561003_รายการเรียนอิสระ ที่สวนลุมฯ เรื่อง พระโพธิสัตว์บันลือสีหนาท.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข21 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

561003_รายการเรียนอิสระ ที่สวนลุมฯ เรื่อง พระโพธิสัตว์บันลือสีหนาท โดยพ่อครูโพธิรักษ์ _อ.กฤษฎา … วันนี้วันที่ 3 ตุลาม 2556 ที่เวทีชุมนุมสวนลุมพินี มีประเด็นปัญหาที่มีผู้ส่งมาเพื่อให้พ่อครูตอบให้คลายสงสัย คำถามเช่นว่า... นมัสการเรียนถาม _ 1.ท่านโพธิรักษ์ระลึกได้ว่าท่านเป็นโพธิสัตว์จากอะไร 1.1ถ้าจากญาณ 1.1.1จากอภิญญา หรือ 1.1.2วิปัสนาญาณ 1.2ญาณนั้นยังจะต้องโยนิโสมนสิการ คือ มีทั้งที่ผิดที่ถูกอยู่ ท่านโพธิรักษ์อาศัยอะไรทำให้ท่านเองเชื่อว่าที่ท่านรับรู้นั้นถูกต้อง คำถามมีอีกว่า _ นมัสการท่านโพธิรักษ์ ท่านกล่าวในทำนองว่า ท่านเองเป็นพระโพธิสัตว์มาเกิด(ผมอาจนำคำพูดจากท่านไม่ตรงนัก) ข้อนั้นผมไม่ติดใจ แต่ด้วยความเคารพท่านเกรงท่านจะถูกกล่าวว่าเป็นพวกสสสตทิฏฐิ เพราะตามพระพุทธธรรม นอกจากกิเลส และวิบาก ที่จะสืบเนืองแล้ว ไม่มีอะไรข้ามภพข้ามชาติ แม้แต่รูปนาม-จิต เกิดพร้อมกัน เกิดที่ไหนดับที่นั่น มนุษย์นอกจากขันธ์ 5 อย่างอื่นนั้นไม่มี พูดตามภาษาชาวบ้านว่า เมื่อตายแตกดับไม่มีดวงวิญญาณลอยไปเข้าในครรภ์มารดาเพื่อเกิด ถ้าท่านอธิบายโลกุตรธรรมนี้กระจ่าง จักเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง กราบนมัสการ พ่อครูว่า … พระพุทธเจ้าไม่สอนเรื่องวิญญาณล่องลอย พระพุทธเจ้าตรัสบริภาษเรื่องวิญญาณล่องลอยในภาคปฏิบัติ ส่วนภาคอื่นจิตวิญญาณจะล่องลอยไปไหนมาไหนก็พิสูจน์ไม่ได้ เป็นเอกจรังของตน ไม่เกี่ยวกับใคร คนมิจฉาทิฏฐิจะพูดเข้าใจกันว่า ตกนรกก็ไปเจอกัน ขึ้นสวรรค์ก็ไปเจอกัน มีเง็กเซียน ฮ่ องเต้ และมีเซียนอื่นๆอีกมากมาย พ่อครูยืนยันว่านั้นคือเทวนิยมที่สร้างภาพชาติ เรื่องเหล่านั้นคนอื่นที่ไม่ได้เข้าใจไม่บรรลุอย่างพ่อครู เขามีส ิ่ งนั้นเหมือนกันไหม ก็มีทุกข์อยู่ แต่ทุกข์มันไม่มีจริง อรหันต์หมดทุกข์แล้ว แต่เป็นคนเหมือน

อ่านต่อ

คุณ แต่ไม่ทุกข์ ดับเหตุแห่งทุกข์ได้แล้ว คำพูดว่ามีกับไม่มีเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ที่ว่านรกสวรรค์อย่างมีตัวตน มีเง็กเซียนมีไหม แต่ก็มีอยู่ในภพชาติของคนที่ยึด เป็นมโนมยอัตตาของคุณ คุณก็เห็นจริงๆว่ามี พ่อครูก็เคยมีสมัยที่ยังไม่หมด เคยหลงเคยเชื่อเคยยึดว่ามันมี แต่เมื่อหมดอุปาทานได้ก็ไม่มี มาเข้าเรื่องว่า พระพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุสาติที่เข้าใจว่าวิญญาณล่องลอย....จะบอกว่ามีหรือไม่มีดวงวิญญาณเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยาก วิญญาณจะเกิดได้ต้องมีเหตุปัจจัย เรียกว่าผัสสะ 3 ...พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า 8 . มหาตัณหาสังขยสูตร ว่าด้วยสาติภิกษุมีทิฏฐิลามก [ 440 ] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้: สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้น ภิกษุชื่อสาติ ผู้เกวัฏฏบุตร (บุตรชาวประมง) มีทิฏฐิอันลามก เห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไปไม่ใช่อื่น. ภิกษุมากด้วยกันได้ฟังว่า ภิกษุสาติ ผู้เกวัฏฏบุตร มีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น จึงเข้าไปหาสาติภิกษุแล้ว ถามว่า ดูกรท่านสาติ ได้ยินว่า ท่านมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้ เกิดขึ้นว่า เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อม ท่องเที่ยว เล่นไป ไม่ใช่อื่น ดังนี้ จริงหรือ? เธอตอบว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ข้าพเจ้าย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป มิใช่อื่นดังนี้ จริง. ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องภิกษุสาติ ผู้เกวัฏฏบุตรจากทิฏฐินั้นจึงซักไซ้ ไล่เลียง สอบสวนว่า ดูกรท่านสาติ ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่ พระผู้มีพระภาค ไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูกรท่านสาติ วิญญาณอาศัย ปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณ เว้นจากปัจจัยมิได้มี. ภิกษุสาติ ผู้เกวัฏฏบุตร อันภิกษุเหล่านั้น ซักไซ้ ไล่เลียง สอบสวนอยู่อย่างนี้ ก็ยังยึดมั่น ถือมั่นทิฏฐิอันลามกนั้นรุนแรง กล่าวอยู่ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ข้าพเจ้าย่อมรู้ ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว เล่นไป ไม่ใช่ อื่น ดังนี้. พ่อครูว่า … คำว่า กิเลส นี่คือจิตไหม วิบากคือจิตไหม ก็คือจิตเป็นตัวเก็บวิบากคือผลของกรรมไว้ ไม่ว่าจะปุถุชน หรือพระอาริยะหรืออรหันต์ แม้พระพุทธเจ้าก็ไม่หมดวิบาก จนกว่าจะปรินิพพาน ถ้ายังมีขันธ์ 5 ก็ยังไม่หมดวิบาก แต่ว่าคุณคนนี้บอกว่าไม่มีอะไรข้ามภพข้ามชาติ มีแต่รูปกับนาม คำว่า รูปคือส ิ่ งที่ถูกรู้ ส่วนคำว่า นามคือตัวรู้ ถ้ามันถูกรู้เรียกว่า “นามรูป” เมื่อมีองค์ประชุมเรียกว่า “นามกาย” แม้ที่สุดเหลือแต่นาม คุณก็มีนามของคุณไปรู้นาม คือกำหนดรู้ในอรูป เป็นภวภพแล้ว ในภวังค์คุณก็ใช้นามดึงมารู้ได้ แม้ไม่มีทวารนอก ถ้าคุณตาย คุณก็ระลึกรู้ตัวได้ในภพในภวังค์ คือผู้มีพลังจิตในภวังค์สูง สามารถปฏิบัติตามบารมีแม้ตายไปแล้ว และที่คุณสมัญญาสงสัยว่า ... ท่านโพธิรักษ์ระลึกได้ว่าท่านเป็นโพธิสัตว์จากอะไร พ่อครูว่า … ก็ปฏิบัติข้ามชาติมาสิ แต่คุณสมัญญาว่า เพราะตามพระพุทธธรรม นอกจากกิเลสและวิบาก ที่จะสืบเนื่องแล้ว ไม่มีอะไรข้ามภพข้ามชาติ แม้แต่รูปนาม-จิต เกิดพร้อมกัน เกิดที่ไหนดับที่นั่น มนุษย์นอกจากขันธ์ 5 อย่างอื่นนั้นไม่มี อย่างนี้พูดขัดขาตัวเอง อย่างพระพุทธเจ้าเพราะท่านสั่งสมสัมมาสัมพุทธะมานานนับชาติ แม้เหลือแต่นามขันธ์ พระพุทธเจ้าได้ร่างเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไร ท่านมีธรรมที่เป็นพระพุทธเจ้าสมบูรณ์แล้ว เป็นสยัมภู ก็พัฒนาในขันธ์ทั้ง 5 ข้ามชาติมาแล้ว ส่วนคนที่ไม่มีก็เอาไปข้ามชาติไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านมีสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ท่านมาเกิดใหม่ก็มีของท่านแล้ว ท่านนั่งสมาธิตรวจตอนวันตรัสรู้ ก็พบว่าท่านมีหมดแล้ว ท่านใช้เตวิชโช ระลึกย้อนไปได้นานมาก เดิมท่านระลึกรู้ไม่ได้เพราะเป็นลิงลมอมข้าวพอง และขอบตอบว่า พระพุทธเจ้าระลึกได้อย่างไร อาตมา ก็ระลึกได้ตามฐานะของพ่อครู ซึ่งได้ตามฐานะ อาตมา ไม่เคยบอกว่าเป็นพระพุทธเจ้า ยังไม่มีพุทธกา ล กธรรม แต่คนประชดประชัน อาตมา เขาไม่เข้าใจว่า นอกจากสยัมภูที่รู้เอง แล้วมีระดับรองลงไปไหม ก็มีสยังอภิญญา ในสัมมาทิฏฐิ 10 แต่ไม่ใช่ไปนึกเอา มีมโนมยอัตตา ปั้นเอาเองในจิตเป็นอุปาทานปั้นเสกเองหลอกตนเอง ว่าเป็นนั้นเป็นนี่ เช่นเป็นร. 5 เป็นอื่นๆเป็นต้น ไม่ใช่อย่างนั้น คำว่าอภิญญาก็คือวิปัสสนาญาณ วิปัสสนะ คือสัมผัสเห็น มีสิ่งหนึ่งสัมผัสกับอีกส ิ่ งหนึ่งแล้วเห็น ไม่ใช่เรื่องสร้างเองเห็นเอง แต่วิปัสสนาญาณคือญาณที่เห็นตอนมีผัสสะหรือสัมผัสอยู่หลัดๆ แต่ถ้ามีแต่ข้างในเรียกว่า นามรูป ถ้ามีแต่รูป ไม่มีนาม เรียกว่า รูปรูป พ่อครูรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโพธิสัตว์ พ่อครูว่า… ก็รู้ได้จากสิ่งที่เคยเป็นอดีตกับปัจจุบันที่เคยเป็นมาแล้ว ในเวทนา 108 ที่มีการกำหนดอดีตกับอนาคต เหมือนพระพุทธเจ้าก็กำหนดรู้ แม้ไม่รู้ทั่วถึงเท่าพระพุทธเจ้าก็รู้ได้แต่ไม่เท่าเทียมพระพุทธเจ้า แต่นัยเยี่ยงเดียวกัน อาตมา รู้อนาคตจากอดีตกับปัจจุบัน เช่นพระพุทธเจ้าทำนายแม่นที่สุด เช่นรู้ว่าโพธิสัตว์จะไปเป็นพระพุทธเจ้าชื่อนี้ มีสาวกองค์นั้นองค์นี้ ก็แม่นยำมากไม่มีผิด เพราะเอาจากอดีตของเขามาเป็นเหตุปัจจัยที่พยากรณ์ แต่แม่นอย่างวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องที่คิดนะ ญาณนั้นยังจะต้องโยนิโสมนสิการ คือ มีทั้งที่ผิดที่ถูกอยู่ ท่านโพธิรักษ์อาศัยอะไรทำให้ท่านเองเชื่อว่าที่ท่านรับรู้นั้นถูกต้อง พ่อครูว่า..ถ้ายังไม่หมดกิเลส ยังไม่จบกิจก็ต้องทำให้หมด ทำให้สะอาดถ่องแท้แยบคาย ลงไปถึงที่เกิด ส่วนประเด็นสุดท้ายนี้ถามเกือบจนแต้มเลยนะ อันนี้มันน่าจะต้องมีอะไรเป็นหลักฐานที่ถูกต้อง อาตมาขอ เปิดเผยว่า อาตมา รู้ตัวว่าตนเป็นโพธิสัตว์ ตอนแรกก็นึกเหมือนกันว่าจะประกาศอย่างไร ตอนแรก อาตมา ออกมาบวชเขาถามว่าทำไม เพราะ อาตมา กำลังมีชื่อเสียงเป็นดารา หารายได้มากมาย อาตมา ก็บรรยายที่วัดธาตุทอง มีคนเขามาบอกว่า “บ้าอะไรเป็นดารามีเงินเดือนมากมายเอามาให้กูเสียก็ดี” เขาว่าอย่างนั้นเลยนะ อาตมา ก็ขอยืนยันว่า พอบอกไปว่ามาบวชนี่เพราะบรรลุธรรม อาตมา ตอบอย่างนี้กับคนแรกที่ถามว่ามาบวชทำไม ไม่ได้เจตนาอวด แต่คนหาว่าอวดอุตริมนุสธรรม พอได้บอกว่า บรรลุธรรม คนก็ถามต่อว่าบรรลุแค่ไหนอย่างไร ถ้า อาตมา ตอบว่า บรรลุอรหันต์ เขาจะยึดถือ อาตมา ตายแน่เลย เพราะสังคมเขาเป็นเถรวาท เขาไม่เข้าใจโพธิสัตว์จึงตอบเลี่ยงว่าเป็นโพธิสัตว์ แต่มานึกทีหลังว่าไม่น่าพูดแต่ไม่ได้มังกุหรือเหนียมอาย หลังจากนั้นก็เลยไม่ค่อยพูด แต่มาตอนหลังๆ ก็มีเหตุปัจจัยที่จะพูดก็ต้องพูดว่าตนเป็นโพธิสัตว์ ผลงานที่ อาตมา ทำมานี่แหละ คือส ิ่ งที่ยืนยันว่าส ิ่ งที่ อาตมา ทำถูกต้อง ผลงานนี้เป็นโลกุตรธรรม เป็นอาริยธรรม ไม่ใช่เรื่องโลกธรรม โลกีย์ มีคนทิ้งโลกีย์ออกมาอยู่เป็นหมู่กลุ่ม อาตมา ไม่ได้เอาลาภยศสรรเสริญมาอ่อย หลายคนอยู่กันจนแก่ จนตาย ก็อยู่อย่างนี้ ก็ไม่ได้เอาโกลีย์มาล่อ ก็ให้ไปโลกุตระ ไปหาสูญจนไม่มีตัวมีตน คนเหล่านี้ไม่อ่อย ไม่ล่อ ไม่หลอกไม่ลวง ไม่มีอามิส ไม่มีสัญญาว่าจะได้ ไม่ได้แปล “ บุญ ” ว่าคือสิ่งที่จะได้ แต่คุณจะได้บุญคือเอาออกชำระออก พูดตรงอย่างนี้พวกคุณก็ยังอยู่ และไล่ก็ยังไม่ไป นอกจากจะผิดมากจ น คณะเขาไม่ยอมให้อยู่ เป็นระบบบุญนิยม คือส ิ่ งยืนยันว่าทำไมถึงรู้ว่าถูกต้อง คือมันเป็นโลกุตระ อยู่เหนือโลกีย์ เหนือโลกธรรม คุณก็มาดูสิ นี่คือหลักฐานยืนยัน ให้พ่อครูเชื่อมั่นว่าถูกต้อง 40 ปีมาแล้วที่พ่อครูมีผลงาน ตลาดอาริยะก็เป็นหนึ่งในผลงาน ถามกันว่าเราจะอยู่ไป 500 วันไหม ซึ่งมาทำอย่างนี้มันไม่ง่าย เอาหลักตัดสินธรรมวินัย 8 มาตรวจ 1 .เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด (วิราคะ) คือทำให้กิเลสจางคลาย 2 .เป็นไปเพื่อความไม่ผูกมัดรัดรึงสัตว์ไว้ (วิสังโยคะ) ดับความเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณได้ มีญาณเข้าใจสัตว์โอปปาติกะ รู้สัตว์อบาย รู้เทวดาสมมุติเทพ อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ ให้พวกเราปฏิบัติก็ได้ผลจึงมาเป็นเช่นนี้ 3 .เป็นไปเพื่อความไม่สะสม (อปจยะ) แต่ก่อนคุณสะสม แต่ตอนนี้ไม่ได้สะสม มาอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้สะสมถ้ามาหลอกกันก็อยู่จนตายเลย หลายคนตายไปก็ไม่ได้สะสมอะไร 4 .เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉะ) ก็เข้าใจว่าเรามาจนๆๆๆ น้อยลงๆๆ จนไม่มี แม้ไม่มีเราก็มีเครื่องอาศัยเกื้อกูลกัน สาธารณโภคี 5 .เป็นไปเพื่อความสันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิ) แค่นี้ก็พอ พอก็สุข ส่วนคนไม่พอก็ไม่สุขหรอก อยากได้เงินอยากได้อำนาจ อยากได้บ้านได้เมือง อยากได้ สองล้านๆไม่มีความสุขหรอก เอาชนะคะคาน ดันทุรัง อย่างนี้ไม่สุขหรอก เขาด่าว่าอย่างไรก็จะเอาอย่างนี้ไม่สุข มันทุกข์ 6 .เป็นไปเพื่อความสงัด สงบจากกิเลส (ปวิเวกะ) ไม่ระรานรุนแรงแย่งชิงกับใคร 7 . เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร (วิริยารัมภะ) เป็นคนขยันเพียรสมำ่เสมอ เพียรเสมอต่อเนื่อง 8 . เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย (สุภระ) อยู่ง่ายกินง่ายเลี้ยงง่าย แต่ไม่มักง่าย เรื่องไม่มาก นี้เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา เอาอันอื่นมาตรวจอีกก็ได้ เช่น วรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 เป็นต้นว่าเข้าเกณฑ์พระพุทธเจ้าไหม คนอโศกมีเมตตากายกรรม วจี กรรม มโนกรรม แต่อาจมีบกพร่องบ้าง แม้จิตไม่หมดก็พยายามแสดงกายกับวจีให้ดี ถ้ามโนเมตตาอีกก็ยิ่งดีเลย สาราณียธรรม 6 มี 1 .เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง . 2 .เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3 .เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4 .แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย(ลาภธัมมิกา-มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) 5 .มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) 6 .มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ทิฏฐิสามัญญตา)

พ่อครู … ว่าอะไรทำให้เชื่อ คือสิ่งที่ทำแล้วเป็นผลไง ก็มีส ิ่ งอ้างอิง มาถึงวันนี้ อาตมา ยืนยันได้ว่าเอาอดีตกับปัจจุบันมาเป็นตัวตั้ง เดินทางสู่อนาคต ไปเรื่อยๆ ขณะปัจจุบันนี้คืออนาคตของเมื่อ 40 ปีก่อน ตอนนี้เรามีพุทธสถาน สังฆสถาน ทั้งหมด 9 แห่ง นอกนั้นก็เป็นชุมชนที่ยังไม่ครบ บ้าน วัด โรงเรียน (บวร) ส่วนสังฆสถานก็มีสมณะอยู่ประจำแต่ยังมีน้อย คือสมณะเราเกิดยาก เพราะต้องมาปฏิบัติจริง กว่าจะได้เป็นก็อย่างน้อย 2 ปี บางคนก็ 10 ปี 20 ปี บางคนก็ Retried ไป บางคนก็สึกไป บางคนเราให้สึกไปก็มี จึงปริมาณไม่มาก เราเน้นคุณภาพ วันนี้ตั้งใจตอบสิ่งที่ตอบกันไม่ง่าย ไม่ได้มีกันได้ง่าย เอามายืนยัน จะหาว่าอวดก็ ได้ อาตมา ทำตามคำสอนพระพุทธเจ้า อภิณหปัจจเวกขณ์ข้อที่ 10 . ญาณทัสนะวิเศษอันสามารถกำจัดกิเลส เป็นอริยะ คือ อุตริมนุสสธรรมอันเราได้บรรลุแล้ว มีอยู่หรือหนอ ที่เป็นเหตุให้เรา ผู้อันเพื่อนพรหมจรรย์ถามแล้ว จักไม่เป็นผู้เก้อ(เคอะเขิน)ในกาลภายหลัง . (อุตตริมนุสสธัมมา อลมริยญาณ ทัสสนวิเสโส อธิคโต โสหัง ปัจฉิเม กาเล สพฺรหฺมจารีหิ ปุฏฺโฐ น มังกุ ภวิสฺสามีติ) ก็ตอบไปอย่างสบาย ไม่มีกิเลสอยากอวด จะบอกว่าอุทธัจจะก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ขวยเขิน แต่มันไม่มีอะไรกระดุกกระดิกในใจ มันจริงใจ ไม่ขัดแย้งคำสอนพระพุทธเจ้าด้วย มีคนท้วงว่าแสดงอุตริมนุสธรรมอย่างนี้อาบัติ แต่ฟังขนาดนี้ อาตมา ก็ว่าเลยแล้ว มีสติวินัยแล้วไม่ต้องอาบัติหรอก บางที อาตมา อาจใช้พยัญชนะว่าพวกคุณอาจยังไม่เข้าใจได้ หรือว่าโง่ ก็เป็นพยัญชนะแต่ว่าใจไม่ได้คิดดูแคลน เป็นความเมตตาด้วย อย่างคุณปูนี่ก็เห็นใจ เมตตา อาตมา ก็กระทุ้งกระแทกให้รู้ตัว ทำไมด้านตาใสมากเลย อย่าว่าแต่คุณปูคุณทักษิณเลย พวกลิ่วล้อก็เหมือนกัน คุณรู้ไหมว่าทำกรรมอะไร กุศลหรืออกุศล แล้วคุณไม่เชื่อกรรมวิบากหรืออย่างไร แม้บางคนไม่นับถือศาสนาพุทธ ไม่ใช่คำสอนในศาสนาคุณ แต่คุณฆ่าสัตว์คุณมีวิบากแน่นอน คุณไม่สมาทานศีลข้อ 2 แต่คุณไปเอาของผู้อื่นในฐานะขโมยคุณก็บาป คุณไปผิดผัวผิดเมียใครก็บาป นี่คือสัจธรรม ชีวิตคือกรรมกับกาละ กรรมของคุณมีวิบากอย่างไร ถ้าคุณทำกรรมปัจจุบันกับอดีตไม่มีบาปแล้ว คุณก็ทำแต่กุศล คุณก็ทำกุศลไปลดวิบากในอดีตที่เปลี่ยนไม่ได้ให้จางลงได้ เช่นพระพุทธเจ้าในอดีตเคยทุ่มหินทับหัวน้องชาย ก็มีวิบาก แต่มีกุศลมาหักล้างในชาติเป็นพระพุทธเจ้าให้เทว ทั ตกลิ้งหินทับพระบาทห้อพระโลหิต วิบากเป็นเรื่องอจินไตย ตีความเป๊ะๆไม่ได้ จะบอกว่าฆ่าอรหันต์แล้วชาติหน้าเราจะไปเป็นอรหันต์อย่างนี้พาซื่อเกินไป _อ.กฤษฎาว่า … คนส่วนใหญ่ย่อมมีของเก่าอยู่ ศูนย์กลางพุทธคือเมืองไทย คือกรรมดีที่ติดคนไทยมามีฐานเดิมอยู่แล้ว พ่อครูว่า … อันนี้เป็นอจินไตย อาตมา ตอบไม่หมด แต่ว่าก็บอกได้ว่าเมืองไทยมีดีเอ็นเอพุทธมาตั้งแต่สร้างเมืองไทยมา ยกตัวอย่างเช่นในเมืองไทยนี้ระบุไว้ว่า พระเจ้าแผ่นดินต้องนับถือศาสนาพุทธเท่านั้น ศาสนาพุทธในไทยจึงยาวนานมา แม้ศาสนาอื่นจะเข้ามา เช่น คริสต์ หรืออิสลาม แม้แต่พราหมณ์ ฮินดู ตอนนี้ก็แทบไม่เหลือแล้ว ตั้งแต่ยุคพระนารายณ์ ก็มีคริสต์เข้ามา แต่ก็ได้ไม่มาก เขาตีพุทธไม่แตก พุทธยังมี ร ากแข็งแรง ยกตัวอย่างง่ายๆนี้ _อ.กฤษฎาว่า … อย่างนี้จึงเป็นความเชื่อที่ว่า พระสยามเทวาธิราช พ่อครูว่า … หมายถึงคุณธรรมที่มีฤทธิ์ ปกป้องเมืองไทยไว้ ทำไม อาตมา ต้องเกิดมาเป็นคนไทย แล้วเอาโลกุตรธรรมมาเปิดเผย ในขณะที่พุทธธรรมเกือบจะหมดแล้วในเมืองไทย แม้ไม่หมดแต่ว่ามีน้อยจนไม่สามารถมาโดดเด่นได้ ไม่มีพฤติภาพเป็นหมู่กลุ่มอย่าง อาตมา พาทำ พุทธศาสนิกชน คือ คนทั่วไปที่บอกว่าตนเป็นพุทธตามบรรพบุรุษนับถือมาไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติ ใจไม่ได้เป็นจริง พุทธมามกะ คือคนที่ใส่ใจตั้งใจเป็นพุทธ ตั้งใจศึกษาปฏิบัติจริง พุทธบริษัท คือ บุคคล 4 บุคคล 8 ที่ท่องในบทสวดมนต์ คือสาวกสังโฆ เป็นฆราวาสหรือภิกษุที่บรรลุธรรม ตั้งแต่โสดาปัตติมรรค _โสดาปัตติผล...เป็นบุคคล 8 หรือบุคคล 4 ที่มีอาริยธรรมได้ผลแล้ว ต่างจาก พุทธศาสนิกชนหรือพุทธมามกะ พุทธบริษัทมี 4 คือ 1 .อุบาสก คือผู้บรรลุตั้งแต่โสดาปัตติมรรคเป็นต้นไปที่เป็นผู้ชาย 2 .อุบาสิกา 3 .ภิกษุ 4 .ภิกษุณี พวกคุณตั้งใจฟังนี่คุณอาจบรรลุธรรมได้ ชาวอโศกส่วนใหญ่เป็นผู้บรรลุตั้งแต่โสดาปัตติมรรคเป็นต้นไป อยากให้มีคนมาตรวจสอบ แต่ผู้ตรวจสอบต้องมีภูมิธรรม อาตมา เขียนหนังสือ หรือแต่งนิยายประกวด ไม่เคยได้รางวัลเสีย สั กที อาตมา ก็อ่านผู้ได้รางวัลแต่ก็ว่าไม่เห็นเข้าท่า สู้ของเราที่มีเนื้อหาสาระดีกว่า ทำไมแต่มารู้ทีหลังว่า กรรมการไม่มีปัญญาตัดสินของเรา มันเป็นโลกุตระ มีเกินภูมิเขา เช่นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่พ่อครูเขียน เขาเข้าไม่ถึง เชิงจิต ตั้งชื่อเรื่องว่า “ เขียง ” เร ิ่ มต้นด้วยเพื่อนสองคน เป็นแพทย์สองคน คนหนึ่งอยู่ในคลินิค ในตู้เครื่องมือแพทย์มีเขียงไม้อยู่ เมื่อเพื่อนมาเห็นก็ถามว่า ทำไมมีเขียงในตู้เครื่องมือแพทย์ เ จ้ าของเขียงเป็นแพทย์ก็ไม่อยากพูด ก็ว่าเรารักของเราก็เอาไว้ แต่เพื่อนก็เซ้าซี้ เลยเล่าว่าเขียงนี้ได้แต่ใดมา สรุปว่า เขียงนี้ได้มาเพราะออกมาเป็นแพทย์ ออกทำงานอาสา วันหนึ่งก็ไปเจอเหตุการณ์ ผู้ชายคนหนึ่ง ต้นไม้ล้มทับบาดเจ็บหนัก เมียก็ว่าให้ช่วยผัวเขาหน่อย เขาก็ไปรักษาพยาบาลให้ แล้วก็นำไปรักษาที่สุขศาลา ต่างจังหวัด เขาเป็นหมอมีอุดมคติ เสร็จแล้วก็รู้เรื่องทีหลังว่า ผู้ชายคนนี้ไปตัดต้นมะขามแล้วมันล้มทับ เขามีอาชีพทำเขียง พอรักษาเสร็จ หายเขาก็กลับไป แล้วมาอีกทีหนึ่ง เมียพาผัวกลับมาหาเขาอีก ตอนนี้เป็นไทฟอยด์ หมอก็รักษา พอรักษาเสร็จแล้วเมียก็ตอบแทนคุณหมอ โดยให้เขียงที่ดีให้หมอ เขาก็ซาบซึ้งใจ จึงเอาเขียงไปไว้ในตู้เครื่องมือ เป็นเรื่องจิตวิญญาณ ทำไมคนไม่เข้าใจ เขาหาเขียงที่ดีที่สุด ทำมาตอบแทนบุญคุณ มันมีรายละเอียด และมีเรื่องอื่นอีกหลายเรื่อง เช่นผัวเมียคู่หนึ่งรักกันมาก แล้วก็แต่งงานกัน เมียก็เอาใจผัวมา กินอะไรทำให้ จนผัวรำคาญ พอแต่งงานแล้วก็ทุกอิริยาบท ผัวก็รำคาญ ก็หนีไปขับสามล้อ สามล้อเกิดไปถูกรถชน เมียก็ไปตามหา พอไปตามก็ถูกรถชนอีก เสร็จแล้วก็มีพล็อตไปอีกจำไม่ได้ แต่เรื่องนี้จบโดยที่ว่า มีเจ้าหน้าที่ตื่นเช้ามาตกใจ ทำไมมีผู้หญิงผู้ชายกอดกันตาย คือเรื่องของเรื่องคือสองคนนี้บาดเจ็บแล้วก็ไปรพ.ด้วยอาการโคม่าทั้งคู่ไปรพ.เดียวกันกอดกันตาย ที่จริงรักกัน แต่ต้องการอยู่ด้วยกัน แต่รำคาญเล็กๆน้อยๆ อีกเรื่องหนึ่ง ผู้ชายคนหนึ่งต้องการมีลูกแต่ก็ไม่ต้องการมีเมีย สุดท้ายก็มีผู้หญิงมารัก ก็แต่งเพื่อมีลูก แล้วค่อยหย่าทีหลัง พอทำเสร็จก็ได้ลูก แล้วก็หาเรื่องหย่าขาดจากเมียให้ได้ สุดท้ายก็อยู่กับลูกอย่างว่าเหว่ สุดท้ายก็ต้องจำนนที่ลูกไม่มีแม่ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องจิตวิญญาณหรือมีอีกเรื ่ องหนึ่ง มีผู้หญิงสองคนเป็นเพื่อนกันรักกันมา แต่คนหนึ่งเป็นโสเภ ณี แล้วพลาดมีลูก แต่ก็มอบลูกให้เพื่อนเลี้ยงและบอกเพื่อนว่าอย่าให้ลูกรู้นะ แล้วก็ตอนจบมาที่ สองคนนี่เกิดทะเลาะกัน พอทะเลาะกันเสร็จ ลูกก็โตพอสมควร แต่ยังไม่เดียงสาเท่าไหร่ พอทะเลาะกันตบตีกัน แม่เลี้ยงสู้แม่จริงไม่ได้ แม่จริงก็ไปนั่งคร่อมตบตี ลูกโผล่มาคว้ามีดได้ก็จ้วงแทงน้า ที่จริงแทงถูกแม่จริงของตัวเอง เรื่องนี้ได้เข้ารอบพอฟังรู้เรื่อง _อ.กฤษฎาว่า … พี่น้องฟังธรรมกับฟังเพลงก็ชนะแล้วไม่ต้องทำอะไรแล้วที่เราทำจะมีธรรมฤทธิ์อย่างไร พ่อครูว่า … คนเขาเข้าใจธรรมะอย่างที่เขาเข้าใจ เขาไม่เชื่อว่าธรรมะมีธรรมฤทธิ์ อาตมา ก็ไม่มีปัญหาว่าใครจะมาเชื่อ แต่ อาตมา เชื่อธรรมฤทธิ์ อาตมา ทำงานมาอย่างจนๆ ไม่ได้เอาอามิสมาล่อ แต่ทำด้วยธรรมะคือเสียสละอ่อนน้อมถ่อมตนและเป็นผู้แพ้ อาตมา ก็ได้แต่งเพลง “ ผู้แพ้ ” ไว้แต่ตอนอายุ 20 ปี เพลงนี้ก็ดัง ตั้งแต่สมัย อาตมา เป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ แต่งเพลงผู้ชนะไม่เป็น สู้โลกด้วยความแพ้ อย่างทางศาสนา อาตมา ไม่น่าแพ้ เ ลย แต่สุดท้ายก็ถูกตัดสินให้แพ้ ทั้งที่ไม่ใช่ผู้ผิด แต่เป็นผู้แพ้ อาตมา ก็ทำงานมาด้วยการไม่มีฤทธิ์อำนาจอะไรนอกจาก “ ธรรมฤทธิ์ ” อาตมา เชื่อ ธัมโมหเวรักขติ ธัมจาร ี คือ ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ถ้าแต่ละคนปฏิบัติธรรมมีผลจำนวนมากพอก็ชนะแต่ไม่ต้องเรียกว่าชนะ อย่างกรณีเสธ.อ้าย เราไม่ได้ผิด เราจึงเป็นผู้แพ้ อาตมา ว่าเราชนะอย่างสวยงามด้วยซ้ำไป คนไม่เข้าใจสัจธรรม อ่านไม่ออกหรอก อาตมา ทำงานกับพวกเราก็ดูผลเหตุปัจจัย ถ้ามันได้ผลรายทาง แต่ชนะตามผลที่คาดว่าจะได้ อาตมา ว่า ไม่ไปตั้งเป้าอย่างนั้นหรอก ก็ดูผลที่มันจะเกิด 1 บวก 1 เป็น 2 แล้ว 2 บวก 1 เป็น 3 หรือ 2 บวก 1 เป็น 2.5 ก็ไม่ว่า แม้ไม่ถึง 10 อย่างที่ตั้งก็ไม่ว่า แต่ดูว่ามันมีอัตราก้าวหน้าอยู่ก็ทำ แต่ถ้าทำไปแล้วมันถดถอย 2 บวก 1 เป็น 2.5 อย่างนี้ก็ต้องหยุดทำ แต่ถ้าทำแล้วก้าวหน้า แม้ไม่ถึง 10 ก็ทำ ใครจะทำไม _อ.กฤษฎาว่า … พ่อครูมีการประเมินอยู่ตลอด พ่อครูว่า...ใช้สัปปุริสธรรม 7 และมหาปเทส 4 ประเมินตลอด ไม่ใช่ทำอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า สร้างมาอย่างยากเย็นจะพาทำเสียหายล้มละลายทำไม ไม่ได้ทำชุ่ยๆนะ ไม่มักง่าย อย่างตลาดอาริยะ ไม่ได้ตั้งไว้ว่าจะทำเดือนละ 2 ครั้งตลอดไป อาจเป็น 3 ครั้งหรือ 2.5 ครั้งก็ได้ หรือจะลดลงเหลือ 1 ครั้ง หรือเลิกไปก็ได้ เราไม่ได้ทำโดยเป็นหนี้ใคร ไม่ได้เอาเงินบริจาคในการชุมนุมมาใช้ทำตลาดอาริยะ เราใช้เงินชาวอโศกทำ เราช่วยกันทั้งส่วนกลางและส่วนตัว ถ้าเราทำได้ตลอดรอดฝั่งโดยไม่เบียดเบียนตน เบียดเบียน ท่าน เราก็ทำไป ประชาชนก็เห็นดีอยู่เราก็ทำเรื่อยไป _อ.กฤษฎาว่า … จะกินเจแล้วอยากให้พ่อพูดเรื่องกินเจกับมังสวิรัติ พ่อครูว่า … เรื่องมังสวิรัติก็เป็นบุญญาวุธหมายเลข 1 ของอโศกเลย พระพุทธเจ้าไม่กินเนื ้ อสัตว์ ในอินเดียพวกพรามหณ์ไม่กินเนื้อ ในอินเดียไม่กินเนื้อสัตว์กันส่วนใหญ่ ไม่ต้องตั้งกฎอะไรเลย แม้เทว ทั ตจะมาให้พระพุทธเจ้าออกกฎบังคับให้ไม่กินเนื้อสัตว์ นี่ยืนยันว่าแม้พระเทว ทั ตก็ไม่กินเนื้อสัตว์ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ไม่เอาตาม เพราะส่วนใหญ่ไม่กินเนื้ออยู่แล้ว ยังมีหลักฐานอีกว่า มีเสนาบดีที่กินเนื้อสัตว์ แล้วนิมนต์พระพุทธเจ้าไปฉันอาหารแล้วให้คนไปซื้อเนื้อสัตว์มาถวายพระพุทธเจ้า พวกอเจลกะก็กลัวเสียลาภจากคหบดี อเจลกะก็ไปประกาศว่าเจ้าข้าเอ ๊ ย พระสมณโคดมรู้ทั้งรู้ว่าเสนาบดีให้ลูกน้องซื้อเนื้อสัตว์มาถวาย พระพุทธเจ้าก็กำลังไปกินเนื้อสัตว์นะ อย่าเคารพนะ คือดิสเครดิตพระพุทธเจ้าว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ ประเด็นนี้้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์อยู่แล้ว ทำไมต้องไปดิสเครดิตว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ ส่วนเรื่องที่ท่านจะฉันหรือไม่ก็แล้วแต่ท่าน ในไตรปิฏกไม่ได้บอกไว้ ท่านจะเจเขี่ยหรืออย่างไรก็แล้วแต่ท่าน นี่คือหลักฐาน พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้ฆ่าสัตว์ คุณเป็นพุทธบริษัทจริงๆจะไม่ฆ่าสัตว์ นอกจากเป็นพุทธศาสนิกชนก็ถือตามๆกันไปก็แล้วแต่ แต่ในระดับพุทธศาสนิกชน หรือพุทธบริษัทก็ไม่ทำมิจฉาวณิชชา คือไม่ค้าขายสัตว์เป็น ไม่ค้าขายเนื้อสัตว์ ส ิ่ งเหล่านี้พระพุทธเจ้าไม่ให้ละเมิด เป็นการค้าขายที่ผิด ก็เมื่อไม่ค้าขาย และไม่ฆ่าเองแล้วจะเอาที่ไหนมากิน มี ปวัตตมังสะ และอุทิสมังสะ ทุทิส คือเจาะจง คือสัตว์ที่คนเจตนาฆ่า นี่คืออุทิสมังสะ แต่ถ้าสัตว์ใดตายโดยไม่ใช่คนฆ่า เช่น ตายเอง หรือสัตว์ฆ่ากันก็เรียกปวัตตมังสะ เช่น เดนเสือกิน (อย่าไปแย่งมันนะ) ปวัตตมังสะมีสองอย่างคือ เดนสัตว์กินและสัตว์ตายเอง ก็ไม่ครบองค์ 5 ของปาณาติบาต (สัตว์มีชีวิต รู้ว่าสัตว์มีชีวิต เจตนาฆ่า พยายามฆ่า สัตว์ตายลง) แต่นี่ ปวัตตมังสะ ก็กินได้ แต่ทุกวันนี้พุทธเขาขายเนื้อสัตว์กันโครมๆ ก็เบี้ยวบาลี ในนวโกวาท เขาแปล อย่าค้าขายสัตว์เป็น เขาไปแปลว่ามนุษย์ และแปลอุทิสมังสะไปแปลว่าการฆ่าเพื่อเจาะจงให้คนชื่อนี้กินไม่ได้ เช่น เพื่อนไปบ้าน ก็บอกให้ฆ่าไก่นี้เลี ้ ยงเพื่อนคนนี้ อย่างนี้จำเพาะเพื่อนคนนี้ เพื่อนคนนี้กินไม่ได้ อย่างนี้เบี้ยวบาลีกัน สรุปเนื่้อหา เนื้อสัตว์ไม่ใช่เนื้อที่ควรกิน หลายสูตรใน ลังกาวตารสูตรเป็นต้น ในสูตรของมหายานนั้นพระพุทธเจ้าห้ามโดยตรง เมืองนอกที่เขานับถือมหายานเขาไม่ติดใจในเนื้อสัตว์ เขาก็มังสวิรัติกัน ในศรีลังกา เขาก็มังสวิรัติ มีแต่ในเมืองไทยนี้แหละกินเนื้อกันมาก ในลังกาวตาลสูตร ท่านพุทธทาสแปลไว้ว่าไม่มีสัตว์ตัวใ ด ไม่เคยเป็นพ่อแม่พี่น้องของเรา เราจะกินได้ลงหรือ สรุปคือพวกกินเนื้อสัตว์เป็นกิเลสติดยึด และมันไม่ ดี ต่อสุขภ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน