันมาจน ขนาดเขารวยกันยังอยู่ไม่ค่อยรอดเลย แล้วพวกนี้จนจะอยู่กันอย่างไร เราก็อยู่บนดินนี่แหละ บนดิน ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารบนดินจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ขณะนี้ทุเรียนกำลังดังไปทั่วโลก ทุเรียนเจ้าอื่นก็มีพยายามโปรโมทกัน อาตมาว่าไม่เบานะ แค่หมอนทองเอามาวาง ลูกหนึ่งไม่ใช่เล่นๆ แม้แต่พวงมณี เป็นทุเรียนภูเขาไฟ แถวศรีสะเกษมีดินภูเขาไฟ สรุปแล้วอาตมาขอย้ำอีกว่า พวกเราตั้งหน้าตั้งตาทำกสิกรรมให้เจริญรุ่งเรืองเต็มที่ นี่ก็รุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆแล้วล่ะ ก็เพิ่มเติมขึ้น อย่าหยุดยั้งขยายผลไปเลย เอาให้ดี ให้มีทั้งปริมาณและคุณภาพเป็นหลัก คุณภาพดีและปริมาณเพิ่มขึ้น เราขายให้ถูก ขายไม่ออกก็แจก เพราะอย่างไรเราก็มีพอกินพออยู่แล้ว ก็ปลูกอย่างไรเราก็กินก่อน กินเหลือเราก็แจก หรือขายอย่างถูกไปเรื่อยๆ ซึ่งเรามีที่จบของพฤติกรรมชีวิต พวกเราได้ศึกษา พฤติกรรมที่ไปอยู่กับสังคมที่เขาปรุงแต่งกัน เราก็บอกว่าอย่าไปปรุงแต่งกันมากเลยมัน
อ่านต่อ
พาให้ทุกข์มันพาให้เปลือง พาให้ยั่วยวนกันไม่เข้าเรื่อง ผลานพล่ากันมันเสื่อม มันไม่เจริญ เราไปสู่สิ่งที่เจริญกันดีกว่า มันซ้อนลึกในด้านเศรษฐศาสตร์ ในด้านรัฐศาสตร์ รวมแล้วอีกเส้าก็เป็นสังคมศาสตร์ มีเศรษฐศาสตร์กับรัฐศาสตร์เป็นหลัก เราก็ชัดเจนในภาษาในความหมายพวกนี้ที่เราเองเราประพฤติ พยายามทำให้เป็นแนวของเราที่เอาแนวมาจากของพระพุทธเจ้า คำว่า แนว ภาษาภาคกลางคือมรรค คือทางเดิน แต่แนวของอีสานคือเชื้อเลยนะ เช่นแนวมันมีมะเขือหำม้า เอาพันธุ์มันมาปลูกเลย ของเรามันมีครบครัน เราเข้าใจคำว่าแนวของภาษาภาคกลาง และของอีสานชัดเจนหมดเลย แล้วก็รักษาพันธุ์ ดูแลพันธุ์ที่ดีเอาไว้ หรือจะปรับปรุงพันธุ์กันบ้าง อย่าให้มันเกินเลยเป็น GMO เราก็มาพัฒนากันต่อรู้จักการต่อยอด ยอดที่จะต่อว่าเราจะต่อตรงไหนอย่างไรแค่ใด ไม่ให้มันเกินให้มันพอเหมาะพอดี ปโหติๆไปเรื่อยๆ ได้สัดส่วนได้สมดุล ไม่มากเกินไม่น้อยเกินไป ตามลำดับ ในความเข้าใจที่เป็นองค์รวม เรียกว่าสามัญตา ความเข้าใจทางทฤษฎีเรียกว่าทิฏฐิ ทิฏฐิสามัญญตา หรือความเข้าใจในการใช้หลักปฏิบัติ เรียกว่าศีลสามัญญตา เราเข้าใจแล้วก็มีความพร้อม มีศีลสามัญญตา มีทิฏฐิสามัญญตาด้วยการเพิ่มไปตามลำดับ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 จุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีล เอามาปฏิบัติจริงจนสำเร็จ อย่างศีลธรรมนูญ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล อาตมานำพาชาวอโศกทำ อย่างน้อยมหาศีล ไม่มีเดรัจฉานวิชาต่างๆเลย เดรัจฉานวิชาไม่ใช่เข้าใจกันได้ง่าย เดรัจฉานที่มหาเถรสมาคมเขามีเดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยเดรัจฉานวิชาทั้งนั้นเยอะแยะมากมาย เข้าใจให้ได้ว่าเดรัจฉานคือวิชาที่ขวางทางนิพพาน จะบอกว่าเดรัจฉานวิชาคือพวกต่ำๆหยาบๆไม่รู้เรื่องมันโง่ ก็ไม่ผิดถูกต้อง แต่รายละเอียดเนื้อหาคืออะไร ยกตัวอย่างไปงมงายอยู่กับบัญญัติภาษา อยู่ในตำรับ ตำราจนเกินการ แล้วก็มุ่งมั่นให้ได้แต่วิชาการ แต่ไม่ได้หยั่งลงไปถึงสภาวะจิต เจตสิก รูปนิพพาน ไม่เข้าใจ ไม่หยั่งลงไปก็ได้แต่เปลือก จนกระทั่งสุดท้ายกลายเป็นบัณฑิต หัวโต บัณฑิตมีใบรับรอง มีแต่ใบปริญญา certificate รับรองกันไปว่าเก่งเอามาจากเมืองนอก ไปเรียนพุทธศาสนาจากเมืองนอก ขายขี้หน้าเมืองไทยจริงๆ จบดอกเตอร์ทางพุทธศาสนาจากเมืองนอกแล้วเอามาเบ่งขี้แตกเลย เมืองนอกเขาเป็นเมืองเทวนิยม จะรู้พุทธศาสนาเป็นอเทวนิยม หรือเป็นโลกุตระลึกๆซึ้งๆแท้ๆเนื้อแท้ได้ที่ไหน เมืองไทยเป็นเมืองพุทธมาตั้งแต่เกิดประเทศไทยหรือประเทศสยามมา ซึ่งมีรากเหง้าของศาสนาพุทธมา แต่ก่อนนี้ดีกว่านะ ศาสนาพุทธของประเทศไทย เป็นเนื้อแท้ของโลกุตระที่เนียน ลึก ลึกซึ้งมาแต่ก่อนแต่เก่ามา จนกระทั่งมาเฟ้อมาฟุ้งมาปรุงมาแปลง ผสมผสานกลายเป็นกลองอานกะ จนกระทั่งลบเลือนโลกุตระทิ้งไป ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์เอาไว้ก่อนเลย ว่าต่อไปกลองอานกะจะไม่เหลือเนื้อหาสาระของมันแล้ว หรือแม้แต่ในอนาคตท่านบอกว่าจะเสื่อม 4 ประการ 1. ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ 2. ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า 3. สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ 4. สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163) เขาแปลเอียงไปข้างป่ามันผิด เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาสังคม เป็นศาสนาคนเมืองไม่ใช่ศาสนาของคนป่า เป็นศาสนาเจริญ เป็นศาสนาของอาริยกะ ไม่ใช่ มิลักขะ เพราะฉะนั้นเข้าใจยังเพี้ยนไปในสภาพที่พูดนี้ เอียงไปข้างเดียรถีย์ ข้างเทวนิยม แล้วเป็นคนอยู่เมืองเป็นคนมักน้อยสันโดษ เป็นคนมีวรรณะ 9 แล้วอยู่กันอย่างเนียน มีสาราณียธรรม 6 640606_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานอโศกรำลึก 2564