พ่อครูคือสยังอภิญญาผู้มาประกาศโลกนี้โลกหน้า.docx
เนื้อหาในไฟล์
พ่อครูคือสยังอภิญญาผู้มาประกาศโลกนี้โลกหน้า ในวาระสำคัญ ขออธิบายในรายละเอียดลึกซึ้งเข้าไป ไม่ได้เพื่อขู่ เอามาอ้าง เอามากำหราบผู้อื่นไม่ใช่ แต่เป็นเรื่องสัจจะหลักฐานยืนยัน อาตมาไม่ได้เป็นคนแปลพระไตรปิฎกด้วย อาตมาก็ขยายความจากภาษาไทย ที่ท่านแปลมาดีแล้ว เช่น สัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ)
ของตนเอง สยัง ในความรู้ยิ่ง อภิญญา ความรู้ที่เป็นโลกุตระธรรม เป็นโลกโลกุตระไม่ใช่โลกโลกียะ ขยายโลกโลกุตระไม่ใช่ขยายแค่โลกียะ เป็นความรู้ของตนเอง แต่ไม่ใช่สยัมภูนะ เคยบอกอธิบายชัดเจน ว่าอย่าเข้าใจสยังอภิญญาว่าเป็นสยัมภู ดีถูกต้องแล้วตามมรรค ปันนะหรือปัตตะก็คือบรรลุ เป็นผู้บรรลุแล้ว แล้วผู้นี้เป็นพุทธมาเชื่อมต่อศาสนา เป็นผู้มาสืบสานศาสนา แต่ไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้า คนที่ไปเข้าใจว่า สยังอภิญญา คือพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ ไม่ใช่สยัมภู ทำไมชื่อว่า สยังอภิญญา ก็รู้เองเกิดมาชาตินี้ไม่มีครูบาอาจารย์ นอกจากไม่มีครูบาอาจารย์แล้วยังแย้งกับครูบาอาจารย์ที่เขายอมรับกันทั่วไปด้วย แล้วมันยืนยันว่าที่ตัวเองพูดไม่เป็นของตัวเอง ยืนยันว่าอันนี้ถูกอันนั้นผิด ของท่านมันผิด ของเรานี้ถูก พูดตรงๆมิจฉาทิฏฐิ อวิชชา วิปลาส แล้วก็พูดแล้วขยายความ ไม่ใช่ว่าไม่มีสถานะไม่มีบุคคลยืนยันแต่มี เอามาเปิดเผยมีผู้ปฏิบัติตามได้เป็นอรหันต์จึงได้ด้วย แล้วท่านกล้าบอกอย่างอาตมาไหม ขออภัยมหาบัวเคยบอกไหมว่าคนนั้นคนนี้เป็นอรหันต์ นอกจากคนจะบอกว่าอาจารย์ของคุณเป็นอะไรเท่านั้น คุณเคยบอกว่าลูกศิษย์ของคุณเป็นอรหันต์ไหม มหา
อ่านต่อ
บัว มีไหม ไม่กล้าบอกหรอก มันไม่ชัดเจนจะกล้าบอกอย่างไรมันคลุมเคลือ ไม่กระจ่าง ของมหาบัว เป็นศาสนาเทวนิยม ถ้าเป็นพุทธศาสนาก็เป็นสาย กิณหา ทางสายธัมมชโยเป็นสายอาภัสสรา อันหนึ่งทางสว่าง อันหนึ่งทางมืด อันหนึ่งสว่างจนจ้าพร่าพราย ครอบงำด้วยความพร่าพรายฟรุ้งฟริ้งแพรวพราว จะเป็นลักษณะอย่างนั้น พวกปรุงแต่งจัดจ้าน เป็นพวกสองเพศนี่จะไปทางโน้นเยอะ ตกแต่งปรุงแต่งไปเยอะ จะมาก พวกสองเพศ จะปรุงแต่งไป ส่วนทางนี้มาหาทาง 1 ทาง 0 ดับ แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นสุภกิณหา ไม่ใช่อาภัสรา สยังอภิญญา อาตมามั่นใจว่าตัวเองเป็นผู้นี้ บุคคลที่ระบุในข้อที่ 10 ของสัมมาทิฏฐิ 10 นี้แหละ คือเรา สยังอภิญญา เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 มีของตัวเองนำมาเองและมาทำหน้าที่นี้ เรามีผู้เป็นโพธิสัตว์อื่นก็มีก็บอกไปบ้างแล้ว ใครบ้างก็บอกไปบ้าง แล้วอาตมาก็ยังยืนยันว่าอาตมาเป็นไก่ตัวพี่ในยุคนี้แหละมาในยุค 2,500 ปีมาจนกระทั่งถึง 5,000 แหละ อาตมาเป็นไก่ตัวพี่ต่อไปในอนาคตไม่กล่าวถึง เอาแค่ตอนนี้ก่อน สยังอภิญญา เป็นภูมิเดิมภูมิเก่า ปุพเพกตปุญญตา มีบุญที่ทำได้สำเร็จมาแล้ว ในจักร 4 ได้อธิบายมา ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ อธิบายบุญเป็นกุศลก็เละเทะกัน หนังสือ เปิดยุคบุญนิยม อาตมาขยายความจาก 8 หน้าเป็น 608 หน้าจากแค่ 2 บท
อาตมาที่พูดไปนี้พูดอย่างมั่นใจว่า อาตมาเป็นผู้ที่ได้ธรรมะนั้นจริง เป็นผู้มีธรรมะจริง บอกว่าเป็นอรหันต์ก็ประกาศซื่อๆ แต่ไม่ได้รีบร้อนอยากจะคุยโว จะมาประกาศต่อสาธารณะจริงๆก็ พ.ศ. 2558 ที่ไพศาลี อย่างนี้เป็นต้น ไม่ได้อยากประกาศเร็ว แต่ก็เคยบอกแก่คนที่มาถาม อย่างน้องสาวอาตมา ขวัญดี ถาม ก็บอกตรงๆไม่ได้ไปมังกุอะไร ก็บอกใช่ เขาถามพี่แป๊กเป็นอรหันต์จริงหรือ ก็บอกใช่พี่แป๊กเป็นอรหันต์ เขาฟังแค่นั้นก็จบ เขาไม่ต่อแล้ว จากนั้น ศาสตราจารย์แสงจันทร์งาม ก็ถาม แต่ท่านจันทร์เคยไปสัมภาษณ์ ตอนนั้นท่านอายุ 90 กว่าแล้ว บอกว่าเคยถามพ่อท่าน ว่าเป็นอรหันต์หรือเปล่า อาจารย์แสงก็บอกว่าจำไม่ได้ ที่จริงก็บอกว่าไม่เคยก็ได้ แต่อาจจะไม่กล้าที่จะยอมรับ ขออภัยที่พูดเป็นเชิงตำหนินิดหน่อย อาจจะไม่กล้ายอมรับเพราะดูแล้วรู้สึกว่า จะไม่แน่ใจ ก็ทำให้อาตมาเข้าใจอาจารย์แสง เพิ่ม ตอนนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ แก่มาก
มาเข้าสู่เนื้อหา สยังอภิญญา เป็นของจริงเป็นสัตบุรุษ สัตตะ แปลว่า 7 บุรุษที่ขึ้นรอบ 7 เป็นอจินไตย บุคคลที่เป็นสัตบุรุษระดับ 7 มีอะไรแค่ไหน ก็ขยายความไปบ้าง แต่รู้สึกว่าไม่ง่าย สรุปแล้ว อาตมาก็นำธรรมะพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตระ นำมาพยายามขยายความอธิบายโลกุตรธรรม ซึ่งเป็นโลกอีกโลกหนึ่งคือ อยังโลโก ปโรโลโก หรือ อิมังจโลกัง ปรัญจโลกัง ก็คือโลกนี้กับโลกหน้า ปร กับ อยะ นี้ ปร คืออื่น สองแบบ อาตมาก็พยายามอธิบายว่า มันคนละโลก โลกนี้คือโลกโลกีย์คือโลกๆหนึ่ง โลกโลกุตระ คือโลกอีกโลกหนึ่ง มันหันหลังชนกันเลยนะ ปฏิโสตัง โลกียะเดินอยู่ทางนี้วนอยู่ แต่โลกุตระเดินแล้วจบสุดก็หายไปเลย ถ้าจะวนเป็นโพธิสัตว์ก็วนมาช่วยคนจะวนเวียนสั้นหรือแคบองศาน้อยองศามากก็เรื่องของพระโพธิสัตว์แต่ละองค์ วนอย่างรู้ว่าตัวเองจะจบตรงไหนก็ได้หรือจะจบเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็สุดแล้ว ไม่มีพระพุทธเจ้า 2 สมัยแล้วสุดยอดตรงที่ 1 แล้วก็สุด อันนี้อาตมาว่าจะย้ำยืนยันจริงๆว่า คนอุตริ คิดดูว่า พระพุทธเจ้าไม่น่าตาย เพราะว่าเป็นของดีไม่น่าตายควรจะอยู่ช่วยโลกอีก แสดงว่าคุณก็ไม่รู้จักจบเสียทีความคิดเช่นนี้คงไม่มีทางเป็นอรหันต์ คุณพูดอย่างนี้ไม่มีการจบกิจ จบก็ให้มันรู้จบเหมือนกับอาตมาบอกพวกเรา พวกเราสรุปกรอบไม่ค่อยลง ตรวจสภาวะของตัวเองให้เป็นขั้นตอนตามเนื้อหาสาระ ไม่คมไม่ชัดเท่าไหร่ หากคมชัดพอ เราจบ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เท่าที่มีตามลำดับ กามภพ รูปภพ อรูปภพ กามตัณหา ภวตัณหา รูปราคะ อรูปราคะ มีเศษ มานะ อุทธัจจะ อวิชชาสิ้นอาสวะ ก็เป็นอรหันต์แล้ว จะเป็นโพธิสัตว์ต่อไปถึงอนุสัย 7 ก็ค่อยว่ากันไป โพธิสัตว์ก็ต้องเข้าใจอนุสัย 7 ต่างกันนะอนุสัยกับอาสวะ ผู้ที่สามารถแยกโลกนี้โลกหน้า ประกาศโลกนี้โลกหน้าให้ สัจฉิกัตวา ให้รู้กันแจ่มแจ้ง อ๋อ โลกนี้ชัด ว่าเป็นโลกียะ โลกหน้าหรืออีกโลกหนึ่งเป็นโลกุตระชัด เราเป็นโลกโลกุตระคือเข้ากระแส อาตมาเคยอธิบายถึงจิตเริ่มต้น คุณเริ่มต้นสะสมสภาวะของโลกุตระตั้งแต่เริ่มโสดาบัน มีกระแส นิดเดียวนะ ของความรู้โลกุตระเริ่มเข้ามาๆ ได้ 25 หน่วย ถ้าอยู่ในมวลปริมาณเป็นตัวแบ่ง 25 หน่วยใน 100 ถือว่าเป็นโสดาบัน100 นี้ถือเป็นอรหันต์แบ่งเป็น 4 โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์แบ่งเป็น 4 ส่วนอย่างนี้เป็นต้น ก็รู้ว่าสภาวะธรรมโลกุตรธรรมนี้ได้มาขนาดไหน จนกระทั่งได้ถึง 25 หน่วย มันมีรายละเอียดโลกุตรธรรมเยอะแยะ คุณก็เป็นปริมาณแต่ละปริเฉทเอง โดยเอาศีลเป็นตัววัด จุลศีล 26 ข้อ หาร 4 เท่าไหร่ที่คุณได้ มันอาจไม่ลงตัวนักหรอก 26หาร4 = 6.5 สรุปตรงนี้ อาตมาขยายโลกนี้โลกหน้า ให้เห็นว่ากระแสโลกุตระเป็นกระแสแห่งเนกขัมมะ ทำให้กามภพ กามตัณหา ลดลงไปได้ ถ้าจะแบ่งกามเป็น 25 ก็ได้ เช่นคุณบอกว่า กามหรือราคะ กามราคะหมดไปแล้วภาคนอกกามราคะจาก ตาหูจมูกลิ้นกายหมดทางภายนอก มันก็เหลือ ราคะ เหลือกามนั่นแหละ เป็นสภาวะเมถุน สภาวะคู่ที่ลึกเข้าไป ไม่มีพฤติกรรมทางภายนอกและละอาย ถ้าหากเข้าเกณฑ์อนาคามี ข้างนอกไม่ทำแล้ว มันชัดเจนไปทำทำไม มันก็ไม่มีรสชาติแล้ว ไม่มีรสแรงจนกระตุ้นให้ทำ ละอายมันมากกว่าที่จะไปทำ หรือ ความเกรงกลัวไปทำทำไม น่ากลัว ก็จะเข้าขั้นอนาคามีที่ลึกเข้าไปรูปราคะ อรูปราคะ ลดลง ส่วนจะผยองเป็นมานะ อุทธัจจะก็นัยละเอียดของมัน เราจะเข้าใจเลยว่าการออกจากโลกโลกีย์คืออย่างไร หลุดออกมาเลิกออกมาหยุดออกมา คนในโลกเขามีเป็นธรรมชาติของโลก ส่วนผู้ที่ไม่รู้จักแม้แต่ตาหูจมูกลิ้นกายจะไปติดยึดอย่างไร แม้ในที่สุดติดยึดของยาก็ยังไม่รู้ เขาก็ยังกินยังติดอยู่ เราก็รู้ความจริงของเขา ดีไม่ดีตัวเองติดหลุดไม่ได้ โกหกเขาซ้ำซ้อนเลยว่าไม่ใช่ของที่จะต้องไปยึดถือว่าเป็นการติด เหมือนอย่างมหาบัว อาตมาไม่รู้จะว่ายังไง พูดแล้วก็เหมือนไปถล่มทลายมหาบัว เพราะเขาทำไว้จริง ติดหมากพลูเท่านั้นเอง รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจัดจ้านแท้ๆ เป็นสิ่งเสพติด ซึ่งมีร่องรอย อาตมาก็เคยสะดุดเหมือนกันว่าน่าจะใช่ มันหยุดไม่ได้ ก็หยุดแล้วกลับมากินต่อแล้วโกหกลูกศิษย์ด้วย กินหมากพลูจนตาย เพราะมันจำนนว่าอย่างไรเราก็ติด เลิกไม่ได้ติดจนตาย เพราะฉะนั้นคนที่โกหกทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองโกหก พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าคนคนนี้น่าคบหายาก เหมือนอย่างธัมมชโย โกหกทั้งๆที่รู้ อุตตริมนุสสธรรมที่มีในตน เขาจับเท็จได้ ออกมาทางสื่อสารมวลชนอย่างชัดเจนแล้วด้วย แต่ก็ยังหน้าตาเฉย ยังโกหกหลอกลวงคนต่อไปอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้อาตมาไม่ได้พูดด้วยความเกลียดชัง แต่สงสารทั้งมหาบัวและธัมมชโย ก็ได้แต่บอกความจริงแล้วสงสาร แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยช่วยด้วยการตำหนิให้รู้ชัด ตำหนิแล้วตำหนิอีก เราจะตำหนิแล้วตำหนิอีก พระพุทธเจ้าบอกว่าเราจะขนาบแล้วขนาบอีกตำหนิแล้วตำหนิอีกไม่หยุดมือ อานนท์ ผู้มีมรรคผลย่อมทนอยู่ได้ ถ้าไม่มีมรรคผลอยู่ไม่ได้หรอก เราจักขนาบแล้วขนาบอีก ผู้จะเกิดอัญญธาตุ คือโลกุตรธาตุเริ่มที่มีมวลได้สะสม ไม่ใช่เกิดอัญญธาตุเป็นก้อนเลยไม่ใช่ ปัญจวัคคีย์ก็ไม่เคยไม่ใช่ไม่คบหาฟังธรรมะมา แต่ปัญจวัคคีย์ฟังธรรมะพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะโกณฑัญญะ สั่งมาตั้งแต่พระพุทธเจ้าอุบัติประสูติ เป็นพราหมณ์หนุ่มพยากรณ์ร่วมกับพราหมณ์แก่ ก็รับรู้ว่าพระพุทธเจ้านี้จะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ก็ติดตามฟังธรรมมาตลอด สะสมหน่วยกิตของ อัญญธาตุมาตลอด จนกระทั่ง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ 6 ปี ก็อยู่ในวงการธรรมะ ฟังธรรมกันอยู่นั่นแหละ ต้องใส่ใจเพราะว่ามีเชื้อแล้ว เชื้อโลกุตระ สะสมอัญญธาตุ จนกว่าจะเต็มอัญญธาตุ แล้วแสดงอยู่ภายใน เป็นสภาพเต็ม พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า อัญญาสิ วตโภโกณฑัญโญ อัญญธาตุ ตัวนี้เกิดแล้วหนอที่โกณฑัญญะ จากนั้นจึงเทศน์อีกจนเป็นพระอรหันต์ในพระสูตรที่ 2 อย่างนี้เป็นต้น คำพูดที่อธิบายอยู่นี้ เป็นอจินไตยทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องวิสัยที่ควรจะเข้าใจได้ง่าย พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน . วิบากแห่งกรรม ความคิดเรื่องโลก(โลกจินตา) (จักรวาล เอกภพ) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 77)
โลกจินตานี้ไม่มีกรอบขอบเขต ไม่มีจบไม่มีสิ้น คนก็ยังซาบซึ้งในจินตนาการที่พอรู้เรื่อง มีอาการจินตา ตีกรอบให้พอรู้เรื่อง แม้แต่ซาบซึ้งธรรมะโลกียะก็ยังมี คนจะต้องอย่างนี้นะ โลกียะก็ซาบซึ้ง เช่น เพลง Imagine จินตนาการ เขาเข้าใจเป็นจินตนาการโลกียะเท่านั้นไม่ใช่จิตนาการโลกุตระนะ เขาก็ยังยอมรับกันในจิตนาการโลกียะ คือ ความคิดที่เป็นนามธรรมชั้นสูง ก็เลยชอบใจกันใหญ่ ติดยึดกันไปเข้าใจกันไป ที่จริงทำนองของเพลง Imagine เป็นทำนองของโบราณเดิม ไม่ใช่ความคิดของ จอห์น เลนนอน แต่เป็นทำนองโบราณของเดิม เหมือนกับทำนองไทยเดิม ซึ่งคนลืมกันไปแล้ว แต่อาตมาตามเคยรู้เป็นเพลงคลาสสิคเดิม ตัดเอาช่วงนี้มาทำเป็นเพลง Imagine ในโลกที่พระพุทธเจ้าท่านเน้นว่ามาประกาศโลกนี้โลกหน้าให้เป็นที่รู้กันได้แจ่มแจ้ง สัจฉิกัตวา โลกหน้าของโลกียะ ถ้าเป็นเทวนิยมที่สั้นที่สุดคือ เข้าใจการตายการเกิดเพียงชาติเดียว ตายแล้วไปแล้วไปอยู่กับพระเจ้า แล้วแต่พระบัญชาของพระเจ้า ไม่ต้องคิดมากชีวิตมีชาติเดียว ตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้าเป็นสวรรค์นิรันดร อย่าให้พระเจ้าสั่งลงนรกก็แล้วกัน แล้วรายละเอียดของการสั่งให้ลงนรกเป็นอย่างไรไม่รู้ เพราะศาสนาพระเจ้าไม่รู้จักซาตาน ไม่ได้ลงรายละเอียดของซาตานเลย ซาตานเลยหลอกคนได้ตลอดเวลา เพราะจริงๆแล้วซาตานกับพระเจ้าคืออันเดียวกันคือสุขกับทุกข์ ความทุกข์คือซาตาน ความสุขคือพระเจ้า พระเจ้าเป็นเจ้าของสุขเป็นสุขนิยม ส่วนซาตานเป็นเจ้าของทุกข์ นี่คือสิริมหามายาเป็นหนึ่งในสอง เอามาใช้ในสมมติต้องรู้จักแยกความสุขความทุกข์ ถ้าไม่สุขทุกข์แล้วก็เป็น 0 นอกจาก 0 กับ 2 แล้วไม่มี 1 คือสมมติสัจจะ อาศัยอยู่เท่านั้นเอง พูดจบเป็นอรหันต์แล้วจะรู้ว่าอยู่กับสมมุติ ถ้าจะมีก็มี 2 กับ 0 เท่านั้นแหละ พอปรุงเป็น 2 3 ก็เกิดสังขารขยายออกไป ขยายความมีออกไปไม่สิ้นสุด ถ้าไม่รู้จักจบไม่รู้จักกรอบแห่งการตัดจบ มันก็จะไปขยายตลอดกาล เพราะฉะนั้นการจะรู้โลกนี้โลกหน้าที่ แค่โลกหน้าต่อมาจากตายชาติเดียว ศาสนาเทวนิยมที่ชาติเดียวนั้นไม่มีโลกหน้า โลกหน้าคือไปอยู่กับพระเจ้าก็จบ อย่างเช่น ศาสนาอิสลาม มีชาติเดียว ตายจากชาตินี้แล้วก็ไปอยู่กับพระเจ้า เป็นนิรันดรชาติเดียว คือตายกับเกิด เกิดมาหนึ่งชีวิตแล้วก็ตายไปอยู่กับพระเจ้า อย่างเดียว ไม่มีความเข้าใจความรู้ในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ศาสนาเทวนิยมหลายศาสนารู้ว่ามีการเกิดอีก แต่สุดท้ายก็รู้ว่าไปอยู่กับพระเจ้าเท่านั้น ก็ไม่เข้าใจว่าจะมีอะไรนอกเหนือจากพระเจ้าอีก ก็มาเรียนรู้อนัตตาหรือเป็น 0 ความสูญเป็นอย่างไร อนัตตาเป็นอย่างไร ก็ศึกษา ในทิฏฐิ 62 ผู้ที่มีโลกหน้าคือ 62 โลก ผู้ที่เป็นพระอรหันต์อาจจะไม่ต้องรู้ครบถึง 62 ด้วย แต่รู้ว่าตัวเองไม่ได้ไปติดยึด ในทิฏฐิทั้งหมด 62 ใครก็แล้วแต่ตรวจสอบตัวเองให้ดีๆ แต่มันยากเหมือนกันจะไปตรวจสอบอดีต 18 อนาคต 44 ตัวเองไม่ได้ไปหลงติดยึดในอนาคตฟุ้งซ่าน คนที่พาหลง 44 ในอนาคตมีเยอะ แต่คนติดอดีต 18 ก็มีเยอะเหมือนกัน เพราะทุกคนต้องผ่านอดีต แต่อนาคตยังมาไม่ถึง ส่วนมากคนผ่านอดีตมาทั้งนั้น อาศัยขันธ์เก่า ระลึกถึงขันธ์เดิม แล้วก็ไปยึดถือ 18 จึงมีอยู่เยอะกว่าในผู้ที่ติด แต่จำนวนโลกที่ฟุ้งซ่านมันมีมากถึง 44 แต่คนที่ไปหลงติดในอนาคต 44 จำนวนคนจะมีน้อย แต่ไม่ใช่น้อยกว่า 18 นะ ก็มาคิดเฉลี่ยกันอีก สุดยอดซับซ้อนเอง ไม่ขอขยายความตรงนี้ พระพุทธเจ้าบอกว่าคนที่ขยายโลกนี้โลกหน้าเท่านั้นแหละเป็น สยังอภิญญา มันดูตื้นๆแต่ลึกนะ ผู้เข้าใจชีวิตมีเพียงชาติเดียว หรือเข้าใจว่ามีชีวิตเพียง 2 ชาติแล้วก็ไปอยู่กับพระเจ้า หรือว่าชีวิตจะยังวนเวียน เมื่อเข้าสู่กระแสศาสนาพุทธจะรู้จักการเวียนตายเวียนเกิด ค่อยๆรู้กระจ่างขึ้น เวียนตายเวียนเกิดมันเป็นอย่างนี้ ก็จะเข้าใจเรื่องกรรมวิบากเพิ่มขึ้น ผู้นี้เมื่อรู้ว่าการเวียนตายเวียนเกิดมันนานนับชาติ ก็จะค่อยๆเชื่อกรรมเชื่อวิบากมากขึ้น ก็จะชัดเจนว่า อ๋อ.. เทวะที่ว่า พระเจ้าเป็นเจ้าของคำสั่ง สั่งให้วิญญาณใดๆเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ค่อยๆลดความเชื่อพระเจ้า ว่าเป็นเจ้าของคำสั่ง เป็นเจ้าของวิญญาณลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าใจชัดขึ้น อ๋อ พระเจ้าไม่ใช่เจ้าของคำสั่ง พระเจ้าไม่ใช่เจ้าของวิญญาณเรา ก็เริ่มเข้าใจ กัมมสกตา กรรมของเราต่างๆ เป็นตัวบัญชาการ เราเป็นทายาทของกรรม กรรมพาเราเป็นกรรมพาเราไป กัมมโยนิ เราทำเองเป็นเองทั้งนั้น แล้วก็สั่งสมเป็นเผ่าพันธุ์ของตนเอง ไม่มีพ่อพันธุ์ของพ่อแม่ของใครมาผสมพันธุกรรมของเราได้ DNA ทางรูปธรรมไม่ใช่ อาตมาถึงบอกแปล พันธุกรรมนี่คือ DNA มันไม่ใช่ ที่จริงแล้วมันต้องเป็นกรรม พันธุ์นี้เป็นกรรมของตนเองไม่ใช่ของพ่อของแม่ ของตนเอง ที่เป็นอาริยธรรมกับเป็นซาตาน คุณสะสมซาตานก็เป็นของคุณเองเป็นซาตาน สะสมแบบพระพุทธเจ้าก็ได้แบบพระพุทธเจ้า ก็คือพระบุตร สั่งสมการเลิกบาป เลิกอกุศล เลิกกิเลส อันนี้ยาก บุญไม่มีสองเลย มีแต่หน้าที่เดียว ใครสามารถเข้าใจทะลุเรื่องบุญได้นี้ดี ขยายในหนังสือเปิดยุคบุญนิยม อีก ขยายในหนังสือคนจะมีธรรมะได้อย่างไร แบบป. สรุป สำหรับวันนี้ วันนี้วันที่ 5 เริ่มอโศกรำลึก 640605_พิธีน้อมกตัญญูบูชา พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ งานอโศกรำลึก 2564